คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 60 แมว (1)
นับแต่เล็กจนโตเฉินซูอี๋ไม่เคยถูกยั่วโมโห
ขนาดนี้ และเนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดเรื่อง
บาดหมางกับเจียงเสวี่ยหนิง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่
อาจกล้ำกลืนโทสะ นางโมโหจนเลือดขึ้นหน้าไป
ชั่วขณะ เงื้อมือด้วยความกราดเกรี้ยว
ทว่าต่อให้เสิ่นจื่ออีไม่ปรากฏตัว ฝั่ามือนี้ก็ใช่
ว่าจะฟาดลงไปจริง ๆ
ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นพระสหายร่วมศึกษา
ขององค์หญิงใหญ่ ทะเลาะกันสองสามประโยคก็
พอจะกล่าวได้ว่าพูดจาไม่ลงรอย ผู้ใดลงมือก่อน
เท่ากับเป็นฝั่ายเสียเปรียบ นางจึงไม่จำเป็นต้องมี
เรื่องกับเจียงเสวี่ยหนิง
แต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางช้าไม่มาเร็วไม่มา
ดันมาปรากฏตัวเอาตอนนี้
สถานการณ์ช่างกระอักกระอ่วนนัก
ต่อให้มีร้อยปากก็ยากจะอธิบาย[1]!
เฉินซูอี๋เหมือนถูกคนใช้น้ำเย็นราดรดตั้งแต่
ศีรษะจดปลายเท้า เย็นเยียบไปทั้งร่าง รีบค้อม
กายคารวะเสิ่นจื่ออี “ทูลองค์หญิงใหญ่ หม่อมฉัน
และคุณหนูรองเจียงพูดจาไม่ลงรอยกันจนวิวาท
กันขึ้นมา คุณหนูรองเจียงคารมคมคาย หม่อมฉัน
พูดสู้นางไม่ได้จนเลือดขึ้นหน้าไปชั่วขณะ เป็น
ความผิดของหม่อมฉันเอง หวังว่าองค์หญิงใหญ่
จะมีพระทัยกว้างขวาง โปรดประทานอภัยที่
หม่อมฉันทำเสียมารยาทครั้งนี้ด้วยเพคะ”
เสียงของนางสั่นเล็กน้อย เห็นชัดว่ารู้สึก
หวาดกลัว
เมื่อเพลิงโทสะที่เกิดเมื่อครู่ดับมอด นางก็
สงบเยือกเย็นลงอย่างง่ายดาย รู้ว่าเรื่องในตอนนี้
หนักหนาสาหัสเพียงใด และยิ่งรู้ว่าเดิมทีเสิ่นจื่ออี
ก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
หน่อย เวลานี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจแก้ตัว ทางที่ดี
ที่สุดคือก้มหัวยอมรับผิดพร้อมชี้แจงความจริง
ทนให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปเสีย ภายหน้าค่อย ๆ หา
โอกาสเอาคืนใหม่
เจียงเสวี่ยหนิงแอบหัวเราะเย้ยหยันในใจ
ลอบคิดว่าเฉินซูอี๋ช่างรู้จักประจบ ทำตัวขี้ขลาดได้
เร็วนัก ความโอหังอวดดีไม่เห็นหัวผู้ใดก่อนหน้านี้
พอมาอยู่เบื้องหน้าผู้มีฐานะสูงศักดิ์กว่ายังจะ
เหลือสักเท่าไรเชียว
เดิมทีอยู่ดี ๆ เฉินซูอี๋ก็มาหาเรื่องก่อน
ถึงอย่างไรก็ผูกใจเจ็บกันไปแล้ว นางไม่คิดว่า
อีกฝั่ายจะปล่อยไปง่าย ๆ หรอก ดังนั้นทำให้เฉิน
ซูอี๋โมโหเจียนตายและเจ็บแค้นเสียยิ่งกว่านี้ดีกว่า
ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงช้อนดวงตาที่มี
น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมองเฉินซูอี๋ด้วยท่าทางน่า
เวทนาสงสาร ร่างยังคงสั่นระริกเล็กน้อย ราวกับ
ไม่กล้าเชื่อหูตนเองว่าอีกฝั่ายจะพูดจากลับดำขาว
เยี่ยงนี้ “ความหมายของพี่หญิงเฉินก็คือ คือข้า
รังแกท่านอย่างนั้นหรือ? ข้า ข้า…”
เอ่ยได้เพียงครึ่งเดียวก็พูดต่อไปไม่ไหว
นางขบริมฝีปาก เบิกตากว้าง คล้ายเพิ่ง
รู้จักเฉินซูอี๋เป็นครั้งแรก ทั้งยังเผยความโกรธขึ้ง
และปวดใจที่สมจริงอีกหลายส่วน
ตำหนักเฟิงเฉินเงียบสงัดจนไม่ได้ยินเสียงอื่น
ใด
โจวเปั่าอิงตาโตอ้าปากค้าง ทำห่อกระดาษบรรจุ
ผลไม้แช่อิ่มหลุดมือร่วงลงพื้น
โหยวเย่ว์ก็ยิ่งรู้สึกท้ายทอยเย็นวาบ โชคดีที่
เมื่อครู่ตนใจลอยจนไม่ได้เสียดสีเจียงเสวี่ยหนิง
ตามเฉินซูอี๋ มิเช่นนั้นตอนนี้คง…
ฟางเมี่ยวมีสีหน้าแข็งค้างเช่นกัน นางก็คิดอยู่
หรอกว่าคุณหนูรองเจียงเป็นคนร้ายกาจ แต่คิด
ไม่ถึงว่าจะ ‘ร้ายกาจ’ ถึงขั้นนี้
…
แม้แต่เซียวซูยังอดมองเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
สายตกตะลึงไม่ได้ ประหนึ่งไม่เคยรู้จักนางอย่าง
แท้จริงมาก่อน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่นางจับ
โหยวเย่ว์กดอ่างเลี้ยงปลาโดยไม่ปล่อยให้มีโอกาส
ได้พูดในวันนั้น ก็รู้สึกไกลห่างราวกับห้วงแห่ง
ความฝัน
ท่าทางอันดุร้ายและเลือดเย็นนั้น…
เมื่อเทียบกับท่าทางอ่อนแอน่าเวทนาสงสาร
ในตอนนี้ มันใช่คนคนเดียวกันแน่หรือ
เสิ่นจื่ออีสาวเท้าไปข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง
ลังเลครู่หนึ่งแต่ก็ยังเอื้อมมือไปแตะบ่าเจียงเสวี่ย
หนิงเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงรับรู้ได้ นางจึงคิดจะหันศีรษะ
กลับไปทำตัวน่าสงสารเรียกความเห็นใจต่อ
อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะที่นางหันกลับมาก็สบ
เข้ากับสายตาอันผิดแผกไปจากเดิม แววตาที่
เสิ่นจื่ออีมองนางมิใช่ความอ่อนหวานซึ่งมักเปียม
ความถวิลหาอีกต่อไป กลับแฝงความหม่นหมอง
ความเสียใจและรู้สึกผิดเล็กน้อย ท่าทางอ้ำอึ้ง
คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
สุดท้ายก็คลี่ยิ้มปลอบใจนาง
พริบตานี้เอง เจียงเสวี่ยหนิงก็หวนนึกถึง
สายตาที่เยี่ยนหลินมองนางเมื่อวาน ในความทุกข์
ทรมานนั้นแววตาเขาแฝงไว้ด้วยความอดทนอด
กลั้น หัวใจของนางจึงกระตุกวูบอย่างรุนแรง
เมื่อครู่เสิ่นจื่ออีกลับมาจากตำหนักฉือหนิง
ตำหนักฉือหนิงนี้เองที่กำลังสืบสวนเรื่องของ
สำนักพระราชวังอยู่ หรือว่าสุดท้ายแล้วคดีหยก
หรูอี้ก็เกี่ยวพันถึงจวนหย่งอี้โหว
หากมิใช่ เสิ่นจื่ออีไม่มีทางมองนางเยี่ยงนี้แน่
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา การทะเลาะเบาะแว้ง
กับเฉินซูอี๋ก็ไร้ความสำคัญทันที
ทว่าเสิ่นจื่ออีกลับไม่คิดจะจบเรื่องราวแต่
เพียงเท่านี้
ท้ายที่สุดนางก็จำได้ว่าคราแรกเจียงเสวี่ยหนิง
ไม่อยากเข้าวัง เป็นเยี่ยนหลินที่มาหานาง ซ้ำตัว
นางเองก็อยากให้เจียงเสวี่ยหนิงเข้าวังเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเหตุวุ่นวาย ฝืนบังคับรั้งให้เจียง
เสวี่ยหนิงอยู่ต่อ
นางหลงคิดไปเองว่าในวังหลวงแห่งนี้จะมีสิ่ง
ใดสร้างความลำบากให้เจียงเสวี่ยหนิงได้กันเล่า
เนื่องจากประการแรกมีเยี่ยนหลินคอยดูแล
ประการที่สองมีตนคอยหนุนหลัง ต่อให้เกิดเรื่อง
สกปรกโสมมอะไรขึ้นมาบ้าง ก็คงไม่ถึงขั้น
เดือดร้อนมาถึงตัวเจียงเสวี่ยหนิงหรอก
แต่วันนี้หลังจากได้กลิ่นเค้าลางการนองเลือด
ที่ตำหนักฉือหนิงก็ทำให้นางรู้ว่าตนผิดไปแล้ว อีก
ทั้งทำให้พลันเข้าใจได้เลา ๆ ว่าเหตุใดเมื่อวาน
เยี่ยนหลินต้องขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับหนิงห
นิงต่อหน้าธารกำนัลด้วย
หากเปลี่ยนจากเยี่ยนหลินเป็นตน นางก็จะ
ทำเช่นกัน
ตอนยังไม่รู้เรื่องนางรู้สึกว่าหนิงหนิงไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมจนถึงขั้นโมโหเดือดดาล แต่พอรู้
เรื่องแล้วกลับโทษตัวเองและสงสารหนิงหนิง
บางทีหลังจากนี้อาจไม่มีเยี่ยนหลินคอยดูแลห
นิงหนิงอีกต่อไป เช่นนั้นก็จะเหลือแค่ตนแล้ว
แม้ว่าเสิ่นจื่ออีจะไร้เดียงสาและถูกตามใจมาก
เพียงใด แต่นางก็เป็นเด็กที่เติบใหญ่มาในวังหลวง
อยู่ดี
นางไม่ถึงขั้นดูไม่ออกว่าสีหน้าของหนิงหนิง
เป็นการเสแสร้งเพื่อยั่วยุ น่าจะจงใจแสดงละคร
ยั่วโมโหเฉินซูอี๋อยู่กระมัง ทว่าความโอหังที่เฉินซู
อี๋แสดงออกมาเมื่อครู่กลับไม่ใช่การแสดง ที่
สำคัญนางรู้อยู่แล้วว่าหนิงหนิงไม่ใช่ผู้ที่จะเป็น
ฝั่ายไปหาเรื่องทำร้ายผู้อื่นก่อนเด็ดขาด…
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งจดพู่กันแต่งแต้มกลีบบุ
ปผาลงบนรอยแผลเก่าบริเวณหางตาของนาง
และกล่าวคำเช่นนั้นออกมาได้ ย่อมไม่ใช่คนเลว
อย่างแน่นอน
เสิ่นจื่ออีช้อนดวงตาขึ้นช้า ๆ จ้องมองเฉินซูอี๋
ด้วยท่าทางปราศจากความโกรธเคือง ทว่าความ
สงบนิ่งนั้นกลับชวนให้ใจหายวาบยิ่งกว่าการ
บันดาลโทสะเสียด้วยซ้ำ นางเพียงกล่าวอย่างชัด
ถ้อยชัดคำว่า “ข้าไม่อยากฟังคำอธิบายของเจ้า
เจ้าเป็นบุตรีขุนนาง ถูกคัดเลือกให้เข้าวังมาเป็น
สหายร่วมศึกษาของข้า มิหนำซ้ำเจ้าและข้าก็ถือ
เป็นสหายเก่าที่ต่างรู้จักกัน ข้าไม่สะดวกจะหัก
หน้ามหาบัณฑิตเฉินโดยไล่เจ้าออกจากวังทั้งที่ถูก
เลือกให้เข้ามาแล้ว เพียงแต่เจ้า รวมถึงพวกเจ้า
ด้วย ต้องรู้ไว้นะว่าเจียงเสวี่ยหนิงคุณหนูรองแห่ง
ตระกูลเจียงเป็นผู้ที่เปินกงจู่เลือกให้เข้ามาวัง
หลวงด้วยตนเอง วันหน้าหากเสียมารยาทกับนาง
ก็เท่ากับเสียมารยาทกับเปินกงจู่ ก่อนหน้านี้พวก
เจ้าไม่รู้เรื่อง แต่วันนี้เปินกงจู่ได้พูดออกไปแล้ว
หากผู้ใดกระทำความผิดอีก อย่าหาว่าเปินกงจู่ไม่
ไว้หน้าก็แล้วกัน”
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่ออีจะกล่าวถ้อยคำ
รุนแรงเช่นนี้ออกมา
ต่างเงียบสนิทในบัดดล
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับแน่ใจอะไรบางอย่าง
ได้จากคำพูดของเสิ่นจื่ออี นางเหม่อลอยเล็กน้อย
เฉินซูอี๋ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจู่ ๆ เสิ่นจื่ออีก็มี
ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังถึงเพียงนี้
แม้จะพูดจาไม่น่าฟังยิ่งนัก ฉีกหน้านางครั้ง
แล้วครั้งเล่า แต่นางก็ไม่กล้าโต้เถียงอะไรทั้งสิ้น
อีกทั้งยังกลัวว่าจะนำเภทภัยมาสู่ตัว จึงทำได้
เพียงก้มหน้าตอบกลับตัวสั่นงันงก “เพคะ”
เสิ่นจื่ออีกล่าวอีกว่า “ในเมื่อเจ้ารู้ตัวว่าเสีย
มารยาท ทั้งยังเลือดขึ้นหน้าง่ายถึงเพียงนี้ ก็จงไป
คัดคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะและมหาปรัชญา-ปาร
มิตาหฤทัยสูตร[2]มาอย่างละสิบจบ ประการแรก
จะได้ทำให้เจ้าจดจำเอาไว้ ประการที่สองเพื่อ
สงบจิตใจ เมื่อมาถึงสถานที่ที่ใช้ศึกษาหาความรู้
อย่างตำหนักเฟิงเฉินแล้วจะได้ไม่มัวแต่คิดเรื่อง
เหลวไหลไร้สาระ”
เฉินซูอี๋ตัดพ้อในใจ สีหน้าบึ้งตึง
——————–
1. ร้อยปากก็ยากจะอธิบาย เป็นสำนวน
หมายถึงไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็แก้ตัวได้ยาก
2. มหาปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร เป็นพระ
สูตรที่ได้รับความสำคัญและเป็นที่นิยมของ
พุทธศาสนาฝั่ายมหายาน โดยอยู่ในหมวด
ปรัชญาปารมิตาของพระไตรปิฎก เนื้อหา
กล่าวถึงการบรรลุธรรมของพระโพธิสัตว์อว
โลกิเตศวรที่เพ่งวิปัสนาจนพบว่าสรรพสิ่ง
ต่าง ๆ ล้วนว่างเปล่า
บทที่ 60 แมว (2)
นางฝืนสะกดกลั้นอารมณ์ จากนั้นก็ค้อมกาย
อีกครา “ขอบพระทัยพระเมตตาขององค์หญิง
ใหญ่ นับจากวันนี้เป็นต้นไปซูอี๋จะระมัดระวัง
คำพูดและการกระทำ ไม่กล้ากระทำผิดอีกแล้ว
เพคะ”
คราวนี้เสิ่นจื่ออีถึงค่อยเก็บสายตากลับมา ไม่
แยแสเฉินซูอี๋อีก นางเดินมานั่งยอง ๆ หน้าโต๊ะ
เรียนของเจียงเสวี่ยหนิง มือทั้งสองข้างสอด
ประสานกันบนโต๊ะ ปลายคางเรียววางกดบนมือ
ตัวเอง เผยเพียงศีรษะอันงดงามประดับปินปูั้
เหยา กะพริบตามองเจียงเสวี่ยหนิง “ตอนนี้ห
นิงหนิงไม่โมโหแล้วสินะ?”
เดิมทีท่าทีโกรธเคืองของเจียงเสวี่ยหนิงส่วน
ใหญ่ก็มาจากการเสแสร้งอยู่แล้ว
ชาติก่อนเจอเรื่องน่าโมโหมามากกว่านี้ด้วย
ซ้ำ ไหนเลยจะทนเรื่องนี้ไม่ได้
แต่พอได้เห็นเสิ่นจื่ออีปฏิบัติต่อนางอย่างทะนุ
ทนอมแบบนี้ก็ทั้งยินดีทั้งเสียใจ ฝืนเค้นรอยยิ้มไม่
น่าดูขณะเข้าไปพยุง “เป็นถึงองค์หญิงแท้ ๆ ทรง
ทำเช่นนี้ได้ที่ไหนล่ะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีไม่กล้าบอกเรื่องที่ตำหนักฉือหนิง
แค่อยากทำให้นางเบิกบานใจ “ไม่ใช่เพราะอยาก
หยอกเจ้าเล่นหรือไร? กลัวเจ้าจะไม่มีความสุข
น่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงแอบเดาวัตถุประสงค์ของนาง
ได้ราง ๆ จึงหัวเราะทั้งน้ำตา
นางพูดเสียงอู้อี้ “ได้รับการเอาใจใส่และ
ความโปรดปรานจากองค์หญิงใหญ่เช่นนี้ ต่อให้มี
ความทุกข์เป็นพันเป็นหมื่นก็หลอมละลายไปแล้ว
ไหนเลยจะยังไม่มีความสุขได้อีกเล่าเพคะ?”
เสิ่นจื่ออีเปล่งเสียงหัวเราะตามนาง
บรรยากาศภายในตำหนักพลันเปียมล้นด้วย
ความสุขอันแสนอบอุ่น
แต่ความสุขนี้เป็นของพวกนาง ส่วนคนอื่น
มองดูอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
สีหน้าของเฉินซูอี๋แปรเปลี่ยนสารพัดสารพัน
เซียวซูกวาดตามองใบหน้าทุกคนในตำหนัก
บังเกิดความคิดอันแปลกประหลาดขึ้นมา เฉินซูอี๋
ยามปกตินับว่าเป็นคนรอบคอบ พูดน้อยและไม่
ค่อยทำสิ่งใดผิดพลาด แม้จะเย่อหยิ่งไปสักหน่อย
แต่ยังพอรู้จักแยกแยะ แต่กระนั้นเมื่อมามีเรื่อง
บาดหมางในสถานที่ที่ผูกมัดด้วยกฎระเบียบ
อย่างวังหลวงก็ยังยากจะเลี่ยงการพลั้งเผลอตัว
หลุดระเบิดอารมณ์ ในขณะที่คุณหนูรองเจียงผู้นี้
พอเข้ามาอยู่ในวังหลวงแม้จะดูคล้ายเป็นคนยโส
โอหังและทำตัวเลอะเลือน ทว่ากลับไม่ได้ทำเรื่อง
เหลวไหลโดยแท้จริงแต่อย่างใด ปราศจากท่าที
ปรับตัวไม่ได้หรือวิตกกังวลต่อการใช้ชีวิตในวัง
หลวง ตอนเพิ่งเข้าวังมาเป็นเช่นไร ตอนนี้ก็
เหมือนจะเป็นเช่นนั้น ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าดู
แคลนอยู่บ้าง
—————
โชคยังดีที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ดำเนินไปนานมาก
นัก
กลางยามเฉินสองเค่อ จางจ้งแห่งหอบันทึก
ประวัติศาสตร์ผู้สอนคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะหนีบ
ตำราเล่มบางมากมายใต้ท้องแขน เดินเข้ามาด้วย
ใบหน้าบึ้งตึง
ทุกคนรวมทั้งเสิ่นจื่ออีจึงกลับไปประจำที่
“ศิษย์คารวะจางเซียนเซิง”
จางจ้งมีใบหน้าสี่เหลี่ยม คิ้วสองข้างหยาบ
และดกหนา ทว่ารูปทรงดวงตาทั้งสองค่อนข้าง
เรียวเล็ก ยามย่นหัวคิ้วชวนให้รู้สึกว่าเขาเป็นคน
ใจจืดใจดำและเข้ากับคนได้ยาก
ขณะนี้เขากำลังกวาดตามองทุกคน สีหน้า
ย่ำแย่ยิ่งนัก
จางจ้งยกมือส่งตำราหลายเล่มที่นำมาแก่
ขันทีน้อยทางด้านข้าง “เดิมทีข้ามาเพื่อสอน
มารยาทพิธี มิได้มีเนื้อหาการเรียนที่สลักสำคัญ
อะไรมากนัก แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์มานาน
หลายปี ทำให้รู้ว่าบนโลกนี้หากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ก็
ไม่อาจสมบูรณ์พร้อม เมื่อมารยาทพิธีและคีต
ดนตรีของราชวงศ์โจวพังทลายถึงได้เกิดสงคราม
ยุคชุนชิว คราแรกพวกข้าซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอน
ต่างคุยกันว่าผู้ที่ตนต้องมาสอนคือองค์หญิงใหญ่
และคุณหนูของตระกูลขุนนางใหญ่ เดิมกำหนด
ไว้ให้มีวิชาหนึ่งสอนเกี่ยวกับตำราเตือนสตรี
เพียงแต่รองราชครูเซี่ยบอกว่าพระสหายร่วม
ศึกษาทุกคนมีความรู้และมีจรรยามารยาท สิ่งที่
ควรจะร่ำเรียนก็ได้ร่ำเรียนไปนานแล้ว ไม่
จำเป็นต้องทำเกินความจำเป็น ไม่สู้สอนพวกหลัก
คุณธรรมแห่งบ้านเมืองจะดีกว่า ดังนั้นถึงได้
เปลี่ยนเป็นคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะ อย่างไรก็ตาม
มีบางสิ่งที่ตาเฒ่าได้ฟังมาจากสภาฮั่นหลินในช่วง
นี้ แม้ว่าตำหนักเฟิงเฉินจะเป็นสถานที่ใช้เพื่อเข้า
มาศึกษาหาความรู้ ทว่ากลับมีผู้ไม่รู้จักแยกแยะ
สูงต่ำ แม้แต่หลักคุณธรรมที่ต้องใจกว้างและ
อ่อนโยนของสตรีก็ไม่อาจนำมาแสดงต่อหน้าผู้คน
ได้ รู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องเหลวไหลและถือเป็น
ภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงของตนยิ่งนัก วันนี้จึง
ขอเปลี่ยนเนื้อหาในบทเรียนโดยพลการ สอน
เตือนสตรีแก่พระสหายร่วมศึกษาทุกคนก่อน
ครั้นสอนเตือนสตรีจบแล้วค่อยสอนคัมภีร์ว่าด้วย
เรื่องจริยะแก่ทุกคนอย่างละเอียดอีกที”
ขันทีน้อยแจกจ่ายตำราที่โต๊ะของแต่ละคน
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้ามอง บนหน้าปกเขียน
ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ดูเด่นสะดุดตาอย่างชัดเจน
…
เตือนสตรี
ชั่วขณะหนึ่งก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าเพราะเหตุ
ใดถึงรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก แม้แต่เรื่อง
บาดหมางกับเฉินซูอี๋เมื่อครู่ก็ยังไม่น่าสะอิดสะ
เอียดถึงเพียงนี้
แม้แต่เซียวซูซึ่งอยู่ด้านข้าง ครั้นเห็นตำราเล่ม
นี้ก็ยังอดสีหน้าแปรเปลี่ยนหน่อย ๆ ไม่ได้
คนอื่นต่างมองหน้ากันไปมา
มีเพียงเฉินซูอี๋ที่สุดท้ายก็คลายหัวคิ้ว กระทั่ง
ว่ายังผงกศีรษะเนิบ ๆ คล้ายสนับสนุนการกระทำ
นี้ของจางจ้งเป็นอันมาก
จางจ้งเป็นผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบแบบแผน
ยิ่งนัก เมื่อตัดสินใจไปแล้วย่อมไม่มีทางสนใจว่า
บุคคลเบื้องล่างรวมทั้งองค์หญิงใหญ่จะมีสีหน้า
เช่นไร อย่างไรเสียภายภาคหน้าองค์หญิงใหญ่ก็
ต้องอภิเษกสมรสกับผู้อื่น ฟังเอาไว้ไม่มีอะไร
เสียหาย
เขาพลิกหน้ากระดาษโดยไม่สนใจผู้ใด บอก
ให้ทุกคนเปิดดู ‘ถ่อมตน’ ซึ่งเป็นบทแรกของ
ตำราเตือนสตรีก่อน
เขาเอ่ยว่า “สมัยโบราณ เมื่อทารกหญิงถือ
กำเนิดจนมีอายุได้หลายเดือนแล้วห้ามนอนบน
เตียงอีก แต่ต้องให้นอนใต้เตียง มอบแกนปันด้าย
และอิฐกระเบื้องให้เป็นของเล่น ทั้งยังต้องอดเนื้อ
กินเจเพื่อแจ้งข่าวให้บรรพชนทราบ นี่เพื่อแสดง
ว่าสตรีเกิดมาต้องถ่อมตน มีสถานะต่ำต้อย ส่วน
แกนปันด้ายและอิฐกระเบื้องนั้นต้องการบ่งชี้ให้
เข้าใจว่าพวกนางต้องพากเพียรทำงานหนัก เชื่อ
ฟัง ทำไร่ไถนา ทำสิ่งทอ นอกจากนี้ยังต้องช่วย
สามีตระเตรียมสุราอาหารเครื่องเซ่นสักการะ
เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสตรีก็ต้องทำงานหนัก
เคารพนบนอบ อดทนอดกลั้น ต้องรู้สึกกลัวเกรง
…”
ทั้งตำหนักเงียบสงัด
เสิ่นจื่ออีก็มีสีหน้ายากจะบรรยายเช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่บริเวณหัวมุมทางด้าน
หลัง ครั้นได้ยินคำพูดนี้ก็อดนึกถึงช่วงที่ตนต่อสู้
กับตระกูลเซียวอย่างดุเดือดในชาติก่อนไม่ได้
ฎีกาที่ขุนนางฝั่ายหน้าพยายามถวายเพื่อโน้มน้าว
ให้ฮ่องเต้ปลดฮองเฮามีมากมายดั่งหิมะที่ปลิว
ว่อน นางเคยแอบพลิกอ่านขณะเสิ่นเจี้ยกำลัง
ประชวร ถ้อยความที่เป็นหัวเรื่องนั้น ทุกประโยค
ทุกถ้อยคำล้วนมีแต่คำว่าสตรีผู้ทรงคุณธรรมและ
สตรีผู้นำหายนะ ความหมายใกล้เคียงกับสิ่งที่
จางจ้งพูดในเวลานี้ถึงเจ็ดแปดส่วน
ทารกสตรีพอเกิดมาแล้วก็ไม่คู่ควรแม้แต่จะ
นอนบนเตียง!
นี่มันหลักการสุนัขผายลมอะไรกัน!
จางจ้งยังคงตีหน้าขรึมบรรยายอยู่ด้านบน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับลุกพรวดผลักโต๊ะตรงหน้า
ทันที
เอี๊ยด โครม!
ขาโต๊ะทั้งสี่พลันเสียดสีพื้นอันมันลื่นของ
ตำหนักใหญ่อย่างรุนแรง บังเกิดเป็นเสียงเสียด
แทงแก้วหูไม่น่าฟัง ตำราและอุปกรณ์การเขียน
ซึ่งวางกองกันอยู่บนโต๊ะล้มครืนลงมาหมดดังอึ
งอลสับสน ทำเอาทุกคนหันกลับมามองนางด้วย
ความตกใจ
จางจ้งขมวดคิ้วมองนางทันที “เกิดอะไร
ขึ้น?”
เจียงเสวี่ยหนิง “เซียนเซิง ข้ารู้สึกอยาก
อาเจียนเจ้าค่ะ”
จางจ้งรู้เช่นกันว่านางคือเด็กหัวรั้น ครั้นได้ยิน
คำพูดนี้สีหน้าก็แปรเปลี่ยน “เจ้ากำลังด่าผู้ใด!”
เจียงเสวี่ยหนิงทำหน้างุนงง “ช่างน่าแปลก
เสียจริง ข้าบอกว่าข้าอยากอาเจียน เหตุใด
อาจารย์ถึงบอกว่าข้าด่าคนล่ะเจ้าคะ? อาจเพราะ
เมื่อวานข้าเผลอกินอะไรที่ทำให้คลื่นไส้ และอาจ
เพราะวันนี้ได้กลิ่นเหม็นโฉ่ของสิ่งสกปรกอะไร
บางอย่างก็เป็นได้ หากต้องอาเจียนภายใน
ตำหนักแห่งนี้เข้าก็เกรงว่าคงรบกวนการสอนของ
อาจารย์ ฉะนั้นวันนี้โปรดให้อภัยที่เสวี่ยหนิงเสีย
มารยาท ขอตัวลาก่อนนะเจ้าคะ”
แม้นางจะพูดจามีมารยาท อย่างไรก็ตามไม่
ว่าจะมองเช่นไรรอยยิ้มที่ประดับบนริมฝีปากก็
เหมือนเหน็บแนม ปราศจากความเกรงอกเกรงใจ
โดยสิ้นเชิง ตอนหมุนกายเดินออกจากตำหนักก็
ไม่ได้แสดงการคารวะแม้แต่น้อย
ทุกคนล้วนตะลึงงัน
ที่ผ่านมาก็เคยพบเห็นคนโดดเรียนมาบ้าง แต่
คนที่โดดเรียนด้วยท่าทีมีเหตุมีผลอย่างอุกอาจ
โอหังเช่นนี้ กลับเพิ่งเคยพบเคยเห็นเป็นคนแรก
จริง ๆ !
จางจ้งยิ่งคิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงผู้นี้ไม่เพียง
ไม่ยอมรับการอบรมสั่งสอน มิหนำซ้ำยังพูดจา
โกหกแล้วเดินหนีการสอนของเขาไปต่อหน้าต่อ
ตา ใบหน้าที่ถมึงทึงอยู่แล้วพลันแดงก่ำด้วยความ
โมโห เขายกมือสั่นระริกชี้แผ่นหลังนาง ตวาดว่า
“ดี ดี เจ้าเด็กขี้โกหกไม่ยอมรับการอบรมสั่งสอน!
ศิษย์ที่ดื้อด้านเอาแต่ใจเช่นนี้ หากยังคงอยู่ใน
ตำหนักเฟิงเฉินต่อไปได้อีก ข้าจางจ้งก็จะไม่ขอ
สอนวิชานี้อีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาเมื่อใดจะให้เห็นดี
กันสักหน่อยว่าเป็นเจ้าที่ร้ายกาจหรือว่าข้าร้าย
กาจมากกว่ากัน!”
บทที่ 60 แมว (3)
เจียงเสวี่ยหนิงเดินจากไปไกลนานแล้ว
ตอนได้ยินเสียงร้องโหวกเหวกโวยวายทาง
ด้านหลังยังคร้านจะหันกลับไปเสียด้วยซ้ำ
ชาติก่อนนางไม่เคยเข้าเรียนวิชาของตาแก่ผู้นี้
แม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเลือดร้อน
แต่ก็เดาได้ว่าเขาคงไม่สามารถทำอะไรได้มาก
เช่นเดียวกันทั้งสองชาติ เพราะอย่างไรเสียชาติ
ก่อนนางก็ไม่เคยเข้าเรียนมาตั้งแต่ต้น ทว่าก็ไม่
เคยเห็นตาแก่ผู้นี้จะมีความสามารถมาตาม
จัดการนางได้เลยนี่นา
คิดพลางแค่นหัวเราะทีหนึ่ง
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่เลยยามเฉิน ฉะนั้นหาก
คิดจะเดินเล่นภายในวังหลวง เกรงว่ายามนี้
ภายในวังคงกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำเพราะคดีหยกหรู
อี้อยู่ ขณะเดียวกันหากคิดจะกลับห้องไปนอน
หลับ นางก็รู้สึกว่าการอยู่ตัวคนเดียวมันช่างน่า
เบื่อหน่าย
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด หมุนกายไปยังตำหนัก
ข้างทันที
เมื่อวานเซี่ยเวยบอกนางว่าเมื่อเลิกเรียนยาม
บ่ายแล้วให้ไปเรียนพิณ อย่างไรเสียยามนี้นางก็
อยู่ว่าง ๆ ไม่สู้ไปดูว่าเซี่ยเวยอยู่หรือไม่จะดีกว่า
หากอยู่ก็จะได้เรียนส่วนของวันนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะ
ได้ไม่ต้องไปรับการทรมานช่วงบ่ายอีก
ตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินอยู่ด้านข้าง
ตำหนักหลักพอดี แค่เลี้ยวตรงหัวมุมก็ถึงแล้ว
นางมองผาดหนึ่ง เบื้องนอกกลับปลอดคน
ขันทีน้อยซึ่งเฝั้าด้านนอกคราวก่อนไม่อยู่
ประตูสองบานนั้นเองก็ปิดสนิท ปราศจากเสียง
แว่วออกมาจากด้านใน คิดว่ายามนี้เซี่ยเวยยังไม่
มา ส่วนขันทีน้อยก็เหมือนจะปรนนิบัติรับใช้เขา
โดยเฉพาะ ย่อมไม่อยู่เช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงเบ้ปาก ถอนหายใจและเตรียม
ตัวเดินจากไป
ทว่าขณะกำลังยกเท้าก้าวลงบันได พลัน
บังเกิดเสียงร้องดัง “เมี้ยว” แว่วมาจากข้าง
กระถางดอกไม้ตรงระเบียงทางเดิน
ฝีเท้านางพลันหยุดชะงัก
เสียงนี้ฟังแล้วรู้สึกคุ้นหู
เจียงเสวี่ยหนิงมองตามต้นเสียงไปยังข้าง
กระถางดอกไม้ ตรงนั้นมีลูกแมวสีขาวตัวเท่าฝั่า
มือขดร่างอยู่ในซอกหลืบคับแคบด้านใน อุ้งเท้า
อ่อนนุ่มนิ่มสองข้างกำลังกดเนื้อปลาที่ไม่รู้ว่าเอา
มาจากที่ใดชิ้นหนึ่ง แลบลิ้นน้อย ๆ นุ่มนิ่มสีชมพู
เลีย ก่อนจะกลืนเข้าปาก
“เจ้านี่เอง!”
นางจำได้ทันทีว่านี่คือเจ้าแมวน้อยที่นั่งคุดคู้
อยู่บนขอบหน้าต่างห้องของเซี่ยเวยและถูกขันที
น้อยอุ้มจากไป รู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ได้อุ้มแมวมานานมากเหลือเกิน นางรู้สึก
มือไม้คันยุบยิบอยู่บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งยองมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่ง
มองก็ยิ่งรู้สึกน่ารักน่าชัง สุดท้ายก็อดรนทนไม่
ไหว ยื่นมือออกไปเบา ๆ แล้วอุ้มเจ้าก้อนกลมตัว
น้อยขึ้นมาวางบนตัก นั่งลงบนขั้นบันไดของ
ตำหนักข้าง
แมวน้อยตัวนี้ไม่ได้กลัวคนแปลกหน้า
หลังจากกินเนื้อปลาลงท้องไปแล้ว มันก็เลีย
ขนสีขาวอันอ่อนนุ่มบนอุ้งเท้าเล็กน้อย นิ้วมือ
เรียวยาวของเจียงเสวี่ยหนิงประคองหัวขนาดเล็ก
ของมันเบา ๆ ทำให้มันหรี่ตาอย่างมีความสุข ขด
ตัวบนแขนเสื้อของนางอย่างขี้เซา
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงปราศจากความหงุดหงิด
กังวลใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ตำหนักข้างเงียบสงัดไร้ผู้คน แสงแดดส่อง
อาบขั้นบันได สาวน้อยชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนนั่ง
อยู่บนนั้น กำลังลูบไล้ลูกแมวสีขาวที่มีท่าทาง
เกียจคร้านเช่นกันเบา ๆ
เสียงบรรยายของจางจ้งดังแว่วมาจาก
ตำหนักหลัก
เจียงเสวี่ยหนิงทำเป็นไม่ได้ยิน
ครั้นนั่งลูบแมวน้อยอยู่บนขั้นบันไดไปสักพัก
จู่ ๆ นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบ รวมทั้งเสียง
แผ่วหวิวของขันทีดังมาจากอีกด้านของกำแพงวัง
“เช่นนั้นรอให้สายอีกสักหน่อยแล้วบ่าวจะมาเชิญ
ท่านรองราชครูอีกครั้งนะขอรับ…”
เซี่ยเวย!
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน เสียงฝีเท้ามาถึงประตู
แล้ว
นางหอบลูกแมวที่นอนอยู่บนตัก ใช้สองมือ
อุ้มมันซ่อนในแขนเสื้ออันหลวมกว้างอย่างเร็วรี่
จัดแจงปิดซ่อนให้ค่อนข้างมิดชิด จากนั้นจึงเงย
ศีรษะมองไปทางประตู
เซี่ยเวยปรากฏตัวอย่างที่คิดไว้จริงด้วย
อีกฝั่ายคงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนอยู่ที่ตำหนักข้าง
ครั้นเคลื่อนสายตาขึ้นมามองเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ความเย็นชาประดุจเกล็ดน้ำค้างที่อยู่บนใบหน้า
จึงยังไม่ทันได้เก็บ แววตาซึ่งยังคงเย็นยะเยือก
อย่างชัดเจนพลันตกกระทบลงบนร่างนาง
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง แผ่นหลังแทบจะขนลุก
พึ่บ
เพียงแต่ชั่วเสี้ยวขณะต่อมาเขาก็เก็บสายตา
กลับ ทำให้ความเย็นยะเยือกอันน่าอกสั่นขวัญ
แขวนนี้ปลาสนาการไปอย่างรวดเร็ว ไร้ร่องรอย
ในพริบตา ราวกับว่านางตาฝาดไปเอง
ครั้นปรากฏในครรลองสายตาของเจียงเสวี่ย
หนิงอีกครั้งเขาก็กลับเป็นเซี่ยเวยผู้มีภาพลักษณ์ดี
พร้อมอีกครา
เขามองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยังคงนั่งอยู่บน
ขั้นบันไดแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปทางตำหนัก
หลัก อดขมวดคิ้วยาวงามหมดจดทั้งสองข้างเข้า
หากันไม่ได้ เขาสืบเท้าเข้ามา ก่อนจะหยุดฝีเท้า
ถามนางว่า “ข้าบอกให้เจ้ามายามบ่าย ตอนนี้
จางเซียนเซิงยังสอนอยู่ เจ้าไม่ฟังการสอนแต่มา
นั่งอยู่ตรงนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน?”
เจียงเสวี่ยหนิงอุ้มแมวอยู่ในแขนเสื้อ ไม่กล้า
ขยับผลีผลาม
เพียงแต่หากพบเซี่ยเวยแล้วยังไม่ลุกขึ้นแสดง
การคารวะก็จะทำให้เขาสงสัยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้
จึงเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังเป็นอันมาก
ลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า ยังคงใช้แขนเสื้อหลวม
กว้างทั้งสองข้างบังมือตัวเองไว้ นางค้อมกายเอ่ย
ว่า “คารวะเซี่ยเซียนเซิง ข้าไม่อยากฟังวิชาของ
จางเซียนเซิง จึงคิดว่าจะมาที่นี่เพื่อเข้าเรียนวิชา
ของเซี่ยเซียนเซิงก่อน หากเซี่ยเซียนเซิงอยู่ที่นี่
พอดี ก็จะเรียนวิชาพิณแทนยามบ่ายไปเลย จะได้
ประหยัดเวลาและไม่ต้องมาอีกรอบเจ้าค่ะ”
นางก่นด่าตนเองในใจว่าถูกผีสางเข้าครอบงำ
เห็นชัดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อสักครู่คือโยนแมว
ทิ้งไปเสีย ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
ทว่าเสียใจบัดนี้ก็สายไปแล้ว
นางเอ่ยวาจาไปพลาง ขอพรในใจไปพลาง
‘เจ้าแมวน้อยช่วยว่านอนสอนง่ายหน่อยนะ จอม
มารมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ห้ามส่งเสียงร้องตอนนี้
เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาต้องเปลี่ยนสีหน้าแล้วจับ
เจ้าไปต้มกินแน่!’
เซี่ยเวยฟังนางกล่าวเช่นนี้ ไม่เพียงไม่คลาย
หัวคิ้ว แต่กลับขมวดมุ่นมากยิ่งขึ้น เอ่ยว่า “จาง
เซียนเซิงยังไม่เลิกสอน แต่ตอนนี้เจ้ามาอยู่ที่นี่
แสดงว่าหากไม่ใช่ออกมาก่อนก็ต้องโดดเรียนเป็น
แน่แท้ ไม่เข้าเรียนวิชาจางเซียนเซิงแต่กลับมา
เรียนวิชาข้า หากจางเซียนเซิงได้ยินเข้าจะให้เขา
คิดเช่นไร? เสียทีที่เมื่อวานข้าพบเยี่ยนหลินแล้ว
ยังบอกเขาอยู่เลยว่าเจ้ารู้ความและเชื่อฟัง ให้เขา
ไม่ต้องกังวล คิดไม่ถึงว่าเจ้ากลับดื้อรั้นจนเป็น
นิสัย ไม่รู้จักสำนึก!”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วสะอึก
ถึงแม้ชาติก่อนจะไม่ถูกกับเซี่ยเวยเป็นอันมาก
นางทั้งเกลียดทั้งกลัวคนผู้นี้ ทว่าจิตใต้สำนึกก็ยัง
คิดว่าเขาแตกต่างจากอาจารย์คนอื่น นอกจากนี้
เซี่ยเวยก็ไม่เคยดูแคลนพวกนางศิษย์สตรีเหมือน
อาจารย์คนอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขากลับ
พูดจาตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยไม่ถามต้นสาย
ปลายเหตุ ซ้ำยังยกเยี่ยนหลินมากล่าวถึงอีก
นี่คือจุดตายอันแสนจะเปราะบางแห่งหนึ่ง
ของนาง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าวันนี้นางยังสัมผัสได้ถึงเค้า
ลางอัปมงคลบางอย่างจากท่าทีผิดปกติของ
เสิ่นจื่ออีด้วย!
นางจ้องเขาเขม็งทันที
เบ้าตาแดง ไม่ใช่กำลังจะหลั่งน้ำตา ทว่าเป็น
ความน้อยเนื้อต่ำใจและความขุ่นเคืองอย่างที่ไม่
เคยมีมาก่อน หน้าอกขยับกระเพื่อมขึ้นลง รู้สึก
ถึงกระแสโทสะที่กำลังทะลักขึ้นมา ไม่ว่าจะทำ
เช่นไรก็ไม่อาจสะกดลงไปได้
จนถึงขั้นที่ว่าเมื่อเซี่ยเวยเดินยกเท้าผ่านข้าง
กายไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง นางก็โมโหถึงขีดสุดจน
กล้าทำทุกอย่าง
นางพลันอุ้มแมวน้อยซึ่งเดิมทีซ่อนไว้ในแขน
เสื้อออกมา สืบเท้าเข้าหาและส่งไปเบื้องหน้าเซี่ย
เวยด้วยใบหน้าเย็นชา
“เมี้ยว!”
เดิมทีแมวน้อยกำลังสะลึมสะลือด้วยท่าทาง
เกียจคร้านอยู่ในแขนเสื้อของนาง เมื่อถูกนางจับ
ชูกะทันหันจึงตกใจจนขนบนแผ่นหลังตั้งชัน ส่ง
เสียงร้องตกใจอย่างรู้เวลายิ่งนัก
เซี่ยเวยเพิ่งจะได้รับสารลับที่ส่งมาจาก
ตำหนักฉือหนิง พอกลับมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
โดดเรียนอีกย่อมไม่อาจเสแสร้งแสดงสีหน้าดี ๆ
ได้เป็นธรรมดา เขาสะบัดชายแขนเสื้อกำลังจะ
ก้าวขึ้นบันไดเข้าไปในตำหนักข้าง
ไหนเลยจะคาดคิดว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับซ่อน
อะไรไว้ในแขนเสื้อ!
ครั้นแมวน้อยประชิดหน้า รูม่านตาเขาพลัน
หดรั้งอย่างรุนแรง ดวงตาสาดประกายเข้มขึ้น
ใบหน้าซีดเผือด ขนลุกชันไปทั้งตัว ถอยหลังก้าว
หนึ่งในบัดดล ชูแขนเสื้อปัดมือเจียงเสวี่ยหนิง
ออก
ก่อนหน้านี้เจียงเสวี่ยหนิงกลัวจะทำร้ายเจ้า
แมวน้อยจึงอุ้มมันหลวม ๆ ฉะนั้นเมื่อถูกปัด แมว
น้อยจึงตกใจจนดิ้นหลุดจากมือนางกระโดดผลุง
ลงพื้นทันที ก่อนจะวิ่งหนีหายไปตามกำแพงวัง
ราวกับพบพญายมอย่างไรอย่างนั้น
เหลือเพียงเจียงเสวี่ยหนิงและเซี่ยเวยยืน
ประจันหน้ากันอยู่ที่เดิม
ใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงไร้ความรู้สึก ใบหน้า
เซี่ยเวยเองก็ปราศจากอารมณ์