คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 7 ความสัมพันธ์กับเซี่ยเวย (1)
ครั้นเห็นสาวใช้คนสุดท้ายนำปินทองที่แอบ
ซุกซ่อนไว้ใส่กลับเข้ากล่องแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงจึง
ผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ
เจียงปั๋อโหยวเหลือบมองตำราเรียนสำหรับ
เด็กที่นางถือในมือแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง
กระแอมแล้วถามหยั่งเชิง “พวกนางคายของที่
เอาไปออกมาหมดแล้วหรือไม่ ต้องนับสักหน่อย
หรือเปล่า?”
นับ?
ให้นางใช้ตำราแบบเรียนเด็กน้อยมานับ
จำนวนเอาเช่นนั้นน่ะหรือ
ก่อนหน้านี้นางขานรายชื่อของขวัญที่เยี่ยนห
ลินมอบให้เนื่องในวันเกิดอายุครบสิบแปดปีของ
นางก็เพื่อข่มขู่คน นั่นคือขีดจำกัดแล้ว จะไปรู้
มากกว่านั้นได้ที่ไหนกัน
ฉะนั้นนางจึงตอบเพียงว่า “พวกนางย่อมคืน
ไม่หมดแน่นอน คิดว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เอา
ของไปจำนำแล้ว หากให้พวกนางเอาอะไร
กลับมาคืนอีก คิดว่าคงสร้างความลำบากมาก
เกินไปเจ้าค่ะ นอกจากนี้ลูกตั้งใจจะไม่นับสิ่งของ
ภายในสองกล่องนี้เช่นกัน แค่คิดตักเตือนพวก
นางเท่านั้น ไม่ให้วันหลังพวกนางกล้าบังอาจก็พอ
ท่านพ่อเห็นเป็นเช่นไรเจ้าคะ?”
นี่มันออกจะจัดการเรื่องอย่างจริงจัง แต่
ปล่อยวางอย่างง่ายดายเกินไปสักหน่อยหรือเปล่า
เจียงปั๋อโหยวขมวดคิ้ว “ไม่ลงโทษหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองสาวใช้และ
หญิงรับใช้ซึ่งกลับไปคุกเข่าอย่างเป็นระเบียบ
เรียบร้อยในลานเรือนอีกครั้ง “เดิมทีพวกนาง
ได้รับการอบรมจากในจวน จากนั้นถึงจะส่งมาที่
เรือนของลูก ก่อนหน้านี้ยังอยู่ในกฎระเบียบดี
ยามอยู่ต่อหน้าลูกก็ไม่มีครั้งใดไม่ประจบเอาใจ
หากเอ่ยถึงเฉพาะเรื่องการปรนนิบัติรับใช้ก็ถือว่า
พอใช้ได้ มิหนำซ้ำตอนนี้ก็ได้เรียกตัวให้พวกนาง
มาคุกเข่าแล้ว นอกจากคนส่วนน้อยบางคนที่ไม่
กล้าออกมาโต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกชอบ
รังแกคนอ่อนแอและเกรงกลัวผู้เข้มแข็งกว่า อยู่
ในจำพวก ‘มนุษย์ปุถุชนทั่วไป’ หากจะกล่าวถึง
ต้นสายปลายเหตุ นั่นเป็นเพราะลูกถูกกล่อมได้
ง่ายเกินไป และปล่อยปละละเลยจนเกินพอดี ซ้ำ
ยังเป็นคนคิดมากจนไม่ยอมให้ผู้อื่นตำหนิติเตียน
คนในเรือนลูกเลยแม้แต่ประโยคเดียว ดังนั้นลูก
จึงคิดว่าไม่สู้ให้โอกาสพวกนางสักครั้งดีกว่า ครั้ง
นี้ให้แต่ละคนไปรับโทษโบยห้าไม้ หักเงินเดือน
สองเดือน วันหน้าให้ปรนนิบัติรับใช้ด้วยความ
ทุ่มเท ไม่กระทำความผิดอีกก็พอแล้ว หากยังจะ
กระทำความผิดซ้ำ ก็ให้คิดบัญชีเก่ารวมกับบัญชี
ใหม่ จัดการให้มันเรียบร้อยไปทีเดียวเลยเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ฟังแล้วดูเรียบเฉย ทว่าเมื่อเข้าหูเจียงปั๋อ
โหยว กลับทำให้เกิดความรู้สึกอันหลากหลาย
ระคนกัน
ยายหนูหนิงเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ …
ตอนแรกนึกว่านางจะทำเรื่องราวให้ใหญ่โต
จนเขาเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรง คิดไม่ถึงว่า
นอกจากจะจับผิดคนได้แล้ว ยังรู้จักสำนึก
ความผิดของตนเองอีกด้วย คำพูดตรงไปตรงมา
เช่นนี้ เป็นบุคลิกของคนตระกูลใหญ่ที่เปิดเผย
และตรงไปตรงมาอยู่หลายส่วน
สิ่งสำคัญก็คือยังไม่สูญเสียความใจกว้างและ
โอบอ้อมอารี
วิธีการเช่นนี้แม้ไม่อาจพูดได้ว่ารวบรัดและ
เฉียบขาด แต่สตรีจะใช้วิธีการอันรวบรัดและ
เฉียบขาดเช่นนั้นไปทำไมกันเล่า
เจียงปั๋อโหยวมองดูบุตรี ไม่รู้ว่าเริ่มถูกชะตา
มากกว่าเดิมตั้งแต่เมื่อใด เขาอดผงกศีรษะ
เล็กน้อยไม่ได้ “ดี เช่นนั้นจงทำตามที่เจ้าว่า”
ทว่าจิตใจของเจียงเสวี่ยหนิงกลับสงบนิ่ง
ปราศจากการกระเพื่อมไหว
นางย่อมไม่ใช่คนดีมีเมตตาอะไรนั่นอยู่แล้ว
เพียงแต่มีประสบการณ์จากชาติก่อน รู้จัก
หลักการ ‘เกิดเป็นคนต้องเหลือทางรอด วันหน้า
จะได้เข้าหน้ากันติด’ อย่างลึกซึ้งก็เท่านั้นเอง
เฉกเช่นที่ประพฤติต่อเยี่ยนหลินในครานั้น
ชาติก่อนนางยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าต้อง
ได้เป็นฮองเฮาให้จงได้ ต่อให้จวนหย่งอี้โหวไม่สิ้น
อำนาจ นางก็ยังจะเลือกอภิเษกสมรสกับเสิ่นเจี้ย
อยู่ดี แต่เหตุใดถึงต้องพูดจาตัดรอนเสียขนาดนั้น
และเหตุใดต้องเลือกพูดในช่วงเวลาเช่นนั้นด้วย
คำพูดตัดรอน คนตัดเยื่อใย
หากนางเป็นเยี่ยนหลินก็ต้องโกรธแค้นเป็น
แน่ เยี่ยนหลินได้อำนาจกลับคืนมาและหวนคืนสู่
ราชสำนักเพื่อรังแกนาง นั่นถือเป็นเรื่อง
สมเหตุสมผลมากที่สุดแล้ว
โลกนี้มีอยู่สองสิ่งที่ทางที่ดีไม่ควรกระทำมาก
ที่สุด สิ่งแรกคือรังแกหนุ่มน้อยยามอับจน สิ่งที่
สองคือบีบให้สุนัขจนตรอก
เหตุผลที่ใช้จัดการเหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้
ก็คืออย่างหลัง
ประการแรก บ่าวรับใช้ล้วนเหมือนกันหมด
ถ้าจะเปลี่ยนกลุ่มใหม่ ไม่สู้เก็บคนที่รู้ตัวว่าทำผิด
แล้วระมัดระวังคำพูดและการกระทำจะดีกว่า
ประการที่สอง หากลงโทษสถานหนักเกินไป อาจ
ทำให้ตนเองมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ถูกกล่าวหาว่าเป็น
คนจิตใจโหดร้ายทารุณก็เป็นได้ มิหนำซ้ำเหล่า
บ่าวรับใช้อาจพุ่งเปั้าความเคียดแค้นชิงชังมายัง
ตัวนางอีกด้วย ทุกคนต่างรับใช้นางมานานนม
ความผิดที่มียังไม่ถึงขั้นต้องทำให้ถึงที่ตาย หาก
ปล่อยให้ต่างคนต่างพูดเล่าลือก็ไม่แน่ว่าจะพูด
เรื่องอะไรออกไปบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งการไม่ลงโทษก็แย่เสีย
ยิ่งกว่าการลงโทษอีก
หลายคนที่เอาของกลับมาคืนเมื่อสักครู่น่าจะ
ยังแอบซ่อนบางอย่างเอาไว้บ้าง แค่บางคนนำ
ออกมามากหน่อย บางคนนำออกมาน้อยหน่อย
เท่านั้นเอง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าพวกนางแต่ละคนหยิบ
ข้าวของไปมากเพียงใด และคร้านจะเสียเวลา
ตรวจสอบอย่างละเอียดด้วย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกนางจะไม่
ระแวงสงสัยซึ่งกันและกัน
คิดว่าอีกคนเก็บซ่อนของเอาไว้มากหรือไม่ก็
เอาของออกมาน้อยเกินไป เมื่อเป็นดังนี้หลังจาก
แยกย้ายกันแล้วก็จะกลับไปวิวาทกันเอง สุดท้าย
คนที่สมควรได้รับโทษก็ต้องได้รับโทษอยู่วันยังค่ำ
ในวันหน้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็ไม่อาจ
เอาความแค้นมาลงที่นางได้อีกแล้ว
เมื่อทำเช่นนี้ทุกอย่างจะสะอาดหมดจด มือไม้
ไม่แปดเปือน ไม่เพียงได้ครอบครองชื่อเสียงอันดี
งาม แต่ยังเพิ่มความโปรดปรานจากเจียงปั๋อโหยว
มากกว่าเดิม แล้วนางจะไม่ยินดีทำได้อย่างไร
ควรพึงรู้ว่าภายภาคหน้าหากคิดจะออกจาก
จวน นางยังต้องให้เจียงปั๋อโหยวผงกศีรษะ
อนุญาต
เจียงเสวี่ยหนิงใคร่ครวญ บอกฉางจั๋วสั่งคนให้
ยกเตาอั้งโล่มา จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วหันหน้าไปหา
ทุกคน “สิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่นี้ พวกเจ้าคงได้ยินกัน
ชัดเจนหมดแล้วกระมัง?”
ทุกคนด้านล่างล้วนตัวสั่นสะท้าน “ได้ยิน
ชัดเจนแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวไม่เร็วไม่ช้า “ข้ามีนิสัย
เช่นไร พวกเจ้ารับใช้ข้ามานาน คิดว่าคงจะรู้ดี
หนนี้ข้าขอรับโทษสามส่วนด้วยตัวเอง มิใช่เพราะ
รู้สึกว่าตัวข้ามีความผิดอันใดจริง ๆ เพียงเห็นแก่
ที่พวกเจ้าส่วนใหญ่มีผู้อาวุโสต้องดูแล หักใจให้
พวกเจ้าถูกขายและขับออกจากจวนเพราะเรื่องนี้
ไม่ได้ เมื่อชื่อเสียงเสียหาย จะหาคนดี ๆ เพื่อตบ
แต่งด้วยก็เป็นเรื่องยาก ข้าใช้งานพวกเจ้าจนคุ้น
ชินแล้ว เมื่อก่อนปรนนิบัติเช่นไร วันหน้าให้ตั้งใจ
มากกว่าเดิมก็พอ แต่หากมีใครกระทำผิดเป็นครั้ง
ที่สอง จงอย่าโทษว่าข้าไม่เห็นแก่หน้าก็แล้วกัน”
หวังซิ่งจยาหมอบอยู่ตรงพื้นเบื้องหน้า ร่างสั่น
เทาอย่างรุนแรง
ภายในลานเรือนเงียบเชียบยิ่ง
มีบ่าวไพร่ที่แอบมามุงดูตามมุมต่าง ๆ
โดยรอบจำนวนไม่น้อย ครั้นได้ยินก็ใจกระตุกวูบ
เช่นเดียวกัน คุณหนูรองผู้นี้คล้ายเปลี่ยนไปโดย
สิ้นเชิง วันหน้าหากผู้ใดไม่ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ ไม่
แน่ว่าอาจกลายเป็นเหมือนพวกที่กำลังคุกเข่าอยู่
บนพื้นเหล่านี้ ย่อมต้องรับผิดชอบผลของการ
กระทำ
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบ ‘สมุดบัญชี’ เล่มนั้น
ขึ้นมา จากนั้นจึงสาวเท้าไปเบื้องหน้าเตาอั้งโล่
ไอร้อนลอยขึ้นมาปะทะใบหน้า
นางโยนสมุดลงไปในเตาอั้งโล่ทันที เปลว
เพลิงสีแดงระคนส้มสดใสลามเลียหน้าปกและ
กลืนกินจนหมดสิ้น แผดเผาทำลายไปอย่าง
รวดเร็ว
ทุกคนที่คุกเข่าอยู่ด้านล่างล้วนมองดูอยู่ ต่าง
ลอบถอนใจโล่งอก
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงเอ่ยว่า “เรื่องคราวนี้ให้
ยุติแต่เพียงเท่านี้ ไม่หาผู้เกี่ยวข้องอีกต่อไป และ
จะไม่สืบสาวราวเรื่องอีกต่อไปด้วย พวกเจ้าจงไป
รับโทษเสียเถอะ”
หวังซิ่งจยาโขกศีรษะกับพื้นเพื่อประจบ
สอพลออีกหนทันที “คุณหนูช่างมีจิตใจดั่งพระ
โพธิสัตว์ โอบอ้อมอารีและจิตใจกว้างขวางเสีย
จริง บ่าวกับสาวใช้เหล่านี้ได้พบเจ้านายเช่นท่าน
ถือว่าบุญพาวาสนาส่ง สร้างบุญกุศลมาสามชาติ
แล้วจริง ๆ ! จะไปรับโทษเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ จะไปรับ
โทษเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ…”
คนอื่นก็กล่าวสำนึกบุญคุณเป็นพัลวันเช่นกัน
ไม่นานนักทุกคนก็ออกไปรับโทษ
เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์สองคนต่างรู้หนังสือ
พวกนางจึงรู้ว่าบน ‘สมุดบัญชี’ เล่มเมื่อครู่ของ
คุณหนูเขียนคำว่าอะไร เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์
พัฒนาไปทิศทางนี้ก็ต่างตาโตอ้าปากค้าง
แม้กระทั่งฉางจั๋วซึ่งรับใช้อยู่ด้านข้างยังใช้สายตา
‘ยอมท่านแล้วจริง ๆ สามารถใช้ตำราแบบเรียน
เด็กน้อยเล่มนี้มาพูดจาเพ้อเจ้อข่มขู่คนให้ตกใจ
กลัวได้’ มองเจียงเสวี่ยหนิงแบบอดไม่อยู่
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับมองเหล่าสาวใช้อีกชั่ว
ขณะหนึ่ง
นางเบนสายตากลับมา ถามถังเอ๋อร์ด้วยเสียง
อันแผ่วเบา “เมื่อครู่คน ที่คุกเข่าอยู่ข้างล่างแล้ว
ยังต่อปากต่อคำผู้นั้นเป็นใคร?”
ถังเอ๋อร์นิ่งอึ้ง คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกได้
ว่า เมื่อครู่ผู้ที่ยังกล้าตีฝีปากในสถานการณ์
เช่นนั้นมีแค่คนเดียว
นางตอบกลับไปว่า “เป็นผู้ที่เข้าไปปรนนิบัติ
ถึงในห้องได้เช่นกัน ชื่อเถียนเซียงเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เมื่อละครฉากนี้สิ้นสุด นางยังไม่รีบร้อนกล่าว
ลาบิดาทันที เพียงลุกขึ้นพร้อมเจียงปั๋อโหยวและ
เดินกลับเข้าไปในห้องส่วนนอกของห้องอักษรอีก
ครา
เจียงปั๋อโหยวมองออก “เจ้าคิดจะจัดการสาว
ใช้ผู้นั้น?”
คิ้วเรียวบางของเจียงเสวี่ยหนิงขมวดเข้าหา
กัน นางผงกศีรษะเล็กน้อย แล้วก้มหน้าลงไปอีก
ครั้ง “คนอื่นนั้นยังดี ไม่ได้มีความสามารถอันใด
อย่างมากก็รังแกผู้อ่อนแอหวาดกลัวผู้แข็งแกร่ง
กว่า แต่เถียนเซียงผู้นี้คารมคมคาย พออ้าปากก็
พูดจาฉอด ๆ เมื่อครู่ลูกเองก็ถูกนางต้อนจนอับ
จนคำพูด หากไม่ใช่เพราะลูกไม่ได้ทำอะไรมาจริง
ๆ เกรงว่ายามได้ฟังนางเอ่ยวาจา คงจะนึกว่าเป็น
ความผิดของตนเองเสียแล้ว เพียงแต่ประการ
แรก ลูกรับปากว่าจะไม่สืบสาวราวเรื่องแล้ว
ประการที่สอง ก่อนหน้านี้ลูกยังไม่เคยจัดการ
เรื่องทำนองนี้มาก่อน ไม่ทราบว่าควรลงโทษนาง
เช่นไรจริง ๆ เจ้าค่ะ”
บทที่ 7 ความสัมพันธ์กับเซี่ยเวย (2)
เจียงปั๋อโหยวเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยตา
ของตนเองเช่นกัน
สาวใช้ที่ต่อปากต่อคำผู้นั้นถูกบีบคั้นจนร้อน
ใจถึงได้แว้งกัด ส่วนผู้อื่นยังหวาดกลัวเจียงเสวี่ย
หนิงอยู่บ้าง มีเพียงสาวใช้ผู้นี้ที่โอหัง คล้ายไม่เห็น
เจ้านายอยู่ในสายตา
เก็บไว้ก็รังแต่จะเป็นภัย
เขาครุ่นคิดจนบังเกิดแผนการ เพียงส่ง
สัญญาณมือให้ฉางจั๋ว แต่ไม่ได้บอกกล่าวอะไร
อย่างชัดเจน
ถึงแม้ในเมืองหลวงจวนตระกูลเจียงจะไม่
นับเป็นตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง แต่ก็ยังรู้วิธีการ
จัดการเรื่องราวภายในจวนอยู่บ้าง
ฉางจั๋วเข้าใจทันที
เขารับคำ “บ่าวจดจำไว้แล้วขอรับ”
เจียงปั๋อโหยวใช้มือลูบแผ่นหลังเจียงเสวี่ย
หนิง ถามขึ้นว่า “เรื่องนี้ให้จบแต่เพียงเท่านี้ สาว
ใช้ผู้นั้นย่อมมีคนไปจัดการให้ เจ้าไม่ต้องกังวล จะ
ว่าไป ท่านโหวน้อยเป็นคนสอนคำพูดและการ
กระทำในวันนี้ให้เจ้าเช่นกันหรือ?”
ย่อมไม่ใช่
เพียงแต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจบอกผู้อื่นว่า
นางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ ก่อนหน้านี้ใช้
เยี่ยนหลินเป็นข้ออ้าง จะอ้างอีกสักครั้งก็คงไม่
เป็นไร จึงผงกศีรษะ “เยี่ยนหลินเป็นคนสอน
เช่นกันเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวถอนหายใจเฮือก “จวนหย่งอี้
โหวมีผู้สืบสกุลที่หวังพึ่งต่อไปได้แล้วสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบดวงตา ไม่กล่าวคำ
เจียงปั๋อโหยวกล่าวต่อไป “เจ้าเองก็คง
เหนื่อยแล้ว จงกลับไปพักผ่อนเถอะ เมื่อวาน
ไม่ได้กลับมาทั้งคืน วันนี้ยังเกิดเรื่องราวใหญ่โต
เช่นนี้อีก จำไว้ว่ายามเย็นจงไปคารวะท่านแม่เจ้า
จะได้ทำให้นางสบายใจด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงรับคำ “เจ้าค่ะ”
บุตรีและบิดาที่ไม่ได้สนิทสนมกันมากเป็น
พิเศษสองคนจึงจบการสนทนาแต่เพียงเท่านี้
นางโค้งคารวะพร้อมกล่าวลา
เจียงปั๋อโหยวเลิกผ้าม่านเดินกลับเข้าไปใน
ห้องอักษรส่วนใน ครั้นอ้าปากก็ส่งเสียงหัวเราะ
ทันที “จวีอัน รอนานแล้วใช่หรือไม่?”
ชั่วขณะนี้เอง เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่งจะถอย
หลังไปก้าวหนึ่งก็พลันชะงักงัน
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายเท้า
ถึงหนังศีรษะ!
ทั้งที่เป็นคำที่เรียบง่ายเพียงสองคำ แต่ยาม
กระทบเข้าใบหูนาง กลับกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
อันสะเทือนเลื่อนลั่นซึ่งสะท้านชำแรกจนถึง
กระดูก!
นางชำเลืองมองจึงได้เห็นมุมห้องอักษรที่เผย
ให้เห็นยามเลิกผ้าม่านพอดิบพอดี มีตำรากองโต
วางอยู่บนโต๊ะน้ำชาซึ่งแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง
มืออันเรียวยาวกอปรด้วยโครงกระดูกอันงดงาม
ข้างหนึ่งยื่นออกมาเพื่อพลิกตำราไปหน้าหนึ่ง
นิ้วนางกรีดขอบกระดาษเบา ๆ ตามความเคยชิน
ด้วยท่วงทีที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ
พับมุมกระดาษ
การเคลื่อนไหวนี้ เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกคุ้นเคย
เสียเหลือเกิน!
ชาติก่อนนางเคยเข้าวังเพื่อเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาและฟังการบรรยายของอีกฝั่าย ต่อมา
ครั้นได้เป็นฮองเฮาแล้ว วันหนึ่งเคยบังเอิญเดิน
เข้าไปในสำนักมหาบัณฑิตและได้ฟังเขากับเสิ่น
เจี้ยสะสางราชกิจ หลังจากเสิ่นเจี้ยถูกวางยาพิษ
สังหาร นางก็เคยได้พบเขากำลังนั่งอ่านฎีกาใน
ศาลา ขณะนั้นนางได้แต่เดินผ่านอุทยานหลวง
ด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว…
ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ทุกอากัปกิริยาของ
คนผู้นี้ล้วนสง่างามและเป็นธรรมชาติ
ต่อให้กำลังเข่นฆ่าผู้คนโดยไม่กะพริบตา แต่ก็
ยังคงสูงส่งภูมิฐานดังเดิม
เซี่ยเวย นามรองจวีอัน!
ภายในชั่วเสี้ยวระยะเวลาสั้น ๆ ความทรงจำ
ของเจียงเสวี่ยหนิงที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นี้ก็มีแต่
ความน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงเอ่อท้นขึ้นมาอย่าง
รุนแรง!
นางนึกถึงสิ่งที่โหยวฟางอิ๋นเคยพูดเอาไว้
“รัชกาลก่อนมีความลับอันยิ่งใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง
หากได้ล่วงรู้ ขอเพียงเป็นผู้ที่มีสมองก็จะไม่มีวัน
กระทำการผิดพลาด เพียงแต่น่าเสียดาย กว่าข้า
จะรู้ก็สายเกินไปแล้ว…”
นึกถึงจุดจบของตนในชาติก่อน
นึกถึงรอยแผลเก่าบนข้อมือซึ่งไม่อาจลบ
เลือนจนบัดนี้!
เจียงปั๋อโหยวเดินเข้าไปแล้ว
ผ้าม่านทิ้งตัวลงอีกครั้ง
แต่โลกของเจียงเสวี่ยหนิงกลับเงียบสงัดเสีย
จนได้ยินเสียงการสนทนาที่แว่วมาจากข้างใน
เจียงปั๋อโหยวถอนหายใจขณะเอ่ย “เฮ้อ เมื่อ
ครู่เป็นเรื่องของยายหนูหนิง นางทำให้ข้ารู้สึก
เป็นห่วงมานานมากแล้ว คิดไม่ถึงคราวนี้กลับ
สะสางเรื่องราวได้อย่างสมเหตุสมผล ท่านไม่เคย
เป็นพ่อคน ต้องไม่รู้จักความรู้สึกเช่นนี้แน่ จะว่า
ไปสมัยก่อนตอนที่ท่านเดินทางกลับเมืองหลวง
อย่างลับ ๆ ก็เคยร่วมเดินทางกับนางระยะหนึ่ง
ด้วยนี่นา เพียงชั่วพริบตาก็สี่ปีเข้าไปแล้ว!”
ผู้ที่อยู่ตรงข้ามเขาคล้ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ ด้วยกระแสเสียงดุจสาย
ธารกระทบโขดหิน ทุ้มต่ำทว่ามีเสน่ห์ “คุณหนู
รองหนิงเช่นนั้นหรือ…”
ขณะนี้เอง ฉางจั๋วที่อยู่ด้านหลังก็ยกกำยาน
หอมเข้าไป มุมผ้าม่านเลิกขึ้นอีกหน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเห็นมุมของชายเสื้อคลุม
ผ้าไหมริ้วสีเขียวอมฟั้าตัวนั้นขยับเบา ๆ คราหนึ่ง
อย่างชัดเจน ที่แท้ผู้ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชาก็กำลัง
เบี่ยงกายหันมาทางผ้าม่าน
แม้ว่านางจะมองไม่เห็นใบหน้าและสายตา
ของอีกฝั่าย แต่ชั่วขณะนี้นางกลับรับรู้ได้ชัดแจ้ง
ว่าเขากำลังมองมาทางนางซึ่งยังคงยืนอยู่ในห้อง
ส่วนนอกของห้องอักษร!
ทั้งที่ขวางกั้นด้วยผ้าม่าน แต่กลับเหมือนมอง
ทะลุมาได้
ทันใดนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกราวกับมีมือ
ยักษ์ข้างหนึ่งกำลังบีบรัดหัวใจนางเอาไว้จนแทบ
จะหายใจไม่ออก!
ทั่วทั้งแผ่นดินในยามนี้ ทุกคนต่างรู้กันว่าเมื่อ
สี่ปีก่อนเซี่ยเวยซึ่งเป็นรองราชครูขององค์รัช
ทายาทกลับมาเมืองหลวงอย่างลับ ๆ เพียงลำพัง
ในขณะนั้นเขาช่วยสนับสนุนให้องค์ชายสามเสิ่น
หลางได้ขึ้นครองราชย์ และเป็นที่รู้กันว่าเจียงปั๋อ
โหยวรองเสนาบดีกรมคลังได้สร้างความดี
ความชอบเมื่อสี่ปีก่อนด้วยการตบตาผู้คน ลอบ
ช่วยเหลือเซี่ยเวยเข้าเมืองหลวง ถือว่าเป็นขุนนาง
ที่สร้างผลงานขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กผู้หนึ่ง
แต่มีน้อยคนนักที่รู้ว่า…สมัยนั้นเจียงปั๋อโหยว
อ้างว่าเซี่ยเวยเป็นญาติห่าง ๆ ของจวนตระกูล
เจียงและให้เขาร่วมเดินทางเข้าเมืองหลวงพร้อม
บุตรีซึ่งต้องพลัดพรากไปอยู่ทงโจว ในยามนั้น
มหาราชครูเซี่ยเวยผู้คิดอุบายพลิกสถานการณ์
จากร้ายกลายเป็นดีกำลังซ่อนตัวอยู่ภายในรถม้า
ของเจียงเสวี่ยหนิง!
ใครต่อใครล้วนเรียกขานนางว่า ‘คุณหนูรอง
เจียง’ มีเพียงเขาที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเขา
เรียกนางว่า ‘คุณหนูรองหนิง’…
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดสารพัดเรื่องราว แต่ก็
คาดไม่ถึงอยู่ดีว่า ‘แขกคนสำคัญ’ ในห้องอักษร
เจียงปั๋อโหยวในวันนี้จะเป็นเซี่ยเวย
นางควรรู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้
ในราชสำนักจะมีสักกี่คนที่ไม่ต้องพูดจาให้
มากความ แต่กลับทิ้งโจวอิ๋นจือผู้คุมกองร้อย
องครักษ์เสื้อแพรอยู่ข้างนอก ปล่อยให้เขารอโดย
ปราศจากคำตัดพ้อพร่ำบ่นแม้แต่คำเดียวได้อีก
เล่า
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าตนออกมาจากห้อง
อักษรได้อย่างไร
นางรู้เพียงว่า ฝีเท้าของนางหนักแน่นและ
มั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ตั้งแต่ออกจากห้องอักษรจนมาถึงระเบียง
ทางเดิน ครั้นเห็นว่ากำลังจะกลับถึงเรือนของตน
แล้ว จู่ ๆ นางก็แข้งขาไร้เรี่ยวแรง เดินสะดุดโดย
ไม่รู้ตัวจนต้องเกาะเสาของระเบียงทางเดิน
ด้านข้าง ใบหน้าซีดเผือด นั่งอ่อนระทวยอยู่ตรง
ระเบียงทางเดิน
พลาดแล้ว
เพิ่งจะย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ก็กระทำ
ความผิดครั้งใหญ่จนถึงแก่ชีวิตเสียแล้ว!
นางจำภาพเหตุการณ์ยามพบเซี่ยเวยเป็นครั้ง
แรกในตอนนั้นได้ไม่มีวันลืม
ชายหนุ่มยังไม่หายจากอาการหวัด ใบหน้าอม
โรค สวมชุดชาวบ้านธรรมดาสามัญสีขาว
ปราศจากเครื่องประดับใด ๆ มือกอดพิณคันหนึ่ง
สีหน้ามีเค้าความอิดโรย ทว่าริมฝีปากกลับเจือ
รอยยิ้ม เขาเดินมาถึงข้างรถม้าแล้วผงกศีรษะให้
นางเล็กน้อย
ตอนนั้นนางไม่รู้เลยว่าภายภาคหน้าคนผู้นี้จะ
กลายเป็นมหาราชครูผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในราช
สำนัก และยิ่งไม่รู้เลยว่าภายภาคหน้าคนผู้นี้จะ
เข่นฆ่าสังหารเชื้อพระวงศ์จนหมดสิ้น…
หากนางรู้ ระหว่างการเดินทางช่วงนั้น นาง
อาจเลือกเก็บงำนิสัยชั่วร้ายของตนไปเสีย และทำ
ตัวเป็นคนดีด้วยบ้าง
ไม่สิ…
ถ้าหากรู้ นางจะไม่มีวันกรีดเลือดให้เขาครึ่ง
ถ้วยเพื่อใช้เป็นตัวยา ขณะกำลังเผชิญภยันตราย
กลางปั่าเขาลำเนาไพรอย่างแน่นอน!
ชาติก่อนเขาเล็งอาวุธใส่ตระกูลเซียว พุ่งเปั้า
ไปที่เชื้อพระวงศ์มาตั้งแต่แรก นางเคยตั้งคำถาม
กับเซี่ยเวยว่าเหตุใดเขาถึงกล้ากระทำเรื่องที่ผิด
ต่อสวรรค์ ทำลายชีวิตผู้คนเช่นนี้
เซี่ยเวยใช้พู่กันทรงพระอักษรแต้มสีแดงชาด
แล้วขีดเป็นเครื่องหมายลงบนสมุดรายนามเบา ๆ
คราหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาว่า “พระองค์มิใช่
สวรรค์ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่านี่เป็นการผิด
ต่อสวรรค์ ไม่ใช่ผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์?”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งทันที
เขาวางพู่กัน มองนางด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“ส่วนการที่พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพมาจนถึง
วันนี้ได้ ก็นับเป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของคน
แซ่เซี่ยแล้ว สมัยนั้นกระหม่อมล้มปั่วยจนเลอะ
เลือน เคยพูดเรื่องผิดทำนองคลองธรรมอย่าง
ใหญ่หลวงต่อพระองค์ โชคดีที่ยามนั้นพระองค์
ความจำไม่ดีนัก ทั้งยังมิใช่คนเจ้าคิดเจ้าแผนการ
เมื่อเข้าวังแล้วกระหม่อมจึงสั่งให้คนมาหยั่งเชิง
อยู่สามครั้ง แต่พระองค์กลับจดจำไม่ได้เลยสักนิด
ดังนั้นกระหม่อมถึงวางใจ ปล่อยให้พระองค์มี
พระชนม์ชีพอยู่ต่อมาถึงสองปี มิเช่นนั้นวันที่คน
แซ่เซี่ยยังเป็นรองราชครู ศีรษะของพระองค์คง
แยกออกจากร่างไปแล้ว”
ยามนั้นเขาหัวเราะพลางยื่นมือทำท่ากรีดคอ
ตนเองเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนทั่วร่างกำลังแช่อยู่
ในน้ำอันเย็นเยียบ
สายตาเจือรอยยิ้มของเขาช่างน่าขนลุกยิ่ง
กว่าท้องฟั้ายามราตรีครานั้นเสียอีก
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ สาเหตุที่เซี่ยเวยเข้า
เมืองหลวงแล้วไม่ได้สังหารนาง เป็นเพราะนางจำ
ไม่ได้และไม่ฉลาดนั่นเอง!
บัดนี้คำพูดดังก้องในหูอีกครา เมื่อหวนคิดถึง
คำเรียกขาน ‘คุณหนูรองหนิง’ ซึ่งแฝงความนัย
ลึกซึ้ง เจียงเสวี่ยหนิงก็ยกมือขึ้นมาจับลำคอของ
ตนเอง นางถึงพบว่าความอบอุ่นของนิ้วมือ
ปลาสนาการไปเสียแล้ว มันกำลังสั่นระริก!
เซี่ยเวยไม่ใช่คนใจดี
ช่วงสองปีสุดท้ายในชาติก่อน ชื่อของเขาเฉก
เช่นเงาทะมึนมืดขนาดมหึมาที่แผ่คลุมทั่วทั้งราช
สำนักและวังหลวง สร้างความพรั่นพรึงแก่ผู้คน
จนต้องก้มหน้ายามก้าวเดิน
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์เห็นนางเป็นเยี่ยงนี้ก็
ตกใจลนลาน “คุณหนู คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้า
คะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงจำไม่ได้แล้วว่าคำพูดผิด
ทำนองคลองธรรมอย่างใหญ่หลวงคือเรื่องใด
ทว่าหลังจากย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ นางก็
ตระหนักรู้เรื่องราวได้กระจ่างขึ้น สิ่งนี้เองที่ช่วย
ให้นางวิเคราะห์ได้ว่าตนอาจต้องเผชิญ
สถานการณ์ยากลำบากในอีกไม่ช้า
เซี่ยเวยจะเกิดความคิดสังหาร
เจียงเสวี่ยหนิงลดนิ้วมือที่แทบจะไร้ความรู้สึก
ลงช้า ๆ นางกะพริบตา กล่าวอย่างเหม่อลอย
เล็กน้อย “ถังเอ๋อร์ เจ้าช่วยกลับไปดูทีสิว่าโจวอิ๋
นจือยังอยู่หรือไม่…”