คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 61 ทำผิดพลาด
ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเฉยอย่างน่าประหลาด
เดิมทีนางมิใช่คนนิสัยดีอะไรอยู่แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อความอดทนและความโกรธเกรี้ยว
บรรลุถึงจุดใดจุดหนึ่ง ยิ่งกอปรกับเมื่อครู่ถูก
คำพูดระคายหูบางประโยคของเซี่ยเวยกระตุ้น
เข้าไปอีก อารมณ์ของนางจึงระเบิดรุนแรงราวกับ
มีสะเก็ดเพลิงตกลงมา จนกล้าทำเรื่องผิดแผกซึ่ง
ก่อนหน้านี้คิดจะทำแต่ไม่กล้า
นี่คือการเอาคืนอย่างหนึ่ง
เป็นแค่การเอาคืนอย่างหนึ่งเท่านั้น
เซี่ยเวยยังคงสงบเยือกเย็นดังเดิม
อย่างไรก็ตามความสงบเยือกเย็นเช่นนี้
สำหรับเขาก็เป็นเพียงเปลือกนอก
ภาพใบหน้าไร้อารมณ์ของเจียงเสวี่ยหนิง
สะท้อนในดวงตาเขา พริบตาเดียวภาพนั้นก็ถูก
บดขยี้จนแหลกสลายกลายเป็นเมฆดำทะมึน
กระเพื่อมอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นแสนอันตราย
หลอมรวมเป็นพายุแห่งโทสะที่พร้อมจะปะทุผ่าน
แววตา
ทั้งที่เขาไม่ได้แตะต้องแมวตัวนั้น ทว่ายามนี้
ความเย็นยะเยือกกลับแผ่ขยายขึ้นมาตามแขน
เสื้อหลวมกว้างที่เพิ่งจะสัมผัสแมวไปเมื่อครู่ ไล่มา
จนถึงแขน ลามมาจนถึงปลายนิ้ว ทิ้งไว้เพียง
อาการสั่นสะท้านอันน่าตื่นตระหนก
อาการหดเกร็งที่มีมากจนเกินไปทำให้นิ้วทั้ง
ห้าที่เหยียดค้างอยู่ด้านชา
เซี่ยเวยพยายามขับไล่ความรู้สึกนี้สุดกำลัง
ทั้งยังพยายามข่มความไม่สบอารมณ์ที่คุกรุ่นใน
อกลงไปเต็มที่ เนื่องจากสติสัมปชัญญะบอก
ตัวเองอยู่เสมอว่าโทสะเป็นอารมณ์ที่ไร้ประโยชน์
มากที่สุดของมนุษย์
แต่ยิ่งเขาอยากจะสะกดกลั้นเพียงใด ระลอก
คลื่นกลับยิ่งถั่งท้นภายในใจ
สุดท้ายเขาก็หมดความอดทนอย่างหาได้ยาก
ยิ่ง พูดเน้นชัดถ้อยชัดคำอย่างเนิบช้า “หนิงรอง
เจ้าคิดว่าข้าใจอ่อนมากเกินไป พูดจาด้วยได้ง่าย
มากเกินไปแล้วใช่หรือไม่?”
ไม่ใช่ ‘คุณหนูรองเจียง’ ที่เขาเรียกขานยาม
อยู่ต่อหน้าผู้อื่น ทั้งยังไม่ใช่ ‘คุณหนูรองหนิง’ ที่
เขาใช้เรียกแต่เพียงผู้เดียวยามอยู่ลับหลังผู้อื่น
ทว่าเป็น ‘หนิงรอง’ ที่ตรงไปตรงมาและแข็ง
กระด้างจนถึงขั้นแฝงความเย็นชาหลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงได้กลิ่นอันตรายเข้มข้นอันไม่
อาจปิดบัง
ร่างกายนางหดเกร็งเช่นกัน ชั่วพริบตาที่
คำพูดของเขาหลุดออกมา ความเย็นยะเยือก
บริเวณใต้ฝั่าเท้าก็พุ่งพรวดถึงสันหลัง แทบจะ
ถอยหนึ่งก้าวทันที
แต่นางลืมไปว่ากำลังยืนอยู่บนขั้นบันไดของ
ตำหนักข้าง
ครั้นฝีเท้าขยับไปด้านหลังหนึ่งก้าวก็สะดุด
บันไดขั้นแรก
เจียงเสวี่ยหนิงทรงตัวไม่อยู่ พลันเกือบจะล้ม
หงาย อย่างไรก็ตามมีมือข้างหนึ่งยื่นมาพอดี ออก
แรงจับแขนนางเอาไว้ นิ้วเรียวยาวยิ่งทั้งห้าซึ่ง
ยามปกติจับแต่เครื่องเขียนกลับซุกซ่อนความดุ
ร้ายปั่าเถื่อนเอาไว้ถึงสามส่วน กระชากนางมา
ข้างหน้าทันที
ระยะห่างถูกย่นอย่างรวดเร็ว
นางเกือบทรงตัวไม่อยู่ โน้มร่างเข้าหาเขา
อย่างไร้ทางเลือก
ฝั่ามือที่จับแขนนางข้างนั้นออกแรงดั่งคีม
เหล็ก นางรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง พอเงยหน้าด้วยใจเต้น
ไม่เป็นส่ำก็เห็นเพียงลำคอซึ่งมีเส้นเอ็นปูดโปน
ราง ๆ ลูกกระเดือกนิ่งค้างปราศจากการ
เคลื่อนไหว ลำคอหดเกร็ง ริมฝีปากบางที่ยาม
ปกติเหยียดเป็นเส้นตรง รวมถึง…
นัยน์ตาเย็นชาและดุร้ายคู่หนึ่ง
นี่ต่างจากท่าทีที่เซี่ยเวยแสดงต่อหน้าผู้คน
ยามปกติราวกับเป็นคนละคน
เจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุกชัน
ต่อให้ชาติก่อนนางจะเคยเห็นเขาถือเกาทัณฑ์
นำกลุ่มกบฏปิดผนึกประตูวังหลวงมองพวกของ
ตนเข่นฆ่าสังหารเชื้อพระวงศ์อย่างเย็นชามาแล้ว
แต่นางก็ไม่เคยเห็นเขามีสีหน้าและท่าทางน่ากลัว
เช่นนี้มาก่อน
นางอยากถอยหนี แต่ก็ถูกอีกฝั่ายยึดจับอย่าง
แน่นหนา
นางควรร้องตะโกน แต่ส่งเสียงจากลำคอ
ไม่ได้แม้แต่น้อย
เซี่ยเวยหลุบตามองนางด้วยสายตาคล้ายผู้
เหนือกว่า ร่างกายซึ่งสูงตระหง่านดุจภูผาอัน
ยิ่งใหญ่ให้ความรู้สึกยากจะสั่นคลอน เขาเอ่ยว่า
“เจ้าฉลาดมากทว่าก็เอาแต่ใจมากเช่นกัน
นับตั้งแต่เจ้าเข้าวังครั้งก่อน ข้าก็เตือนเจ้าแล้วว่า
อย่าทำให้ข้าโมโห”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะเย้ยหยัน “ข้าน่ะเป็น
คนเอาแต่ใจอยู่แล้ว ก็เป็นดั่งที่รองราชครูเซี่ย
กล่าวเอาไว้ว่าดื้อรั้นจนเป็นนิสัยไม่รู้จักสำนึก แต่
คาดไม่ถึงเลยว่าท่านรองราชครูจะอดทนต่อข้า
ได้มาตลอดเช่นกัน”
เซี่ยเวย “ข้าไม่ควรสั่งสอนเจ้าอย่างนั้น
หรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงสบตาเขา “การเคารพครูบา
อาจารย์ถือเป็นหลักการอันสำคัญยิ่ง ย่อมเป็น
อาจารย์สอนสิ่งใดศิษย์ก็เรียนสิ่งนั้น อาจารย์
กล่าวเช่นใดศิษย์ก็ว่าเช่นนั้นอยู่แล้ว ฉะนั้นการ
ที่เซี่ยเซียนเซิงจะกดดันข้า ตำหนิข้า เข้าใจข้าผิด
ก็ล้วนเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยมองนางโดยไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่านอกจากความ
โกรธขึ้งของตนจะไม่คลาย มันยังแผ่ขยายอย่าง
บ้าคลั่งภายในใจอีกด้วย ทำให้วาจานางรุนแรง
มากขึ้นเรื่อย ๆ “เพียงแต่คิดไม่ถึงว่ารองราชครูผู้
ยิ่งใหญ่กลับกลัวแมว ช่างพบเห็นได้ยากเสียจริง”
เซี่ยเวยใบหน้าถมึงทึง
ทว่านางก็ยังคงพูดต่อโดยไม่สะทกสะท้าน
“เมื่อวานตอนเห็นท่านรองราชครูถอยหนีลูกแมว
น้อยตัวนั้นข้าก็แค่คาดเดาอยู่ในใจ แต่รองราชครู
เซี่ย ผู้เปียมล้นความรู้ความสามารถจะไปกลัวลูก
แมวน้อยตัวเล็ก ๆ ตัวเดียวได้อย่างไรเล่า? ไม่ว่า
อย่างไรการคาดเดานี้ก็ออกจะเหลวไหลเกินไป
หน่อย แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่กล้าเชื่อเลย คิดไม่ถึง
ว่าแค่ลองทำดู กลับพิสูจน์ชัดว่าการคาดเดา
เหลวไหลนี้เป็นความจริง ที่แท้ผู้สมบูรณ์พร้อมก็
มีสิ่งที่เกรงกลัวอยู่ด้วย ที่แท้อริยชนก็มีความ
หวาดกลัวกับเขาเช่นกัน”
ก่อนจะถึงวันนี้ เซี่ยเวยคือผู้สมบูรณ์แบบใน
สายตาทุกคน กระทั่งเป็นถึงกึ่งอริยชน ใต้หล้ามี
สิ่งที่ทำให้เขาสีหน้าแปรเปลี่ยนได้น้อยนัก ส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่รู้ตื้น
ลึกหนาบางของเขาดีจนเกิดเป็นความหวาดกลัว
อย่างไรก็ตามนับจากวันนี้เป็นต้นไป นางรู้แล้วว่า
เซี่ยเวยผู้เป็นที่กริ่งเกรงของขุนนางทั้งราชสำนัก
ในชาติก่อนกลับกลัวแมวตัวเล็ก ๆ นุ่มนิ่มน่า
สงสารตัวหนึ่ง ในที่สุดนางก็ตระหนักได้ว่า…
โลกนี้ปราศจากผู้ที่สมบูรณ์พร้อม
อริยชนก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
สิ่งนี้พลันทำให้นางหลุดพ้นจากความ
หวาดกลัวและหวาดระแวงที่เคยมีในกาลก่อน ใช้
ท่าทีต่อต้านอย่างไม่เคยมีเผชิญหน้าเขา
แววตาเซี่ยเวยแปรเปลี่ยนพลิกผันไปมา
หากเขาต้องการ การฉวยโอกาสกำจัดแม่นาง
น้อยที่เข้าวังมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาผู้นี้ไป
เสียระหว่างวังหลวงเกิดคลื่นลมมรสุมก็เป็นเรื่อง
ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย แต่อย่างไรเสียเขาก็มิใช่ผู้ที่
บันดาลโทสะใส่คนอื่นตามใจชอบ สุดท้ายจึง
ปล่อยมืออย่างแช่มช้า คลายนิ้วทั้งห้าที่ยึดแขน
นางไว้แน่นหนาออก
“ผู้ที่สมบูรณ์พร้อมย่อมมีสิ่งที่เกรงกลัว อริยช
นเองก็ย่อมมีความหวาดกลัวเช่นกัน อย่างไรก็ดี
คนแซ่เซี่ยมิใช่ทั้งผู้ที่สมบูรณ์พร้อม และยิ่งไม่ใช่
อริยชน”
แขนเสื้อหลวมกว้างของเขาห้อยตก
ส่วนปลายนิ้วยังคงชาราวกับเป็นตะคริว
ดังเดิม
ปราศจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียง ยังคง
ทุ้มหนักและผ่อนช้า ทว่าสายตาที่ตกอยู่บนร่าง
นางกลับหนักอึ้งคล้ายจับต้องได้ “เจียงเสวี่ยหนิง
เจ้าควรจดจำเอาไว้ บางสิ่งบางอย่างที่คนบางคน
ไม่ยินดีแตะต้องอาจไม่ได้เกิดจากความกลัวไป
เสียหมด แต่อาจเป็นเพราะเขาเคียดแค้นและ
ชิงชังจนถึงขีดสุดก็เป็นได้”
เคียดแค้นและชิงชังจนถึงขีดสุด
น้ำหนักราวกับขุนบรรพตและห้วงมหรรณพ
โถมลงมา
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเริ่มหายใจไม่ออก ช้อน
ดวงตามองเขาทันที
ใบหน้าไร้ที่ติในสายตาชาวโลกของเซี่ยเวยปก
คลุมด้วยเงาดำชั้นหนึ่ง หนังตาที่หลุบต่ำบดบัง
ความมืดมนอับหรุบหรู่เอาไว้ คล้ายรูปปันเทพย
ดาตั้งสูงตระหง่านในศาลเจ้า ให้ความรู้สึก
สมบูรณ์แบบจนแทบจะกลายเป็นนิ่งเฉยไร้
ความรู้สึก
นางพลันรู้สึกว่าตนทำผิดพลาดไปแล้ว
ส่วนเซี่ยเวยก็เก็บสายตาแล้วหมุนกายกลับไป
เพียงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “วันหลังเจ้าไม่ต้อง
มาเรียนพิณแล้ว”