คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 59 เล่นลูกไม้กันสักหน่อย
เซียวติ้งเฟยเป็นคนปากไม่มีหูรูด พอกลับ
เมืองหลวงก็เป็นคุณชายสำมะเลเทเมาอันดับหนึ่ง
ไม่ทำงานทำการ ไร้แก่นสาร เล่นพนันขันต่อทุก
รูปแบบ ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ไม่
เชี่ยวชาญ ทำให้ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนปวดเศียร
เวียนเกล้า ยามเซียวติ้งเฟยมาพบเซียวซูซึ่งเป็น
หวงกุ้ยเฟยในวังหลวงยังจงใจนำสถานะ ‘พี่ชาย’
มากดข่มนางอีกด้วย วัน ๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับ
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นกับตระกูลเซียว
คนทั้งตระกูลไม่ว่าจะเด็กหรือชราพากันตำหนิติ
เตียนเขา แต่กลับทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย
ทั่วทั้งราชสำนักถือเสียว่าเขาเป็นคนดวงแข็ง
ตายยาก การมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็ถือว่า
สวรรค์เมตตาแล้วจริง ๆ
คนที่เติบโตมาในหมู่ชาวบ้านร้านตลาดอัน
แสนจะต่ำต้อยเช่นเขา มีหรือจะหวังให้ทำการ
ใหญ่อะไรได้
เนื่องจากขุนนางในราชสำนักทั้งหลายต่างใจ
กว้างต่อเขาอย่างหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งฝั่าบาทเองก็
ทรงรู้สึกผิดต่อเขา จึงยิ่งไม่อยากสร้างความ
ลำบากแก่เขาเข้าไปใหญ่ ทำให้คนผู้นี้นับวันก็ยิ่ง
โอหังทำตามอำเภอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม บางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงกลับ
รู้สึกถูกชะตานิสัยของคนผู้นี้ ต่อให้เขาทำตัว
เหลาะแหละไม่เอาไหนและเอาแต่ใจตัวเอง แต่ไม่
ว่าจะมองเช่นไรก็ยังดีกว่าพวกคนปากปราศรัย
น้ำใจเชือดคอในราชสำนักอยู่ดี นางถึงขั้นเข้ากับ
เขาได้อย่างน่าประหลาด
ผู้อื่นต่างก็เคยกล่าวล้อเล่นไว้ว่า สาเหตุที่
ฮองเฮาโปรดปรานและเชื่อพระทัยเซียวติ้งเฟย
คงเพราะนางมีพระอุปนิสัยใกล้เคียงคุณชายสำ
มะเล-เทเมาผู้นี้นั่นเอง
ทั้งที่เขาเป็นถึงบุตรคนโตของภรรยาเอก แต่
กลับต้องระหกระเหินใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเพราะ
เหตุไม่คาดฝัน แล้วเจียงเสวี่ยหนิงจะไม่เข้าใจคน
หัวอกเดียวกันได้อย่างไร
แม้แต่นางเองยังไม่อาจปฏิเสธ คราแรกยาม
ไม่รู้ความจริง นางอดคิดเช่นเดียวกับผู้อื่นไม่ได้
จริง ๆ จนภายหลังถึงรู้สึกว่ายามคบค้าสมาคม
กับคนที่เปิดเผยเช่นนี้ช่างสบายใจยิ่งนัก
เห็นอักษรเท่ากับเห็นตัวตน
ต่อให้เขียนได้ไม่ดีอีกเพียงไร แต่ก็พอมอง
นิสัยที่แท้จริงออกได้หลายส่วน
แล้วนิสัยที่แท้จริงของนางคืออะไรกันเล่า
หรือว่าเสิ่นเจี้ยมองออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ทว่ายามนั้นนางยังมองตัวเองไม่ออกเลยนี่นา…
สิงเฉ่าที่เพิ่งจะเขียนเสร็จวางอยู่ตรงหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมองหวังจิ่วซึ่งยืนหน้า
ขรึมอยู่หน้าโต๊ะนาง คิดจะโต้แย้งว่าตนชอบเฉ่าซู
อีกทั้งการที่คนเราจะเลือกเขียนตัวอักษรรูปแบบ
ใดก็ควรจะขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลไม่ใช่
หรือ
แต่พอคิดดูอีกที นางจะอยู่ในวังหลวงแค่ครึ่ง
ปีเท่านั้น
การถูกฝึกให้เขียนแบบข่ายซูก็ถือเสียว่าเป็น
การอบรมบ่มนิสัย เหตุใดนางจะต้องมาผิดใจกับ
อาจารย์จนหมางใจกัน เช่นนี้จะไม่เป็นการหา
เรื่องใส่ตัวหรอกหรือ
ออกจากวังเมื่อไร ยามนั้นนางอยากเขียนสิ่ง
ใดก็จะเขียนสิ่งนั้น ใครยังจะมายุ่มย่ามได้อีก
ด้วยเหตุนี้นางจึงสงบเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว
เจียงเสวี่ยหนิงก้มศีรษะกล่าวกับหวังจิ่วว่า
“สิ่งที่เซียนเซิงสั่งสอนนั้นถูกต้อง ศิษย์จะจำใส่ใจ
เอาไว้เจ้าค่ะ”
หวังจิ่วถึงผงกศีรษะด้วยความพอใจ “พอมี
ลักษณะที่ดูสมเป็นลูกศิษย์บ้างแล้ว”
จากนั้นก็หมุนกายเดินกลับไป บอกให้ทุกคน
เปิดเทียบแรกของสิบแปดเทียบ เขาอธิบายก่อน
แล้วจึงให้ทุกคนลองเขียนตาม หากมองข้ามเรื่อง
ที่เขาเป็นคนคร่ำครึ ไม่ยอมให้ลูกศิษย์พูดและ
ซักถามในห้องเรียนแม้แต่ครึ่งประโยคแล้ว ก็พอ
ถือได้ว่าเป็นอาจารย์ที่ดีและรักษากฎระเบียบ
อย่างเคร่งครัดผู้หนึ่ง
เมื่อถึงกลางยามเฉิน หวังจิ่วจึงเก็บข้าวของ
และเลิกสอน
ครั้นเขาเดินจากไปทุกคนก็พลันโล่งอก
ฟางเมี่ยวอดมองเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ พูดด้วย
อาการใจเต้นรัว “ข้าตกใจแทบตายแล้วจริง ๆ
ยังนึกว่าคุณหนูรองเจียงจะทำเหมือนสิ่งที่ทำกับ
จ้าวเซียนเซิงในวันก่อนเสียอีก หวังเซียนเซิงผู้นี้
เป็นคนดุไม่อาจตอแยได้ โชคดีที่ไม่ได้ทำ โชคดีที่
ไม่ได้ทำ!”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าเมื่อวานนางแค่ถามจ้าว
เยี่ยนหงว่า ‘เด็ด’ หมายความว่าอย่างไรเองนะ
ไม่ว่าจะมองเช่นไรก็ไม่ถึงขั้นโต้เถียงแน่ เพียงแต่
เจ้าคนแซ่จ้าวนั่นเลือกปฏิบัติตามสถานะ คิดเอง
เออเองว่าตัวเองเป็นครูบาอาจารย์ผู้สูงส่ง
หากตัดเรื่องจุดยืนและการเป็นคนเจ้า
แผนการออกไปแล้ว…
ความรู้และวิสัยทัศน์ของเซี่ยเวยห่างจากเจ้า
คนแซ่จ้าวตั้งหลายขุม ทว่ากลับถ่อมตนและจิตใจ
กว้างขวาง ไม่เคยแตกหักกับผู้อื่นเพราะการไต่
ถามเพียงสองสามประโยค การควบคุมอารมณ์
เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
นางไม่สบอารมณ์เป็นอันมาก แต่ก็ทำได้เพียง
ส่งยิ้มให้ฟางเมี่ยวอย่างเป็นมิตร ไม่ได้ตอบอะไร
กลับไป
เพียงแต่เฉินซูอี๋ขัดแย้งกับเจียงเสวี่ยหนิง
ตั้งแต่วันแรกที่เรียน จนบัดนี้ยังจำการโต้เถียง
ของพวกนางที่เกิดขึ้นขณะกำลังเรียนวิชา
วรรณกรรมของเซี่ยเวยได้อยู่เลย เมื่อเห็นว่าช่วง
สองวันนี้เจียงเสวี่ยหนิงถูกคนหาเรื่องไปเสียทุก
อย่างก็อดสาแก่ใจไม่ได้
อย่างไรเสียคนอย่างเซี่ยเวยก็มีน้อยยิ่งนัก
พวกอาจารย์ที่สอนวิชาอื่นต่างก็มีนิสัยคร่ำครึ
ยึดมั่นเพียงขนบธรรมเนียมจรรยามารยาทมิใช่
หรอกหรือ
ฉะนั้นนางจึงพูดต่อจากฟางเมี่ยว กล่าวเจือ
รอยยิ้มว่า “หวังเซียนเซิง ราชบัณฑิตฝั่าย
บรรยายเนื้อหาประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่นหลิน
ผู้นี้มิใช่บัณฑิตผู้ทรงภูมิสูงส่งธรรมดาทั่วไปนะ
บรรพชนเขาเป็นถึงพ่อค้าเกลือรายใหญ่ผู้โด่งดัง
แห่งหยางโจว ต่อมาเมื่อเก็บหอมรอมริบได้
เพียงพอ ครอบครัวก็เลิกทำการค้าและหันมาเป็น
ขุนนาง จนมาถึงรุ่นของหวังเซียนเซิงก็มีจิ้นซื่อถึง
สามคนแล้ว ตอนนี้หวังเซี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งผู้
บังคับการขนส่งเกลือแห่งเหลี่ยงไหว[1]ก็คือญาติ
ผู้พี่ของเขา มิใช่บัณฑิตยาจกไร้กำลังหนุนในราช
สำนัก จึงไม่ถึงขั้นเห็นใครก็ต้องประจบเอาใจ กับ
คนอย่างรองเสนาบดีกรมคลังน่ะ ก็ไม่แน่ว่าคน
เขาจะเกรงกลัวหรอก!”
ในบรรดาคนที่นั่งอยู่ มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่
มีบิดาเป็นรองเสนาบดีกรมคลัง
ใครยังจะฟังไม่ออกอีกว่ากำลังเสียดสีนาง
ต่างเคลื่อนสายตามองเจียงเสวี่ยหนิงทันที
โหยวเย่ว์เมื่อได้ยินคำว่า ‘เกลือ’ ในคำว่า ‘ผู้
บังคับการขนส่งเกลือแห่งเหลี่ยงไหว’ ก็นิ่งอึ้ง
เล็กน้อย นึกถึงเรื่องที่สั่งให้บ่าวรับใช้ไปสืบความ
จริงก่อนที่ตนจะเข้าวังคราวนี้ขึ้นมาได้จนจิตใจ
วอกแวกอยู่บ้าง ทำให้ยามนี้ลืมซ้ำเติมเจียงเสวี่ย
หนิง
เจียงเสวี่ยหนิงมิได้แยแสผู้อื่น ทำเพียงแค่น
หัวเราะ “เจ้าไม่ชอบหน้าข้าก็พูดมาตามตรง
อ้อมค้อมแบบนี้จะทำให้คนเขาดูถูกเอาได้ คนที่รู้
ความจริงก็คงพูดว่าเจ้าคือคุณหนูเฉินซูอี๋บุตรีสุด
ที่รักดั่งไข่มุกในฝั่ามือของมหาบัณฑิตเฉิน แต่คน
ที่ไม่รู้เกรงจะนึกไปเสียว่าผู้บังคับการขนส่งเกลือ
แห่งเหลี่ยงไหวผู้นั้นต่างหากเป็นบิดาของเจ้า!”
เฉินซูอี๋หน้าเปลี่ยนสี “เจ้า…”
เจียงเสวี่ยหนิงเติบโตมาในชนบท ฝีปากกล้า
มาตั้งแต่เด็ก หากเอ่ยถึงการทะเลาะเบาะแว้ง
แล้วไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด ส่วนการไม่ทะเลาะกับใคร
นั้น เป็นเพราะนางใจกว้างเองต่างหาก
เพียงแต่บางครั้งหากไม่มีเรื่องให้วิวาทกันเสีย
บ้าง ผู้อื่นมีหวังนึกว่านางเป็นคนเข้ากับคนอื่น
ง่ายเอาได้
นางหัวเราะ “หากคุณหนูเฉินว่างขนาดนั้น
จริง ไม่สู้ไปพลิกดูสมุดรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้
บังคับการขนส่งเกลือแห่งเหลี่ยงไหวทุกยุคทุก
สมัยจะดีกว่า ดูสิว่ามีใครดำรงตำแหน่งนี้แล้วมีจุด
จบที่ดีบ้าง? อย่างไรเสียก็เป็นตำแหน่งอันอ้วนพี
ที่ใคร ๆ ต่างก็หมายตาอยากเข้ามามีส่วนร่วม อีก
ทั้งงานยังเกี่ยวข้องกับการขนส่งเกลือของ
ทางการและพวกพ่อค้าทั่วไปอีก หากทำผิดแล้ว
ไม่โดนโทษยึดทรัพย์ก็ต้องโทษประหาร สถานเบา
ก็ต้องถูกปลดและเนรเทศ อยากจะช่วยคุยโวให้
ผู้อื่นแต่ไม่รู้จักเลือกให้ดี นึกว่าจะมีความคิด
กว้างไกลกว่านี้เสียอีก!”
ถึงอย่างไรเฉินซูอี๋ก็เป็นสตรีที่เติบใหญ่ภายใน
เรือน การอบรมสั่งสอนของครอบครัวเข้มงวด
กวดขันยิ่งนัก ไม่เคยขลุกตามท้องไร่ท้องนากับ
ชาวบ้านร้านตลาดมาก่อน และยิ่งไม่เคยได้ยิน
คำพูดเหน็บแนมอันเผ็ดร้อนเช่นนี้อีกด้วย บัดนี้จู่
ๆ ก็ถูกเจียงเสวี่ยหนิงตบหน้า ทำเอาแทบจะ
ระเบิดอยู่รอมร่อ!
นางคิดจะโต้กลับ ทว่านึกคำพูดไม่ออกไป
ชั่วขณะ
ใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่ำบัดเดี๋ยวซีดเผือด อับ
อายขายหน้าอย่างยิ่งยวด ครั้นเมื่อสุดจะทนไหว
สุดท้ายก็ลุกพรวด ถลึงตาทั้งสองข้างจ้องมอง
เจียงเสวี่ยหนิง เงื้อฝั่ามืออันงดงามขึ้นสูง นิ้วทั้ง
ห้าเกร็งชิดติดกัน ยามนี้โมโหจนเลือดขึ้นหน้า คิด
จะตบอีกฝั่าย!
โจวเปั่าอิงกำลังแอบกินของว่างที่เอาเข้ามา
ในตำหนักอยู่ด้านข้าง เห็นพวกนางเริ่มทะเลาะ
กันก็ไม่ได้ฟังความให้ถึงที่สุดว่าคือเรื่องอะไรกัน
แน่ ครั้นเหลือบสายตาขึ้นมาเห็นเฉินซูอี๋ซึ่งรู้จัก
ควบคุมอารมณ์เป็นอย่างดีกำลังจะลงมือก็ตกใจ
จนผลไม้แช่อิ่มติดคอ
ส่วนเหยาหรงหรงซึ่งค่อนข้างขวัญอ่อนก็ยิ่ง
ส่งเสียงร้องตกอกตกใจ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้กลับไม่
สะทกสะท้าน เลิกคิ้วยั่วเย้าคราหนึ่ง
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าขณะฝั่ามือของเฉินซูอี๋
กำลังจะฟาดกระทบ เบื้องนอกก็มีเสียงถวายพระ
พรแว่วมาแต่ไกลโดยพร้อมเพรียงกัน “ถวาย
บังคมองค์หญิงใหญ่ ขอจงทรงพระเจริญเพคะ/
พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีมาแล้ว!
ฝั่ามือของเฉินซูอี๋ชูเงื้อกลางอากาศ ไม่ว่า
อย่างไรก็ไม่อาจฟาดลงมาได้ ยังไม่ทันชักกลับก็
มองเห็นเงาร่างที่ค่อนข้างเคร่งขรึมอันหาได้ยาก
ของเสิ่นจื่ออี พลันบังเกิดเสียงดังตูมในหัวสมอง
ครั้งหนึ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนขาวโพลน
เสิ่นจื่ออีเพิ่งมาจากตำหนักฉือหนิง ถึง
อย่างไรนางก็เติบโตมาภายในรั้วพระราชวัง ทำ
ให้พอจะรับรู้เค้าลางที่จะเกิดเหตุการณ์นองเลือด
ในวังหลวงได้ราง ๆ ดังนั้นอารมณ์จึงไม่สู้ดี
เมื่อนางเดินเข้ามาก็มองเห็นฝั่ามือของเฉินซูอี๋
ที่เงื้อสูงใส่เจียงเสวี่ยหนิง
นางไม่ทันตั้งตัวไปชั่วขณะ ถามอึ้ง ๆ ประโยค
หนึ่ง “นี่กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”
เฉินซูอี๋พลันชักมือกลับ คิดจะอธิบาย “องค์
หญิง เมื่อครู่หม่อมฉันแค่…”
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับลอบถอนใจยาว
องค์หญิงใหญ่มาเร็วเกินไปหน่อย อีกฝั่ายยัง
ไม่ทันจะได้ฟาดฝั่ามือนี้ลงมาเลย ผลลัพธ์ที่จะ
เกิดขึ้นจึงเบาลงไปมาก ทำให้แผนการยอมลงทุน
เจ็บตัวของนางไม่ค่อยสัมฤทธิผลสักเท่าไร มิ
เช่นนั้นคงได้ทำให้เฉินซูอี๋ต้องคุกเข่าคลานกลับไป
แล้วเป็นแน่
เสิ่นจื่ออีเลียนแบบใครไม่เลียนแบบ ดัน
เลียนแบบพิรุณทันกาลซ่งเจียง[2]เสียได้
นางบ่นกระปอดกระแปดในใจ ส่วนภายนอก
ก็ไม่ได้สงวนท่าทีแม้แต่น้อย ดึงมุมปาก หลุบ
เปลือกตา จากนั้นน้ำตาก็ร่วงเผาะ ร่ำไห้กล่าว
กับเสิ่นจื่ออีด้วยท่าทางไม่ได้รับความเป็นธรรม
“องค์หญิงใหญ่เพคะ เฉินซูอี๋ต่อว่าหม่อมฉันน่ะ
ช่างมันเถอะ แต่นางยังคิดจะตบหม่อมฉันด้วย!”
เสิ่นจื่ออีมีสีหน้าเย็นชาในบัดดล ขมวดคิ้ว
มองเฉินซูอี๋ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
เฉินซูอี๋ “???”
ทุกคน “?????”
เมื่อครู่ใครกันแน่ที่พูดฉอด ๆ จนฝั่ายตรงข้าม
เถียงไม่ออก! แล้วท่าทางจู่ ๆ ก็แสร้งทำตัวน่า
สงสารบีบน้ำตาฟั้องผู้อื่นเช่นนี้มันลูกไม้อันใด
กันเนี่ย?!
——————–
1. เหลี่ยงไหว เป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของ
แม่น้ำเจียงซี (หรือแยงซี) เรื่อยมา
ครอบคลุมถึงทางตอนเหนือและตอนใต้
ของแม่น้ำไหฺว
2. ซ่งเจียง หรือซ้องกั๋ง เป็นผู้นำกลุ่มกบฏคน
สำคัญในสมัยราชวงศ์ซ่ง เคยครองความ
เป็นใหญ่ในบริเวณมณฑลซานตงและ
มณฑลเหอหนาน มีชื่อเสียงด้านความ
กตัญูและชอบช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้
ยาก ด้วยเหตุนี้จึงได้รับฉายาว่าพิรุณทัน
กาล หมายถึงเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลือแก่
ผู้ที่ต้องการได้ทันเวลา