คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 55 ปฏิเสธ (1)
โต๊ะพิณค่อนข้างหนักแต่เซี่ยเวยใช้แค่ปลาย
เท้าก็เกี่ยวมันขึ้นมาได้แล้ว จากนั้นจึงวางเจียวอัน
ในมือกลับลงไปอย่างเรียบร้อย คราวนี้ถึงค่อยหัน
มามองเจียงเสวี่ยหนิง คล้ายกำลังขบคิดว่าจะ
ประคองนางขึ้นมาดีหรือไม่
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะกล้าให้เขาประคอง
นางล้มไม่นับว่ารุนแรงและไม่นับว่าเจ็บมาก
พอเห็นเซี่ยเวยวางพิณก็กุลีกุจอใช้มือยันพรมขน
สัตว์หนาลุกขึ้นมาพร้อมเอ่ยว่า “เป็นเสวี่ยหนิงที่
ประมาท โชคดีที่พิณไม่เป็นอะไร”
เซี่ยเวยมองนางพลางผงกศีรษะ “ใช่”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ยังจะตอบว่า ‘ใช่’ อีก!
แม้ว่าการล้มจะเป็นความผิดของนางเอง ตาม
เหตุผลแล้วไม่อาจตำหนิเซี่ยเวย แต่เมื่อต้อง
ประสบความอับอายขายหน้าใหญ่โตเสียขนาดนี้
นางก็อดฉุนไม่ได้ แอบคิดไปถึงเรื่องเหตุผลที่จาง
เจอไม่ได้แต่งงานในชาติก่อน นั่นเป็นเพราะถูก
เหยาซีทำลายชื่อเสียง อีกทั้งเพราะโชคร้ายต้อง
มาเจอนาง ส่วนเซี่ยเวยชาติก่อนก็ไม่มีครอบครัว
เช่นกัน นอกจากสาเหตุที่ว่าเขามัวแต่ดื่มด่ำกับ
การศึกษาพระธรรมแล้ว เกรงว่าคงเป็นเพราะ
นิสัยที่ทำให้คนหงุดหงิดโมโหนี้กระมัง!
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยดูออกหรือไม่ว่านางกำลังไม่
พอใจ เขาเพียงชี้พิณแล้วพูดว่า “ดีดพิณต้องสงบ
จิตใจ ห้ามคิดฟุั้งซ่าน เดิมทียามเจ้าเผชิญ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนทำตัวหนักแน่น ทว่าวันนี้
กลับไม่เป็นดังเคย ยิ่งเจ้าอยากจะทำให้ดีก็
กลายเป็นยิ่งทำได้ไม่ดี อย่างที่กล่าวกันว่า ‘ยิ่งเร่ง
ยิ่งไม่สำเร็จ’ ดังนั้นวันนี้จะไม่สอนเจ้าดีดพิณแล้ว
เรียนไปก็ไร้ประโยชน์ เจ้าจงนั่งอยู่หน้าพิณคันนี้
เสียเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งลงตามคำสั่งพลางถาม
“เช่นนั้นจะเรียนอะไรหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยเวยเดินย้อนกลับมาหน้าโต๊ะยาว มือหยิบ
ไม้ที่เลื่อยเสร็จขึ้นมาท่อนหนึ่ง ตอบกลับไปว่า
“ไม่เรียน”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “เจ้าจงนั่งสงบใจอยู่
หน้าพิณ ยามใดที่จิตใจสงบลงแล้วก็เริ่มเรียนพิณ
เมื่อนั้น”
สงบจิตใจ?
การเรียนพิณไม่ใช่เรื่องของ ‘ทักษะ’ หรอก
หรือ
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจิตใจสงบหรือไม่สงบ
ด้วยเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกแต่ว่าเซี่ยเวยจงใจหา
วิธีการมาทรมานตน เพราะฉะนั้นแม้ตัวนางจะนั่ง
อยู่ แต่ไม่เพียงจิตใจไม่สงบนิ่ง ตรงข้ามกลับยิ่ง
ร้อนรนกระวนกระวาย
ทว่าเซี่ยเวยก็ไม่แยแสนางเหมือนกัน
ครั้งก่อนพิณที่ใช้เวลาทำมาเกือบสามปีถูก
การลอบทำร้ายที่เหลาเฉิงเซียวทำลายจนย่อยยับ
ทำให้เขาคับข้องใจไประยะหนึ่ง บัดนี้เลือกไม้มา
ทำพิณใหม่อีกครา โดยคิดจะทำพิณสองตัวใน
คราวเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในภายหน้าคงไม่ถึงขั้นโชคร้าย
จนเกินไป พิณสองตัวประสบเหตุไม่คาดฝันพร้อม
กันกระมัง
ยามนี้เขากลับไปเปรียบเทียบไม้ตรงหน้า คิด
จะเลือกไม้ชิ้นที่ดีที่สุดเพื่อนำมาใช้งานจำนวน
สองชิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ข้างหลังพิณ แรกเริ่มเดิม
ทียังมีความคิดฟุั้งซ่านเต็มหัวสมอง ทว่าพอคิด
มากเกินไปก็รู้สึกว่าการเอาแต่คิดมันช่างน่าเบื่อ
หน่าย
นั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องที่
ทรมานจริง ๆ
หนังตาของนางค่อย ๆ เริ่มต่อสู้กันเอง
เล็กน้อย อดทอดสายตาไปยังร่างเซี่ยเวยไม่ได้
มองดูเขาเลือกเฟั้นท่อนไม้ หยิบด้ายชุบหมึกมา
วัดขนาด ให้ความรู้สึกจริงจังจนถึงขั้น
ละเอียดลออ ดูแล้วไม่เหมือนพระอาจารย์ของ
ฮ่องเต้แต่กลับเหมือนช่างฝีมือซึ่งชอบจับผิดเล็ก
จับผิดน้อยที่ทำงานตามตลาดมากกว่า
มิหนำซ้ำ…
คนผู้นี้จ้องมองไม้ที่มีอยู่หลายชิ้น หยิบชิ้นนี้
แล้วก็วาง หยิบชิ้นนั้นแล้วก็วาง ผ่านไปครึ่งค่อน
วันยังเลือกไม่ได้ ท่าทางเหมือนยากจะตัดสินใจ
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปมองมาก็มุมปากกระตุก
ดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าผู้ที่มีเปลือกนอกเป็นคน
ปกติทั่วไปเช่นเขาจะมีนิสัยเสียไม่น้อยเช่นนี้
เดิมทีช่วงเลิกเรียนคือยามใกล้เที่ยง และ
หน้าต่างของตำหนักข้างก็ยังเปิด
เซี่ยเวยพิจารณาไม้อยู่เนิ่นนาน เมื่อเลือกได้
แล้วก็เงยศีรษะมองนอกหน้าต่าง พบว่าเวลา
ล่วงเลยยามเที่ยงไปเสียแล้ว คิด ๆ ดูก็ไม่อาจ
ปล่อยให้เจียงเสวี่ยหนิงท้องหิวรอเรียนพิณอยู่
ตรงนี้ต่อ เขาจึงคิดจะเอ่ยปากปล่อยตัวนาง
นึกไม่ถึงว่าพอหันหน้าไป หางตาพลันเหลือบ
เห็นเงาสีขาวเงาหนึ่ง
นั่นเป็นลูกแมวน้อยที่เหมือนก้อนหิมะ
ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด แล้วยิ่งไม่รู้ว่ามาตั้งแต่
เมื่อใด
ขนาดเท่าฝั่ามือ ดวงตาสีน้ำเงินอมดำ ยังดูแบ
เบาะ กำลังนั่งคุดคู้อยู่บนขอบหน้าต่าง
ทอดสายตามองเข้ามาในตำหนัก ทำท่าทาง
เหมือนคิดจะกระโดดเข้ามาสอดส่อง มิหนำซ้ำยัง
ส่งเสียงร้อง “เมี้ยว” เบา ๆ อีกด้วย
เซี่ยเวยพลันหนังตากระตุก ร่างกายสั่นระริก
เล็กน้อย ถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนโดยสงวนท่าที
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเดิมกำลังง่วงเหงา
สะลึมสะลือ เมื่อได้ยินเสียงนี้ก็มีสติขึ้นมาหลาย
ส่วน นางเงยหน้ามองตามเสียง อดฉายแวว
ตื่นเต้นยินดีเจิดจ้าในดวงตาไม่ได้ “อุ๊ยตาย แมว
น้อยมาจากไหนกันนี่ เชื่องจังเลย!”
นางลุกจะไปอุ้มแมวตัวนั้น
แต่พอยืนขึ้นมาถึงนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังนั่งสงบ
จิตใจอยู่ จึงอดหยุดชะงักและมองไปทางเซี่ยเวย
ไม่ได้
เซี่ยเวยกลับขมวดคิ้ว ไม่เหลือบมองมาทาง
นางแม้แต่น้อย ขึ้นเสียงว่า “ใครก็ได้มานี่หน่อย”
ขันทีน้อยซึ่งรับใช้อยู่ภายนอกตำหนักพลัน
ขานรับและเดินเข้ามา “ท่านรองราชครูมีสิ่งใดจะ
สั่งการหรือขอรับ?”
เซี่ยเวยแววตาเย็นชา นิ้วมือขยับคราหนึ่ง
กำลังจะชี้แมวน้อยสีขาวบนขอบหน้าต่าง แต่พอ
ตั้งท่าจะชี้ก็ชักมือกลับเสียก่อน แล้วเอ่ยว่า “ไม่รู้
ว่าแมวจากตำหนักไหนแอบเข้ามาถึงที่นี่ ลองอุ้ม
ไปถามผู้อื่นดู ตำหนักเฟิงเฉินเป็นสถานที่อันเงียบ
สงบเพื่อใช้ศึกษาหาความรู้ วันหลังห้ามให้เจ้าตัว
น้อยพวกนี้เข้ามาก่อกวนอีก”
ขันทีน้อยพลันตัวสั่นกึก ๆ รีบรับคำระรัว
“ขอรับ”
จากนั้นก็รีบสาวเท้าเข้าไปอุ้มเจ้าแมวน้อยตัว
นั้นขึ้นมา
“บ่าวจะไปสอบถามเดี๋ยวนี้ หลังจากนี้จะ
ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่ให้เจ้าตัวน้อยพวกนี้
เข้ามาในตำหนักอีกขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากกว้างนิด ๆ มองดูขันที
น้อยอุ้มแมวจากไป ความไม่พอใจที่มีเคยต่อเซี่ย
เวยทวีขึ้นไปสามส่วน หันหน้ากลับไปลอบใช้
สายตาระบายความขัดเคืองของตนเอง
เพียงแต่เมื่อหันหน้ากลับไปแล้วกลับพบเรื่อง
ประหลาดอยู่บ้าง…
‘เซี่ยเวยอยู่ห่างจากขอบหน้าต่างไกลขนาด
นั้นเลยหรือ?’
ตอนขันทีน้อยอุ้มแมวลงมาจากขอบหน้าต่าง
และถอยออกไป เขาวางด้ายชุบหมึกในมือด้วย
ท่าทางราวกับไม่ใส่ใจ หมุนกายเดินไปที่โต๊ะตำรา
ซึ่งอยู่อีกด้านและหยิบเอกสารรายงานขึ้นมาอ่าน
ตลอดขั้นตอนล้วนอยู่ห่างจากแมวตัวนั้นเกินหนึ่ง
จั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกแปลกประหลาด
อย่างบอกไม่ถูก ความคิดอาจหาญซึ่งไม่เคยมีมา
ก่อนผุดขึ้นในหัวสมอง
ชาติก่อนนางเลี้ยงแมวเช่นกัน
มีอยู่ครั้งหนึ่งอุ้มแมวลายตัวอ้วนพีเดินเล่น
ภายในอุทยานหลวง บังเอิญพบเสิ่นเจี้ยพาเหล่า
ขุนนางใหญ่เดินผ่านอุทยานหลวงและกำลัง
ปรึกษาข้อราชกิจเข้าพอดี จึงต้องหยุดเพื่อถวาย
พระพรเป็นธรรมดา
คิดไม่ถึงว่าขณะที่นางค้อมกาย แมวลายกลับ
กระโดดออกไป
ครั้นกระโดดก็กระโดดไปข้างเท้าของเซี่ยเวย
ทั้งยังยื่นอุ้งเท้าหนั่นเนื้อไปตะกุยชายแขนเสื้อ
คลุมสีดำที่ห้อยลงมาของเซี่ยเวยอีกด้วย ท่าทาง
น่ารักไร้เดียงสาราวกับกระโดดไล่ตะปบผีเสื้อใน
ยามปกติ
นางหัวเราะด้วยความตลกขบขัน
ผลกลายเป็นว่าพอเงยหน้าก็เห็นเซี่ยเวย
ใบหน้าถมึงทึง เคลื่อนสายตาจากแมวของนางมา
ที่ร่างนางพร้อมถอยหลบก้าวหนึ่ง
ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงเป็นฮองเฮา ไม่เกรง
กลัวเขา เพียงเห็นว่าเขาก็เหมือนขุนนางทั่วไปซึ่ง
นึกรังเกียจนางที่ลอบสมคบคิดสั่งสมสมัครพรรค
พวก แล้วพานรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่แมวที่นาง
เลี้ยงดู ดังนั้นนางจึงไม่ไว้หน้า ค้อมกายอุ้มแมว
ขึ้นมาขดในอ้อมอก พูดอย่างเย็นชากับแมวน้อย
ว่า “ดูเจ้าสิ ห่วงเล่นจนไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือว่าโผ
เข้าหาผู้ใด ยังดีที่ท่านราชครูของพวกเรามีจิตใจ
กว้างขวาง ไม่เช่นนั้นประเดี๋ยวต้องถลกหนังเจ้า
แน่!”
กล่าวจบนางก็หมุนกายเดินจากไป
ไม่เหลือบแลสีหน้าของเซี่ยเวยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม
นางรู้สึกว่ามันก็ออกจะเหลือเชื่อและเป็นไป
ไม่ได้อยู่บ้างเมื่อตั้งสมมติฐานเช่นนี้กับเซี่ยเวย แต่
หากสมมติว่า…
ตอนนั้นเซี่ยเวยไม่ได้รังเกียจนางจริง ๆ เล่า
“…”
บทที่ 55 ปฏิเสธ (2)
ขันทีน้อยอุ้มแมวจากไปแล้ว ทว่าเจียงเสวี่ย
หนิงกลับจดจ้องเซี่ยเวย ประกายความคิดอัน
ชาญฉลาดวาบผ่านนัยน์ตา ทว่าก่อนที่สายตา
ของเซี่ยเวยจะหวนคืนสู่ร่างนาง ประกาย
ความคิดนี้ก็พลันสูญสลายไปจนหมดสิ้น
ประหนึ่งว่าเมื่อครู่นางไม่เคยคิดอะไรเลย
“เซี่ยเซียนเซิง?”
เซี่ยเวยยังคงยืนห่างขอบหน้าต่างดังเดิม เขา
เอ่ยว่า “สายมากแล้ว จิตใจเจ้ายังไม่สงบ การ
เรียนพิณต้องใช้เวลา วันนี้กลับไปก่อนแล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าจบสิ้นกันเสียที รีบ
คารวะบอกลา
แต่คิดไม่ถึงว่าขณะนางกำลังจะถอยออกไป
เพิ่งเดินถึงประตูก็ได้ยินเซี่ยเวยพูดเสริมเรียบ ๆ
ประโยคหนึ่ง “พรุ่งนี้ยามบ่ายเจ้ามาอีกที”
เกิดเสียงดัง ‘ตึง’ นางเท้าลื่นสะดุดธรณีประตู
ยังดีที่ไม่ได้พลาดล้ม!
ยากเย็นนักกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคง แต่ก็ยัง
โมโหจนควันออกทั้งเจ็ดทวาร
สุดท้ายทำได้เพียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พูดเน้น
ออกมาทีละคำว่า “เซี่ยเซียนเซิงชื่นชมและเห็น
ความสามารถ พรุ่งนี้ศิษย์จะมาใหม่เจ้าค่ะ!”
—————-
เมื่อเดินออกมาจากตำหนักเฟิงเฉิน นางถึง
รู้สึกตัวว่าตนเองโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนลืม
กระทั่งอุ้มพิณกลับมาด้วย เดิมทีนึกจะย้อนกลับ
ไปเอา แต่พอคิดว่าเซี่ยเวยอาจยังไม่ออกจาก
ตำหนักก็ล้มเลิกความคิดนี้ทันที
ถึงอย่างไรเมื่อนางกลับเรือนหยางจื่อก็ไม่ได้
คิดจะซ้อมพิณอยู่ดี
อีกทั้งการที่พิณวางอยู่ที่เซี่ยเวยยัง
ประหยัดเวลาขนย้ายไปมาอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้นางจึงเดินกลับที่พักด้วยสองมืออัน
ว่างเปล่า
จากตำหนักเฟิงเฉินถึงเรือนหยางจื่อห่างเพียง
ไม่กี่ก้าว ระหว่างทางไม่มีขันทีและนางกำนัลเดิน
ผ่าน
เพียงแต่เดินไปเดินมากลับได้ยินเสียงหัวเราะ
ดังลั่น
ในนั้นมีหลายเสียงฟังแล้วคุ้นหูอยู่บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดฝีเท้าทันที เมื่อมองไป
เบื้องหน้าก็อดอึ้งหน่อย ๆ ไม่ได้
เด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีฟั้าครามผู้หนึ่ง
ยืนอยู่ใต้กำแพงวังสีชาดนอกเรือนหยางจื่อ ร่าง
สูงใหญ่หยัดตัวตรง ถึงแม้ยามนี้จะไม่ได้ขี่ม้าห้อ
ตะบึง ทว่าดวงตาอันสุกสกาวดุจดวงดาราก็ยัง
แฝงความร้อนแรงและมีชีวิตชีวาดังเดิม
เพียงแต่ครั้นสายตากวาดผ่านมาเห็นนางแวว
ตากลับหม่นหมองลง
เยี่ยนหลินลืมเลือนว่าตนกำลังพูดอะไรอยู่
และลืมเลือนว่าต่อไปคิดจะพูดสิ่งใด แม้แต่ผู้คน
มากมายซึ่งกำลังยืนอยู่ข้างกายและเบื้องหน้าเขา
ก็คล้ายปลาสนาการไปสิ้น ทั่วทั้งดวงใจและ
สายตามีแต่เงาร่างของคนข้างหน้าเท่านั้น
วันนี้ขณะที่พวกเสิ่นจื่ออีและเซียวซูมาถวาย
พระพร ณ ตำหนักคุนหนิงบังเอิญพบพวกเยี่ยนห
ลินเข้าพอดี เนื่องจากพวกนางกำลังจะกลับ
เรือนหยางจื่อ ส่วนบรรดาคุณชายลูกหลาน
ตระกูลใหญ่เช่นพวกเขากำลังจะไปหาเซี่ยเซียน
เซิงที่ตำหนักเฟิงเฉิน ดังนั้นจึงร่วมทางกันมาและ
กำลังจะกล่าวอำลาเมื่อเดินมาถึงจุดนี้
เสิ่นจื่ออีและเยี่ยนหลินรู้จักกันมาตั้งแต่ครั้ง
เยาว์วัย นับว่าเป็นเพื่อนเล่นกันก็ได้
พอเสิ่นจื่ออีกำลังจะบอกว่าวันนี้หนิงหนิง
ถูกเซี่ยเซียนเซิงรั้งอยู่ในห้องเรียน ไม่แน่ว่าหาก
เขาไปที่ตำหนักข้างก็อาจจะได้พบ ผลกลายเป็น
ว่ากล่าวไปได้ครึ่งเดียวก็เห็นสายตาของเยี่ยนหลิ
นมองข้ามผ่านไปยังด้านหลังพวกนางแล้ว
ด้วยเหตุนี้นางจึงหันศีรษะมองตาม
เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิง นางก็ตื่นเต้นยินดียิ่ง
นัก รีบกวักมือเรียก “หนิงหนิง เจ้าออกมาได้เสีย
ที พวกเราเป็นห่วงเจ้าจะตายอยู่แล้ว!”
หากเป็นยามปกติ เจียงเสวี่ยหนิงน่าจะถูก
คำพูดของเสิ่นจื่ออีทำให้หลุดหัวเราะ ไม่แน่ว่า
ตอนนึกถึงเรื่องเสิ่นจื่ออีจับมือนางบอกให้นาง
ตั้งใจเรียนกับเซี่ยเวยให้ดี นางอาจจะค่อนแคะ
กลับไปว่าความเป็นห่วงของเสิ่นจื่ออีช่างไร้
ประโยชน์เสียจริง
แต่บัดนี้นางกลับหัวเราะไม่ออกแม้แต่น้อย
เพียงเดินไปหาอย่างเงียบงัน
พวกเซียวซูและเหยาซีล้วนอยู่กันครบ สายตา
มองนางและเยี่ยนหลินสลับกันไปมา
ผู้ที่เดินมาพร้อมเยี่ยนหลินยังมีเด็กหนุ่มที่ดูไม่
คุ้นหน้าอีกหลายคน ต่างสวมชุดหรูหรา คิดว่าคง
เป็นชนชั้นสูงที่ถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังมาฟังการ
บรรยายประจำวัน
หนึ่งในนั้นดูอายุน้อยเป็นพิเศษ ลักษณะเพิ่ง
จะสิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น
เขายืนใกล้กับเยี่ยนหลินมากที่สุด
เขาเห็นเยี่ยนหลินมองไปทางเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อน จากนั้นเมื่อได้ยินเสิ่นจื่ออีร้องเรียกว่า ‘หนิง
หนิง’ ก็ปรบมือด้วยท่าทางราวกับรู้กระจ่างแจ้ง
กล่าวกลั้วหัวเราะกับเยี่ยนหลินว่า “นี่ก็คือคุณหนู
รองตระกูลเจียงใช่หรือไม่? ก่อนหน้านี้พี่เยี่ยนหลิ
นชอบซ่อนนางไว้ไม่ให้พวกเราเห็น วันนี้ถือว่าได้
เห็นเสียที!”
ความหมายที่แฝงอยู่คือเขารู้ความสัมพันธ์
ระหว่างเยี่ยนหลินกับเจียงเสวี่ยหนิง
ทุกคนต่างเข้าใจและพากันหัวเราะกระเซ้า
ทันที
มีเพียงเยี่ยนหลินที่ไม่ได้หัวเราะ
ทั้งที่เมื่อเขาเห็นนางแล้วรู้สึกยินดีปรีดาถึง
เพียงนี้ แต่คำพูดที่เหยียนผิงอ๋องเอ่ยออกมากลับ
ดึงเขาลงสู่หุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง ทำให้เขารู้สึกว่าทั้ง
ที่ดรุณีน้อยผู้นี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าตนแท้ ๆ ทว่า
กลับเหมือนไกลห่างประหนึ่งเมฆริมขอบฟั้า
เด็กหนุ่มชุดสีฟั้าคราม ใบหน้าซึ่งยังดูเป็น
หนุ่มน้อยเคร่งขรึมลง เอ่ยว่า “เหยียนผิงอ๋องทรง
อย่าล้อเล่นเลย กระหม่อมกับคุณหนูรองเจียง
เป็นเพียงสหายเที่ยวเล่นกันเท่านั้น ลำพังเพียง
พูดกันส่วนตัวก็ช่างเถอะ หรือหากคำกล่าวเพ้อ
เจ้อเหลวไหลแพร่ไปถึงบิดาที่บ้าน แล้วทำให้
กระหม่อมถูกด่าทอไปยกหนึ่งก็ยังเป็นเรื่องเล็ก
แต่หากทำลายชื่อเสียงของคุณหนูรองถือเป็น
เรื่องใหญ่ ขอพระองค์ทรงระมัดระวังคำพูดด้วย
พ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนผิงอ๋องซึ่งอายุยังไม่มากนิ่งตะลึงใน
บัดดล
เสิ่นจื่ออีเองก็อึ้งงันยังไม่ได้สติคืนกลับมา
เซียวซูที่อยู่ด้านข้างยิ่งคิ้วกระตุก เหลือบตา
ขึ้นมองเยี่ยนหลินด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ส่วนพวกโหยวเย่ว์หลังจากประหลาดใจแล้ว
กลับเผยท่าทางยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่นทันที
วุ่นวายมาตั้งครึ่งค่อนวัน สุดท้ายเยี่ยนซื่อจื่อ ก็
ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเจียงเสวี่ยหนิงเลยสักนิดนี่นา!
เยี่ยนหลินมองเจียงเสวี่ยหนิง สายตานั้น
จริงจังยิ่งนัก คล้ายกับว่าไม่ว่าจะพิศดูอย่างไรก็ไม่
เพียงพอเสียที ประหนึ่งต้องการประทับนางลงใน
ดวงใจ
มีบางแห่งกำลังปริแตก โลหิตกำลังถะถั่งพรั่ง
พรู
ทว่าเขากลับหยักยกริมฝีปากยิ้มแย้มให้นาง
“เหยียนผิงอ๋องทรงพระเยาว์ ไม่ทันได้ระมัดระวัง
คำพูดคำจา หวังว่าคุณหนูรองเจียงจะไม่ถือสา”
“…”
ชั่วขณะนี้เอง เบ้าตาของเจียงเสวี่ยหนิงก็
เปียกชื้น
นางต้องรีบร้อนก้มศีรษะ ถึงจะปิดบังสภาพ
อันน่าสังเวชของตนเองเอาไว้ได้
ผู้อื่นมองไม่เข้าใจ แต่นางไหนเลยจะไม่เข้าใจ
จวนหย่งอี้โหวกำลังจะเกิดภยันตราย ในเมื่อ
เยี่ยนหลินผู้รักนางอย่างยิ่งจากใจจริงรู้เรื่องนี้เข้า
แล้ว เขาย่อมไม่มีทางแสดงอารมณ์ความรู้สึกของ
วัยหนุ่มที่เคยมีในกาลก่อน และไม่มีทางอยากให้
คนในใต้หล้ารู้ว่าเขาชอบนางอีกต่อไป
ตรงข้าม เขาต้องตัดความสัมพันธ์ที่มีต่อนาง
ทั้งหมดไปเสีย
ไม่ยอมให้นางถูกดึงเข้ามาพัวพันและไม่ยอม
ทำลายชื่อเสียงของนางอีกด้วย เฉกเช่นเดียวกับ
จางเจอที่เป็นฝั่ายขอถอนหมั้นกับจวนตระกูล
เหยา
นางกำนิ้วที่อยู่ข้างกายจนแน่นเงียบ ๆ ฝืน
กลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลรินให้กลับลงไปพลาง
มองชายหนุ่ม คิดจะตอบอะไรบ้าง แต่ยามอยู่ต่อ
หน้าทุกคนนางกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
และยิ่งไม่กล้าพูดเลยด้วยซ้ำ