คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 53 เรียนพิณ (1)
สุดท้ายชาติก่อนเซี่ยเวยได้เป็นฮ่องเต้หรือว่า
ไปชมจันทราที่เขาเอ๋อเหมย[1]นั่นกันแน่นะ
นางครุ่นคิดแล้วก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย
แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่ เขากระทำเรื่อง
ชั่วช้าในสายตาชาวโลกตั้งมากมาย ทั้งยังก่อ
กรรมเข่นฆ่าสังหารมากถึงเพียงนั้น หากสุดท้าย
ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ เกรงว่าจุดจบคงไม่ได้ดีสักเท่าไร
กระมัง
เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาเรียนพิณ เมื่อเซี่ยเวย
ทดสอบเสียงพิณเสร็จแล้วจึงไปนั่งอยู่ด้านข้าง ไม่
เอ่ยวาจากับพวกนางแม้แต่คำเดียว
หากว่ากันตามเหตุผล ขณะนี้เป็นช่วงเวลา
พักผ่อนระหว่างคาบ ทุกคนสามารถพักผ่อนและ
ทำอะไรได้ตามสะดวก
ทว่าเมื่อเซี่ยเวยนั่งอยู่ตรงนั้นย่อมบังเกิด
ความน่าเกรงขามอันน่าพิศวงชนิดหนึ่ง ทำให้คน
ไม่กล้าส่งเสียงดัง ถึงขั้นไม่กล้าเคลื่อนไหวตามใจ
ชอบ แต่ละคนล้วนนั่งประจำตำแหน่งอย่างว่า
ง่ายด้วยกลัวว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งตำหนักจึงเงียบกริบ เกิด
ความสงบอันหาได้ยากยิ่ง
จวบจนเวลาพักระหว่างคาบผ่านพ้น เซี่ยเว
ยถึงลุกขึ้นมาใหม่และกลับไปยืนบนแท่นสอน
ขณะนี้เององค์หญิงใหญ่เล่อหยางรวมถึงศิษย์
อีกแปดคนเบื้องล่างต่างลุกขึ้นยืนและโค้งคารวะ
เขา “ศิษย์คารวะเซี่ยเซียนเซิง”
เซี่ยเวยโบกมือพูดว่า “ไม่ต้องมากพิธี”
บนโต๊ะตำราที่ตั้งอยู่สูงมีไม้บรรทัดสำหรับ
ลงโทษวางอยู่เล่มหนึ่ง
เขาหลุบตามอง ก่อนจะหยิบขึ้นมาเล่นอย่าง
สบายอารมณ์ เมื่อบอกให้ทุกคนนั่งลงก็พูดขึ้นมา
ว่า “สิ่งที่จะเรียนในวันนี้ก็คือพิณ คนแซ่เซี่ยรู้ว่า
คุณหนูทั้งหลายโดยมากรวมทั้งองค์หญิงใหญ่
น่าจะเรียนรู้มาแล้ว เพียงแต่ในเมื่อยามนี้ต่างต้อง
เรียนพิณกับคนแซ่เซี่ย เช่นนั้นก็ขอให้ทุกคนลืม
เลือนสิ่งที่เคยเรียนมาในอดีตให้หมดสิ้น ถือว่าตน
ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน แล้วมาเริ่มต้นใหม่กันตั้งแต่
แรก”
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาถือไม้บรรทัด
ลงโทษก็รู้สึกเจ็บนิ้ว
ครั้นได้ฟังคำกล่าวของเซี่ยเวยอีก ก็รู้สึกว่า
ไม่ได้ต่างอะไรจากชาติที่แล้วเลยสักนิด
ชาติก่อนขณะที่นางได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึก
ยินดีปรีดา คิดว่าหากต้องเรียน ใหม่ตั้งแต่แรก
ตนเองอาจไม่ด้อยไปกว่าคุณหนูจากตระกูลใหญ่ก็
เป็นได้
แต่ความเป็นจริงก็ยังคงเป็นเรื่องที่โหดร้าย
บางครั้งก็จำต้องยอมรับว่าสวรรค์ช่าง
ยุติธรรมนัก มอบรูปโฉมอันงดงามเหนือผู้ใด แต่ก็
ไม่ได้มอบครอบครัวที่ทำให้นางใช้ชีวิตได้อย่าง
พรั่งพร้อมสมบูรณ์และสุขสบายใจ ทั้งยังไม่ได้มี
พรสวรรค์อันล้ำเลิศด้านพิณ หมากล้อม อักษร
และภาพวาด
“คนโบราณกล่าวเอาไว้ว่าท้องนภามีห้าดารา
พสุธามีห้าธาตุ โลกหล้ามีห้าเสียง ดังนั้นจึงกล่าว
กันว่าตั้งแต่ครั้งปฐมกาลเทพเสินหนงซื่อ[2]แกะ
ต้นอู๋ถงเป็นพิณ ใช้เชือกเป็นสาย มีเสียงแค่ห้า
เสียงคือ กง ซาง เจี่ยว เจิง อวี่ เบื้องบนประสาน
กับห้าดารา เบื้องล่างสอดรับกับห้าธาตุ บรรเลง
จนเกิดเป็นทิพยดุริยางค์ ภายหลังฮ่องเต้โจวเหวิ
นถูกคุมขังอยู่ในเมืองโหยวหลี่ เนื่องจากคิดถึง
โอรสปั๋ออี้ข่าวจึงเพิ่มไปอีกหนึ่งสาย เรียกว่าสาย
เหวิน ต่อมาเกิดเหตุการณ์ฮ่องเต้โจวอู่ปราบโจ้ว
[3] ฮ่องเต้โจวอู่ได้เพิ่มอีกหนึ่งสาย เรียกว่าสายอู่
นับแต่นั้นจึงเรียกขานรวมกันว่า ‘พิณเหวินอู่เจ็ด
สาย’ ”
เซี่ยเวยถือไม้บรรทัดไพล่หลัง
ตัวคนเดินลงมาจากบนแท่นสอน สายตา
กวาดผ่านใบหน้าทุกคนที่อยู่ด้านล่าง
“เรียนพิณไม่ใช่เรื่องง่าย เปรียบดั่งการพาย
เรือทวนน้ำ บางครั้งยังยากยิ่งกว่าการอ่านตำรา
เสียด้วยซ้ำ กล่าวกันว่าเรียนพิณสามปีมี
ความสำเร็จเล็กน้อย ห้าปีมีความสำเร็จปาน
กลาง เจ็ดปีมีความสำเร็จมาก แต่นี่เป็นคำกล่าวที่
อิงจาก ‘หลักการ’ ทว่าการเรียนพิณต้องมี
‘ฝีมือ’ ร่วมด้วย ครั้นมี ‘ฝีมือ’ แล้วถึงจะเรียกได้
ว่าประสบความสำเร็จ เพียงแต่พวกเจ้าอายุยังไม่
มาก เวลาแค่ครึ่งปีไม่อาจเรียนรู้อะไรได้จริง ๆ
หลังจากนี้หากพวกเจ้าได้เพียงเศษเสี้ยว
เชี่ยวชาญทักษะขึ้นสักเล็กน้อยก็ถือว่าไม่แย่แล้ว
วันนี้คนแซ่เซี่ยจะเริ่มสอนจาก ‘การนั่ง’ และ
‘นิ้ว’ ”
เขาเคยชินกับการสอนฮ่องเต้และเหล่าขุน
นางทั่วทั้งราชสำนักที่หอเหวินยวน ฉะนั้นการ
สอนดรุณีเหล่านี้จึงออกจะเหมือนการใช้มีดฆ่าโค
มาฆ่าไก่อยู่บ้าง ถึงแม้จะดูเหมือนไม่ค่อยพอใจ
เช่นเดียวกับจ้าวเซียนเซิงจากสภาฮั่นหลินคน
ก่อนหน้า แต่เขาก็ยังเดินเหินอย่างสงบนิ่ง
น้ำเสียงนุ่มนวลและเป็นมิตรดังเดิม
ไม่ได้ทำตัวสูงส่งและไม่ได้ดูแคลนพวกนาง
ยามยืนบรรยายแก่ดรุณีน้อยแบบต่อหน้า
ภายในตำหนักเฟิงเฉินนั้นไม่ต่างจากยามถวาย
การบรรยายแด่ประมุขของแผ่นดิน ณ หอเหวินย
วนแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ทุกคนเคยเห็นท่าทางหงุดหงิด
รำคาญใจขณะจ้าวเยี่ยนหงสอนพวกนางมาแล้ว
ทำให้คิดว่าเซี่ยเวยเป็นถึงพระอาจารย์ของฮ่องเต้
ปกติควรถวายการบรรยายแด่ฮ่องเต้และบรรดา
ขุนนางที่เขตพระราชฐานส่วนหน้า พวกนางจึง
พลอยกังวลว่าเขาจะพูดจาร้ายกาจเช่นจ้าวเซียน
เซิง แม้จะเคยได้ยินมาว่าเขามีอุปนิสัยของ
อริยชนก็ตาม
ยามนี้เมื่อได้ยินเขาเอ่ยวาจาด้วยความใจ
กว้างก็อดเบาใจลงไม่ได้
ผู้ที่ขวัญกล้าอยู่บ้างและพอจะสนิทสนม
คุ้นเคยกับเซี่ยเวยอย่างเสิ่นจื่ออีจึงยกมือน้อย ๆ
ของตนขึ้นมาถามหยั่งเชิง “เช่นนั้นเซี่ยเซียนเซิง
เรียนพิณมานานกี่ปีแล้ว ตอนนี้นับว่าอยู่ในระดับ
ใดหรือ?”
เซี่ยเวยเบือนสายตากลับไปมองนางพร้อม
กล่าวระคนยิ้ม “กระหม่อมเรียนพิณตั้งแต่อายุสี่
ขวบ บัดนี้อาจฝืนนับว่าพอเริ่มจะจับจุดได้แล้ว
กระมังพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนอดตระหนกตกใจไม่ได้
เสิ่นจื่ออียิ่งงอนิ้วช่วยเขาคำนวณ อ้าปากค้าง
อย่างอดไม่อยู่ “เท่ากับว่าเรียนมาแล้วยี่สิบกว่า
ปีน่ะสิ นี่ยังได้แค่ขั้นต้นอีกหรือ…”
เซี่ยเวยตอบ “นับว่ากระหม่อมโง่เขลา หาก
องค์หญิงใหญ่ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด
และมีไหวพริบปฏิภาณ ก็ไม่จำเป็นต้องนาน
ขนาดนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ฝีเท้าเขาหยุดเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงพอดี
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘โง่เขลา’ สองคำนี้
ก็อดเงยศีรษะมองไม่ได้ ถ้าคนแซ่เซี่ยยังเรียกว่า
‘โง่เขลา’ เช่นนั้นใต้หล้ายังมีคนฉลาดอีกหรือ
อย่างไรก็ตามใบหน้าของเซี่ยเวยกลับ
ปราศจากความกระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนตอนที่
ผู้อื่นจงใจถ่อมตน ตรงกันข้าม กลับจริงจังและ
หนักแน่น
นางจึงสัมผัสได้ว่า…
เซี่ยจวีอันรู้สึกว่าตนเองโง่เขลาจริง ๆ ทำให้
แม้ผ่านมาแล้วยี่สิบกว่าปี เขาก็ยังคิดว่าวิถีแห่ง
พิณของตนพอนับว่าอยู่แค่ขั้นต้นเท่านั้น
เนื่องจากวันนี้ต้องเรียนพิณ พิณของทุกคนจึง
วางอยู่บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
พิณของเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่มีข้อยกเว้น
เจียวอันคันนั้นวางอยู่ตรงหน้านาง
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตากวาดผ่านร่างนางไป
จากนั้นก็หยุดบนพิณคันนั้นโดยปริยาย ไม่รู้ว่า
เป็นเพราะจำได้หรือไม่ หลังจากมองอยู่นานถึงได้
ช้อนดวงตาพิจารณาเจียงเสวี่ยหนิง
แผ่นหลังนางเย็นวาบทันที
ยังดีที่เหมือนเซี่ยเวยแค่มองนางเพิ่มเพราะ
พิณคันนี้ ไม่ได้คิดจะเอ่ยอะไร เขาหมุนกายเบื้อง
หน้านางแล้วย้อนกลับไปด้านบนอย่างรวดเร็ว
คราวนี้ถึงค่อยเริ่มสอนพิณอย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือการนั่ง
สำหรับทุกคนแล้ว เรื่องนี้ไม่นับว่ายากเย็น
อย่างไรเสียช่วงเวลาหลายวันที่เข้าวังหลวง
เพื่อรับการคัดเลือก ทุกคนต่างเคยเรียน ‘การยืน
เดิน นั่ง นอน’ กับหัวหน้ากองซูมาแล้ว ถึงท่านั่ง
ยามดีดพิณจะต่างจากท่านั่งที่หัวหน้ากองซูสอน
เล็กน้อย ทว่าแม้ร้อยพันหมื่นเปลี่ยนแปลง แต่
ใจความก็ยังคงเดิม สรุปแล้วร่างกายไม่อาจส่าย
โอนเอน สายตาห้ามเบนไปที่ใด หูห้ามฟังสิ่งอื่น
จำต้องนั่งอย่างมีระเบียบแบบแผน
จะดีจะชั่วชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงก็เคย
ประสบเหตุการณ์การกวาดล้างวังหลวงมาแล้ว
ก่อนหน้านี้เคยทำตัวโดดเด่นมากเกินไปขณะอยู่
กับหัวหน้ากองซู ยามนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยเวย
นางจึงยิ่งไม่กล้ากระทำอย่างขอไปทีแม้แต่น้อย
เซี่ยเวยมองพินิจและผงกศีรษะให้ทีละคน
สุดท้ายมาหยุดตรงหน้านางอีกหน เกิด
ความรู้สึกชื่นชมเล็กน้อยอย่างหาได้ยากนัก “ไม่
เลว”
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินสองคำนี้สีหน้าสงบ
เยือกเย็น ทว่าใจนั้นอยากจะเอาใบหน้าซุก
แผ่นดินหนีให้มันรู้แล้วรู้รอด
เดิมทีเซี่ยเวยรู้สึกว่านางทำได้ดีถึงกล่าว
ชมเชยไปประโยคหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าพอกล่าวจบ
แล้วมองอีกครั้ง สีหน้าของนางกลับมีความ
ละอายใจปรากฏเล็กน้อย ท่วงท่าเองก็ดูฝืน ๆ
ราวกับการนั่งอยู่เบื้องหน้าพิณโบราณเจียวอันคัน
นั้นไม่ต่างอะไรกับการนั่งบนพรมเข็ม
กลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าตนกลายเป็นสัตว์
ประหลาดในสายตานางได้อย่างไร แต่ก็ทำได้
เพียงถือว่าตนทำให้นางตกใจกลัว ไม่ได้คิดอะไร
มาก
จวบจนการสอนวิธีการวางนิ้วในเวลาต่อมา…
เซี่ยเวยเริ่มจากวิธีการใช้นิ้วของมือขวาดีด
แปดวิธี ค่อย ๆ ดำเนินตามลำดับขั้นตอน จาก
ง่ายไปยาก ดังนั้นสิ่งที่เริ่มสอนก่อนก็คือ ม่อ
[4]เทียว[5] โกว[6] ที[7]โดยเขาจะแสดงตัวอย่าง
ให้ทุกคนดูก่อนรอบหนึ่ง จากนั้นจึงให้พวกนาง
ทำเลียนแบบ
ในนั้นมีคุณหนูจากตระกูลใหญ่บางคนเคย
เรียนมาก่อนแล้ว จึงทำได้ภายในรอบเดียว
ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงพิณง่าย ๆ ดัง
กระท่อนกระแท่นภายในตำหนักเฟิงเฉิน
——————–
1. การไปชมจันทราที่เขาเอ๋อเหมยในที่นี้
หมายถึงการกลับบ้านเกิด ไม่รั้งอยู่เมือง
หลวงต่อ
2. ในนิทานปรัมปราของจีนเชื่อว่าเทพเสิน
หนงซื่อเป็นผู้สอนศาสตร์ด้านสมุนไพรและ
การเกษตรให้มนุษย์
3. ฮ่องเต้โจวอู่ปราบโจ้ว เป็นเหตุการณ์ที่
ฮ่องเต้โจวอู่ผู้เป็นพระโอรสองค์รองของ
ฮ่องเต้โจวเหวินและเป็นพระอนุชาของปั๋ออี้
ข่าว นำทัพปราบฮ่องเต้ตี้ซินแห่งแคว้นซาง
หรือที่รู้จักกันในนามฮ่องเต้โจ้ว จนสุดท้าย
ชนะศึกและสถาปนาราชวงศ์โจว
4. ม่อ หมายถึงการใช้นิ้วชี้ดึงสายเข้ามาด้าน
ใน
5. เทียว หมายถึงการใช้นิ้วชี้ดีดสายออกไป
ด้านนอก
6. โกว หมายถึงการใช้นิ้วกลางดึงสายเข้ามา
ด้านใน
7. ที หมายถึงการใช้นิ้วกลางดีดสายออกไป
ด้านนอก
บทที่ 53 เรียนพิณ (2)
แต่แล้ว…
มักจะมีเสียงหนึ่งที่หากไม่เร็วไปก็ต้องช้าไป
บางครั้งก็สั้นและเร่งเร้า บางครั้งก็ทอดยาวและ
สั่นไหว ระหว่างนั้นยังระคนไปด้วยเสียงแทรก
ยามนิ้วมือเผลอไปถูกสายเส้นอื่นอีกต่างหาก
เซี่ยเวยขมวดคิ้วทันที
อันที่จริงเสียงพิณนี้ปะปนอยู่ท่ามกลางเสียง
พิณกระท่อนกระแท่น ไม่ได้ชัดเจนมากนัก แต่
เขาร่ำเรียนพิณมานานหลายปี เชี่ยวชาญอย่าง
ยิ่งยวด ฝึกฝนจนมีประสาทหูล้ำเลิศ เมื่อได้ยิน
เสียงก็รู้สึกเหมือนดาบทื่อฟันหยกงาม ดาบขึ้น
สนิมกรีดผ้าแพร
เสียงโดดไม่น่าฟัง แสบแก้วหูยิ่งนัก!
หลังจากเขาฟังอยู่สี่ห้าครั้ง ในที่สุดก็อดรน
ทนไม่ไหวเล็กน้อย มองไปยังที่มาของเสียงพิณ
นั้น
หากไม่ใช่เจียงเสวี่ยหนิงแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก
คนนั่งอยู่ด้านหลังพิณ ดูจากท่าทางในการ
บรรเลงพิณ โดยเฉพาะดวงพักตร์อันสะคราญโฉม
เหนือล้ำกว่าผู้ใด เมื่อความพริ้มเพราทรงเสน่ห์
ผสานเข้ากับนิ้วอันเรียวยาวทั้งสิบนิ้วที่แตะอยู่บน
สายพิณก็ยิ่งงดงามน่าดูชม
อย่างไรก็ตามครั้นนิ้วเคลื่อนถึงตัวพิณ กลับ
ปราศจากระเบียบแบบแผนแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนตีนไก่!
ยามลงนิ้วไม่รู้จักหนักเบา ยามดีดเบาก็เบา
เสียราวกับเปั่าปุยฝั้าย ยามดีดแรงก็แรงเสียราว
กับจะดีดสายพิณให้ขาด!
เพียงเซี่ยเวยมองดูสายพิณที่สั่นกระเพื่อมไหว
และร้องคร่ำครวญอยู่ใต้นิ้วของนางก็รู้สึกโทสะจุ
กอก หนังตากระตุกตามไปด้วย
นั่งท่าทางถูกต้องถึงเพียงนั้น แต่กลับดีด
ออกมาพิลึกพิลั่น!
มิน่าเล่าตอนกล่าวชมเชยเมื่อครู่ นางถึงได้
แสดงทีท่าละอายใจ
เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่รู้ว่าตนเองถูกเซี่ยเวยจับ
ตาดู รู้สึกเพียงว่ามือคู่นี้ไม่ฟังคำสั่ง ยามลงเครื่อง
หอมและเครื่องประทินโฉมยังทำได้มั่นคง แต่พอ
มาถึงสายพิณกลับสูญเสียความแม่นยำ ไม่รู้จัก
ความหนักเบา
แต่หากคิดดูแล้ว อันที่จริงก็ไม่ได้แปลก
ประหลาดอะไร
สตรีอื่นเรียนงานเรือนมาตั้งแต่เล็ก มีเพียง
นางที่ช่วงอายุนั้นยังคงวิ่งเล่นท่ามกลางปั่าเขา
ลำเนาไพร ในสถานที่ซึ่งคนใช้จับปลาในแม่น้ำมี
นางอยู่ ในสถานที่ซึ่งคนเล่นปีนปั่ายขึ้นต้นไม้จับ
จักจั่นมีนางอยู่ ในสถานที่ซึ่งคนกำลังมัดเชือกจูง
เป็ดไก่ออกไปเดินเล่นก็มีนางอยู่เช่นกัน…
ไม่เคยเรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความ
สวยงามวิจิตรบรรจงใด ๆ ทั้งสิ้น
พิณยิ่งไม่สนใจสักนิด
น่าฟังก็ส่วนน่าฟัง แต่มันก็เท่านั้น
ไหนเลยจะแยกระดับเสียงความไพเราะอะไร
พวกนี้ออก
มือคู่นี้ ใจดวงนี้ หากต้องการให้นางเรียนพิณ
นั่นไม่เท่ากับต้องการพรากเอาชีวิตน้อย ๆ ของ
นางไปหรอกหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งดีดก็ยิ่งรู้สึกว่าเสียงดนตรี
ของตนต่างจากผู้อื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนขาดความ
มั่นใจขึ้นทุกขณะ ครั้นเงยหน้าโดยบังเอิญก็พบว่า
เซี่ยเวยยืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว
มือของนางกระตุกสั่นเกือบทำสายพิณขาด
สะบั้น
เซี่ยเวยมองนางจากเบื้องบน เอ่ยถามว่า “ไม่
เคยเรียนมาก่อนหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนแข็งทื่อไปทั้งร่าง
ตอบตัวสั่นงันงก “เซียนเซิงบอกว่าให้ถือว่าตนไม่
เคยเรียนรู้มาก่อน เริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ
เจ้าคะ?”
เซี่ยเวยหนังตากระตุกอีกคำรบ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกมีไอเย็นแผ่พุ่งจากท้าย
ทอย
เซี่ยเวยอดทนไม่แสดงอารมณ์ ก่อนจะมอง
พิณใต้มือนาง กล่าวเพียงว่า “นั่งเฉย ๆ เถอะ
อย่าทำให้พิณคันนี้เสียของเลย”
รู้ที่มาของพิณจริง ๆ ด้วย!
เจียงเสวี่ยหนิงพลันร้องโอดโอยในใจ แอบคิด
ว่านางควรคิดได้ตั้งแต่แรกแล้ว คนแซ่เซี่ยชื่นชอบ
พิณจนถึงขั้นคลั่งไคล้ เยี่ยนหลินบอกว่าการหา
พิณชั้นยอดมาเข้าเรียนต้องทำให้เขาพอใจอย่าง
แน่นอน แต่กลับไม่รู้ว่าพิณชั้นยอดนั้นใช่ว่าใคร ๆ
ก็บรรเลงได้ หากคนไม่คู่ควรกับพิณ เกรงว่าไม่
เพียงไม่อาจประจบเอาใจเซี่ยเวยสำเร็จ แต่ยังทำ
ให้เขารังเกียจอีกด้วย
สภาวการณ์ขณะนี้ก็คือนางไม่คู่ควรกับพิณ
แม้ขณะเซี่ยเวยกล่าวกับนางจะพูดเสียงเบา
แล้ว แต่ตำหนักเฟิงเฉิน ก็ใหญ่แค่นี้ ผู้อื่นจะไม่ได้
ยินได้อย่างไร
เสียงฝึกซ้อมพิณโดยรอบเบาลงไปเล็กน้อยครู่
หนึ่ง
สายตาคลุมเครือและแปลกประหลาดของทุก
คนล้วนตกอยู่บนร่างนาง
เจียงเสวี่ยหนิงหลังจากได้ยินเซี่ยเวยบอกให้
นาง ‘นั่งเฉย ๆ เถอะ’ ก็ไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะ
ต้องพิณอีก ทั้งยังคิดว่าในเมื่อตนไม่คู่ควรกับพิณ
เช่นนั้นหากเปลี่ยนเป็นคันที่ตนคู่ควร ก็เท่ากับว่า
ไม่ทำให้เสียของแล้วสินะ
นางจึงพูดตะกุกตะกักว่า “เซี่ย เซี่ยเซียนเซิง
…”
เซี่ยเวยเห็นนางไม่แตะต้องพิณอย่างว่าง่าย
เส้นประสาทที่เพิ่งจะเขม็งเกลียวในสมองก็คลาย
ลงไปถึงสองส่วน ขณะกำลังจะหมุนกายเดินจาก
ไปก็ได้ยินเสียงนางดังขึ้น ทำให้ต้องหยุดชะงัก
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นรัว รวบรวมความกล้า
เอ่ยว่า “ไม่เช่นนั้นให้ข้าเปลี่ยนเป็นพิณที่ด้อยกว่า
นี้ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“…”
ไม้บรรทัดลงโทษอันหนักอึ้งของเซี่ยเวยเล่ม
นั้นกดอยู่กลางฝั่ามือ นิ้วมือเรียวยาวอดกำแน่น
ขึ้นสองส่วนไม่ได้ ขณะมองนางอย่างตั้งใจ หางตา
ก็กระตุกเล็กน้อย ประกายตาก็เข้มขึ้น
ก่อนหน้านี้ยังนึกว่านางรู้ตัวแล้วเสียอีก
คาดไม่ถึงว่านางกลับไม่ได้ไปขบคิดว่าเหตุใด
ตนไม่คู่ควรกับพิณ ตรงข้ามกลับจะเปลี่ยนเป็น
พิณที่ด้อยกว่าเพื่อให้คู่ควรกับตัวเอง!
เขามีสีหน้าเย็นชา เพียงถือไม้บรรทัดชี้
ออกไปนอกตำหนัก “เจ้าออกไปก่อน”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้ง
นางมองทิศทางที่เซี่ยเวยชี้ บังเกิดเสียงระเบิด
ดังตูมในหัวสมอง เบื้องหน้าขาวโพลนไปหมด
ราวกับสูญเสียจิตวิญญาณไปอย่างไรอย่างนั้น
ต่อให้บังเกิดความสับสนและความไม่ยินยอม
พร้อมใจเป็นล้นพ้น แต่นางไม่อาจกล่าววาจา
กับเซี่ยเวยได้แม้แต่ประโยคเดียว เบ้าตาแดงก่ำ
ในบัดดล กระทั่งเมื่อลุกขึ้นออกไปยืนอยู่ข้างเสา
ระเบียงด้านนอก นางก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าตนไป
ผิดใจกับเขาเรื่องใดกันแน่ ถึงต้องถูกเขาลงโทษ
ให้ออกมายืนข้างนอกจนอับอายขายหน้า
ต่อให้เป็นชาติที่แล้วนางก็ยังไม่เคยได้รับ
ความไม่เป็นธรรมเช่นนี้มาก่อนเลย
เมื่อคืนเจียงเสวี่ยหนิงนอนหลับไม่สนิท เนื่อง
ด้วยมัวกังวลเรื่องของจวนหย่งอี้โหว เช้าวันนี้ต้อง
มาเรียนพิณกับเซี่ยเวยก็ยิ่งตึงเครียดเข้าไปใหญ่
กลัวว่าจะทำให้เขาโมโห แล้วยามนี้ต้องมายืนตรง
ระเบียง ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าหงุดหงิดจริง ๆ
ไม่มีโหยวฟางอิ๋นเหมือนชาติก่อนนางยังทำใจ
ยอมรับได้ การยังต้องใช้งานโจวอิ๋นจือเพื่อเรื่อง
ของจวนหย่งอี้โหวนางก็ทำใจยอมรับได้ แต่การ
กลับชาติมาเกิดแล้วยังต้องมาคอยใช้ชีวิตภายใต้
สายตาเซี่ยเวยอีกนี่สิ มิหนำซ้ำชาตินี้นางก็ไม่ได้
ทำเรื่องชั่วร้ายอะไรอย่างแท้จริงเสียหน่อย
เขาอาศัยอะไรมาเข้มงวดกับนางถึงเพียงนี้
เดิมทีนางก็รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมสาม
ส่วนอยู่แล้ว พอคิดมากเข้าก็กลายเป็นสิบส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้เช่นกันว่าตัวเองถูกสะกิด
อารมณ์ตรงไหนเข้า ความกลัดกลุ้มระทมทุกข์ที่มี
ในชาติก่อนทั้งหมดผุดขึ้นในหัวสมอง ขอบตาของ
นางร้อนผ่าว แล้วหยาดน้ำตาก็ร่วงเผาะ
นางยกแขนเสื้อเช็ด คิดจะอดกลั้นเอาไว้
แต่น้ำตายิ่งเช็ดก็ยิ่งหลั่งพรู ไม่ฟังคำสั่งนาง
แม้แต่น้อย
ด้านเซี่ยเวย ตอนบอกเจียงเสวี่ยหนิงว่า ‘เจ้า
ออกไปก่อน’ เขาเพียงกะว่าจะสอนศิษย์คนอื่นไป
สักสองสามประโยคแล้วสั่งให้พวกนางฝึกซ้อมกัน
ไป จากนั้นค่อยออกมาคุยกับนางตามลำพัง คิด
ไม่ถึงว่าเพิ่งจะชี้แนะไปได้แค่ครึ่งประโยคก็ได้ยิน
เสียงสะอื้นไห้เบา ๆ แว่วมาจากภายนอกเสียแล้ว
เมื่อเขาหันกายมองออกไปนอกตำหนักร่างก็
แข็งค้างทันที
ดรุณีผู้งามเพริศพริ้งวันนี้สวมกระโปรงตั้นโม่
[1]สีม่วงชมพู รูปร่างผอมบาง ยืนอยู่ข้างเสา
ระเบียงทางเดิน ร้องไห้ไปพลางเช็ดน้ำตาไป
พลาง ราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้คน
เห็นแล้วรู้สึกทั้งฉุนทั้งขำ
เพียงแต่ตอนทั้งคู่ถูกลอบโจมตีระหว่างทาง
กลับเมืองหลวง นางเคยหกล้มจนเปือนเปรอะดิน
ไปทั้งร่าง ทว่าก็คล้ายจะไม่เคยเห็นนางร้องไห้มา
ก่อนเลย…
เซี่ยเวยมองนาง รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เขายกมือ
กดหัวคิ้วเบาๆ อดพูดเสียงอ่อนลงหลายส่วนไม่ได้
“อย่าร้องไห้เลย เข้ามาเถอะ”
เสียงสะอึกสะอื้นของเจียงเสวี่ยหนิง
หยุดชะงักทันที
การร้องไห้ของนางแท้จริงไม่ได้เกี่ยวข้องอัน
ใดกับเซี่ยเวย แค่ถูกความอยุติธรรมเล็ก ๆ
กระตุ้นให้นึกถึงความไม่เป็นธรรมมากมายที่เคย
ได้รับเท่านั้น
ในใจนางเดิมคิดเพียงว่าคนแซ่เซี่ยไร้หัวใจ
เกรงว่าต้องให้นางยืนอยู่ด้านนอกหนึ่งชั่วยามเป็น
แน่
ผู้ใดจะคาดคิดว่าจู่ ๆ เขากลับเรียกให้นางเข้า
ไป
นอกเหนือจากความประหลาดใจแล้ว ก็รู้สึก
ตกใจโดยไม่ทันตั้งตัวขึ้นมาอีกหลายส่วนด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงทำหน้าแปลกประหลาดนิด ๆ
ทันที
นางใช้ความคิดอย่างเร็วรี่ ความคิดหนึ่งแล่น
เข้ามาในหัวสมองอย่างรวดเร็ว ‘เป็นไปไม่ได้น่า
เซี่ยเวยแพ้ไม้นี้หรือนี่?!’
นางไม่กล้าเชื่ออยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามเมื่อลองนึกย้อนดู ชาติก่อนนาง
เคยร้องไห้ต่อหน้าเซี่ยเวยเช่นนี้มาก่อนหรือ
ไม่เคย
ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงบังเกิดความคิด เริ่มกลับมา
สะอึกสะอื้นใหม่หลังจากก่อนหน้านี้น้ำตาหยุด
ไหลไปครู่หนึ่ง
บทจะร้องไห้ก็ร้องไห้ สามารถกระทำโดยไม่
ต้องตระเตรียมใด ๆ ทั้งสิ้น
เพียงแต่ครั้งนี้การร้องไห้ที่ดูเหมือนร้อง
ออกมาจากใจจริงนั้นที่แท้เสแสร้งเอา เป็นดังคาด
เซี่ยเวยเผยสีหน้าปวดหัวหน่อย ๆ อีกหน กล่าว
กับนางว่า “เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะลงโทษเจ้าหรอก
กลับมานั่งเถอะ”
แผนการสำเร็จแล้ว!
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบหลุดหัวเราะในใจ
ใครจะไปคิดว่าจุดตายของเซี่ยเวยจะอยู่ตรงนี้
เล่า
นางคิดว่าตนรู้วิธีต่อกรกับเซี่ยเวยแล้ว คนผู้นี้
ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาสองชาติ ในที่สุดก็มาตกใน
เงื้อมมือนาง ดังนั้นจึงอดลิงโลดไม่ได้ ทว่าเปลือก
นอกยังคงแสดงท่าทีไม่ได้รับความเป็นธรรม ก้ม
หน้าตอบ “อื้อ” คำหนึ่ง เดินเข้ามาจากนอก
ตำหนักและกลับไปนั่งประจำที่
เซี่ยเวยมองนางแวบหนึ่งพร้อมกล่าวเรียบ ๆ
“ประเดี๋ยวพอเลิกเรียนแล้ว ให้เจ้าอยู่ต่อคน
เดียว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางยังคงไร้เดียงสาเกินไป รีบดีใจเร็วไป
หน่อยแล้ว
——————–
1. กระโปรงตั้นโม่ เป็นประเภทกระโปรง
โบราณที่พ่นสีเป็นลวดลายต่าง ๆ บนผิว
กระโปรง