คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 56 เจตนาไม่บริสุทธิ์ (1)
เสิ่นจื่ออีรู้ความสัมพันธ์ของเยี่ยนหลินกับ
เจียงเสวี่ยหนิง เพราะอย่างไรเสียในรอบแรกที่
คัดเลือกพระสหายร่วมศึกษา เยี่ยนหลินก็เคยมา
หานางเพื่อฝากฝังโดยเฉพาะ จนกลายเป็นการ
เปิดช่องให้นางได้กระเซ้าเย้าแหย่อยู่ระยะหนึ่ง
อีกด้วย
ทว่ายามนี้เขากลับตัดความสัมพันธ์กับหนิงห
นิงกะทันหัน
นางเห็นสีหน้าของคนทั้งสอง ด้วยความสงสัย
จึงยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างไร้สาเหตุขึ้นมา
หลายส่วน ต้องการทวงความยุติธรรมให้เจียง
เสวี่ยหนิง ดังนั้นจึงสืบเท้าเข้าหาเขาก้าวหนึ่ง
จวนจะอาละวาด “เยี่ยนหลิน เหตุใดเจ้าถึง
…”
“องค์หญิงใหญ่เพคะ”
ลำพังยามนี้เยี่ยนหลินก็ทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงกลัวว่าเสิ่นจื่ออีจะพูดอะไรที่ทำให้
เขารู้สึกย่ำแย่กว่าเดิม นางจึงรีบดึงตัวอีกฝั่ายไว้
เบา ๆ ริมฝีปากหยักโค้ง ส่งยิ้มราวกับปลอบใจ
“เหยียนผิงอ๋องทรงพระเยาว์เลยกล่าวล้อเล่น
ไปอย่างนั้นเอง ไม่เป็นไรเพคะ”
“แต่คนที่ข้าจะตำหนิไม่ใช่…”
ไม่ใช่เหยียนผิงอ๋องเสียหน่อย
เสิ่นจื่ออีถูกเจียงเสวี่ยหนิงดึงเอาไว้จึง
หยุดชะงัก ขณะกำลังจะอธิบายนางก็เคลื่อน
สายตาไปสบกับดวงตาที่ดูเหมือนจะเรียบเฉยคู่
นั้น ทำให้มองเห็นคำวิงวอนซึ่งเผยความจริงใจอยู่
หลายส่วนฉายออกมา ถึงแม้ไม่ว่านางจะคิดเช่น
ไรก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่อาจเอ่ยคำถามที่มีล้นอก
ออกมาจากปากได้อยู่ดี
เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร
ขึ้นระหว่างคนทั้งสองกันแน่
นางจึงตีหน้าขรึมในบัดดล กล่าวสั่งสอนเห
ยียนผิงอ๋องตามที่เจียงเสวี่ยหนิงเกริ่นเมื่อครู่ “วัน
หลังอย่าพูดจาเหลวไหลอีกล่ะ ดูสิว่าข้าจะไปฟั้อง
เสด็จพี่ฮ่องเต้เรื่องเจ้าอย่างไร!”
“…”
เหยียนผิงอ๋องตกใจจนพูดไม่ออก
จวบจนเสิ่นจื่ออีจูงมือเจียงเสวี่ยหนิงและพา
ทุกคนเดินจากไป เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าตนเอง
แค่พูดไปเพียงประโยคเดียว ทั้งยังไม่ได้ล้อเล่น
แต่เหตุใดจู่ ๆ ถึงถูกต่อว่าอย่างรุนแรงด้วย
ทว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเผด็จการมาแต่
ไหนแต่ไร เขาจึงไม่กล้าโต้กลับอยู่ดี
ครั้นเห็นคนเดินจากไปแล้วถึงกล่าวพึมพำ
“จริง ๆ เลยนะ อะไรกันเนี่ย ไฉนข้าต้องถูก
ตำหนิด้วย?”
เยี่ยนหลินไม่เอ่ยวาจา หลุบตาเดินไป
ข้างหน้า
ส่วนอีกหลายคนที่เดินทางมาพร้อมกันกลับ
ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอันใดของเยี่ยนหลิน แม้
จะรู้สึกว่าพักนี้เขาค่อนข้างเงียบขรึมกว่าเคย แต่
ก็ดูสุขุมหนักแน่นกว่าในอดีตมาก ลดความไร้
เดียงสาของหนุ่มน้อยลงไปและมีความเป็นผู้ใหญ่
ซึ่งค่อย ๆ รู้จักโลกมากยิ่งขึ้น
พวกเขานึกว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่ง
เกิดขึ้นก่อนพิธีสวมกวานของอีกฝั่ายเท่านั้น ไม่ได้
คิดอะไรมากมาย
ถึงเหยียนผิงอ๋องจะยังคงสงสัยความสัมพันธ์
ระหว่างเยี่ยนหลินกับเจียงเสวี่ยหนิง แต่ยามอยู่
ต่อหน้าผู้อื่นก็ไม่สะดวกจะถามไถ่เท่าไร ทำได้
เพียงก้มศีรษะด้วยหน้าตาอึดอัดคับข้องใจ เดินไป
ยังตำหนักเฟิงเฉินพร้อมทุกคน
ทางด้านเซี่ยเวย เขายังคงจ้องมองขอบ
หน้าต่างบริเวณที่ลูกแมวสีขาวเคยเหยียบ คิ้ว
เรียวทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้าย
กำลังคิดถึงเรื่องตึงมือบางอย่าง
แต่เมื่อทุกคนรายงานตัวว่ามาถึงแล้วและเดิน
เข้ามา ใบหน้าของเขาก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
หว่างนิ้วของเซี่ยเวยพันด้ายชุบหมึกไว้เส้น
หนึ่ง ครั้นเขาหันไปมองก็เห็นเยี่ยนหลินที่ยืนอยู่
ข้างเหยียนผิงอ๋อง จึงถามว่า “ไฉนมากันหมดเลย
เล่า?”
ทุกคนล้วนไม่กล่าวคำ
มีใครบางคนถีบเหยียนผิงอ๋องจากด้านหลังที
หนึ่ง
เหยียนผิงอ๋องยืนทรงตัวไม่มั่นคงทันที ถลัน
ไปเบื้องหน้าหลายก้าว เรียกสายตาของเซี่ยเว
ยให้มองไปยังเขาทันใด ทำเอาหนุ่มน้อยหน้าแดง
ก่ำ เอ่ยปากพูดอย่างเคอะเขินอยู่บ้าง “หลาย…
หลายวันก่อนศิษย์ฟังเซียนเซิงบรรยายเรื่องบท
วิพากษ์นโยบาย เมื่อกลับไปแล้วบิดาที่บ้าน
ต้องการให้ศิษย์ใช้คำว่า ‘ความคืบหน้าใน
การศึกษา’ เป็นหัวข้อเขียนบทความ สองวันนี้
ศิษย์พยายามหามรุ่งหามค่ำเลยพอฝืนเขียนมาได้
บทหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ เลยอยากจะ…
อยากจะขอให้เซียนเซิงช่วยตรวจดูสักหน่อย จาก
…จากนั้นค่อยนำกลับไปให้ท่านพ่อดู”
ทุกคนแอบหัวเราะขบขัน
เหยียนผิงอ๋องหัวเสีย “หัวเราะอะไร! วันนี้
หัวเราะพรุ่งนี้ก็จะถึงตาพวกเจ้าบ้าง!”
เยี่ยนหลินหยักยกริมฝีปากเล็กน้อยเช่นกัน
ทว่าแม้จะยิ้ม ความหม่นหมองก็ไม่ได้ลด
เลือน ตรงข้ามกลับแทรกซึมลึกยิ่งขึ้น เดิมทีเขา
ควรเป็นอย่างเหยียนผิงอ๋องที่มีความมุทะลุไม่รู้
ความของวัยหนุ่มน้อยอยู่บ้าง แต่บัดนี้กลับทำ
ไม่ได้แล้ว
เซี่ยเวยได้ฟังก็รู้ว่าเป็นเพราะเหยียนผิงอ๋อง
กลัวว่าหากเขียนได้ไม่ดีพอ กลับบ้านจะถูกด่าทอ
เขาจึงหัวเราะขึ้นมา ก่อนจะกล่าวอย่างใจกว้าง
ว่า “หลายเดือนมานี้เหยียนผิงอ๋องทำการบ้านไม่
เลว ผลการเรียนท่ามกลางคนรุ่นเดียวกันก็ถือว่า
ไม่เป็นสองรองใคร ต่อให้งานเขียนยังมีจุดไม่
สมบูรณ์พร้อมอยู่บ้าง คิดว่าพระบิดาของ
พระองค์คงไม่ถือสาเช่นกัน ทว่าในเมื่อท่านอ๋อง
ถึงกับขอร้องกระหม่อมด้วยพระองค์เอง คน
แซ่เซี่ยก็ใคร่รู้พัฒนาการในช่วงนี้ของพระองค์
เช่นกัน เพียงแต่ตำหนักเฟิงเฉินเป็นสถานที่ที่ใช้
ถวายการบรรยายแด่องค์หญิงใหญ่ การที่พวก
ท่านทั้งหลายอยู่ที่นี่เกรงว่าจะไม่สะดวก ดังนั้น
ย้ายไปที่หอเหวินยวนแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
ทุกคนต่างตอบว่า “ขอรับ”
เหยียนผิงอ๋องเผยสีหน้ายินดีทันที พูดเร็ว
ปรื๋อว่า “รบกวนเซียนเซิงแล้ว”
เซี่ยเวยวางด้ายสีหมึกที่พันอยู่บนนิ้วด้วย
ท่าทางสบาย ๆ บอกเพียงว่าตนยังต้องเก็บข้าว
ของที่ตำหนักข้างแล้วถึงค่อยไป ให้ทุกคนไปยัง
หอเหวินยวนก่อน ส่วนเขาจะตามไปทีหลัง
ทุกคนจึงเดินจากไปอย่างสรวลเสเฮฮา
ทว่าขณะที่พวกเขาเดินไปจนถึงประตู เซี่ย
เวยก็ร้องเรียก “ข้ากำลังเลือกไม้สำหรับทำพิณ มี
หลายชิ้นไม่ได้ใช้แล้ว พอจะเชิญเยี่ยนซื่อจื่อให้รั้ง
อยู่ต่อเพื่อช่วยขนย้ายสักหน่อยได้หรือไม่?”
เยี่ยนหลินนิ่งอึ้ง ฝีเท้าพลันหยุดชะงัก ตอบ
กลับทันใด “ยินดีทำงานเพื่อเซียนเซิงขอรับ”
ทุกคนหันกลับไปมองทีหนึ่งและไม่ได้คิดอะไร
มาก กล่าวลาเยี่ยนหลินแล้วเดินจากไป
ด้านเยี่ยนหลินซึ่งรั้งอยู่ต่อครั้นเดินกลับเข้าไป
ในตำหนักใหม่อีกหนก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ ไม้ที่ใช้
ทำพิณของเซี่ยเซียนเซิงได้ยินว่าทางสำนัก
พระราชวังช่วยเลือกเฟั้นให้โดยเฉพาะ ไม้ส่วนที่
เหลือจะต้องส่งคืนสำนักพระราชวัง ยามนี้นอก
ประตูตำหนักมีขันทีน้อยยืนอยู่ เพราะฉะนั้นการ
ให้ขันทีน้อยเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าวย่อม
เหมาะสมที่สุด แล้วไฉนเซี่ยเซียนเซิงจึงต้องให้ตน
เป็นคนช่วยขนย้ายด้วยเล่า
เซี่ยเวยกลับไม่แสดงออกอะไร ชี้ไม้จวี่[1]สอง
ชิ้นตรงมุมโต๊ะตัวยาวพร้อมพูดว่า “สองชิ้นนั้นไม่
ใช้แล้ว รบกวนเยี่ยนซื่อจื่อด้วย”
เยี่ยนหลินจึงเดินเข้าไป
เพียงแต่ขณะผ่านด้านข้างโต๊ะพิณ มองแวบ
เดียวเขาก็จดจำเจียวอันที่วางอยู่บนโต๊ะได้ นั่น
คือคันที่เขามอบให้เจียงเสวี่ยหนิง ใจพลันปวด
แปลบ แม้แต่ฝีเท้ายังหยุดชะงัก
สายตาเซี่ยเวยไปอยู่ที่พิณเช่นกัน เขาเอ่ย
ขึ้นมาว่า “คุณหนูรองหนิง …คุณหนูรองเจียง
ถึงแม้จะดื้อรั้นซุกซนไปบ้างและการเรียนก็ไม่
ค่อยโดดเด่น แต่ยามอยู่ต่อหน้าข้ายังถือว่าเฉลียว
ฉลาดพอสมควร ทั้งยังเป็นคนที่นับได้ว่ายอม
อดทนร่ำเรียนตำรา เมื่อครู่นางมาเรียนพิณและ
เพิ่งจะไปจากที่นี่ กับเรื่องนี้เยี่ยนซื่อจื่อพอจะเบา
ใจได้บ้าง”
ย้อนไปเมื่อหลายวันก่อน ตอนนั้นเยี่ยนหลิน
ยังไม่รู้ว่าจวนหย่งอี้โหวกำลังจะเกิดเรื่อง
ดังนั้นพอคิดว่าหนิงหนิงจะเข้าวังมาเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาก็ยินดีปรีดา อีกทั้งกลัวว่านางจะ
ไม่ผ่านการคัดเลือก ด้วยเหตุนี้หลังจากจบการ
บรรยายประจำวันที่หอเหวินยวนเขาจึงแอบมา
ขอร้องเซี่ยเซียนเซิง ขอให้เซี่ยเซียนเซิงช่วยดูแล
นางเพิ่มอีกสักหน่อย
ทว่าบัดนี้…
เป็นเขาเองที่ดึงตัวหนิงหนิงเข้าสู่สนามรบอัน
โหดร้าย วันเวลาต่อจากนี้เขาอาจไม่สามารถ
ปกปั้องนางได้อีกแล้ว
เยี่ยนหลินเห็นพิณคันนี้ก็รู้สึกทรมานใจ แต่
ครั้นได้ยินสิ่งที่เซี่ยเวยบอกก็ดีใจขึ้นมาบ้าง ยาก
จะจำแนกได้ว่ารสชาติที่แผ่ซ่านบนลิ้นคือรส
หวานหรือรสขมไปชั่วขณะ เขาหัวเราะเสียงเบา
พลางตอบว่า “หากเบาใจได้โดยง่ายเช่นนี้ก็ดีสิ
ขอรับ”
เขาเดินเข้าไปขนย้ายไม้สองชิ้นที่ว่า
เซี่ยเวยมองแผ่นหลังซึ่งดูค่อนข้างหม่นหมอง
ของเด็กหนุ่ม ก่อนจะหลุบเปลือกตาลง ทว่า
ดวงตากลับสาดประกายหรุบหรู่เล็กน้อย
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อเอ่ยปากอีกครั้งก็
กลับมามีท่าทีปกติ “ตอนฟังราชกิจเช้าวันนี้ไม่
เห็นบิดาของเจ้า ได้ยินว่าล้มปั่วย คงไม่เป็นอะไร
มากใช่หรือไม่?”
——————–
1. จวี่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดใน
ประเทศเกาหลี ญี่ปุั่น ทางตะวันออกของ
จีน และไต้หวัน
บทที่ 56 เจตนาไม่บริสุทธิ์ (2)
เยี่ยนหลินสัมผัสถึงความรู้สึกแปลก
ประหลาดได้อีกครา แต่ก็ยังตอบกลับไปว่า
“หลายวันก่อนฝนตก ท่านพ่อดื่มไปไม่น้อย
บาดแผลเก่าซึ่งเหลือจากยามออกศึกในสมัยก่อน
จึงกำเริบ เจ็บตรงบาดแผลอยู่บ้าง เลยไม่ได้ร่วม
ออกว่าราชการเช้าเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นอะไร
มากมายขอรับ”
เซี่ยเวยผงกศีรษะ “ซื่อจื่อมีเรื่องในใจ”
เยี่ยนหลินใจกระตุกวูบนิด ๆ แต่กระนั้นกลับ
เดาไม่ถูกว่าอีกฝั่ายหมาย ความว่าอย่างไร
เซี่ยเวยยกถุงห่อพิณด้านข้างขึ้นมาแล้วสวม
เจียวอันที่เจียงเสวี่ยหนิงทิ้งเอาไว้ที่นี่ นำไปแขวน
ตรงผนังทิศตะวันออกของตำหนักข้างคู่
กับเอ๋อเหมย
เพราะเขายืนหันหลังให้ เยี่ยนหลินจึงมองไม่
เห็นสีหน้า
ได้ยินเพียงน้ำเสียงแฝงความกระเพื่อมไหว
ภายใต้ความสงบนิ่ง “ผู้เป็นอาจารย์มีหน้าที่
ถ่ายทอดและคลายความสงสัย สมัยวัยเยาว์ยาม
คนแซ่เซี่ยเรียนพิณนั้นโง่เขลา โชคดีที่ได้อาจารย์
ผู้เลื่องชื่อทุ่มเทชี้แนะสั่งสอน จนบัดนี้ก็ยังไม่กล้า
ลืมเลือนคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ‘น้ำหยดศิลา
ยังกร่อน รวบรวมทรายก่อเป็นรูปร่างได้’ ผ่านไป
ยี่สิบสามปีถึงจะเริ่มประสบความสำเร็จเล็ก ๆ
น้อย ๆ เยี่ยนซื่อจื่อเป็นคนฉลาด แม้ชี้แนะไม่มาก
นักก็ย่อมเข้าใจทุกอย่างได้กระจ่าง แต่กระนั้น
ขนาดจอมปราชญ์ก็ยังมีช่วงที่สงสัยใคร่รู้ การที่
ซื่อจื่อจะมีข้อสงสัยย่อมเป็นเรื่องธรรมดา หาก
เชื่อใจ วันหน้ามาหาข้าเช่นเหยียนผิงอ๋องก็ได้”
“…”
เยี่ยนหลินม่านตาหดรั้งเล็กน้อย จ้องเขาเขม็ง
เซี่ยเวยหมุนกายกลับมา เพียงยิ้มบางให้
เท่านั้น “ไปกันเถอะ พวกเขาน่าจะรอกันนาน
แล้ว”
————————-
เมื่อแยกจากพวกของเยี่ยนหลินแล้ว กลุ่ม
ของเจียงเสวี่ยหนิงก็กลับไปที่เรือนหยางจื่อ
เสิ่นจื่ออีต้องลากตัวนางเข้ามานั่งภายในห้อง
เพื่อไต่ถามเป็นการส่วนตัวว่าระหว่างนาง
กับเยี่ยนหลินเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่เอ่ยแม้แต่ประโยคเดียว
เสิ่นจื่ออีเห็นท่าทางนางก็รู้สึกร้อนใจแล้วจริง
ๆ ใจคิดอยากจะช่วยให้ดีขึ้นบ้าง แต่จนแล้วจน
รอดผ่านไปครึ่งค่อนวันยังแง้มออกมาไม่ได้แม้แต่
ประโยคเดียว นางทำได้เพียงเอ่ยว่า “ตอนนี้เจ้า
ไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร รอให้เจ้าอยากพูดแล้ว
ต้องบอกข้ามานะ หากเยี่ยนหลินรังแกเจ้า เปิน
กงจู่ต้องทำให้เขาได้เห็นดีแน่!”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนปัญญา ทำได้เพียง
ขอบคุณความปรารถนาดีของอีกฝั่าย พร่ำพูด
โน้มน้าวสิ้นเปลืองน้ำลายไปพักหนึ่งกว่าจะเชิญ
เสิ่นจื่ออีออกไปสำเร็จ
ทว่ายามเสิ่นจื่ออีก้าวออกมาก็ยังมีเรื่องให้
อารมณ์เสียอยู่ดี
ก่อนหน้านี้ขณะนั่งอยู่ภายในห้องเจียงเสวี่ย
หนิง นางเห็นว่าที่นี่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย เมื่อ
ออกมาข้างนอกจึงอบรมสั่งสอนเหล่านางกำนัลที่
คอยปรนนิบัติรับใช้ “นี่พวกเจ้าปรนนิบัติรับใช้
กันประสาอะไร? ห้องนี้เตียงเตาไม่จุดไฟ แจกัน
ไม่ปักดอกไม้ เก้าอี้แข็งเกินไป แม้แต่ของประดับ
ตกแต่งที่พอดูได้ยังไม่มี ไหนเลยจะเหมือนห้อง
หับของสตรี? จงนำรายการของใช้ทั้งหลายไป
รายงานเปินกงจู่ จะได้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเสีย! ไป
บอกพวกที่คอยดูแลรับใช้เสียด้วยว่า คราวหน้า
หากเปินกงจู่มาแล้วยังเห็นสภาพซอมซ่อเช่นนี้อีก
พวกนางจงเตรียมรับผลที่จะตามมาให้ดี!”
เหล่านางกำนัลตกใจจนตัวสั่นงันงก
คำพูดนี้แพร่ไปถึงนางข้าหลวง ขันที และ
สำนักพระราชวังที่อยู่เบื้องบน พวกเขาต่างเดือด
เนื้อร้อนใจอย่างรุนแรง ร้องโอดโอยว่าถูกใส่
ความ
ทุกคนต่างรู้กันว่าคุณหนูรองเจียงเป็นคนสนิท
ที่องค์หญิงใหญ่ทรงเลือกตัวให้เข้าวังมาเป็นพระ
สหายร่วมศึกษา
จะละเลยไม่ปรนนิบัติผู้ใดก็ได้ แต่ไม่มีทาง
กล้าละเลยนางเด็ดขาด
เพียงแต่พวกนางเข้าวังมาเป็นพระสหายร่วม
ศึกษา ไม่ได้มาเสพสุข หากได้รับการปรนนิบัติดี
มากไปก็ออกจะฟังดูเกินไปบ้าง อีกทั้งตั้งแต่อดีต
กาลมาก็ไม่เคยมีตัวอย่างว่าจะต้องเอาอกเอาใจ
พระสหายร่วมศึกษาเลยแม้แต่น้อย
คำกล่าวขององค์หญิงใหญ่ทำให้พวกเขา
กลุ้มใจแทบตาย
แต่เมื่อถึงต้นยามเซิน[1] ข้าวของเครื่องใช้
ใหม่ ๆ ก็ถูกส่งมาจากสำนักพระราชวังไม่ขาด
สายราวกับสายน้ำไหล ขันทีผู้ดูแลมีใบหน้ายิ้ม
แย้มประหนึ่งฉาบน้ำผึ้ง กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิง
ว่า “องค์หญิงใหญ่มีรับสั่งให้ตกแต่งห้องของ
คุณหนูรองเจียง พวกบ่าวมิกล้าทำอย่างขอไปที
ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างรวมทั้งผ้านวมจึง
เปลี่ยนเป็นของชั้นดีทั้งหมด ท่านลองดูสิขอรับ”
ในระหว่างนี้ทุกคนภายในเรือนหยางจื่อกำลัง
วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่พบเยี่ยนหลินในวันนี้อยู่
พอดี
ด้วยความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันของเยี่ยนห
ลินกับเจียงเสวี่ยหนิง มิหนำซ้ำเยี่ยนหลินกำลังจะ
เข้าพิธีสวมกวาน อีกไม่นานจะสามารถหารือกัน
เรื่องงานวิวาห์ได้แล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขา
จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังมากเท่าใดนัก หากจะถูก
คนกระเซ้าเย้าแหย่สักสองสามประโยคก็ไม่ถือ
เป็นเรื่องใหญ่อะไร นอกจากนั้นแล้วสาเหตุที่ทุก
คนกริ่งเกรงเจียงเสวี่ยหนิงอยู่สามส่วนมาโดย
ตลอดก็เป็นเพราะคาดเดาได้ถึงการแอบตกลง
เรื่องวิวาห์กันของจวนตระกูลเจียงกับจวนหย่งอี้
โหวนั่นเอง
คิดไม่ถึงว่าเยี่ยนหลินจะเป็นฝั่ายปฏิเสธ
ความสัมพันธ์ของตนกับเจียงเสวี่ยหนิงเองกับ
ปาก
การกระทำของเขาจึงขัดกับสิ่งที่ทุกคนเคย
ทราบกันในตอนแรก
คนส่วนใหญ่ไม่เคยชอบใจที่จะเห็นผู้อื่นได้ดี
มิหนำซ้ำยังชอบกระหน่ำซ้ำเติมมากกว่าหยิบยื่น
ความช่วยเหลือให้ในยามยาก นับประสาอะไรกับ
หนามทิ่มแทงจิตใจอย่างเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะทุกคนดื่มชาและสนทนากันเป็นการ
ส่วนตัวจึงอดพูดจาเหน็บแนมบ้างไม่ได้
ถึงขั้นมีบางคนที่แสดงอาการเยาะเย้ยถาก
ถาง ยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่นอย่างออกนอก
หน้า
แต่ยังไม่ทันจะยินดีได้ถึงสองชั่วยาม สำนัก
พระราชวังก็มาจัดแจงข้าวของต่าง ๆ ให้เจียง
เสวี่ยหนิงใหม่แต่เพียงผู้เดียวแล้ว กอปรกับท่าที
ประจบเอาใจของขันทีผู้ดูแล ทำให้พวกนาง
เหมือนถูกตบหน้าครั้งใหญ่อีกครา
ยังเอ่ยถ้อยคำเย้ยหยันไม่ทันจบก็ถูกตบหน้า
จนต้องหุบปากกันหมด
ทุกคนต่างรู้สึกปวดร้าว ดวงตาแฝงความ
ริษยา มองดูกลุ่มคนทำงานสาละวนอยู่ภายใน
ห้องเจียงเสวี่ยหนิงตาปริบ ๆ
ฝั่ายเจียงเสวี่ยหนิงเองคาดเดาได้อยู่แล้วว่า
หากเหล่าคุณหนูมารวมตัวกัน ย่อมไม่มีวันพูดถึง
นางในทางที่ดีแน่นอน อย่างไรก็ดี การที่เยี่ยนห
ลินขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับตน และจวนหย่ง
อี้โหวกำลังจะเกิดเรื่อง ทุกสิ่งล้วนอยู่ในการ
คาดการณ์ของนางทั้งสิ้น อีกทั้งใช่ว่าชาติก่อนจะ
ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่ยิ่งกว่านี้ เมื่อเทียบ
กับความวิตกหวาดหวั่นยามต้องเผชิญหน้า
สถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกในชาติก่อนแล้ว
นางก็ปราศจากอาการตื่นตระหนก มีความสุขุม
เยือกเย็นต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมหลาย
ส่วน
ชาติก่อนไม่มีเยี่ยนหลิน นางเข้าหาเสิ่นเจี้ย
ชาตินี้ไม่มีเยี่ยนหลิน แต่ยังมีเสิ่นจื่ออี
นางไม่รู้ว่าตนเองมีวาสนากับเชื้อพระวงศ์
ลึกซึ้งมากขนาดนี้ได้อย่างไร แต่จะให้สลัดทิ้ง
ตอนนี้ก็ยากเย็น จึงยอมรับความชื่นชอบนี้อย่าง
เปิดเผย จดจำเอาไว้ในใจ
เหล่าชาววังกำลังจัดแจงสิ่งต่าง ๆ ภายใน
ห้อง นางนั่งมองด้วยความเบื่อหน่ายอยู่ด้านข้าง
เป็นผลให้ชาววังกลุ่มนั้นกระสับกระส่าย เจียง
เสวี่ยหนิงเลยเดินออกจากห้องตน สาวเท้า
ออกมานอกเรือนหยางจื่อ
เดินไปได้ไม่ถึงสองก้าวก็มองเห็นกระเบื้อง
เคลือบอันเรืองรองของตำหนักคุนหนิง
นางพลันนึกถึงเจิ้งเปั่าขึ้นมา
การจะมีแค่เสิ่นจื่ออีนับว่ายังไม่พอ คนที่อยู่
เบื้องบนย่อมมองไม่เห็นความต่ำช้าโสมมของ
เบื้องล่าง ดังนั้นหากมีคนระดับล่างอยู่ด้วยก็คงดี
ไม่น้อย
เพียงแต่ชาติก่อนคนที่ช่วยเขาคือเสิ่นเจี้ย
ส่วนชาตินี้คนที่ช่วยเขาคือตัวนาง ไม่รู้ว่าเจิ้งเปั่า
จะยังเลือกกระทำเหมือนชาติที่แล้วหรือไม่
ขณะกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นเอง เจียงเสวี่ย
หนิงก็หยุดฝีเท้า
นางไม่สะดวกจะเดินต่อไปตามเส้นทาง
ด้านหน้าได้อีกแล้ว
ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงพระสหายร่วม
ศึกษาที่เข้าวังมาใหม่ อีกทั้งบัดนี้ยังเกิดเรื่องนั้นที่
ตำหนักฉือหนิงอีก ทุกคนในวังยามเดินเหินล้วน
ก้มหน้าก้มตา หากนางเดินเตร่ไปทั่วจนเกิดเรื่อง
ขึ้นมา ไม่ว่าใครก็ช่วยนางไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงหมุนกายคิดจะเดินย้อนกลับไป
นึกไม่ถึงว่าเพิ่งจะหมุนกายก็มองเห็นคนในชุด
ขันทีสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามาจากทางตำหนักคุนห
นิง คนผู้นี้ยามยืนรูปร่างสูงมาก ผิวพรรณขาว
สะอาด คิ้วและดวงตาหมดจด แม้บาดแผลบน
ใบหน้าจะยังไม่หายดีอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าตอนถูก
ลงทัณฑ์ไม่น้อยแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงมองแวบเดียวก็จำได้
แต่นางยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เจิ้งเปั่าก็ชิงพูด
ขึ้นมาก่อน “เจิ้งเปั่าคารวะคุณหนูรองเจียง เมื่อ
วานต้องขอบพระคุณคุณหนูที่เอ่ยปากช่วยเหลือ
ขอรับ”
เขาน่าจะเข้าวังตั้งแต่อายุยังไม่มาก ดังนั้น
เส้นเสียงจึงค่อนข้างบางและอ่อนโยน ยามเห็น
เจียงเสวี่ยหนิงประกายตาเขาก็วูบไหวเล็กน้อย
ดวงตาทั้งคู่ประหนึ่งทะเลสาบซึ่งถูกแสงตะวันฤดู
วสันต์สาดส่องจนหิมะหลอมละลาย
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าคนผู้นี้ละเอียดรอบคอบ
ชาติก่อนเขานับได้ว่าเป็นแขนซ้ายและขวา
ของเสิ่นเจี้ยเลยทีเดียว ไม่ว่ารายละเอียด
ปลีกย่อยใดที่เสิ่นเจี้ยคิดได้ เขาก็คิดได้เช่นกัน
หากเสิ่นเจี้ยตกหล่น แค่ถามเขาก็จะรู้ได้ทันที
ทว่ากลับเป็นคนที่ไม่เคยเปิดเผยความสามารถต่อ
หน้าผู้อื่น เพียงทำงานอย่างเงียบ ๆ
ด้วยเหตุนี้น้อยคนนักจึงจะสังเกตเห็นเขา
กว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะรู้ว่าเสิ่นเจี้ยเชื่อใจผู้ใด
มากที่สุดก็ตอนที่นางขึ้นเป็นฮองเฮาแล้ว ทั้งยัง
เคยเห็นการตัดสินใจของเจิ้งเปั่ามาก่อน ทำให้รู้
ว่าภายใต้เปลือกนอกอันอ่อนโยนของคนผู้นี้มี
เลือดลมอันร้อนระอุและแข็งกร้าวมากเพียงใด
เรื่องใดที่เขาตัดสินใจไปแล้วก็จะต้องทำอย่างสุด
ชีวิต
การที่เสิ่นเจี้ยช่วยเจิ้งเปั่าเกิดจากความเมตตา
อันบริสุทธิ์
ทว่าการที่นางช่วยเขาหาได้เกิดจากความ
เมตตาเช่นเดียวกันไม่
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าอีกฝั่ายตั้งใจมาหานาง
โดยเฉพาะ หรือว่าเดินผ่านมาเจอนางโดยบังเอิญ
กันแน่ แต่ถึงอย่างไรนั่นไม่สำคัญ นางจ้องมอง
เขาอยู่นาน ก่อนจะกล่าวว่า “แต่ที่ข้าเอ่ยปาก
ช่วยเจ้าไว้นั้น เจตนาหาได้บริสุทธิ์ไม่”
เจิ้งเปั่านิ่งอึ้ง
เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อได้รับบุญคุณก็สมควรมา
ขอบพระคุณ เนื่องจากผู้คอยช่วยเหลือยามทุกข์
ยากในวังหลวงช่างมีน้อยเสียเหลือเกิน ทำให้เมื่อ
คืนนี้ยามนอนอยู่บนเตียงที่ทั้งแข็งและคับแคบ
หลังนั้นก็รู้สึกกระสับกระส่าย ยากจะหลับลงได้
แต่คาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้า
กลับตอบมาเช่นนี้
——————–
1. ต้นยามเซิน หมายถึงเวลา 15:00 น.