คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 54 มอบอภิสิทธิ์ (1)
เจียงเสวี่ยหนิงเคยนึกถึงสิบแปดวิธีปรุง
นักปราชญ์ขงจื่อมาก่อน บัดนี้นางอดเริ่มขบ
คิดถึงสิบแปดวิธีปรุงตัวเองบ้างไม่ได้
แววตาที่เคยมองนางแปลก ๆ ของทุกคน
พลันเพิ่มความเห็นใจขึ้นมาอีกหลายส่วน
ความรู้สึกที่เคยอิจฉาและดูถูกดูแคลนนางก็
เรื่องหนึ่ง แต่ไม่มีผู้ใดคิดเลยว่าแค่ดีดพิณไม่ได้
ความไปหน่อยก็ต้องถูกอาจารย์เรียกให้อยู่ใน
ห้องเรียนต่อแล้ว ไม่ว่าเซี่ยเซียนเซิงจะดูท่าทาง
เป็นคนอบอุ่นและอ่อนโยนมากเพียงใด แต่
สำหรับลูกศิษย์ เรื่องเช่นนี้ถือว่าเป็น ‘ข่าวร้าย’
ที่ออกจะน่ากลัวอยู่บ้างจริง ๆ
ดังนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้…
ทุกคนจึงใช้เจียงเสวี่ยหนิงเป็นบทเรียน ต่อให้
เป็นเสิ่นจื่ออีซึ่งก่อนหน้านี้ยังมีสีหน้าท่าทางผ่อน
คลายก็ยังตั้งสติซ้อมพิณอย่างเต็มที่ ด้วยกลัวจะ
กลายเป็นผู้ที่ถูกอาจารย์รั้งให้อยู่ต่อรายถัดไป
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบ
นางนั่งประจำที่ ไม่กล้าแตะต้องพิณตลอดชั่ว
ยาม
เมื่อเลิกเรียนทุกคนต่างลุกขึ้นคารวะอำลา
เซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงอดทอดสายตามองคนอื่นไม่ได้
ผู้ที่เก็บงำประกายไม่เปิดเผยความรู้สึกเช่น
เซียวซูแค่มองนางแวบหนึ่ง
ผู้ที่เคยมีเรื่องกับนางอย่างโจ่งแจ้งเช่นโหยว
เย่ว์ก็แค่นเสียงออกทางจมูกเบา ๆ ด้วยท่าทาง
ยินดีในความทุกข์ของนางนักหนา
ส่วนฟางเมี่ยวกลับมองนางด้วยความเวทนา
สงสารเป็นล้นพ้น ส่งสายตาอยากจะช่วยแต่ไม่
อาจช่วยได้ให้นาง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าไม่สามารถพึ่งพาอาศัยใคร
ได้สักคน แต่ก็ยังคิดจะคว้าฟางเส้นสุดท้ายอยู่ดี
อดเปล่งเสียงเรียกตอนเสิ่นจื่ออีเดินผ่านมาไม่ได้
“องค์หญิงใหญ่เพคะ…”
เสิ่นจื่ออีเดินเข้ามากุมมือนาง พูดเน้นย้ำด้วย
ความจริงใจ “เซี่ยเซียนเซิงเป็นคนดีมาก เจ้าต้อง
พยายามเข้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เสิ่นจื่ออียังผงกศีรษะพร้อมบีบมือให้กำลังใจ
นางด้วย จากนั้นถึงเดินออกไปจากตำหนัก
นางแอบสิ้นหวัง
ไปกันหมดแล้ว
เหล่านางกำนัลที่คอยปรนนิบัติรับใช้ต่างแยก
ย้ายกันไปกว่าครึ่งเช่นกัน
แสงตะวันจากภายนอกส่องกระทบกระดาษ
กรุหน้าต่างจนเปล่งประกายสีขาว
เซี่ยเวยนำเอ๋อเหมยของเขาบรรจุลงถุงห่อ
พิณ อุ้มทแยงอยู่กลางอกพร้อมเดินลงมาจาก
ตำหนัก เพียงมองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ตามมา”
เจียงเสวี่ยหนิงร้องโอดครวญในใจ ยกเท้าตั้ง
ท่าจะเดินตามไป
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะก้าวไปได้ก้าวเดียว เซี่ยเวย
ก็หยุดฝีเท้า
เขาเคลื่อนสายตาลงต่ำ แสงครึ่งหนึ่งบริเวณ
ประตูทางเข้าตำหนักสาดส่องดวงตาและขนตา
ของเขา นั่นยิ่งทำให้ส่วนลึกของแววตาดูดำมืด
เขาเอ่ยเตือนนางคำหนึ่งว่า “พิณ”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงรู้สึกตัว หันร่างกายกลับไป
อุ้มเจียวอันที่วันนี้ไม่ได้แตะต้องอีกเลยคันนั้นมา
อย่างระมัดระวัง
เซี่ยเวยสาวเท้ามุ่งตรงไปยังตำหนักข้าง
อย่างไรเสียเขาก็ต่างจากอาจารย์คนอื่นอยู่
บ้าง มิหนำซ้ำหลายปีที่ผ่านมายังเป็นผู้กำกับดูแล
การบรรยายประจำวันภายในวังหลวง การกลับ
เข้าวังหนนี้จึงมีการแบ่งตำหนักข้างของ
ตำหนักเฟิงเฉินมาให้เขาใช้พักผ่อนโดยเฉพาะ
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งเข้าใกล้ตำหนักข้าง หนังตา
ก็ยิ่งกระตุก
เมื่อถึงประตูตำหนักข้าง มีขันทีน้อยผู้หนึ่งยืน
พิงประตูหน้ามุขเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้ ครั้น
เห็นเซี่ยเวยเดินเข้ามาก็รีบยืนตัวตรง สืบเท้าเข้า
หาด้วยใบหน้าเปือนยิ้ม “ท่านรองราชครูลำบาก
แล้ว นี่เลิกสอนแล้วใช่หรือไม่ขอรับ? สำนัก
พระราชวังมีชาสารทฤดูที่มณฑลฝูเจี้ยนส่งมาให้
ก่อนหน้านี้ จะให้บ่าวชงให้หรือไม่ขอรับ?”
เซี่ยเวยพูด “อืม” เรียบ ๆ คำหนึ่ง
ขันทีผู้นั้นกำลังจะไปชงชาที่ห้องชงชาซึ่งอยู่
ติดกัน เพียงแต่ตอนถอยออกไปก็อดมองเจียง
เสวี่ยหนิงด้วยความประหลาดใจไม่ได้ คล้าย
กำลังแปลกใจว่าเหตุใดท่านรองราชครูถึงพาสตรี
นางหนึ่งมาที่นี่ด้วย
เซี่ยเวยเข้าไปในตำหนักข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรั้งฝีเท้าอยู่นอกประตู
ตำหนัก ไม่กล้าย่างเท้าเข้าไป ราวกับข้างในคือถ้ำ
เสือบึงมังกรอย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยเวยพูดโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา
มอง “เข้ามา”
เจียงเสวี่ยหนิงประเมินสถานการณ์ในใจ คิด
ว่าชั่วดีอย่างไรตอนนี้ก็อยู่ในวังหลวง ต่อให้เซี่ย
เวยมีความเก่งกล้าสามารถในทางลับอีกสัก
เพียงใด แต่ก็ไม่ถึงขั้นฆ่าคนปิดปากกลางวันแสก
ๆ แน่ จึงเดินเข้าไป
อากาศอันอบอุ่นและอ่อนโยนพุ่งปะทะ
ใบหน้าทันที
นางอดตะลึงงันไม่ได้
ตำหนักข้างมีขนาดเล็กกว่าตำหนักหลักไม่
น้อย โครงสร้างก็ไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่
นอกจากประตูบานนั้นและหน้าต่างทิศตะวันออก
ที่เปิดออก ประตูหน้าต่างบริเวณอื่นล้วนปิดสนิท
ทั้งยังตั้งเตาผิงซึ่งเผาถ่านจนกลายเป็นสีเงินเอาไว้
อีกด้วย
บนพื้นอิฐอันเย็นเฉียบปูพรมขนสัตว์หนา
ยามเหยียบย่ำลงไปจึงไร้เสียง
ชั้นตำราสูงถูกใช้เป็นฉากกั้น
ด้านบนมีตำราโบราณสารพัดอย่างกองสุม
เต็มไปหมด
ครั้นเดินอ้อมด้านข้างชั้นตำราไปจะมองเห็น
โต๊ะตำราตัวหนึ่ง โต๊ะพิณตัวหนึ่ง ส่วนบริเวณหัว
มุมด้านทิศตะวันออกมีโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่อีกตัว บน
นั้นมีชิ้นไม้รูปร่างยาววางอยู่หลายชิ้น นอกจากนี้
ยังมีอุปกรณ์จำพวกด้ายชุบหมึก กบไสไม้ และสิ่ว
แกะสลักวางอยู่ด้วย
เซี่ยเวยแขวนพิณของตนเอง จากนั้นจึงหมุน
กายชี้โต๊ะพิณที่ยังว่างเปล่าให้เจียงเสวี่ยหนิง แล้ว
หย่อนกายลงนั่งบนเตียงเตาริมหน้าต่างอีกฝัง
หลุบเปลือกตากล่าวว่า “ได้ยินว่าเมื่อวานคุณหนู
รองหนิงช่วยขันทีน้อยที่ชื่อเจิ้งเปั่าหน้าประตู
ตำหนักคุนหนิง”
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะวางพิณ ครั้นได้ยิน
คำพูดประโยคนี้ก็เข่าแทบทรุด
เดิมทีนางนึกว่าเซี่ยเวยเจตนารั้งให้นางอยู่
ตามลำพังเพราะต้องการชี้แนะการดีดพิณให้จริง
ๆ ไหนเลยจะคาดคิดว่าเพียงเพิ่งเดินเข้ามาใน
ตำหนักข้าง เขากลับเอ่ยปากพูดประโยคนี้ขึ้นมา
ทำเอาขนลุกชันไปทั่วร่างในบัดดล!
วันนั้นช่วยเจิ้งเปั่าต่อหน้าสายตาธารกำนัล
ต่อให้นางนึกอยากปฏิเสธ ก็ยากจะบ่ายเบี่ยง ยิ่ง
ไปกว่านั้นยามนี้ยังถูกเซี่ยเวยเอ่ยถามต่อหน้าอีก
ต่างหาก
นี่คือผู้ที่จะก่อกบฏในอนาคต ย่อมมีหูตา
ภายในวังหลวงอยู่แล้ว
หากแสร้งทำตัวโง่งมต่อหน้าเซี่ยเวย นั่น
เท่ากับรนหาที่ตาย
เจียงเสวี่ยหนิงฝืนบังคับให้ตัวเองสงบเยือก
เย็น ตอบตะกุกตะกักกลับไปว่า “เจ้าค่ะ”
แววครุ่นคิดผุดขึ้นภายในดวงตาเซี่ยเวย ก่อน
จะเอ่ยกับนางว่า “หวังซินอี้ขันทีผู้ดูแลตราพระ
ราชลัญจกร[1]เป็นถึงคนโปรดของฝั่าบาท แม้เจิ้ง
เปั่าจะทำงานในเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นขันที
ผู้ดูแลที่ไม่สะดุดตาผู้หนึ่งในตำหนักคุนหนิง แต่
หวังซินอี้ก็ลอบชื่นชมความสามารถเขามาตลอด
ถือเป็นกึ่งอาจารย์ของเจิ้งเปั่า และเพราะเจิ้งเปั่า
ซื่อสัตย์จงรักภักดี ทั้งยังกตัญูกตเวทียิ่งนัก ช่วง
นี้หวังซินอี้จึงคิดหาโอกาสเลื่อนขั้นให้เขา การที่
คุณหนูรองหนิงแสดงความเมตตาเช่นนี้ช่าง
บังเอิญเหลือเกิน”
เจียงเสวี่ยหนิงคาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะ
รู้เรื่องด้วย
แผนการลับที่สุดภายในใจตนเพิ่งจะ
ดำเนินการไม่ถึงหนึ่งวัน ครู่เดียว ก็ถูกคนจับได้
เสียแล้ว ทำให้นางประหวั่นพรั่นพรึงเสีย
เหลือเกิน
นางคิดจะโกหกโดยการปฏิเสธทันที
ทว่าเมื่อเงยศีรษะขึ้นมาสบเข้ากับสายตาที่
ล่วงรู้ทุกสิ่งอย่างชัดเจนของเซี่ยเวย ประหนึ่งว่า
มองนางออกทะลุปรุโปร่ง ความกล้าซึ่งเพิ่งจะลุก
พึ่บเมื่อสักครู่พลันดับมอดไปสิ้น รู้สึกเพียงลำคอ
แห้งผาก ไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจา
เซี่ยเวยมองนางนิ่ง ๆ “เจ้ารู้เรื่องนี้ จึงตั้งใจ
ช่วยเขาใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้ายอมรับ
เพราะอย่างไรเสียตอนเข้าวังครั้งก่อน เซี่ย
เวยเคยกล่าวเตือนนางไปแล้ว บอกให้นางอย่าก่อ
เรื่องก่อราวต่อหน้าต่อตาเขาในวังหลวง และอย่า
ทำให้เขาโมโหเด็ดขาด
ทว่าครั้นอยู่ต่อหน้าเซี่ยเวยนางก็ไม่กล้าพูด
โกหกเหมือนกัน
เพราะจุดจบของการโกหกน่าอนาถยิ่งกว่า
ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ใช้ความคิดเป็นร้อยเป็น
พัน ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เจียงเสวี่ย
หนิงพลันนึกถึงท่าไม้ตายที่เคยใช้กับเซี่ยเวยยาม
อยู่ที่ตำหนักหลักของตำหนักเฟิงเฉิน นางจึง
เหยียดปากเป็นเส้นตรง ลดระดับสายตา เบะ
ปากแล้วก้มหน้าลงไป
เรื่องเสียใจมีมากมาย ใช้เวลาคิดเพียงชั่วครู่ก็
ร้องไห้ออกมาได้แล้ว
เมื่อนางช้อนดวงตาขึ้นมาอีกครั้งสองตาก็แดง
ก่ำ มีน้ำตาคลอหน่วย เอ่อท้นประหนึ่งทะเลสาบ
ยามน้ำขึ้น เอ่ยปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“เรื่องราวในวังหลวงมีตั้งมากมายถึงเพียงนั้น
หวังซินอี้หวังจิ้วอี้[2]อะไรกัน ข้าเพิ่งจะเข้าวังมา
ไม่กี่วันเอง แล้วจะไปรู้เรื่องตั้งมากมายเช่นนั้นได้
อย่างไรล่ะเจ้าคะ?”
“…”
เซี่ยเวยมองนางไม่กล่าวอันใด
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าปฏิกิริยาของเขาไม่
ถูกต้องอยู่บ้าง ต่างจากที่ตนเองจินตนาการเอาไว้
มาก ใจอดเต้นรัวอยู่บ้างไม่ได้
แต่ในเมื่อแสดงละครแล้ว จะล้มเลิกกลางคัน
ก็กระไรอยู่
นางกัดฟันแสร้งร้องไห้ต่อไป “ยิ่งไปกว่านั้นที
แรกไม่ใช่ข้าอยากจะช่วยขันทีน้อยชื่อเจิ้งเปั่า
อะไรนั่นเสียหน่อย เป็นเพราะระหว่างทางกลับ
พวกเราเห็นหลินจืออ๋องทรงยืนตรงหน้าเขาคล้าย
อยากจะช่วยเหลือ เพียงแต่มาเกิดเหตุแทรกซ้อน
ทำให้พระองค์ทรงลืมเลือนไป ข้าเห็นขันทีน้อย
น่าสงสาร ถึงได้กราบทูลองค์หญิงใหญ่ ผู้ที่ออก
ปากช่วยตัวจริงจึงเป็นองค์หญิงใหญ่ต่างหาก ครั้ง
ก่อนเซี่ยเซียนเซิงพูดไว้ว่าอยากจะเชื่อใจข้า แต่
บัดนี้การกระทำทั้งหลายมีจุดใดบ้างเล่าที่ดู
เหมือนว่าอยากเชื่อใจข้า? คนหลอกลวง!”
ดรุณีน้อยกำลังอยู่ในวัยกำดัด รูปโฉม
เพริศพริ้ง องคาพยพบนใบหน้าไม่เพียงงามแฉล้ม
ทว่ายังพิลาสล้ำแฝงความเย็นชาเล็กน้อยอีกด้วย
อย่างไรก็ตามยามร้องไห้กลับก้มหน้าก้มตา น้อม
ตัวลงต่ำเล็กน้อย ช่างดูน่าสงสารนัก
เจียงเสวี่ยหนิงมีความเจ้าเล่ห์และความแสบ
สันที่ฝังรากลึกในนิสัย
นางร้องไห้พลางสังเกตสีหน้าเขาโดยแสร้งทำ
เป็นเหมือนไม่ได้ตั้งใจ ลูกนัยน์ตาที่แบ่งดำขาว
ชัดเจนเปล่งประกายน่าลุ่มหลงดั่งเครื่องแก้วอัน
แวววาว
——————–
1. ขันทีผู้ดูแลตราพระราชลัญจกร มีหน้าที่
ตรวจสอบและประทับตราพระราชลัญจกร
ลงบนฎีกาที่ฮ่องเต้ลงพระราชวินิจฉัยแล้ว
เพื่อจะได้ส่งมอบให้สำนักมหาบัณฑิตต่อไป
2. คำว่า ‘จิ้ว’ แปลว่าเก่า ตรงกันข้ามกับ
‘ซิน’ ที่แปลว่าใหม่
บทที่ 54 มอบอภิสิทธิ์ (2)
ดังนั้นเซี่ยเวยจึงอดคิดไม่ได้ เขาดูเหมือนคนที่
จะตกหลุมพรางพรรค์นี้หรือ
ด้านเจียงเสวี่ยหนิง ตอนแรกนางคิดว่าการ
ร้องไห้จะทำให้เซี่ยเวยตกหลุมพราง บางทีการใช้
ไม้นี้อาจทำให้ผ่านด่านไปได้ ผู้ใดจะคาดคิดว่า
เซี่ยเวยกลับใช้สายตาครุ่นคิดมองนาง คล้ายไม่
สะทกสะท้าน
ยิ่งร้องก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ
ยามนี้มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ จากนอกประตู
พอดี เป็นขันทีน้อยผู้นั้นที่ยกน้ำชาเข้ามาพร้อม
พูดว่า “ท่านรองราชครู ชาขอรับ”
เสียงสะอื้นไห้ของนางจึงหยุดชะงัก
ขันทีน้อยผู้นั้นยกถ้วยชามาสองใบ ใบหนึ่ง
วางบนโต๊ะเตี้ยข้างมือเซี่ยเวย ส่วนอีกใบวางข้าง
โต๊ะพิณตรงหน้าเจียงเสวี่ยหนิง ไม่รู้เช่นกันว่าเขา
ได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตำหนักข้างหรือเปล่าจึง
ยิ่งไม่กล้าเงยหน้ามองสักแวบ วางถ้วยชาเสร็จก็
ค้อมกายแล้วถอยออกไป
เซี่ยเวยยกถ้วยชาขึ้นมาเปิดฝาครอบ เมื่อได้
ยินเสียงร้องไห้ของนางหยุดลงก็เพียงเลิกคิ้ว “ไม่
ร้องแล้ว?”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
หากยังดูไม่ออกอีกว่าเซี่ยเวยไม่ตกหลุมพราง
แม้แต่น้อย นั่นก็เท่ากับว่าด้อยสติปัญญาจริง ๆ
แล้ว
ในที่สุดนางก็ทำตัวว่านอนสอนง่าย “จู่ ๆ ก็
รู้สึกเหมือนไม่ได้เสียใจมากขนาดนั้นแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยส่งเสียง “อ้อ” คำหนึ่ง จิบน้ำชาด้วย
ท่าทางสบายอกสบายใจ มองนางพลางกล่าว
คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ดูไม่ออกมาก่อนเลย เรียน
พิณไม่ค่อยได้ความ แต่แสร้งร้องไห้กลับเก่งนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงคับข้องใจ “นี่ก็เพราะกลัวว่า
ท่านจะลงโทษไม่ใช่หรือ…”
เซี่ยเวยเอ่ย “ไม่ได้ทำเรื่องน่าละอายใจแล้ว
ยังจะกลัวผีสางมาเคาะประตูด้วยหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงพึมพำเสียงเบา “แล้วผีสาง
เดินมาเคาะผิดประตูไม่ได้หรืออย่างไร?”
เซี่ยเวยไม่เอ่ยวาจา เพียงมองนางเท่านั้น
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้าลงไปทันที ไม่กล้า
โต้เถียงอีก “เซี่ยเซียนเซิงกล่าวได้ถูกต้องทั้งสิ้น
เจ้าค่ะ เป็นผีย่อมร้ายกาจ แล้วจะไม่รู้จักประตูได้
อย่างไร”
เซี่ยเวย “…”
เขาวางถ้วยชา เอ่ยถามนางใหม่อีกครา “เจ้า
ช่วยเจิ้งเปั่าเพราะเหตุใด?”
เจียงเสวี่ยหนิงเปลือกนอกทำตัวว่านอนสอน
ง่าย ทว่าสมองกำลังทำงานอย่างเร็วรี่
ถ้าพูดความจริงออกไปต้องตายแน่
แต่หากพูดเท็จทั้งหมด เกรงว่าเซี่ยเวยคงไม่
เชื่อ
ด้วยเหตุนี้นางจึงพลันเกิดความคิดจะ
ประนีประนอมทั้งสองฝั่าย ฝืนกำจัดความรู้สึก
ต่อต้านและความหวาดระแวงปั้องกันภายในใจ
ทำให้ตัวเองในยามนี้ดูอ่อนแอและจริงใจยิ่งขึ้น
“เสวี่ยหนิงเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรกย่อมไร้ที่
พึ่งพิง เซียนเซิงและเยี่ยนหลินรวมถึงองค์หญิง
ใหญ่ล้วนต้องการให้ข้าเข้าวัง ทำให้ข้าโดดเด่น
สะดุดสายตาคนเป็นที่สุด พระสหายร่วมศึกษา
คนอื่นย่อมเห็นข้าเป็นเหมือนศัตรู เมื่อเป็นเช่นนี้
หากข้าปราศจากคนคอยดูแลหรือเจอเรื่องเปียม
อันตรายเช่นที่ประสบในตำหนักฉือหนิงขึ้นมา
วันหน้าแม้แต่ตายก็ยังไม่รู้เลยว่าจะตายเช่นไร ข้า
กลัวเจ้าค่ะ ระหว่างเดินกลับและผ่านตำหนัก
คุนหนิงถึงนึกขึ้นมาได้ หากช่วยขันทีน้อยไว้สัก
คน ภายภาคหน้าอาจจะมีประโยชน์ก็ได้”
เซี่ยเวยได้ยินแล้วก็เงียบงัน
เจียงเสวี่ยหนิงอธิบายให้ตัวเองด้วยเสียงอัน
แผ่วเบา “ความคิดข้าไม่บริสุทธิ์ แต่ผู้อื่นก็ไม่เคย
ให้โอกาสข้าได้เป็นคนดีเช่นกัน เซียนเซิงเห็นข้า
ทำสิ่งใดก็รู้จักแต่ตำหนิข้า ทว่าไม่เคยคิดจะทำ
ความเข้าใจในมุมของข้าบ้างเลย”
ตำหนักฉือหนิงเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง และ
หลังจากนั้นเกี่ยวพันโยงใยกว้างขวางเพียงใด ไม่
มีผู้ใดกระจ่างแจ้งยิ่งกว่าเซี่ยเวยอีกแล้ว
ยามนี้พอได้ยินเจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยขึ้นมา แวว
ตาก็ปรวนแปร
สุดท้ายจึงเอ่ยถามนางว่า “เจ้ารู้สึกน้อยใจ?”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ “น้อยใจเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยจึงไม่พูดอะไรอีก
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นกระหน่ำ ขณะช้อนตา
มองก็แฝงความหวาดกลัวเล็กน้อย ทว่ายังแอบ
หวังอยู่บ้าง ก่อนจะถามเลียบเคียงเขาว่า “เจิ้ง
เจิ้งเปั่าผู้นั้นเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
เจ้าคะ วันหน้าจะได้รับการสนับสนุนจากหวังซิน
อี้อะไรนั่นหรือเปล่าเจ้าคะ?”
ท่าทางเช่นนี้เหมือนนางไม่รู้มาก่อนว่าเจิ้งเปั่า
เก่งกล้าสามารถเพียงใด คล้ายเพิ่งจะมารู้จาก
ปากเขาเมื่อครู่อย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยเวยอดวิเคราะห์ว่าจริงหรือเท็จไม่ได้
เพียงแต่เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นนางนั่งวางมือบน
หน้าตักอยู่หลังโต๊ะพิณอย่างเรียบร้อย แพขนตา
ยาวอันดกดำเปียกชื้น บนพวงแก้มขาวราวกับ
หิมะประดับคราบน้ำตาที่ยังเช็ดไม่แห้ง สุดท้าย
เขาก็เปลี่ยนความคิด พูดออกมาว่า “ช่างเถอะ”
เขากล่าวต่อ “หวังซินอี้คิดเช่นนี้ก็ช่างเขา
เถอะ เพียงแต่เรื่องราวภายในวังหลวง
แปรเปลี่ยนได้สารพัดในชั่วพริบตา วันนี้ผู้ที่ดู
เหมือนจะดีพรุ่งนี้อาจย่อยยับอัปราชัย การมีพล
พรรคบางส่วนในวังหลวงหาใช่เรื่องเลวร้ายไม่
ทว่าหากไม่ทันระวังจนไปเกี่ยวข้องกับการ
แก่งแย่งชิงดีก็อาจชักนำเภทภัยมาสู่ตัว ในเมื่อข้า
ได้รับการฝากฝังมาจากเยี่ยนหลิน ทั้งยังได้รับ
การร้องขอจากบิดาของเจ้า ดังนั้นจึงจะช่วย
ชี้แนะว่าจงทำสิ่งใดด้วยความระวัง อย่าทำอะไร
ผิดพลาดเป็นอันขาด”
คำว่า ‘ทำอะไรผิดพลาด’ นี้แฝงความนัย
ลึกซึ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดีแก่ใจว่าสิ่งที่เขาหมายถึง
มิใช่เรื่องธรรมดาอย่างการสร้างบุญคุณต่อเจิ้งเปั่า
เพื่อจะได้มีคนดูแลอยู่ภายในวังหลวง เกรงว่าคง
กำลังเตือนเรื่องอย่าคิดจะใช้เจิ้งเปั่าร้องเรียนว่า
เขามีใจคิดกบฏมากกว่า แล้วนางยังจะกล้าไม่ว่า
นอนสอนง่ายได้อย่างไร
นางหลุบตาเล็กน้อย “เจ้าค่ะ
ขอบพระคุณเซี่ยเซียนเซิงที่ชี้แนะ”
เซี่ยเวยเอ่ยปากว่า “เจ้าลองเล่นพิณดูอีกรอบ
ข้าขอดูสักหน่อย”
ห้วงความคิดของเจียงเสวี่ยหนิงยังอยู่ที่ ‘การ
ประชันสติปัญญา’ กับเซี่ยเวย ไหนเลยจะคาดคิด
ว่าเขาไม่แม้แต่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา จู่ ๆ ก็พูด
ถึงเรื่องพิณขึ้นมาทันที ด้วยเหตุนี้นางเลยนิ่งอึ้ง
อยู่นานสองนานกว่าจะได้สติ…
วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังมอบอภิสิทธิ์ให้นาง
อยู่ดี
นางนึกว่าพอเอ่ยถึงเรื่องเจิ้งเปั่าแล้วจะปล่อย
ตัวนางไปเสียอีก!
เจียวอันวางอยู่บนโต๊ะพิณ
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกอยากตาย
เซี่ยเวยเห็นนางไม่ขยับเขยื้อนจึงขมวดคิ้ว
เล็กน้อย “ช่วงบ่ายข้าว่าง หากเจ้าไม่ดีดก็จะต้อง
อยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ”
ใครจะอยากรั้งอยู่กับเจ้าที่นี่กันล่ะ!
น่ากลัวกว่าอยู่ร่วมกับพญายมเสียอีก!
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว
สุดท้ายความอยากเอาตัวรอดก็อยู่เหนือความ
หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีที่มีอยู่ไม่มาก นางสูดหายใจ
ลึกเฮือกหนึ่ง นั่งลำตัวเหยียดตรง จดนิ้วลงบน
สายพิณ จากนั้นก็ดีดบรรเลง ‘บทเพลงของท่าน
เซียน’ ท่อนสั้น ๆ ที่เซี่ยเวยสอนอย่าง
กระท่อนกระแท่น
บทเพลงนี้มีอีกชื่อว่า ‘ปรับแต่งสาย’ เป็นบท
เพลงฝึกหัดนิ้วที่ผู้เริ่มเรียนพิณส่วนใหญ่รู้จัก ใช้
เพื่อฝึกฝนการใช้นิ้วเป็นสำคัญ
แม้ยามอยู่ในตำหนักเฟิงเฉินเจียงเสวี่ยหนิง
จะไม่ได้แตะต้องพิณ ทว่ากลับตั้งใจจดจำบท
เพลงย่อยที่ใช้ฝึกฝนนิ้ว
เมื่อดีดบรรเลง แม้จังหวะการใช้นิ้วจะไม่
แม่นยำ แต่ก็ปราศจากข้อผิดพลาดใหญ่หลวงอัน
ใด
เซี่ยเวยมองนิ้วมือนาง เอ่ยเพียงว่า “ดีด
ต่อไป”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าพูดอะไรมาก สูดลม
หายใจและสะกดกลั้นเอาไว้ เมื่อจดนิ้วทั้งสิบอีก
คราก็เกร็งกว่าเดิม
ครั้งนี้เพิ่งจะแตะนิ้ว เสียงแรกก็ออกน้ำหนัก
แรงไปแล้ว
เซี่ยเวยจึงลุกขึ้นเดินมาดูใกล้ ๆ หน้าโต๊ะพิณ
ของนาง
เพียงแต่เขายิ่งมอง ความผิดพลาดของเจียง
เสวี่ยหนิงก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งว่ายังดีดสู้
รอบแรกไม่ได้ด้วยซ้ำ
เซี่ยเวยรู้ว่านางกลัวเขา ทว่านี่ก็เป็นเรื่องที่
ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากนี้เมื่อเป็นเรื่องของพิณ
แล้วเขาก็มักจะไม่ยอมผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น จึง
บอกว่า “บทเพลงนี้สอดรับกันทุกท่อน ทุกท้าย
ประโยคจะต้องทั้งคลายทั้งกด เจ้ากดสายแรง
เกินไป ยามดีดต้องปล่อยออกอีกนิด”
เจียงเสวี่ยหนิงลองคลายออก จากนั้นก็ลอง
ดีดอีกหน
เซี่ยเวยกล่าวเพียงว่า “ไม้ผุยากเกินกว่าจะ
แกะสลัก” แม้เห็นว่ามือขวานางคล้ายจะผ่อน
คลาย แต่นิ้วมือซ้ายทั้งห้ายังงออยู่ มิหนำซ้ำการ
ใช้นิ้วก็ยังไม่ถูกต้อง เขาขมวดคิ้ว โน้มตัวไป
ข้างหน้าเล็กน้อยพลางยื่นมือออกไป
นิ้วมือเจียงเสวี่ยหนิงเรียวยาวดั่งต้นหอม เล็บ
มืออันแวววาวกระจ่างใสทาสีชมพูอ่อน ต่อให้การ
ใช้นิ้วไม่แม่นยำ แต่เมื่อกดบนสายก็ยังน่าดูชม
มากอยู่ดี
ขณะเรียนพิณต้องถอดกำไลหยกและสร้อย
ข้อมือ
เดิมทีสิ่งที่เซี่ยเวยต้องการจะสอนนางคือ
วิธีการใช้นิ้วที่ถูกต้อง แต่เมื่อเข้าใกล้และหลุบตา
มอง กลับเห็นข้อมือบางขาวเนียนเผยออกมา
ส่วนหนึ่ง รอยแผลซึ่งออกแรงกรีดเพื่อนำโลหิต
ออกมาในกาลก่อนปรากฏบนผิวกายขาวราวกับ
หิมะประหนึ่งหนามแหลมที่ผ่านกาลเวลามาช้า
นาน
แม้จะจางลงไปแล้ว แต่ยังคงบิดเบี้ยวทิ่มแทง
นัยน์ตาดังเดิม
นิ้วมือที่เพิ่งจะยื่นออกไปของเขาหยุดชะงัก
โดยพลัน
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะดีดเสร็จไปรอบหนึ่งก็
รู้ตัวว่าดีกว่ารอบก่อนไม่น้อย กำลังคิดอยู่ว่าตนมี
ความก้าวหน้าแล้ว ควรต้องได้รับคำกล่าวชมเชย
บ้าง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าประโยค ‘ไม้ผุยากเกิน
กว่าจะแกะสลัก’ ของเซี่ยเวยจะทำให้นางหวน
คืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง และยิ่งคิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ
อีกฝั่ายจะยื่นมือมาหา
นางขนลุกชันไปทั้งร่างภายในชั่วพริบตา
ครั้นมองตามสายตาของเซี่ยเวยก็พบว่า
สายตาเขาตกอยู่บนแผลเป็นบนข้อมือนางพอดิบ
พอดี ไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ ๆ นางก็กลัวเขาจะแตะ
โดนเป็นอย่างยิ่ง รีบลุกด้วยความร้อนรน!
โครม!
เดิมทีนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะพิณ เนื่องจากผุดลุก
กะทันหันอย่างรีบร้อนจึงกระแทกขอบโต๊ะที่อยู่
ตรงหน้าและสะดุดเก้าอี้ด้านหลัง ทำให้โต๊ะเอน
เกือบจะล้ม นางกรีดร้องด้วยความตกใจเซไป
ด้านหลัง
เซี่ยเวยเห็นแล้วก็รีบยื่นมือมาทันที…
แขนเสื้อคลุมนักพรตสีฟั้าครามอันหลวม
กว้างของเขาราวกับหอบสายลมมาด้วย สะบัด
ผ่านใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงไป
แต่แล้ว…
เขาก็เอื้อมมือไปกอดพิณโบราณเจียวอันคัน
นั้นไว้ได้อย่างมั่นคง
เกิดเสียงดัง ‘ตึง’ โต๊ะพิณล้ม เก้าอี้ก็ล้มตาม
เจียงเสวี่ยหนิงล้มก้นกระแทกพรมขนสัตว์หนา
เตอะ รู้สึกเจ็บหน่อย ๆ แววตาแข็งค้าง
เจียวอันคันนั้นอยู่บนฝั่ามือเซี่ยเวยอย่าง
ปลอดภัย
เขาอุ้มพิณแล้วยืนขึ้นมองนาง
เงียบสงัด
นอกจากความเงียบสงัดแล้วก็คือความเงียบ
สงัด
เซี่ยเวย “…”
เหมือนจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง?
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ไม่สิ ก็เหมือนจะไม่ได้มีอะไรผิดไปนี่นะ