คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 58 เฉ่าซู (1)
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าเหยาซีจะพูดเช่นนี้
มีเพียงเซียวซูและเฉินซูอี๋สองคนซึ่งสนิทสนม
กับนางที่คล้ายจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก ใบหน้า
ปราศจากความประหลาดใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ส่วนโหยวเย่ว์ได้แต่เบิกตาโพลงไม่กล้าเชื่อหู
ถึงกับส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ “เป็นไปไม่ได้
น่า เหตุใดพี่หญิงเหยาซีถึงต้องใจจางเจอ
กะทันหันเสียได้ล่ะ?!”
ยามเข้าวังหลวงคราวก่อน เหยาซีมีท่าทีต่อ
งานมงคลของตัวเองกับจางเจอเช่นไร ทุกคนยัง
จดจำได้แจ่มชัด
แล้วเหตุใดพอคนเขาถอนหมั้น ท่าทีของเหยา
ซีกลับเปลี่ยนไปเสียได้
ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจหน่อย ๆ
หลังจากให้คนส่งจดหมายฉบับนั้นไปตอนเช้า
ดวงใจของเหยาซีก็ไม่เคยรู้สึกร้อนรนกระวน
กระวายเช่นนี้มาก่อน ทั้งกังวลต่อปฏิกิริยาของ
ฝั่ายจางเจอ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความคาดหวัง
ที่ไม่อาจเพิกเฉยว่า จางเจอจะตื่นเต้นยินดีเพราะ
การเลือกของนาง
ถึงอย่างไรสตรีที่รู้ว่าช่วงนี้เขาประสบปัญหา
ในหน้าที่การงานและตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก
แต่ยังยอมแต่งกับเขาก็มีไม่มาก เพราะฉะนั้นขอ
เพียงเป็นบุรุษปกติทั่วไป เมื่อได้รับจดหมายตอบ
กลับของนางต้องซาบซึ้งมากเป็นแน่
หากเมื่อหลายวันก่อนได้ยินวาจาเช่นนี้ของ
โหยวเย่ว์ นางต้องเห็นด้วยเป็นที่ยิ่ง ทว่าบัดนี้ฟัง
แล้วกลับระคายหูนัก
ภายภาคหน้านางจะวิวาห์กับจางเจอ
โหยวเย่ว์มาพูดประชดเสียดสีจางเจอเช่นนี้
มันใช้ได้ที่ไหนกัน
คิ้วงามทั้งสองของเหยาซีขมวดเข้าหากัน
เล็กน้อย นางมองโหยวเย่ว์แวบหนึ่งแล้วพูดด้วย
น้ำเสียงเย็นชา “จางเจอมิได้มีสิ่งใดไม่ดี”
“…”
โหยวเย่ว์อับจนวาจาในบัดดล
ต่อให้เป็นคนโง่งมเพียงใด หากเห็นเหยาซีมี
ท่าทีเช่นนี้ย่อมรู้ว่าเมื่อครู่ตนคงเอ่ยผิดพลาดไป
เสียแล้ว จึงทำได้เพียงหัวเราะประจบด้วยความ
เคอะเขิน “ใช่ ใช่”
อย่างไรก็ตามครั้นหุบปากเงียบ สีหน้ายาม
มองเหยาซีกลับยากจะบรรยายอยู่บ้าง
เมื่อเหยาซีเบือนสายตากลับ โหยวเย่ว์ก็ถึงขั้น
เบ้ปากนิด ๆ ลับหลัง ตนเคยเห็นคนที่พูดจากลับ
กลอก ทั้งยังเคยเห็นคนที่พูดไปแล้วแต่ไม่ยอมรับ
ในภายหลังมาก่อน ทว่าคนที่พูดจากลับกลอก
แล้วไม่ยอมรับสิ่งที่เคยพูดเลยเช่นนี้กลับเพิ่งเคย
เห็นเป็นครั้งแรก ไม่รู้สึกเจ็บหน้าตัวเองหรือไร
ตอนแรกไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่พูดจาดูถูกจางเจอเสีย
ไม่มีชิ้นดี ยังมีหน้ามาตำหนิตนอีก!
ดวงตาโหยวเย่ว์ฉายแววดูแคลนแวบหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตการณ์เงียบ ๆ มองเห็น
ความรู้สึกดูแคลนนี้ในสายตา เพียงครุ่นคิดด้วย
ท่าทีสงบนิ่งว่า ที่แท้คนกลุ่มนี้ก็มิได้สนิทสนมกัน
แน่นแฟั้นถึงเพียงนั้น มีความขัดแย้งอยู่เช่นกัน
นางควรหัวเราะเมื่อรู้เรื่องนี้
ทว่าพอเห็นสีหน้าท่าทางขวยเขินยามสนทนา
กับผู้อื่นของเหยาซี ริมฝีปากก็เหมือนแขวนแท่ง
ตะกั่ว หนักอึ้งจนไม่อาจหยักยกขึ้นมาได้แม้แต่
น้อย
อยู่ ๆ ก็รู้สึกเกลียดจางเจอขึ้นมากะทันหัน
ทั้งยังเกลียดตัวเองด้วย
เหตุใดชาติที่แล้วถึงเหมือนมีผีสางดลใจ ทำ
ให้ไปโกหกจางเจอว่าจะเป็นคนดีด้วยนะ
ค่ำคืนนี้เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ที่หอหลิวสุ่ยเนิ่น
นาน แต่ไม่ว่าผู้อื่นจะอ่านอะไร ถามอะไร หรือว่า
ตอบอะไร นางกลับฟังไม่เข้าหูแม้แต่คำเดียว
ครั้นตื่นเช้าวันต่อมา อารมณ์นางหดหู่ยิ่งนัก
แต่ก็ยังไปเข้าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉินอยู่ดี
วิชาที่ต้องเรียนมีทั้งหมดห้าวิชาสอนโดย
อาจารย์สี่ท่าน เมื่อวานเรียนคัมภีร์ลำนำและกวี
รวมถึงพิณไปแล้ว สิ่งที่ต้องเรียนเช้าวันนี้ก็คือ
‘สิบแปดเทียบ’ ของวิชาอักขรวิธีและ ‘คัมภีร์ว่า
ด้วยเรื่องจริยะ’ ของวิชามารยาทพิธี ส่วนวิชา
วรรณกรรมที่เซี่ยเวยต้องสอนก็ถูกนำไปเรียน
พรุ่งนี้เช้าพร้อมกับวิชาคิดคำนวณ
พวกเจียงเสวี่ยหนิงมาถึงก่อนเวลาหนึ่งเค่อ
ดังเดิม
ตามหลักแล้วองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี
จะมาสายหน่อย แต่ก็จะมาก่อนเวลาเข้าเรียน
คิดไม่ถึงว่าจวบจนหวังจิ่วผู้ดำรงตำแหน่งราช
บัณฑิตฝั่ายบรรยายเนื้อหาประวัติศาสตร์ประจำ
สภาฮั่นหลินซึ่งสอนวิชาอักขรวิธีเดินเข้ามาจาก
นอกตำหนักแล้วก็ยังไม่เห็นเงาของนาง
“เหตุใดองค์หญิงใหญ่ยังเสด็จมาไม่ถึงอีก
นะ?”
“แต่อักขรวิธีเป็นวิชาแรก วันนี้หากไม่เสด็จ
มาคงไม่ดีกระมัง…”
“ไม่มีนางกำนัลไปกราบทูลอย่างนั้นหรือ?”
ทุกคนเริ่มกดเสียงเบาวิพากษ์วิจารณ์
หวังจิ่วซึ่งเป็นบัณฑิตผู้สอนมีอายุสี่สิบกว่าปี
ไว้เคราแข็งสีดำ สวมหมวกทรงสูงและเข็มขัดทรง
หลวม ดูเหมือนบัณฑิตผู้ทรงภูมิความรู้อันสง่า
งามอยู่หลายส่วน เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเข้าเรียน
แล้วจึงกวาดตามองไปยังที่นั่งกลางแถวแรก ครั้น
พบว่าไม่มีคนจึงเอ่ยถาม “องค์หญิงใหญ่ยังไม่
เสด็จมาหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน
หวังจิ่วย่นหัวคิ้ว แค่นเสียงเบา ๆ “องค์หญิง
ใหญ่ทรงได้รับความโปรดปรานจากฝั่าบาทและ
ไทเฮาเสมอมา เช้าเช่นนี้ยังไม่ตื่นบรรทมถือเป็น
เรื่องธรรมดา ไม่อยากเสด็จมาก็เป็นเรื่องปกติ
ทรงไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาก็แล้วกัน”
ทุกคนเงียบกันหมด ฟังออกว่าหวังเซียนเซิง
ไม่ค่อยพอใจแล้ว จึงไม่กล้าปริปากทันที
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ตรงหัวมุม เมื่อได้ยินก็ลุก
ขึ้นมาค้อมกายคารวะหวังจิ่วคราหนึ่ง กล่าวด้วย
ท่าทางที่ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัว
จนดูต้อยต่ำ “การเรียนครั้งนี้องค์หญิงใหญ่ตั้ง
พระทัยขอพระราชทานมาจากฝั่าบาท ได้
อาจารย์ทั้งหลายมาประสิทธิ์ประสาทวิชาด้วย
ตนเอง องค์หญิงใหญ่ดีพระทัยมาก เมื่อวานเสด็จ
ถึงตำหนักแต่เช้าเช่นพวกเรา ทรงปฏิบัติตาม
กฎเกณฑ์ที่อาจารย์ทั้งหลายกำหนดเอาไว้ มิใช่ผู้
ที่ทนรับความลำบากไม่ได้ คิดว่าที่มาสายในการ
เรียนคาบเช้าวันนี้คงมีสาเหตุ หวังว่าเซียนเซิงจะ
เมตตา โปรดอย่าเพิ่งตำหนิไปก่อนเลยเจ้าค่ะ”
ความเอาแต่ใจและการได้รับความโปรด
ปรานขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีหาใช่
เรื่องแปลกใหม่ในวังหลวงไม่
อย่าว่าแต่หวังจิ่วเลย แม้แต่พระสหายร่วม
ศึกษาซึ่งอยู่ที่นี่ต่างคิดไปเองกันทันทีว่าการเรียน
ครั้งนี้เสิ่นจื่ออีน่าจะไม่ใส่ใจเท่าใดนัก มิหนำซ้ำ
นางยังมีสถานะเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ ต่อให้คิดจะ
มาก็มาคิดจะไปก็ไป ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอะไร
เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้พอได้ยินคำกล่าวของหวังจิ่วจึง
ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับออกมาพูดเช่นนี้…
แม้ถ้อยคำจะประนีประนอมอ้อมค้อม ทั้งยัง
มีท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน ดูเหมือนแค่อธิบาย
แทนเสิ่นจื่ออีเท่านั้น แต่ครั้นกล่าวคำพูดนี้กับ
หวังจิ่ว ความหมายกลับล้ำลึกอยู่บ้าง
แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่คร่ำหวอดกับตัวอักษร
มักจะคาดเดาไปนานัปการ
ถึงแม้ดูเหมือนนางจะไม่มีเจตนาโต้เถียง ทว่า
คนฟังก็ไม่สบอารมณ์
สายตาของหวังจิ่วตกบนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
ทันที นึกถึงคำพูดที่เพื่อนร่วมงานจ้าวเยี่ยนหงซึ่ง
สอนบทกวีเล่าให้ฟังตอนอยู่สภาฮั่นหลินเมื่อวาน
ในบรรดาดรุณีน้อยพระสหายร่วมศึกษา มีคน
หนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหัวมุมไม่เชื่อฟังมากเป็นพิเศษ
เจียงเสวี่ยหนิงผู้เป็นคุณหนูรองของรองเสนาบดี
กรมคลังเจียงปั๋อโหยวเป็นเด็กหัวรั้นคนหนึ่ง
เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร
คิดไม่ถึงว่าเขายังไม่ทันจะสอนและเพิ่งพูดจา
ไปได้ประโยคเดียว นางก็มาหาเรื่องเสียแล้ว
หวังจิ่วเอ่ย “ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง
ความหมายของเจ้าก็คือข้าใส่ความองค์หญิงใหญ่
เช่นนั้นหรือ?”
ถึงแม้ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงจะไม่ค่อยได้เข้า
เรียน แต่ก็รู้ดีว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางซึ่งถูก
เลี้ยงดูอย่างตามใจจนเติบใหญ่ภายในวังหลวง
กลับไม่เคยโดดเรียนแม้แต่วิชาเดียว ใคร่ศึกษาหา
ความรู้ด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริง
หวังจิ่วมีอคติต่อเสิ่นจื่ออีอย่างเห็นได้ชัด เขา
จึงพานปักใจและคิดไปก่อนแล้ว
ดังนั้นนางถึงอยากจะลุกขึ้นมาพูดจาให้
กระจ่าง นึกว่าตนก็ประนี-ประนอมและ
ระมัดระวังน้ำเสียงมากเพียงพอแล้วเสียอีก คิดไม่
ถึงว่าจะได้ผลตรงกันข้ามขนาดนี้ นางขมวดคิ้ว
เล็กน้อยพลางกล่าวอธิบาย “ศิษย์ไม่ได้
หมายความเช่นนี้เจ้าค่ะ”
หวังจิ่วกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ไม่ได้
หมายความเช่นนี้?”
เขาอดคิดจะสั่งสอนดรุณีน้อยผู้นี้ไม่ได้ อีกทั้ง
จะได้ฉวยโอกาสใช้นางเพื่อสร้างความน่ายำเกรง
และบารมีให้กับตนผู้เป็นอาจารย์ด้วย
คิดไม่ถึงว่าเขาเพิ่งจะพูดจบ ภายนอกก็มีเสียง
ขันทีน้อยวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
บทที่ 58 เฉ่าซู (2)
“ไทเฮาแห่งตำหนักฉือหนิงมีรับสั่งให้บ่าวมา
แจ้งเซียนเซิงโดยเฉพาะขอรับ” ขันทีน้อยโค้ง
คารวะอยู่นอกประตูตำหนัก เมื่อมองแล้ว
หน้าผากยังมีเหงื่อขนาดเล็กจำนวนหนึ่งด้วย
“หลายวันก่อนเกิดเรื่องในวังหลวง ไทเฮาและ
ฮองเฮาทรงไต่สวนสำนักพระราชวังอยู่ ประมุข
แห่งหกตำหนักทั้งบูรพาและประจิมต่างทรงถูก
เรียกตัวไป ขณะนี้องค์หญิงใหญ่ประทับอยู่ที่นั่น
ทรงกำลังสนทนากับฝั่าบาท เดิมทีวันนี้ควรเสด็จ
มาเข้าเรียน ทว่าเรื่องเร่งด่วนทำให้ทรงปลีกตัวมา
ไม่ได้ จึงรับสั่งให้บ่าวมาขอขมาเซียนเซิง หวังว่า
เซียนเซิงจะให้อภัยขอรับ”
“อา…”
ครั้นหวังจิ่วได้ยินคำว่าไทเฮา ฮองเฮา รวมถึง
ฝั่าบาท สีหน้าก็แปรเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า
ไหนเลยจะยังแสดงกิริยายโสโอหังกับเจียง
เสวี่ยหนิงเฉกเช่นก่อนหน้านี้ได้อีก
เขาประสานสองมือทำท่าคารวะกลางอากาศ
“ขอฝั่าบาท ไทเฮา และฮองเฮาทรงพระเจริญ ใน
เมื่อองค์หญิงใหญ่ทรงมีธุระไม่อาจปลีกพระองค์
มาได้ ขาดเรียนไปก็ไม่เป็นไร วันหน้ากระหม่อม
หาเวลาว่างมาถวายการสอนเสริมแก่องค์หญิง
ใหญ่เองก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ขอเชิญกงกงช่วยกราบทูล
ฝั่าบาท ขอให้ฝั่าบาทวางพระทัยได้”
ขันทีน้อยรับคำ หลังจากคารวะแล้วก็ถอย
จากไปอย่างรีบร้อน
ท่าทางคล้ายกระวนกระวายและอกสั่นขวัญ
แขวนอยู่บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘ไต่สวนสำนัก
พระราชวัง’ ก็ใจเต้นแรงทันที นึกถึงคดีหยกหรูอี้
ขึ้นมา เห็นสีหน้าของขันทีน้อยก็รู้แล้วว่าหลาย
วันนี้กลิ่นคาวโลหิตจะต้องคละคลุ้งในวังหลวงแน่
เช่นนั้นจวนหย่งอี้โหว…
แต่หวังจิ่วกลับไม่ได้สังเกตอะไรมากมายนัก
เมื่อครู่กำลังคิดจะสั่งสอนเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
ดีๆ ก็ถูกคนจากตำหนักฉือหนิงมารายงาน ไม่ว่า
อย่างไรก็หาทางลงให้ตนเองไม่ได้อยู่บ้าง
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกอับอายและหงุดหงิด
ครั้นขันทีผู้นั้นจากไปและหวังจิ่วเห็นว่าเจียง
เสวี่ยหนิงยังคงยืนอยู่ตรงหัวมุม เขาจึงไม่ไว้หน้า
ใด ๆ ทั้งสิ้น “ในแผ่นดินนี้มีห้องเรียนใดบ้างไร้
ระเบียบเยี่ยงนี้ อาจารย์เอ่ยวาจา แต่ศิษย์กลับ
โต้เถียง? ต่อให้เป็นองค์ชายในทุกยุคทุกสมัยยัง
ต้องเคารพอาจารย์ แม้ใต้เท้าเจียงจะเป็นสหายที่
ร่วมทำงานกับคนแซ่หวัง แต่ขอบอกกล่าวเอาไว้
ล่วงหน้า หากเจ้ายังกล้าโต้เถียงในห้องเรียนอีก
ข้าจะไม่เห็นแก่หน้าของสหายร่วมงานที่เป็นบิดา
ของเจ้าอีกแล้ว จงนั่งลงเสีย”
เจียงเสวี่ยหนิงหรี่ตาเล็กน้อย ปิดบังคมดาบที่
สาดพุ่งจากดวงตา
นางไม่แสดงอาการใด เพียงเอ่ยว่า
“ขอบพระคุณเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
พูดจบก็นั่งลงอย่างว่านอนสอนง่าย
เมื่อมีนางเป็นตัวอย่าง ทุกคนล้วนดูออกว่า
ถึงแม้เปลือกนอกหวังจิ่วจะดูสง่างาม แต่ภายใน
หาใช่ผู้ที่เข้าหาได้ง่ายไม่ ยามร่ำเรียนจึงให้ความ
เคารพนบนอบและว่าง่ายเป็นพิเศษ
สิ่งที่เขาสอนคือการเขียนอักษร
เพราะฉะนั้นคาบแรกของการเรียนจึงดู
พื้นฐานการเขียนอักษรของทุกคนก่อน ขณะ
หวังจิ่วดูของศิษย์คนอื่นยังรู้สึกว่าไม่เลว เพียงแต่
ครั้นเดินมาถึงเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงและมอง
แวบเดียวก็ย่นหัวคิ้ว เอ่ยขึ้นมาว่า “เป็นสตรียาม
เขียนอักษรก็ควรเน้นความชดช้อยหรือไม่ก็
อ่อนโยน วันหน้าให้เปลี่ยนเป็นเสียวข่าย[2]แบบ
จานฮวา[3]จะดีที่สุด ต่อให้ได้ไม่เท่าจ้าวเมิ่งฟู
[4]หรือหวังซีจือ[5] เพียงฝึกให้ได้อย่างหลิ่วและ
เหยียน[6]ก็ยังถือว่าพอใช้ได้ ตัวอักษรแบบเฉ่าซู
แข็งกร้าวไร้ระเบียบแบบแผน ดั่งสายน้ำเชี่ยว
กราก เหมาะสมกับบุรุษมากกว่า สตรีฝึกเฉ่าซู
ออกจะดูเป็นคนอุกอาจไร้ระเบียบวินัย ไม่เชื่อฟัง
คำสั่งสอน วันหลังเจ้าไม่ต้องฝึกเฉ่าซูแล้ว ให้เริ่ม
เขียนจากเสียวข่ายทีละเส้นทีละขีด”
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงฝึกมาคือสิงเฉ่า[7]
เสิ่นเจี้ยเป็นผู้สอนสิงเฉ่าให้นางในชาติที่แล้ว
ตอนนั้นทั้งสองคนกำลังข้าวใหม่ปลามัน บุรุษ
น่ะหรือ ใครบ้างจะไม่ชมชอบสตรี อีกทั้งนางยัง
เชี่ยวชาญด้านการปรับตัวให้เข้ากับความชอบ
ของผู้อื่น ดังนั้นช่วงที่เพิ่งจะได้เป็นพระชายาของ
หลินจืออ๋อง ตนจึงแสร้งทำเป็นชื่นชอบการเขียน
อักษร บังคับตัวเองให้ฝึกคัดตัวอักษรข่ายซูอยู่
นาน แต่รูปแบบของตัวอักษรสารพัดอย่างนี้ ฝึก
ไปฝึกมาก็รู้สึกว่าถูกขังอยู่ในกรง ไม่ว่าจะเขียน
เช่นไรก็เขียนไม่ได้เรื่องสักที
จวบจนวันนั้น จู่ ๆ เสิ่นเจี้ยก็นึกประหลาดใจ
ถามนางว่าเหตุใดไม่ลองเฉ่าซูเล่า
นับตั้งแต่นั้นก็ไม่อาจหวนกลับไปได้อีกแล้ว
บางครั้งก็ลื่นไหลประดุจสายน้ำและหมู่เมฆ
บางครั้งก็โอหังไร้ระเบียบแบบแผน ทุกแห่งหนที่
จดพู่กัน ห้วงความคิดดั่งกำลังโผบิน นานวันเข้า
ถึงแม้จะยังไม่เข้าตาทุกคนดังเดิม แต่บางครั้งก็มี
บางตัวอักษรที่เขียนแล้วกลับมองเห็นจิตวิญญาณ
ทีแรกเสิ่นเจี้ยยังรู้สึกยินดี
แต่มีอยู่วันหนึ่งเมื่อเห็นประโยค ‘เร่ร่อนเยี่ยง
สิ่งใด เช่นนางนวลไซร้บินถลาในโลกหล้า’ ที่นาง
เขียนก็นิ่งเงียบอยู่นาน อีกทั้งยังมองนางด้วย
สายตาแปลกประหลาดครู่หนึ่งด้วย
สายตานั้นทำให้นางลนลานเล็กน้อย ไม่รู้ว่า
ตนเขียนผิดที่ใด จึงถามเขาว่า ‘เขียนไม่ดีหรือเพ
คะ?’
เสิ่นเจี้ยกะพริบตาตอบว่า ‘เปล่า ดีมาก’
ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกงุนงง ถึงแม้จะได้
ยินเขาพูดว่าดีมาก แต่ท่าทางกลับเหมือนไม่ค่อย
ยินดีเท่าไรจึงไม่ฝึกสิ่งนี้อีก
เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้ก็ค่อย ๆ เลือนราง
แต่บางครั้งเมื่อเห็นเฉ่าซูซึ่งปล่อยอารมณ์ตาม
อำเภอใจบนภาพอักษรที่มีคนนำมาถวายเป็น
บรรณาการ นางก็จะนึกถึงเรื่องในตอนนั้น
เพียงแต่เสิ่นเจี้ยเป็นฮ่องเต้แล้ว นางจึงยิ่งไม่
กล้าไต่ถาม
มีเพียงวันหนึ่งที่สุดแสนจะบังเอิญ นางเอ่ย
เรื่องนี้กับเซียวติ้งเฟย คุณชายกำมะลอซึ่งกล้าพูด
กล้าทำทุกอย่างกลับปรบมือหัวเราะร่า พูดพลาง
มองนางอย่างกระเซ้าเย้าแหย่ “ฮองเฮาของ
กระหม่อม มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า
‘เห็นอักษรก็เท่ากับเห็นตัวตน’ ต่อให้เขียนได้ไม่ดี
แต่บางครั้งก็ยังพอมองนิสัยที่แท้จริงออกหลาย
ส่วน เป็นนิสัยที่แฝงอยู่ภายในซึ่งพระองค์เองยัง
ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ…”
——————–
1. เฉ่าซู หรืออักษรหวัด หมายถึงการเขียน
ตัวอักษรโดยใช้ลายเส้นที่มีแต่เดิมมาย่อ
เหลือเพียงเส้นเดียว หลุดพ้นจากกรอบของ
การเขียนอักษรในแบบมาตรฐานตัวบรรจง
2. เสียวข่าย เป็นการเขียนรูปแบบหนึ่งของข่าย
ซู แต่ตัวเล็กลง เป็นรูปแบบการเขียนตัวตรง
บรรจง เส้นตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย ขนาด
ตัวอักษรประมาณหนึ่งถึงสามเซนติเมตร
3. เสียวข่ายแบบจานฮวา เป็นเสียวข่ายประเภท
หนึ่ง ตัวอักษรจะผอมเรียว ลายเส้นพลิ้วไหว
ดุจนางระบำ จึงเรียกว่าจานฮวาซึ่งเป็นคำ
เรียกดอกไม้ที่ใช้เป็นเครื่องประดับศีรษะสตรี
4. จ้าวเมิ่งฟู เป็นบัณฑิตและศิลปินเรขศิลปชื่อ
ดังสมัยหยวน โด่งดังในรูปแบบการเขียน
อักษรประเภทข่ายซูและสิงซู
5. หวังซีจือ เป็นนักเขียนและนักอักษรศิลปชื่อ
ดังในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก เชี่ยวชาญ
การเขียนอักษรทุก รูปแบบ จัดเป็นหนึ่งในสี่
ยอดศิลปินของประวัติศาสตร์ร่วมกับจางจือ
ของปลายราชวงศ์ฮั่น จงเหยาสมัยสามก๊ก
และหวังเสี้ยนจือที่เป็นยอดศิลปินร่วมสมัย
6. หลิ่วและเหยียนเป็นนามสกุลของนักอักษร
ศิลปสมัยราชวงศ์ถังสองคน ย่อมาจากชื่อ
ของ ‘เหยียนเจินชิง’ รูปแบบอักษรของเขา
เรียกว่าอักษรแบบ ‘เหยียน’ ที่มีเส้นแนว
นอนผอมเส้นแนวตั้งอ้วน ลายเส้นทรงพลัง
และชื่อของ ‘หลิ่วกงฉวน’ รูปแบบอักษร
ของเขาจะเรียกว่าอักษรแบบ ‘หลิ่ว’ ที่มี
ลายเส้นแข็งแรง ขนาดความหนาเส้นเสมอ
กัน ระยะขีดอักษรแคบกระชับ
7. สิงเฉ่า เป็นรูปแบบอักษรที่ผสมผสานระหว่าง
สิงซูและเฉ่าซู