คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 52 เอ๋อเหมย (1)
ก่อนหน้านี้ทุกคนปิดประตูสนทนากัน แม้แต่
นางกำนัลก็ยังไล่ออกไปด้วย เหยาหรงหรงไหน
เลยจะคาดคิดว่าแค่นึกถึงเรื่องนี้แล้วพลั้งปากพูด
ก็ถูกเซียวซูได้ยินเข้าพอดีตอนย้อนกลับมา นาง
กระวนกระวายทำตัวไม่ถูก ใบหน้าแดงก่ำใน
บัดดล
ยามนี้มิต้องสนใจแล้วว่าเซียวซูจะถือกำเนิด
จากภรรยาเอกคนที่สองหรือเปล่า เพราะไม่ว่า
อย่างไรด้วยสถานะของเจ้าตัว เหยาหรงหรงก็ไม่
อาจล่วงเกินได้อยู่ดี
นางลุกพรวดจากที่นั่ง ก้มหน้าขออภัยด้วย
อาการขวัญหนีดีฝั่อ “พวกข้าไม่ได้เจตนา…”
เซียวซูยิ้มหยัน “ถึงแม้ท่านแม่ข้าจะเป็น
ภรรยาเอกคนที่สอง แต่ท่านพ่อก็สู่ขอเข้าตระกูล
อย่างถูกต้องตามประเพณี ไม่มีสิ่งใดที่จะเอ่ยถึง
ไม่ได้ เพียงแต่ภายในพระราชวังแห่งนี้ พวกเจ้า
กลับกินใจหมีดีเสือ กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องที่
ไม่รู้อย่างชัดแจ้งแม้แต่น้อย เกรงว่าคงรังเกียจที่มี
ศีรษะตั้งอยู่บนคอดี ๆ มานานเกินไปจนเบื่อจะมี
ชีวิตอยู่แล้วสินะ?”
ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ
เซียวซูเอ่ยต่อไปว่า “พึงรู้เถิดว่าหากข้าเปิด
โปงทุกสิ่งที่พวกเจ้าพูดในวันนี้ ทุกคนย่อมมีจุด
จบไม่ดีแน่ พรุ่งนี้ต้องเรียนคัมภีร์ลำนำและกวี ทั้ง
ยังต้องเรียนพิณกับเซี่ยเซียนเซิงอีก หากมีเวลา
มารนหาที่ตาย เหตุใดไม่ไปทบทวนตำรากับ
ฝึกซ้อมพิณเล่า? จะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้า
ยามเซียนเซิงถามในตำหนักเฟิงเฉินพรุ่งนี้!”
พวกนางนึกถึงเรื่องในตำหนักฉือหนิงวันนี้ ยัง
หวั่นกลัวไม่หาย
การสนทนาก่อนหน้านี้คนเล่าเล่าอย่าง
เพลิดเพลิน ส่วนคนฟังก็ฟังอย่างไม่รู้จักเบื่อ พาน
ให้ไม่ทันรู้สึกตัว ครานี้ถูกเซียวซูพูดเตือนสติ ทุก
คนจึงตกใจหลั่งเหงื่อเย็นเยียบท่วมร่าง ยิ่งไม่ต้อง
กล่าวถึงความเย็นชาปราศจากรอยยิ้มภายใน
ดวงตานาง อีกทั้งยังกลัวกันว่าจะผิดใจกับนาง
และถูกฟั้องไปถึงหูไทเฮาหรือไม่ก็ทางวังหลวง
จริง ๆ ทำให้ล้วนขานรับแต่โดยดี
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่มีอะไรจะกล่าว
เมื่อทุกคนแตกฮือหนีหายไปอย่างลนลาน
นางก็จากไปเช่นกัน
สุดท้ายเรื่องหยกหรูอี้ที่สำนักพระราชวัง
นำมาถวายจะดำเนินไปในทิศทางใด ทางเรือนห
ยางจื่อไม่ทราบเลยแม้แต่น้อย เพียงได้ยิน
คลับคล้ายคลับคลาว่าภายนอกเกิดเหตุฆ่าฟันอยู่
บ้าง
ตกเย็นทุกคนนั่งรับประทานอาหารพร้อมกัน
ไม่มีผู้ใดกล้าพูดจามากความแม้แต่ประโยคเดียว
บรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนและแปลก
ประหลาดพิกล
มีเพียงเซียวซูซึ่งสงบเยือกเย็น คุยสัพเพเหระ
กับคนอื่นราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เมื่อ
รับประทานอาหารเสร็จแล้วยังชงชาและ
สอบถามผู้อื่นอีกว่าจะดื่มร่วมกันหรือไม่
เพียงแต่ใครเล่าจะกล้าในเวลานี้
ด้วยเหตุนี้จึงเหลือเพียงเฉินซูอี๋และเหยาซี
สองคนซึ่งปกติสนิทสนมกับนางอยู่แล้ว รวม
ถึงโจวเปั่าอิงที่ชอบกินแต่ไร้สมองอีกรายที่รั้งอยู่
ร่วมดื่มชาด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมจากไป
เมื่อกลับถึงห้อง นางก็จุดตะเกียงหน้าโต๊ะ
ก่อนหยิบคัมภีร์ลำนำและกวีออกมา คิดจะเตรียม
ท่องบทเรียนวันพรุ่งนี้ล่วงหน้าสักหน่อย อย่างไร
เสียชาติก่อนด้านวิชาการของนางก็ย่ำแย่จนทนดู
ไม่ได้ แต่ชาตินี้ต้องมานั่งประพฤติตัวดี ๆ ใน
สายตาเซี่ยเวยตั้งครึ่งปี หากคิดจะทำอย่างขอไป
ทีเกรงว่าคงไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น
แต่คิดก็เรื่องหนึ่ง ทำก็อีกเรื่องหนึ่ง
ตำราวางอยู่ตรงหน้า สะท้อนแสงตะเกียงที่
ขยับวูบไหวด้านข้าง อักษรแต่ละตัวบนตำราราว
กับมดปลวกกำลังไต่ยั้วเยี้ย ทำให้นางหงุดหงิด
งุ่นง่าน อ่านไม่เข้าหัวสักตัว
บางครั้งก็ไพล่คิดถึงเรื่องจวนหย่งอี้โหว
ประสบคราวเคราะห์ บางครั้ง ก็ไพล่คิดถึง
ถ้อยคำอันบังอาจโอหังด้านหลังหยกหรูอี้ สุดท้าย
ก็เป็นเรื่องของสุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อย
คนที่ฟางเมี่ยวเล่า…
ความคิดวูบวาบสลับกันไปมาในหัวสมอง
เจียงเสวี่ยหนิงปวดศีรษะแทบระเบิด นาง
โยนตำราทิ้งและล้มตัวลงบนเตียงคิดจะนอน
ทว่านอนไม่หลับอยู่ดี ลืมตาเหม่อลอยไปครึ่งคืน
ไม่รู้ว่าผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไร
หากกลางวันมีเรื่องครุ่นคิด ตกกลางคืนย่อม
ฝันถึง
ภายในฝันปรากฏโลหิตแถบหนึ่ง หิมะแถบ
หนึ่ง มีดาบฟันฉับลงมา เสียงร้องไห้โหยหวนด้วย
ความหวาดกลัวและสิ้นหวังของเด็กน้อยจำนวน
สามร้อยคนดังกึกก้องท่ามกลางหิมะกระหน่ำ ชำ
แรกแทรกในเสียงหวีดหวิวเย็นเยียบของสายลม
อุดร ลอยล่องไปไกลแสนไกล…
เมื่อนางได้สติมามองอีกครั้งกลับเห็นเซี่ยเวย
กำลังยืนจ้องนางจากกองภูเขาซากศพ
เมื่อตื่นในเช้าวันต่อมา เจียงเสวี่ยหนิงใต้ตา
ดำเป็นปืน
นางกำนัลที่ยกน้ำเข้ามาปรนนิบัตินางล้าง
หน้าล้างตาตกใจจนสะดุ้งโหยง
ส่วนนางกลับไม่เอ่ยอะไร หันหน้าเข้าหา
กระจก แต่งแต้มเครื่องประทินโฉม บรรจงกลบ
ความอิดโรยบริเวณรอบดวงตาทีละน้อยจนหมด
สิ้น พอเดินออกจากห้องดวงหน้าก็เปล่งประกาย
อีกครั้ง ทำให้คนจับพิรุธไม่ได้
——————–
วันนี้เข้าเรียนอย่างเป็นทางการ ช่วงเช้ามีสอง
วิชา
กลางยามเหม่าถึงกลางยามเฉินเป็นวิชาแรก
รวมทั้งสิ้นหนึ่งชั่วยาม เรียนคัมภีร์ลำนำและกวี
กับจ้าวเยี่ยนหงอาจารย์ประจำสภาฮั่นหลิน กลาง
ยามเฉินสองเค่อถึงกลางยามซื่อสองเค่อเป็นวิชา
ที่สอง ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเช่นกันในการเรียนพิณ
กับเซี่ยเวยผู้ดำรงตำแหน่งรองราชครูขององค์รัช
ทายาท
ดังนั้นช่วงเช้า ผู้มาก่อนจึงเป็นจ้าวเยี่ยนหง
อาจารย์ผู้นี้มีอายุสี่สิบห้าสิบปีได้ ถือเป็นฝั่าย
นักวิชาการในสภาฮั่นหลิน ไม่ได้เข้าใจเรื่องราวใน
ราชสำนักและการเมืองการปกครองลึกซึ้งเท่าใด
ทว่ามีความสามารถในการประจบประแจงและ
พึ่งพิงผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าเขากับ
อาจารย์อีกสองคนต่างดูแคลนสตรี
แต่วันนี้เมื่อได้เรียนกับเขาครั้งหนึ่งถึงรู้ว่าที่
แท้แม้กระทั่งการดูถูกสตรีก็ยังแบ่งระดับขั้น
คัมภีร์ลำนำและกวีแบ่งเป็นสามหมวดคือ
เฟิง หย่า และซ่ง[2] สิ่งที่เรียนคาบแรกคือกลอน
พื้นบ้าน ‘นกจวีจิวขันคู’ อันมีชื่อเสียงใน ‘บท
เพลงพื้นบ้าน เขตโจวหนาน’ ที่ผู้ศึกษามักต้อง
ท่องจำและเข้าใจได้เป็นอย่างดี แต่จ้าวเยี่ยนห
งเพียงสอนให้พวกนางอ่านและบอกให้รู้ถึงหลัก
ใหญ่ใจความของกลอนบทนี้ว่าประพันธ์โดย
อาศัยสิ่งใด ทว่าไม่อธิบายความหมายของกลอน
แต่ละประโยคให้ทุกคนรู้…
นี่เป็นการท่องจำแบบตายตัว
แม้ทุกคนจะได้รับคัดเลือกมาเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษา แต่ใช่ว่าจะมีความรู้ล้ำเลิศด้านนี้กัน
หมด ทั้งยังมีจุดที่ไม่ทัดเทียมกัน เจียงเสวี่ยหนิง
จึงรวบรวมความกล้า เอ่ยถามว่า ‘เด็ด’ ใน ‘ผักซิ่
งเรียงราย เด็ดซ้ายเด็ดขวา’ มีความหมายเช่นไร
ผู้ใดจะคาดคิดว่าจ้าวเยี่ยนหงกลับมีสีหน้า
แปรเปลี่ยน ตำหนินางว่า “เมื่อวานตอนบรรยาย
ช่วงเปิดเรียนก็สั่งแล้วนะว่าต้องกลับไปทบทวน
ตำรา ห้องเรียนยามนี้เป็นสถานที่ที่ให้เจ้าถามได้
ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ? ไม่รู้จริง ๆ ว่าไปอ่าน
ตำราอะไรมาบ้าง!”
เจียงเสวี่ยหนิงจะรุกก็ใช่ที่จะถอยก็ใช่ที่ทันที
——————–
1. เอ๋อเหมย เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็น
รากฐานของพุทธศาสนาในจีน ทั้งสี่ขุนเขา
ประกอบด้วย เขาเอ๋อเหมยในมณฑลเสฉ
วน เขาพู่ถัวในมณฑลเจ้อเจียง เขาจิ่วหัวใน
มณฑลอันฮุย และเขาอู่ไถในมณฑลซานซี
(ภูเขาง้อไบ๊)
2. คัมภีร์ลำนำและกวี เนื้อหาแบ่งเป็นสาม
หมวด ได้แก่ เฟิง (เกี่ยวกับเพลงพื้นบ้าน)
หย่า (เกี่ยวกับบทเพลงในราชสำนัก) ซ่ง
(เกี่ยวกับการเซ่นไหว้และสดุดีบุคคลสำคัญ)
บทที่ 52 เอ๋อเหมย (2)
นางก่นด่าในใจ ‘ครูบาอาจารย์มีหน้าที่
ถ่ายทอดความรู้และคลายข้อกังขา ถ้าเปินกงรู้
ทุกอย่างคงตัดหัวสุนัขของเจ้าไปก่อนแล้ว ยังจะ
มาถามเจ้าหามารดาอะไรล่ะ!’
อย่างไรเสียคุณธรรมแห่งการเคารพครูบา
อาจารย์ก็เป็นคานที่กดทับศีรษะนางอยู่
สุดท้ายนางจึงนั่งลงโดยไม่เอ่ยอะไร
หากเป็นแค่นี้ก็ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไร
เยี่ยนหงสุนัขผายลมผู้นี้อาจมีนิสัยและปฏิบัติกับ
ทุกคนเหมือนกันอยู่แล้วก็ได้
ใครจะไปคิดว่าตอนสุ่มเลือกคนออกมาท่อง
วรรณกรรม เขาจะเรียกเซียวซูให้ลุกขึ้นมา เมื่อ
ฟังนางท่องเสร็จก็ทอดถอนใจชมเชยยกใหญ่
กลับเป็นฝั่ายเริ่มบอกด้วยความกระตือรือร้นเอง
เสียอีก “คำว่า ‘เด็ด’ ของ ‘ผักซิ่งเรียงราย เด็ด
ซ้ายเด็ดขวา’ ในประโยคสุดท้ายค่อนข้างแปลก
แต่หากจะถามถึงความหมายของมัน จำเป็นต้อง
คิดเชื่อมกับวรรคก่อนหน้านี้เท่านั้น…”
เซียวซูกล่าวอย่างเฉยชา “เซียนเซิง ข้าทราบ
เจ้าค่ะ”
จ้าวเยี่ยนหงนิ่งอึ้ง รู้สึกกระอักกระอ่วน
เล็กน้อย เพียงแต่พริบตาถัดมาก็กลบเกลื่อน เอ่ย
ว่า “อ้อ อ้อ รู้ก็ดีแล้ว รู้ก็ดีแล้ว สมเป็นบุตรีผู้
สูงส่งของตระกูลเซียว ความรู้ช่างเหนือล้ำกว่า
ผู้อื่นยิ่ง มีเจ้าเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์
หญิงใหญ่ ตาเฒ่าก็วางใจแล้ว”
ทุกคนต่างไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไรดี
เสิ่นจื่ออีซึ่งนั่งอยู่กึ่งกลางแถวหน้ายิ่งขมวดคิ้ว
มุ่น
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปข้างหน้าแวบหนึ่งก็รู้ได้
ทันที จ้าวเยี่ยนหงผู้นี้จิตใจคับแคบและหัวโบราณ
เกรงว่าไม่ต้องให้นางไปฟั้องก็ต้องมีรายชื่ออยู่ที่
เสิ่นจื่ออีแล้วเป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้เสิ่นจื่ออีจะทน
เขาได้หรือเปล่า
สอนยังไม่ถึงกลางยามเฉินจ้าวเยี่ยนหงก็หยุด
เขาไปนั่งดื่มน้ำชาด้านข้าง เพียงบอกให้พวกนาง
อ่านตำราด้วยตนเอง เมื่อนาฬิกาน้ำ[2]บริเวณ
ด้านข้างบอกว่าหมดเวลา เขาก็แสดงท่าทางรับ
การคารวะจากทุกคน ม้วนตำราบนโต๊ะเดินส่าย
อาด ๆ ออกไป
เซี่ยเวยบังเอิญเจอเขาตอนมาถึงพอดี
จ้าวเยี่ยนหงตกใจ “วิชาของใต้เท้าเซี่ยอยู่
กลางยามเฉินสองเค่อ เหตุใดถึงมาเช้าขนาดนี้?”
วันนี้เซี่ยเวยพื้นอารมณ์ไม่ค่อยดี ข้างนอกมี
ลมแรงจึงสวมเสื้อคลุมนักพรตสีฟั้าคราม อุ้ม
ตะแคงพิณในถุงห่อสีน้ำตาลเข้ม ยืนนิ่งอยู่ใต้
ขั้นบันไดของตำหนักเฟิงเฉิน เมื่อได้ยินจ้าว
เยี่ยนหงกล่าวเช่นนี้ก็ลอบขมวดคิ้ว
ทว่าการแสดงสีหน้าเล็กน้อยเช่นนี้ย่อมยาก
จะสังเกตเห็น
เขากล่าวระคนหัวเราะเรียบ ๆ “สอนพิณเป็น
ครั้งแรก มิกล้าชักช้า เพื่อปั้องกันเหตุผิดพลาด
ย่อมต้องเตรียมตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงมาเช้าสัก
หน่อย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” จ้าวเยี่ยนหงรู้สึกว่าอีก
ฝั่ายทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แม้แต่ตำราที่
แต่งขึ้นมาเป็นพิเศษเล่มนั้นก็เกินจำเป็น แต่ถึง
อย่างไรเซี่ยเวยก็มียศอำนาจสูงกว่า มิใช่สิ่งที่ผู้มี
ตำแหน่งเลื่อนลอยอย่างพวกเขาจะเปรียบได้เลย
ฉะนั้นจึงกล่าวเพียงว่า “เซี่ยเซียนเซิงไม่ทำสิ่งใด
อย่างขอไปทีอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ ตาเฒ่ารู้สึก
ละอายใจนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ขอทำให้ท่าน
เสียเวลาแล้ว”
เขาประสานมือคารวะแสดงการอำลา
เซี่ยเวยอุ้มพิณอยู่จึงไม่สะดวกจะคารวะตอบ
ทำได้แค่ค้อมกายคารวะน้อย ๆ
ตอนนี้ทั้งสองคนผู้หนึ่งก้าวขึ้นบันได อีกผู้
หนึ่งก้าวลงบันได
ตำแหน่งที่เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ติดประตู
ตำหนัก ได้ยินการสนทนาเข้าพอดี ร่างกายซึ่ง
เดิมทีเพิ่งจะผ่อนคลายเพราะเลิกเรียนพลันแข็ง
ทื่ออีกครั้ง
จากนั้นก็มีเงาดำทอดลงบนโต๊ะเรียนของนาง
เป็นเซี่ยเวยที่ก้าวเข้ามาจากภายนอกตำหนัก
และกำลังเดินผ่านโต๊ะเรียนของนาง
นางไม่กล้าหันหน้าไป
จวบจนเห็นชายแขนเสื้อสีครามกวาดผ่านข้าง
กาย นางถึงค่อย ๆ เงยศีรษะมองขึ้นไปด้านบน
เซี่ยเวยเดินขึ้นบนแท่นสอนแล้วก็ยืนนิ่ง ไม่
เอื้อนเอ่ยวาจา เพียงหลุบตาวางพิณที่อุ้มมาลง
บนโต๊ะ เมื่อถอดถุงห่อพิณก็ยกมือดีดสายพิณ
ครั้นลองเสียงเสร็จก็วางมืออย่างแช่มช้า กดสาย
พิณเล็กน้อยเพื่อกำจัดเสียงสั่นสะเทือนของสาย
พิณที่ยังคงหลงเหลือ
เสียงทดลองทั้งสองเสียงดุจสายธารกระทบ
แก่งหิน ดั่งผิวลำธารที่กระเพื่อมไหวยามลมโชย
ฟังแล้วพานให้จิตใจผ่อนคลาย ผู้ที่ดีดพิณเป็นคน
เช่นไรยังไม่ต้องเอ่ยถึง แต่พิณย่อมเป็นพิณชั้น
ยอดอย่างแน่นอน
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องสำรวจพิณคันนั้น เห็น
เพียงตัวพิณมีสีแดงเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ ทา
น้ำมันชักเงาหนายิ่งนัก มองเห็นลายเมฆมงคล
สายธารไหลได้ราง ๆ ดูแล้วสภาพยังไม่เก่า แม้จะ
มองไม่เห็นชื่อพิณซึ่งแกะสลักอยู่ใต้ท้องพิณ แต่
นางมองเพียงผาดเดียวก็ดูออกทันทีว่านี่คือพิณที่
เซี่ยเวยสร้างด้วยตนเองและใช้งานบ่อยที่สุด มี
นามว่า ‘เอ๋อเหมย’
นั่นทำให้นางตระหนกตกใจอย่างอดไม่อยู่
นางไร้พรสวรรค์ด้านการเล่นพิณโดยแท้จริง
ทั้งดีดไม่เป็นและฟังไม่เป็น ความฉลาดหัวไวที่มี
ในยามปกติ พอมาถึงการเรียนพิณกลับ
ปลาสนาการไปสิ้น สมองของนางทึ่มทื่อไม่ต่าง
อะไรจากท่อนไม้
ช่วงที่เรียนพิณในชาติก่อนถูกทรมานจนแทบ
จะร่ำไห้
โชคดีที่ต่อมาหนีเรียนจนติดเป็นนิสัย และไม่
มีผู้ใดถือสาหาความนางด้วย
พิณที่เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักมีจำนวนไม่มาก ของ
เซี่ยเวยคันนี้ถือเป็นหนึ่งในนั้น
นั่นเป็นวันหลังจากหิมะตก กระเบื้องและ
กำแพงวังหลวงปกคลุมด้วยหิมะสีเงิน นางและ
จางเจอเดินผ่านเส้นทางสายยาวนอกตำหนัก
คุนหนิง ได้ยินเสียงพิณแผ่วเบาแว่วมาจาก
ตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินที่อยู่ไกล ๆ
นางจึงรั้งฝีเท้า
แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียวเสียงพิณนั้นก็หยุด
ไม่นานนักเซี่ยเวยก็อุ้มพิณออกมาจากตำหนัก
ข้าง เดินผ่านเส้นทางเบื้องหน้าพวกนาง เมื่อหัน
ศีรษะมาก็เห็นนางยืนอยู่กับจางเจอ เขามองนาง
แวบหนึ่ง จากนั้นก็มองจางเจออีกแวบ ไม่ได้
กล่าวอะไร เดินไปยังตำหนักเฉียนชิงโดยไม่สนใจ
ผู้ใดทั้งสิ้น
จางเจอบอกว่าพิณคันนั้นมีนามว่าเอ๋อเหมย
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขาด้วยความสงสัยว่า ชื่อ
มาจากที่ใด
จางเจอตอบว่าไม่ทราบ
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “หิมะ
เกลื่อนเขาเอ๋อเหมยสุดสายตา ก้อนน้ำแข็งดุจ
ภาชนะรองรับผืนน้ำใหญ่[3]?”
จางเจอยังคงส่ายศีรษะ
จนต่อมาเซี่ยเวยเผาพิณก่อกบฏ เจียงเสวี่ย
หนิงถึงนึกออกว่ายังมีบทกวีที่มีคนรู้น้อยมากอยู่
บทหนึ่ง ‘ครั้นสร้างชื่อลือเลื่องทั้งตี้ตู[4]ยามหวน
คืนร่วมเคียงคู่ชมจันทราแห่งเอ๋อเหมย[5]..’
——————–
1. เอ๋อเหมย เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็น
รากฐานของพุทธศาสนาในจีน ทั้งสี่ขุนเขา
ประกอบด้วย เขาเอ๋อเหมยในมณฑลเสฉ
วน เขาพู่ถัวในมณฑลเจ้อเจียง เขาจิ่วหัวใน
มณฑลอันฮุย และเขาอู่ไถในมณฑลซานซี
(ภูเขาง้อไบ๊)
2. นาฬิกาน้ำ เป็นนาฬิกาที่ใช้หลักการหยด
อย่างสม่ำเสมอของน้ำ ระบุเวลาได้โดย
สังเกตการลดลงของน้ำ
3. เป็นเนื้อความในบทกวี ‘ร่ายกลอนเจ็ดบน
พัด’ ประพันธ์โดยเฉินจ้าว สมัยราชวงศ์ซ่ง
4. ตี้ตู แปลว่าเมืองที่ประทับของฮ่องเต้ ใช้
เป็นคำเรียกเมืองหลวง
5. เป็นเนื้อความในบทกวี ‘ขับร้องเพลงใต้แสง
จันทร์เอ๋อเหมยอำลาสู่เซิงเยี่ยน’ ประพันธ์
โดยหลี่ไปั๋ สมัยราชวงศ์ถัง กล่าวถึงการนัด
ให้บุคคลชื่อสู่เซิงเยี่ยนกลับไปร่วมชมจันทร์
ที่เขาเอ๋อเหมยด้วยกันหลังจากสร้าง
ชื่อเสียงที่เมืองหลวงแล้ว