คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 57 ชายในดวงใจ (1)
สถานะทางบ้านของเจิ้งเปั่าไม่ดี บุพการีส่ง
เขาที่ยังเยาว์วัยเข้าวังมาเป็นขันทีเพื่อหาเงินมา
ค้ำจุนครอบครัว
ยังมีคนเช่นเขาภายในวังหลวงจำนวนไม่น้อย
บางครั้งเขาก็เคยคิด เหตุใดต้องเป็นตนด้วย
ไฉนจึงไม่ใช่พี่ชายหรือว่าคนอื่น ๆ
แต่ทุกครั้งที่คิดเช่นนี้ อีกเสียงหนึ่งมักจะดัง
ก้องภายในจิตใจ หากมิใช่ฐานะทางบ้านอัตคัด
ขัดสน บุพการีซึ่งรักใคร่เลือดเนื้อเชื้อไขของ
ตนเองจะส่งลูกชายแท้ ๆ เข้าวังหลวงมาเป็นขันที
ได้อย่างไรเล่า
ถ้าไม่เข้าวัง เขาอาจหิวตายหรือไม่ก็ปั่วยตาย
ไปนานแล้ว
ดังนั้นความแค้นเคืองที่แผ่ซ่านจึงค่อย ๆ
เลือนหาย
ส่งผลให้เจิ้งเปั่ากลายเป็นคนรักสันติอย่างหา
ได้ยากยิ่งในวังหลวง
ที่นี่มีคนมากมายที่คิดแก่งแย่งแข่งขัน
ตลอดจนวางแผนทำลายซึ่งกันและกัน ส่วนใหญ่
เกิดจากความรู้สึกไม่ยุติธรรมและการยากจะทำ
ใจยอมรับ คิดอยากจะเชิดหน้าชูตาจนได้อยู่
เหนือคนอื่นนั่นเอง
แต่เขาไม่อยากเป็นเช่นนั้น
เขาเพียงอยู่ในวังหลวงโดยไม่แก่งแย่งชิงดีกับ
ใคร ทำงานของตนด้วยความสบายใจ และไม่เคย
เข้าไปข้องเกี่ยวกับการวางแผนหลอกลวงซึ่งกัน
และกันใด ๆ คอยเฝั้ารอให้ถึงวัยที่จะถูกปล่อยตัว
ออกจากวัง แล้วกลับไปพบคนในครอบครัวที่
คอยอุ่นข้าวต้มชงชาให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แต่เมื่อวานนี้…
เขาไม่ได้เป็นคนทำให้เจี้ยนจั่น[1]ที่ฮองเฮา
โปรดปรานชิ้นนั้นแตก ตอนได้รับคำสั่งจากนาง
ข้าหลวงและหยิบกล่องมาจากบนหอเก็บเพื่อ
เปิดดู มันก็แตกในนั้นอยู่ก่อนแล้ว
ของชิ้นนี้ฮองเฮานำมาจากบ้านเดิมของตน
มักนำมาใช้เป็นของดูต่างหน้า เดิมทีอยู่ใน
ขอบเขตการดูแลของเขา
แต่พอเอาออกมาดูกลับแตกเสียแล้ว
การที่ฮองเฮาจะลงโทษเขาด้วยความพิโรธจึง
เป็นเรื่องปกติที่ยิ่งกว่าปกติเสียอีก
เจิ้งเปั่ายอมรับการลงทัณฑ์แต่โดยดี
เพียงแต่ขณะกำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตู
ตำหนักคุนหนิงและถูกขันทีนางกำนัลที่เดินมา
ทั้งหมดใช้สายตาแปลกประหลาดมองมา เขาก็
อดคิดไม่ได้ว่าเจี้ยนจั่นอยู่ในกล่องของมันดี ๆ
เหตุใดถึงแตกได้ง่ายดายนัก
ส่วนขันทีที่เคยสนิทสนมกันกลับไม่มีผู้ใดออก
หน้าช่วยพูดแทนเขาเลย
แม้ว่าจะพบเห็นความเย็นชาที่ต้องทำเพื่อการ
เอาตัวรอดของคนในวังหลวงจนคุ้นชิน แต่เขาก็
ยังอดรู้สึกเย้ยหยันอยู่บ้างไม่ได้
ในช่วงเวลานี้เองที่เจียงเสวี่ยหนิงปรากฏกาย
นางมีน้ำเสียงอันงดงามอ่อนโยน ฟังดูจงใจ
เล็กน้อย ทั้งยังแฝงความขลาดกลัวและกริ่งเกรง
คล้ายพวกนางสนมและพระชายาที่แสร้งทำตัว
อ่อนแอในวังหลวงพวกนั้น
ตอนนั้นเจิ้งเปั่าคิดว่านางน่าจะเป็นคุณหนู
ของสักตระกูล
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าเพียงคำพูดประโยคเดียว
ของ ‘คุณหนู’ ผู้นี้จะทำ ให้เขาไม่ต้องได้รับการ
ลงทัณฑ์อันโหดร้ายของตำหนักคุนหนิง
ภายนอกผู้ที่ช่วยเหลือเขาย่อมถือว่าเป็นองค์
หญิงใหญ่เล่อหยาง
แต่ขอเพียงเป็นผู้ที่อยู่ในวังหลวงเกินสองปี ก็
ล้วนดูออกว่าผู้ที่ช่วยเขาจริง ๆ คือเจียงเสวี่ยหนิง
พระคุณขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางย่อม
จดจำใส่ใจ แต่ผู้ที่ต้องขอบคุณยิ่งกว่าคือคุณหนู
รองเจียงผู้นี้
เห็นชัดว่าไม่ได้รู้จักมักจี่กัน แค่เดินผ่านมา
เท่านั้น แม้แต่สหายที่เขารู้จักในยามปกติยังไม่
กล้าขอร้องให้เขาในเวลาเช่นนี้เลย ทว่าคนแปลก
หน้าที่พบกันโดยบังเอิญกลับเอ่ยปากช่วยเหลือ
เสียได้
เจิ้งเปั่ารู้สึกว่านั่นคือแสงสว่างซึ่งส่องลอดเข้า
มาในซอกหลืบอันแสนจะมืดมิด
แม้ความอบอุ่นจะมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่ออยู่
ในวังหลวงอันประหนึ่งดินแดนหนาวเหน็บก็ทำ
ให้นักพเนจรอย่างเขายินดีจะอาศัยความอบอุ่น
น้อยนิดในการเชื่อว่า โลกนี้ยังคงมีความเมตตา
และความดีอยู่ ทั้งยังเชื่อว่าฤดูวสันต์อันอบอุ่นจะ
มาเยือนในไม่ช้า
เขารู้สึกปีติยินดีอย่างไม่ทราบสาเหตุจริง ๆ
แต่แล้วคุณหนูรองเจียงซึ่งช่วยเหลือเขาในวัน
นั้นกลับบอกเขาว่า…
‘ข้าช่วยเจ้าเพราะมีเจตนาไม่บริสุทธิ์’
เจิ้งเปั่างงงันไปชั่วขณะ เกือบตั้งตัวไม่ทัน
ครั้นรู้สึกตัวได้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงพูดอะไรออกมา
ดวงใจก็เหมือนมีบางอย่างร่วงหล่นเบา ๆ
เขามองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยท่าทางตะลึงงัน ไม่
อาจเปล่งวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงกลับถามว่า “ผิดหวังหรือ?”
‘ผิดหวัง?’
‘อาจไม่ถึงขั้นนั้นก็ได้’
ทว่าสุดท้ายก็บังเกิดความรู้สึกอ้างว้างอันไม่
อาจปฏิเสธ เพราะอย่างไรเสียเขาก็นึกว่าสตรีนาง
นี้ต่างจากผู้อื่นในวังหลวง
เจิ้งเปั่าตอบช้า ๆ “ท่านทำให้ข้างุนงงอยู่
บ้าง”
เจียงเสวี่ยหนิงบอกไม่ถูกเช่นกันว่าเหตุใด
ชั่วขณะนั้นตนต้องหลุดปากพูดประโยคดังกล่าว
ออกไป คงเพราะยังรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคำ
ขอบคุณของอีกฝั่ายกระมัง
นางคลี่ยิ้มอย่างงดงาม “แสดงว่าเจ้ามาตอบ
แทนบุญคุณหรือ?”
เจิ้งเปั่าตอบ “เดิมทีตั้งใจจะทำเช่นนั้นขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “ตอนนี้เล่า?”
อาจเพราะนางผ่อนคลายมากเกินไป จึงทำให้
ผู้อื่นผ่อนคลายตามโดยไม่รู้ตัว เจิ้งเปั่ารู้สึกว่า
จิตใจอันหนักอึ้งของตนผ่อนคลายลงไปมากอย่าง
น่าประหลาด ยามจ้องมองเจียงเสวี่ยหนิงถึง
พบว่านางกำลังมองเขาด้วยสายตาจริงจัง
เขาเคยเห็นสายตาเช่นนี้มาก่อน
เฉกเช่นวันที่นางช่วยเขา เป็นความงามพิลาส
เฉิดฉันซึ่งแอบซ่อนหนามอันแหลมคมเอาไว้
เขาพลันงุนงงชั่ววูบหนึ่ง ‘เหมือนกันที่ไหนกัน
เล่า ทุกคนที่อยู่ในวังต่างต้องการแนบหน้ากาก
อันหนาเตอะลงบนใบหน้าชั้นแล้วชั้นเล่า เอาให้
ผู้อื่นมองตนไม่ออกถึงจะดี ทว่าสตรีตรงหน้ากลับ
จริงใจ บอกเขาอย่างเปิดเผยว่าสาเหตุที่ช่วยเขา
เป็นเพราะมีวัตถุประสงค์อื่น’
หากทุกคนในวังหลวงต่างเปิดเผยเช่นนี้กัน
หมด ไหนเลยยังจะเกิดเรื่องสกปรกโสมมได้อีก
เขาอดหัวเราะไม่ได้ ดวงตาหยักโค้งราวกับ
จันทร์เสี้ยวสองดวง “ท่านช่วยข้าไปแล้ว หากไม่
บอกก็แสดงว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์จริง ๆ แต่ใน
เมื่อพูดจากปาก แสดงว่าท่านมีเจตนาบริสุทธิ์”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ “ก็จริงของเจ้า
สาเหตุที่ข้าอยากสร้างบุญคุณกับเจ้า นั่นเพราะ
อยากให้เจ้าทำงานให้ข้า”
เจิ้งเปั่านิ่งอึ้ง “ท่านช่างเปิดเผยยิ่งนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงส่งเสียงอู้อี้ “นั่นเพราะ
เจ้ายังไม่เคยเห็นข้าตอนทำตัวจอมปลอมน่ะสิ”
เสียงที่เอ่ยคำพูดนี้ถูกกดจนแผ่วเบาอย่างยิ่ง
นางพูดต่อไป “ถึงอย่างไรก็เคยได้ยินว่าผู้ดูแล
[2]เจิ้งเป็นคนซื่อสัตย์ ดังนั้นหากมีใจจงรักภักดีก็
ควรมอบให้ผู้ที่คู่ควรสิถึงจะถูก ส่วนข้าน่ะต่อให้
ช่วยเจ้าแล้วหลอกว่าช่วยเพราะความหวังดี ทว่า
หากหลังจากนั้นเจ้าพบว่าข้าไม่ใช่คนดีดังที่คิด
นั่นจะไม่เท่ากับยกหินมาทับเท้าตนเอง[3]หรอก
หรือ? เจ้าวางใจเถอะ ข้าต้องอยู่ในวังหลวงแค่
ครึ่งปี จะอยู่อย่างว่าง่ายและไม่กระทำเรื่อง
เลวร้ายทำร้ายผู้ใด เพียงกลัวว่าอาจมีสักวันที่ตก
อยู่ในสถานการณ์อันย่ำแย่และโดดเดี่ยวลำพังไร้
คนช่วยเหลือ เลยอยากจะหาคนมาช่วยดูแล
เอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น หากเผชิญเรื่องใดเข้าจะได้
ยังไม่ถึงขั้นทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าผู้ดูแลเจิ้งยินดีให้
ความช่วยเหลือหรือไม่?”
——————–
1. เจี้ยนจั่น เป็นถ้วยชาชนิดเคลือบสีดำ ใช้ดิน
แดงสุ่ยจี๋ที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบค่อนข้าง
สูงและมีอยู่แถบพื้นที่หนานผิงของฝูเจี้ยน
2. ผู้ดูแล’ ในที่นี้เป็นยศที่ย่อมาจาก ‘ขันที
ผู้ดูแลงาน’
3. ยกหินมาทับเท้าตนเอง เป็นสำนวน
หมายถึงหาเรื่องใส่ตัว ตรงกับสำนวนไทย
ที่ว่า หาเหาใส่หัว
บทที่ 57 ชายในดวงใจ (2)
เจิ้งเปั่าเคยชินกับการพูดครึ่งหนึ่งเก็บงำ
ครึ่งหนึ่ง ประเภทที่ว่า ‘จงทำความเข้าใจเอาเอง
มิอาจอธิบายได้’ ของคนในวัง ย่อมไม่เคยได้ยิน
คำพูดเปิดเผยตรงไปตรงมามานานมากแล้ว พอ
ฟังจบเขาถึงขั้นต้องเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองดู
ว่าละแวกนี้มีผู้อื่นอยู่หรือไม่
เพียงแต่ครั้นมองเสร็จกลับรู้สึกเศร้าใจอย่าง
น่าประหลาด
เขาเข้าวังมานานหลายปี ถูกวังหลวงแห่งนี้
กำราบจนเชื่องเสียแล้ว ต่อให้ไม่ได้คิดจะทำร้าย
ผู้ใด แต่ก็กลัวหน้าต่างมีหูประตูมีช่องอยู่ดี
คุณหนูรองเจียงที่อยู่ตรงหน้าย่อมมีสิทธิ์มี
เสียงต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
มิหนำซ้ำยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ด้วย
แต่ชีวิตในวังหลวงวันหนึ่งอาจมีเกียรติยศและ
ศักดิ์ศรี แต่อีกวันอาจถูกลบหลู่เหยียดหยามก็ได้
เรื่องเช่นนี้ย่อมพบเห็นได้ทั่วไป
ฉะนั้นเตรียมการเผื่อเอาไว้ล่วงหน้าจะผิดอัน
ใดกันเล่า
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเกิดจากวัตถุประสงค์ใด
ก็ตาม ผลลัพธ์ก็ยังเป็น การที่อีกฝั่ายช่วยเขา
เอาไว้จริง เจิ้งเปั่าพบว่าตนเอ่ยปากปฏิเสธได้
ยากเย็น หรือแท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะใจเขา
บอกตัวเองว่าไม่อยากปฏิเสธเองก็ได้
แสงตะวันยามพลบค่ำจากทางทิศประจิมส่อง
ลอดผ่านเมฆครึ้มทอดลงบนกำแพงวังสีชาด
จากนั้นก็หักเหสะท้อนเป็นสีแดง อาบไล้ใบหน้า
สะอาดสะอ้านที่ยังหลงเหลือบาดแผลของเขา
แม้แต่คิ้วและดวงตาก็ยังแฝงความอ่อนโยนราว
กับถูกหลอมละลาย
เจียงเสวี่ยหนิงพลันพบว่าขันทีหนุ่มผู้นี้
หน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก
เจิ้งเปั่าขบคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงตอบ
กลับไปว่า “ท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้า หากมิได้
คิดจะทำร้ายผู้ใดจริง แล้วเจิ้งเปั่าจะมีเหตุผลใดที่
ไม่ช่วยเหลือกันเล่า?”
‘นี่เขาตอบรับแล้วหรือ’ แม้จะอยู่ในความ
คาดหมาย แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้
ดวงตานางฉาบความยินดีอยู่หลายส่วน แต่
สุดท้ายก็ได้สติคืนกลับมา “ข้าช่วยเจ้าด้วยเจตนา
ที่ไม่บริสุทธิ์ หาใช่คนดิบดีอะไรไม่ เช่นนี้ก็ถือว่า
เป็นผู้มีพระคุณของเจ้าได้ด้วยหรือ?”
ทว่าเจิ้งเปั่ากลับจ้องมองนางพลางหัวเราะ
“มีเรื่องบางอย่างควรดูที่การกระทำหาใช่ดูที่
จิตใจไม่ หากดูที่จิตใจ บนโลกนี้ยังจะมีคนดีอยู่
อีกหรือขอรับ?”
‘หากดูที่จิตใจ บนโลกนี้ยังจะมีคนดีอยู่อีก
หรือ?’
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ค่อย ๆ นิ่งอึ้ง
เวลานี้เจิ้งเปั่ารู้สึกว่านางเผยสีหน้าอ้างว้าง
ออกมาเล็กน้อย ประหนึ่งกำลังจมดิ่งในห้วงความ
ทรงจำที่ไม่อาจหลุดพ้นบางอย่าง ทว่าสุดท้าย
แล้วนางกลับผุดรอยยิ้มบนริมฝีปาก จุดท้ายสุด
ของความอ้างว้างจึงบังเกิดความงามอันทรง
เสน่ห์ขึ้นมาไม่น้อย ถึงขั้นมีความภาคภูมิใจคล้าย
รู้สึกเป็นเกียรติแฝงอยู่ด้วย
นางบอกเขาด้วยความมั่นใจ “มี”
เจิ้งเปั่าตะลึงงัน “ผู้ใด?”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกดีใจอย่างประหลาด เอา
มือไพล่หลังเดินขึ้นหน้าไปสองก้าว จากนั้นจึง
หยุดฝีเท้าอีกครา เมื่อหมุนกายกลับมา บน
ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเพริศพราย นางเพียงพูด
ว่า “วันหน้าหากมีโอกาสจะลองพาเจ้าไปพบดู”
แสงอาทิตย์บนฟากฟั้ามืดครึ้มลงแล้ว ห่ม
คลุมเหนือพระราชวังอันยิ่งใหญ่
แต่ฝีเท้าของสาวน้อยขณะกำลังย่างก้าวบน
เส้นทางภายในวังหลวงกลับดูปราดเปรียวและ
กระฉับกระเฉง
เจิ้งเปั่ามองเงาหลังที่ค่อย ๆ ไกลห่างของนาง
ไม่รู้ว่ายิ้มตามตั้งแต่เมื่อไร เขาพลันคิดขึ้นมาได้ว่า
‘ผู้ที่ทำให้ดรุณีน้อยแสดงความรู้สึกและกิริยา
ท่าทางเช่นนี้คงเป็นชายในดวงใจของนางกระมัง’
————
การได้ตัวเจิ้งเปั่ามาอย่างง่ายดายผิดคาดทำ
ให้ตอนเจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงเรือนหยางจื่อ
อารมณ์ดีไม่เบา
ห้องหับก็ประดับตกแต่งใหม่แล้วเช่นกัน
เมื่อเดินเข้าไปก็มองเห็นแต่ความประณีต
หรูหรา แจกันดอกไม้ถูกเปลี่ยนเป็นกระเบื้อง
เคลือบขาวหรู่เหยา โต๊ะกลมถูกเปลี่ยนเป็นไม้
จันทน์แดงที่ผ่านการแกะสลักเคลือบเงา
กระดาษเซวียนธรรมดา ๆ บนโต๊ะก็ถูก
เปลี่ยนเป็นกระดาษไปั๋ลู่[1]ชั้นดีปึกหนึ่ง ถือได้ว่า
ไม่มีสิ่งใดที่ไม่วิจิตรงดงามแล้วจริง ๆ
ยังดีกว่าห้องนอนที่จวนของนางด้วยซ้ำ
“หากองค์หญิงใหญ่ทรงเป็นบุรุษก็คงดี”
เจียงเสวี่ยหนิงทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มยวบ นอน
หนุนหมอนนุ่มนิ่มทำจากผ้าไหมลายปัก รู้สึก
สบายจนต้องถอนหายใจทีหนึ่ง “สนับสนุนให้
นางเป็นฮ่องเต้ ส่วนข้าก็เป็นฮองเฮา คงเป็นเรื่อง
ดียิ่งนัก…”
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิด
มีจางเจออยู่ นางย่อมไม่ชอบพอผู้ใดทั้งสิ้น
ยามค่ำ เมื่อทุกคนในเรือนหยางจื่อรับประ
ทานอาหารเสร็จแล้วก็รวมตัวกันที่หอหลิวสุ่ยเพื่อ
ร่วมกันทบทวนสิ่งที่ร่ำเรียนมาวันนี้ อีกทั้งถือ
โอกาสอ่านตำราที่อาจารย์จะสอนพรุ่งนี้ด้วย
แม้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะไม่ถูกกับคนส่วนใหญ่
แต่สถานการณ์เช่นนี้กลับต้องอยู่ด้วย
เนื่องจากคนอย่างเซียวซูและเฉินซูอี๋ต่างมี
ความรู้อันล้ำเลิศ บางครั้งพวกนางก็จะตอบข้อ
สงสัยไขข้อกังขาให้ผู้อื่น ถึงแม้ตนจะมีเรื่อง
ขัดแย้งกับพวกนางอยู่บ้าง แต่ความรู้ไม่เกี่ยวข้อง
กับบุญคุณความแค้น หากฟังสักนิดจะเก็บเกี่ยว
ได้เพิ่มอีกสักหน่อย แล้วเหตุใดถึงจะไม่ทำเล่า
ดังนั้นพอถึงเวลานางจึงรีบหยิบตำราและรีบ
มาตั้งแต่เนิ่น ๆ
เพียงแต่ขณะนี้ยังมีบางคนยังมาไม่ถึง ทุกคน
จึงไม่ได้สนทนาเรื่องการเรียนและความรู้ กลับ
หัวเราะกระเซ้าเย้าแหย่กัน
เหยาซีกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนอีกครั้ง
ในบรรดาทุกคน โจวเปั่าอิงร่าเริงที่สุดและ
กล้าก่อเรื่องที่สุด นางเดินเข้าไปหาแล้วจับมือ
เหยาซีพร้อมออกแรงแกว่งไกวไปมา “พี่หญิง
เหยาซี ท่านบอกมาเถอะน่า เช้าวันนี้พวกเราเห็น
แล้ว ท่านมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้นางกำนัล
เดิมทีก็ดี ๆ อยู่ แต่พอรู้ตัวว่าถูกพวกเราพบเห็น
เข้าก็หน้าแดง รีบบอกมาเร็วเข้า รีบบอกมาเร็ว
เข้า พอจะมีวี่แววเรื่องของสามีที่ถูกใจบ้างแล้วใช่
หรือไม่?”
นิ้วมือซึ่งกำลังพลิกหนังสือของเจียงเสวี่ยหนิง
พลันหยุดชะงัก
เหยาซีถูกพวกนางก่อกวนจนเริ่ม
กระมิดกระเมี้ยน ขยี้เท้าเอ่ยว่า “น่ารำคาญจริง
พวกเจ้าก็เอาแต่ล้อข้าอยู่ได้!”
โหยวเย่ว์ปั้องปากหัวเราะพูดกระเซ้า “จาง
เจอผู้นั้นรู้ตัวดีจึงมาถอนหมั้นด้วยตนเองไปแล้ว
พี่หญิงเหยาซีพายเรือตามน้ำก็จะไม่สิ้นเปลือง
เรี่ยวแรง วันหน้าย่อมหาคู่ครองที่ดีได้ ไหนเลยจะ
ไม่สำเร็จ?”
ทุกคนต่างผงกศีรษะ
คิดไม่ถึงว่าเหยาซีกลับมองโหยวเย่ว์แล้วส่าย
ศีรษะ “ไม่ใช่”
โหยวเย่ว์ยังตามไม่ทัน “ไม่ใช่?”
ทุกคนนิ่งงันทันที ต่างมองเหยาซีด้วยความ
ประหลาดใจเล็กน้อย
บนใบหน้าขาวนุ่มนิ่มของเหยาซี จากสีแดงระ
เรื่อแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม นางขบริมฝีปากนิด
ๆ ยามหลุบตาเปียมล้นด้วยความเอียงอาย ตอบ
กลับไปว่า “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ที่เขาบอกว่า
อยากจะถอนหมั้นก็ถอนนั้น เรื่องง่ายดายเช่นนี้มี
ด้วยหรือ? การหมั้นหมายไปแล้วมาถอนหมั้นที
หลังเช่นนี้ ไม่รู้ว่าผู้อื่นจะวิพากษ์วิจารณ์ข้าเช่นไร
บ้าง เขามีชาติกำเนิดไม่ดีก็ไม่เป็นไร ที่บ้านมี
มารดาหม้ายก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียข้าก็มีทุกสิ่ง
ไม่จำเป็นต้องให้เขามาเป็นกังวลมากนักหรอก”
——————–
1. กระดาษไปั๋ลู่ เรียกอีกชื่อว่ากระดาษกวาง
ขาว เป็นกระดาษที่ใช้กันในพระราชวัง
เท่านั้น มีเนื้อผิวขาวสะอาดเป็นพิเศษ