คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 62 มารสูงหนึ่งจั้ง (1)
เซี่ยเวยเข้ามาในตำหนักข้าง
เจียวอันของเจียงเสวี่ยหนิงยังคงแขวนบน
ผนังคู่กับเอ๋อเหมยของเขาดังเดิม
พอเขาเห็นแล้วก็นึกขึ้นมาได้ กะจะให้เจียง
เสวี่ยหนิงนำพิณคันนี้ไปด้วย คิดไม่ถึงว่าพอหัน
หน้าไป กลับเห็นเจียงเสวี่ยหนิงมองเขาด้วยสอง
ตาแดงก่ำขณะขยี้เท้า ก่อนจะเดินลงบันไดไป
ประหนึ่งแง่งอน ออกจากตำหนักเฟิงเฉินโดยไม่
สนใจผู้ใด ทิ้งเพียงเงาหลังเอาไว้ให้
คำพูดจึงยังไม่ทันหลุดออกจากปาก
ภายในตำหนักข้างเงียบสงัด
กำยานหอมที่จุดเอาไว้เมื่อวานเย็นหมดแล้ว
เหลือเพียงเศษเถ้าถ่านปราศจากความอบอุ่นอยู่
ในโถ
เซี่ยเวยนั่งลง
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งโทสะก็ค่อย ๆ ดับ
มอด นึกขึ้นได้ว่าตนไม่ควรพื้นเสีย นางยังอายุไม่
มาก ถึงแม้จะทำตัวแปลกประหลาดและค่อนข้าง
ดื้อรั้น แต่ก็ยังมีจิตใจอย่างเด็กสาว ที่แสดงอาการ
เช่นนั้นก็แค่ต้องการใช้อารมณ์กับเขาชั่ววูบ
ส่วนเขากลับสูญเสียตัวตนที่เป็นมาในยาม
ปกติ
เป็นเพราะช่วงนี้มีเหตุการณ์ประดังประเด
มากมายและวุ่นวายกระทบสภาพจิตใจเขาจน
ว้าวุ่นอย่างนั้นหรือ
เขาขมวดคิ้วช้า ๆ ยกนิ้วขึ้นมาออกแรงกดหัว
คิ้ว
—————–
ตลอดทางที่เจียงเสวี่ยหนิงเดินไป นางยากจะ
ระงับความขุ่นเคืองลงได้
ตอนเซี่ยเวยพูดประโยคนั้นใส่ นางรู้สึกว่าตน
อาจเผลอทำร้ายจิตใจและแตะต้องสิ่งต้องห้าม
ของผู้อื่นจึงรู้สึกผิดบาปไปชั่ววูบ แต่ประโยค
ต่อมาเซี่ยเวยกลับบอกให้นางไปเสีย ไม่ต้องมา
เรียนพิณอีก
ความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีทั้งหมดพลันถั่งท้น
นางจึงสลัดความรู้สึกผิดบาปทั้งหมดทิ้งไป
เสีย ดึงดันว่าตนไม่ผิด
“ไม่เรียนก็ไม่เรียนสิ นึกว่าข้าแยแสหรือ
อย่างไร!”
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันกรอดอย่างห้ามไม่อยู่
ขณะมุ่งหน้าไปยังเรือนหยางจื่อ นางกระแทกส้น
เท้าบนหินปูทางเดินอันแน่นหนาและราบเรียบใน
วังหลวงไปตลอดทาง
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วก็ยังอัดอั้น
ตันใจมากอยู่ดี
นางย่อมอยากอยู่ไกลห่างจากเซี่ยเวยและ
กลัวการเรียนพิณอยู่แล้ว แต่การที่ตัวนางไม่
อยากเรียนเองกับการที่เซี่ยเวยไม่ให้เรียนมันคน
ละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกเดือด
ดาล ยิ่งสะกดกลั้นยิ่งมีน้ำโห
ครั้นกลับถึงห้องแล้วเหลียวซ้ายก็เห็นว่ากิ่งไม้
ที่เสียบอยู่ในแจกันเอนเอียง แลขวาก็เห็นว่า
ภาพวาดอันเลื่องชื่อซึ่งเพิ่งจะนำมาแขวนหลังโต๊ะ
ช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก พานให้อยากทำลายข้าวของ
ระบายอารมณ์ ทว่าข้าวของที่ประดับประดา
ภายในห้องล้วนเป็นสิ่งที่เสิ่นจื่ออีสั่งให้คนนำมา
ให้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหักใจลงมือ
สุดท้ายจึงได้แต่คว้าตัวหมากบนกระดาน
หมากล้อมขึ้นมาทั้งโถ
ตัวหมากทั้งสีขาวและสีดำทำจากศิลาที่ขัดจน
เป็นรูปร่าง
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบมาปาใส่ผนังทีละเม็ด แต่
ละเม็ดออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกระแทกผนัง
ก็เกิดเสียงดัง
“อุตส่าห์คิดว่าคนแซ่เซี่ยอย่างเจ้าเป็นคนดี
อะไรเสียอีก ที่แท้ก็เป็นตะเภาเดียวกัน[1]กับ
บัณฑิตคร่ำครึพวกนั้น!”
นางไม่เข้าเรียนย่อมมีเหตุผลที่ตนไม่อยากจะ
เข้า ครั้นสงบจิตใจครุ่นคิด เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึก
ว่าตนช่างอดทนเก่งเสียจริง ต่อให้จ้าวเยี่ยนหงที่
สอนคัมภีร์ลำนำและกวีผู้นั้นจะลำเอียง หวังจิ่วที่
สอนอักขรวิธีจะดูแคลนที่นางอยากเขียนเฉ่าซู
นางก็ยังไม่แตกหักจนรู้สึกไม่อยากเรียน เพียงลืม
ๆ เรื่องปลีกย่อยพวกนี้ไปเสียและฟังพวกเขา
บรรยาย
แต่จางจ้งไม่เหมือนกัน
นางไม่อาจทนฟังคนผู้นี้ยืนกล่าววาจาเพ้อ
เจ้อเหลวไหล พูดเรื่องที่ทำให้คนอยากอาเจียน
อยู่บนตำหนักต่อ
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเซี่ยเวยจะต่างจาก
คนทั่วไป
แม้นชาติก่อนคนผู้นี้จะกระทำเรื่องอัน
โหดเหี้ยมอย่างการก่อกบฏและฆ่าล้างสังหาร แต่
ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้พอดีว่าเขาไม่ใช่คนหัวโบราณ
คร่ำครึ สมควรเข้าใจเหตุผลที่นางไม่อยากเข้า
เรียนวิชาของจางจ้งสิ
แต่นางเพิ่งจะบอกว่าไม่อยากเรียน เซี่ยเวยก
ลับเอ่ยว่านางดื้อรั้นไม่รู้จักสำนึกโดยไม่ยอมฟัง
ต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำ
ตัดสินไปเองโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผู้อื่น ต่างอะไรกับอาจารย์น่ารังเกียจพวกนั้น
ล่ะ
และถึงแม้การตายของนางในชาติก่อนจะ
เกี่ยวข้องกับการกบฏของคนผู้นี้ แต่นางก็ไม่เคย
คิดว่าเซี่ยเวยเป็นคนถ่อยหรือคนตื้นเขินเลย ตรง
ข้าม หากมองจากอีกมุม นางยอมรับนับถือ
ความรู้ความสามารถของคนผู้นี้ยิ่งนัก
อย่างไรก็ตาม วันนี้ความประทับใจที่มี
ทั้งหมดกลับถูกทำลายจนแหลกลาญ
เพียงเพราะการคาดเดาและการตัดสินไปเอง
ของเขาหลังจากได้ยินว่านางไม่อยากไปเรียน
ภาพลักษณ์ของคนผู้นี้ในสายตานางพลันร่วง
ดิ่งลงเหว เข้าไปรวมกับพวกคนไร้ความสามารถ
หยาบกระด้างตามท้องถนนทั่วไป ไม่ต่างอะไรกับ
ตาแก่ตายยากหัวโบราณคร่ำครึพวกนั้น ไม่อาจ
เรียกว่าเป็น ‘กึ่งอริยชน’ ได้อีก
ปัง!
หมากอีกตัวถูกนางปากระทบผนัง กระดอน
ตกลงบนพื้น
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าเย็นชา ไม่เหลือบแลสัก
แวบ
ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องบนผนัง สาด
ประกายคมปลาบเล็กน้อย ประหนึ่งกำลังจ้อง
มองและยิงทะลุผ่านร่างของใครบางคนอย่างไร
อย่างนั้น
ขณะผู้อื่นกลับมาหลังจากเลิกเรียน หมากทั้ง
สองโถก็ถูกปาทิ้งหมด
เม็ดสีดำและสีขาวหล่นกระจัดกระจายเต็ม
พื้น
มีคนเคาะประตูห้องนางเบา ๆ จากภายนอก
นางหยิบตำรามานั่งอ่านบนเก้าอี้เอน ครั้นได้
ยินเสียงจึงเอ่ยถาม “ใครน่ะ?”
เสียงของเสิ่นจื่ออีดังจากข้างนอก “หนิงหนิง
ข้าเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง รีบวางตำรา ลุกขึ้นไป
ปลดกลอนที่ลั่นดาลเอาไว้ ครั้นเงยศีรษะก็
มองเห็นเสิ่นจื่ออียืนอยู่หน้าประตูห้องนาง ข้าง
หลังปราศจากผู้ใด อีกฝั่ายมองมาด้วยความ
ห่วงใยหน่อย ๆ “เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?”
เจียงเสวี่ยหนิง “ก็แค่หาข้ออ้างเพื่อโดดเรียน
เอง ไม่เป็นอะไรเพคะ”
เสิ่นจื่ออีกล่าวด้วยความโล่งอก “ข้าเดาอยู่
แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ จางเซียนเซิงผู้นั้น ข้าฟัง
แล้วยังทนไม่ไหวเลย!”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้สึกว่าเซียนเซิงผู้นั้นเป็น
เหมือนเนื้อร้าย ครั้นแล้วก็นึกถึงเรื่องที่ตนเคย
อยากจะฟั้องขึ้นมาได้ จึงจับมือเสิ่นจื่ออีให้เข้ามา
นั่งในห้อง ก่อนจะเอ่ยว่า “พระองค์เองก็คิดว่า
คนผู้นี้ไม่ดี?”
เสิ่นจื่ออีรู้สึกสะอิดสะเอียน “ที่ผ่านมาเคยได้
ยินแค่ว่าสตรีที่อยู่ภายนอกต้องเรียนเตือนสตรี
แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด วันนี้พอได้ยินก็รู้สึกมวนท้อง
ยิ่งนัก นี่เห็นสตรีเป็นคนเสียที่ไหนกัน? ที่น่าแค้น
ใจคือของน่ารังเกียจเช่นนี้ยังเอาเข้าวังมาสอนใน
ห้องเรียนได้อีก!”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดเลียบเคียง “เช่นนั้นทรงคิด
จะจัดการเช่นไรหรือเพคะ?”
เดิมทีเสิ่นจื่ออีแค่พร่ำบ่น ไม่ได้คิดจะจัดการ
อะไร แต่เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกล่าวเช่นนี้ นางจึง
ตรึกตรองตามไปด้วยจริง ๆ ดวงตาสองข้างพลัน
สว่างวาบ ปรบมือเอ่ยว่า “นั่นสิ เปินกงจู่เคยถูก
ลบหลู่เช่นนี้ที่ไหนกัน? ตำราเตือนสตรีนี้คนทั่วไป
เอามาใช้พร่ำพูดเหลวไหลน่ะช่างเถอะ แต่จะให้
เปินกงจู่ซึ่งเป็นถึงองค์หญิงต้องทำเช่นนี้ด้วย
หรือ? ข้าจะไปฟั้องเสด็จพี่ฮ่องเต้และเสด็จแม่ จะ
ได้ตักเตือนอาจารย์โง่เขลาดื้อด้านผู้นี้สักหน่อย
ให้เขายกเลิกวิชานี้ไปเสีย”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกยินดีขึ้นมาหลายส่วน
“เป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนักเพคะ”
เสิ่นจื่ออีเองก็มีความสุขตามไปด้วย
แต่แล้วหัวคิ้วที่เพิ่งจะคลายไปได้ไม่นานเท่าไร
จู่ ๆ ก็เผยความหดหู่อีกครา นางกล่าวเสียงเบา
หวิวว่า “เพียงแต่ช่วงสองวันนี้วังหลวงเกิดเรื่อง
ตั้งมากมาย เสด็จพี่ฮ่องเต้และเสด็จแม่ต่าง
อารมณ์ไม่ค่อยดีนัก หากเป็นเมื่อก่อนต้องทำ
ตามใจข้าทุกอย่างแน่นอน ทว่ายามนี้อาจไม่มี
เวลาว่างมาสนใจข้าแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนวาจาไปชั่วขณะ
เสิ่นจื่ออีถอนหายใจอีกครั้ง “แต่ไม่เป็นไร
อย่างมากรอให้เวลาผ่านไปสักพักก็จะดีเอง
ประเดี๋ยวยามไปถวายพระพรต้องกราบทูลเสด็จ
แม่สักคำ ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว
อาจารย์ที่มาสอนวันนี้ทำให้หงุดหงิดใจก็ไม่เป็นไร
พรุ่งนี้เซี่ยเซียนเซิงจะมาเป็นคนสอนแล้ว จะสอน
บทความที่เขาเรียบเรียงใหม่ให้พวกเรานั่น
อย่างไรเล่า!”
“…”
หากนางไม่พูดขึ้นมา เจียงเสวี่ยหนิงยังเกือบ
ลืมไปแล้วว่ามีเรื่องนี้อยู่
ใช่แล้ว
เซี่ยเวยคนเดียวสอนสองวิชา ถึงแม้หลังจากนี้
นางไม่ต้องไปเรียนพิณ แต่ในสามวันจะมีวิชาของ
เซี่ยเวยอยู่สองวัน เกรงว่าวันเวลาที่ต้องหงุดหงิด
ใจยังมีอีกมากมายนัก
——————–
1. ตะเภาเดียวกัน เป็นสำนวน หมายถึงเป็น
คนประเภทเดียวกัน
บทที่ 62 มารสูงหนึ่งจั้ง (2)
เพียงแต่ความขัดแย้งระหว่างนางกับเซี่ยเวย
ไม่จำเป็นต้องบอกให้เสิ่นจื่ออีฟัง
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มเรียบ ๆ “ใช่เพคะ เซี่ย
เซียนเซิงต่างจากผู้อื่น พรุ่งนี้ก็มีความสุขแล้ว”
ไม่ว่าภายในใจจะมีอคติต่อเซี่ยเวยล้ำลึก
เพียงใด ยามตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังต้องล้าง
หน้าล้างตา เก็บอารมณ์ความรู้สึกแล้วไปเข้า
เรียนอยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงคิดได้ตั้งแต่ตอนนอนเมื่อคืน
แล้ว
หากเรื่องนี้ทำให้เซี่ยเวยโมโหจนไล่นางออก
จากวังและไม่ต้องมาเรียนอีกนับจากนี้ นั่นย่อม
เป็นข่าวดีอันแสนประเสริฐ พอนางกลับจวนจะ
ได้ไปขอร้องบิดาที่ชอบประนีประนอมอย่างไร้
หลักการผู้นั้นว่าตนอยากออกไปท่องโลกกว้าง
แต่หากเซี่ยเวยเพียงไม่ให้นางเรียนพิณเป็นการ
ส่วนตัว นางก็ต้องกลับไปเข้าเรียนดังเดิม ยามพบ
เซี่ยเวยก็จะแสดงความเคารพนบนอบเหมือน
ผู้อื่น ถือเสียว่าไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยเป็นพิเศษ
ถือเสียว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
ส่วนเซี่ยเวยจะบันดาลโทสะจนคิดทำร้ายนาง
ให้ถึงที่ตายเพราะเหตุนี้หรือไม่…
เจียงเสวี่ยหนิงคาดเดาว่าหากเขาต้องการ
กำจัดนางคงฉวยโอกาสทำไปตั้งแต่แรกแล้ว
มิหนำซ้ำตอนเข้าวังคราวก่อนเขาก็เคยเตือน
เอาไว้ล่วงหน้า คงไม่ถึงขั้นวางแผนลอบทำร้าย
ผู้อื่นด้วยเรื่องเล็กน้อยจนทำให้เสียภาพลักษณ์
หรอกกระมัง
เซี่ยเวยตัดสินและต่อว่านางโดยไม่ยอมฟัง
เหตุผล ส่วนนางก็อุ้มแมวไปทำให้เขาตกใจ ถือว่า
หายกันแล้ว
ด้วยเหตุนี้นางจึงปล่อยวางความโกรธขึ้งเมื่อ
วานไปเสีย สงบจิตใจและไปตำหนักเฟิงเฉิน
เนื่องจากคาบเรียนแรกของวันนี้คือวิชาของ
เซี่ยเวย ทุกคนจึงไปถึงแต่เช้าตรู่
ด้วยเกรงจะเบื่อหน่ายช่วงพักเรียน ฟางเมี่ย
วจึงนำหมากรุกไปด้วย
นางฉวยโอกาสตอนยังไม่ถึงกลางยามเหม่าตั้ง
กระดานหมากรุก โจวเปั่าอิงดวงตาเปล่งประกาย
อย่างยากจะพบเห็น อดลากเก้าอี้มานั่งฝังตรง
ข้ามนางแล้วพูดจาอวดดีไม่ได้ “ดีเลย ที่แท้ท่านก็
เอาหมากรุกมาด้วย ทำไมไม่นำออกมาตั้งแต่ที
แรก พวกท่านเอาแต่พูดว่าข้ารู้จักกินเพียงอย่าง
เดียว ข้าขอบอกพวกท่านเอาไว้นะว่าไม่ใช่แบบ
นั้นสักหน่อย! วันนี้ข้าจะแสดงฝีมือให้พวกท่านดู
เอง”
ทุกคนรู้กันว่านางเป็นคนตลก จึงไม่ได้จริงจัง
กับคำพูดนาง มีผู้ใดบ้างไม่อยากชมความ
สนุกสนาน
จึงล้อมวงเข้ามาดูพวกนางเล่นหมากรุก
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับนั่งประจำที่ มอง
ตำราเล่มน้อยซึ่งวางตระหง่านตรงมุมโต๊ะ เมื่อ
วานนางผลักโต๊ะก่อนออกจากตำหนักเฟิงเฉินไป
ทีหนึ่ง ข้าวของบนโต๊ะจึงร่วงหล่น ไม่นึกว่าวันนี้
พอมาถึงก็พบว่านางกำนัลและขันทีซึ่งคอย
ปรนนิบัติรับใช้ได้จัดเก็บเป็นอย่างดีแล้ว แม้แต่
เตือนสตรีที่ร่วงไปก่อนหน้านี้ยังวางอยู่ตรงมุมโต๊ะ
อย่างเรียบร้อย
เสิ่นจื่ออีมาค่อนข้างสาย นางเบะปากหน้าตา
ละห้อย ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็ร้องเรียกอย่าง
หมดอาลัยตายอยาก “หนิงหนิง”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าเรื่องราวไม่
สำเร็จ
นางยิ้มปลอบใจอีกฝั่าย “ก่อนหน้านี้ตรัสแล้ว
นี่เพคะว่าไทเฮาและฝั่าบาททรงยุ่งอยู่ ฉะนั้นได้
ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ถือว่าอยู่ในความคาดหมาย ให้
ผ่านไปอีกสักหน่อยพระองค์ค่อยตรัสอีกทีก็ได้ ไม่
แน่ว่าพวกฝั่าบาทอาจทรงยินยอม เหตุใดต้อง
หมดอาลัยตายอยากเช่นนี้ด้วยล่ะเพคะ?”
เสิ่นจื่ออีเอ่ย “จริงของเจ้า”
เมื่อวานไปฟั้องเรื่องเจ้าจางจ้งผู้นั้นไม่สำเร็จ
เดิมทีก็คาดไว้แล้ว วันหลังค่อยว่ากันใหม่ก็ได้
ไม่ได้มีอะไรใหญ่โต นางจึงยิ้มแย้มอีกครา จูง
มือเจียงเสวี่ยหนิงไปดูโจวเปั่าอิงเดินหมากกับ
ฟางเมี่ยว
ฟางเมี่ยวนำหมากมาเล่นแก้เบื่อไปอย่าง
นั้นเอง ทั้งยังคิดว่ายามปกติโจวเปั่าอิงสมองไม่
ค่อยดีไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไร อย่างมากก็แค่พูดจา
ใหญ่โตหยอกเย้าให้ทุกคนมีความสุขสนุกสนาน
ทำให้ทีแรกไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเล่นหมากรุกสัก
เท่าไร
แต่เรื่องเหนือความคาดหมายก็คือ ครั้นนั่งอยู่
หน้ากระดานหมาก โจวเปั่าอิงกลับคล้ายแปร
เปลี่ยนเป็นคนละคน
แก้มซึ่งยามปกติพองตุ๊บปั่องราวกับกระรอก
นั้นเหยียดเกร็ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาก็มีแต่
ความขึงขัง บริเวณหัวคิ้วอันงามหมดจดทวีความ
เคร่งขรึมหลายส่วน ยามเดินหมากใช้เวลาเพียง
ชั่วพริบตา ไม่นานนักก็กินตัวหมากจนฟางเมี่ย
วตะลึงงัน
นางไม่กล้าเชื่อเลยว่าชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ถูก
กิน ‘องครักษ์[1]’ ไปตัวหนึ่ง จึงโบกมือพัลวัน
ถอนตัวหมากที่ตนเพิ่งวางกลับคืนมา “ไม่นับ ไม่
นับ เมื่อครู่ไม่นับ! ข้ายังคิดไม่เสร็จเลย ข้าไม่ลง
ตรงนี้แล้ว ข้าจะเปลี่ยนเป็นตรงนี้!”
“วางหมากแล้วห้ามเปลี่ยนใจสิ!” โจวเปั่าอิง
ตกใจจนนิ่งงัน “ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
ขณะเอ่ยคำพูดนี้ก็เบิกตาโพลง หัวฟัดหัว
เหวี่ยงราวกับฟางเมี่ยวแย่งขนมแปั้งกรอบของ
นางไปอย่างไรอย่างนั้น
ภาพเหตุการณ์นี้ควรจะดูจริงจัง
ทว่าสิ่งที่อยู่บนใบหน้านางคือความอวบอูม
ไม่เพียงไม่ทำให้คนตกใจ แต่กลับน่ารักน่าชังเป็น
อันมาก ทุกคนอดเปล่งเสียงหัวเราะพูดกระเซ้า
ไม่ได้ “พอยอดฝีมือในการเดินหมากมาเจอนัก
เดินหมากไม่ได้ความก็ยากจะจบเรื่องได้ง่าย ๆ
เสียแล้ว!”
ฟางเมี่ยวยังคงแก้ตัว บอกว่าโจวเปั่าอิงเดิน
หมากน่ากลัวถึงเพียงนี้ เห็นชัดว่ากำลังรังแกนาง
อยู่ จะเปลี่ยนใจก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย
ทุกคนหัวเราะจนตัวโยน
แม้แต่เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังยืนดูการประชัน
อยู่วงนอกสุดก็ยังอดเผยรอยยิ้มออกมาหลายส่วน
ไม่ได้ เพียงแต่พอนางกลอกตาก็เห็นเงาร่างหนึ่ง
กำลังเดินเข้ามาจากนอกประตูตำหนัก รอยยิ้ม
งามเพริศพริ้งที่ประดับบนใบหน้าสลายไปใน
บัดดล หลุบตากล่าวคารวะก่อนเป็นคนแรก
“คารวะเซี่ยเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
คราวนี้ทุกคนถึงรู้ตัวว่าเซี่ยเวยมาถึงแล้ว
ผู้เดินหมากลุกขึ้น ส่วนผู้ชมหมากก็เก็บ
รอยยิ้มแล้วหมุนกาย แสดงการคารวะตามเจียง
เสวี่ยหนิง
ฝีเท้าของเซี่ยเวยหยุดอยู่นอกประตูตำหนัก
เมื่อคืนเขาไม่ได้นอน ครึ่งหนึ่งเพราะมีงาน
มาก ส่วนอีกครึ่งคืออึดอัดคับข้องใจ สถานการณ์
อันสลับซับซ้อนบางประการยังไม่อาจแก้ไข ทั้ง
ยังปวดศีรษะกลางดึกจนโรคขี้หนาว[2]กำเริบ
เช้าวันนี้ตอนออกจากจวนจึงหน้าซีดอยู่บ้าง
พวกชุดนักพรตบางเบาที่เคยสวมจึงไม่ได้สวม
อีก
เจี้ยนซูกลัวว่าหากเขาต้องลมหนาวจะอาการ
ทรุด เลยห่มเสื้อคลุมยาวฉ่างอี[3]สีครามเข้มบุขน
สัตว์ให้ชั้นหนึ่ง ยามยืนดูหนักแน่นประหนึ่ง
ขุนเขาอยู่หลายส่วน
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาก็เก็บรอยยิ้ม แสดง
ท่าทีเคารพนบนอบไร้ข้อผิดพลาด เซี่ยเวยย่อม
เห็นอย่างชัดเจน ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงรู้สึกอัดอั้น
ตันใจไม่น้อย
เขากล่าวเรียบ ๆ “ไม่ต้องมากพิธี”
เขาเก็บสายตาที่อยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิงเมื่อ
ครู่กลับคืน หอบตำราเดินเข้ามาในตำหนัก
ทุกคนรู้ว่ากำลังจะเข้าเรียนแล้ว รีบช่วยฟาง
เมี่ยวเก็บกระดานหมากรุก ต่างคนต่างกลับไปยัง
ที่นั่งของตน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับโต๊ะเรียนของตัวเอง
เช่นกัน
เซี่ยเวยเดินเข้ามาจากทางเดินฝังขวา ผ่าน
ข้างโต๊ะเรียนของนางพอดี ทว่าขณะเคลื่อน
สายตาลงโดยไม่ได้ตั้งใจกลับหยุดนิ่ง ฝีเท้าชะงัก
งันในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงมองตามสายตาเขา พบว่าสิ่งที่
เขามองอยู่ก็คือตำราเตือนสตรีตรงมุมโต๊ะ มุม
ปากของนางจึงอดเหยียดเป็นรอยยิ้มหยันไม่ได้
ทว่าคิ้วอันเรียวยาวทั้งสองข้างของเซี่ยเวยก
ลับขมวดมุ่น
บนโต๊ะเรียนของทุกคนต่างมีตำราเล่มนี้
เขาเอื้อมมือไปหยิบเล่มตรงมุมโต๊ะเจียงเสวี่ย
หนิงขึ้นมา ครั้นพลิกไปสองหน้า นิ้วยาวซึ่งแตะ
อยู่ตรงมุมกระดาษพลันหยุดชะงัก ถามขึ้นมาว่า
“การเรียนของตำหนักเฟิงเฉินไม่มีตำราเล่มนี้
ผู้ใดให้เอาเข้ามา?”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันในใจ
ไม่ตอบเช่นกัน
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา
เสิ่นจื่ออีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เรียน
เซียนเซิง เมื่อวานจางเซียนเซิงที่สอนคัมภีร์ว่า
ด้วยเรื่องจริยะบอกว่าพวกศิษย์ไม่รู้จักแยกแยะ
สูงต่ำ จึงของดสอนคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะและ
ไปสอนตำราเตือนสตรีก่อน จากนั้นจึงสั่งให้คน
นำตำราเล่มนี้มาให้”
“…”
——————–
1. ในหมากรุกจีน องครักษ์มีหน้าที่ปกปั้องแม่
ทัพซึ่งเป็นตัวตัดสินผลการแพ้ชนะของการ
แข่งขัน ตัวองครักษ์ของหมากรุกจีนมี
ความสำคัญเทียบเท่าตัวเม็ดของหมากรุก
ไทย
2. โรคขี้หนาว มีอาการมือเท้าเย็น ร่างกาย
กลัวหนาว มักจะมีร่างกายอ่อนแอ เหนื่อย
ง่าย ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับแต่
ละคน
3. เสื้อคลุมยาวฉ่างอี เป็นเสื้อคลุมยาวจดข้อ
เท้า ส่วนลำตัวแหวกข้างยาวถึงหน้าอก
บริเวณเอวอาจใช้แถบเชือกปักลายผูกไว้ให้
กระชับ
บทที่ 62 มารสูงหนึ่งจั้ง (3)
‘จางจ้ง?’
จางจ้งแห่งหอบันทึกประวัติศาสตร์ต่างจาก
อาจารย์จากสภาฮั่นหลินคนอื่น เซี่ยเวยมี
ปฏิสัมพันธ์ด้วยไม่มากนัก คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า
เสิ่นจื่ออีจะตอบเช่นนี้ ทั้งยังยิ่งคิดไม่ถึงว่าจางจ้ง
จะขวัญกล้าต่อหน้าทำอย่างลับหลังทำอีกอย่าง
เปลี่ยนรายการตำราที่เขากำหนดเอาไว้
สายตาของเขาจดจ้องหน้ากระดาษ พบว่าแต่
ละอย่างล้วนโบราณคร่ำครึ
สมองอดหวนนึกถึงข้อพิพาทอันดุเดือดที่มีกับ
เจียงเสวี่ยหนิงเมื่อวานไม่ได้…
“ตอนนี้จางเซียนเซิงยังสอนอยู่ เจ้าไม่ฟังการ
สอนแต่มานั่งอยู่ตรงนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน?”
“ข้าไม่อยากฟังวิชาของจางเซียนเซิง…”
“ข้าไม่ควรสั่งสอนเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“การเคารพครูบาอาจารย์ถือเป็นหลักการอัน
สำคัญยิ่ง ย่อมเป็นอาจารย์สอนสิ่งใดศิษย์ก็เรียน
สิ่งนั้น อาจารย์กล่าวเช่นใดศิษย์ก็ว่าเช่นนั้นอยู่
แล้ว ฉะนั้นการที่เซี่ยเซียนเซิงจะกดดันข้า ตำหนิ
ข้า เข้าใจข้าผิดก็ล้วนเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเจ้า
ค่ะ”
…
เซี่ยเวยเป็นผู้ล่วงรู้จิตใจคน ครั้นได้ฟังคำ
กล่าวนี้ของเสิ่นจื่ออี เพียงคิดก็รู้แล้วว่าเมื่อวาน
ตนตำหนิเจียงเสวี่ยหนิงด้วยอคติที่มีอยู่ก่อน ทั้ง
ยังไม่ยอมฟังต้นสายปลายเหตุ เป็นเหตุให้นางเอา
คืนด้วยความกราดเกรี้ยว ตอนนี้เขาจึงเริ่มรู้สึก
หงุดหงิดกลัดกลุ้มใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ครั้นเห็นตำราเล่มนี้อีกคราก็ยิ่งรู้สึกทนดูไม่ได้
กว่าเดิม
แม้เขาจะแสดงตัวเป็นมิตรกับผู้อื่นมาตลอด
ทว่าภายในหาใช่ผู้ที่เข้ากับผู้อื่นได้ง่ายดายไม่ เขา
ไม่เอ่ยวาจา เหลือบมองผาดหนึ่ง สะบัดมือขว้าง
เตือนสตรีเล่มนี้ออกไปนอกตำหนักทันที
ตำราเล่มนั้นส่งเสียงดัง ‘พรึ่บ’ กระพือ
หน้ากระดาษขาวสะอาด จากนั้น ก็ร่วงลงบน
ขั้นบันไดด้านนอก
แต่ละคนตกใจจนสะดุ้งโหยง
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็อดเหลือบตาขึ้นมองเซี่ย
เวยไม่ได้
ใบหน้าขาวซีดเล็กน้อยของเซี่ยเวยไร้
ความรู้สึก เพียงถือตำราที่ตนเองเรียบเรียงเดิน
ขึ้นตำหนัก เมื่อยืนเรียบร้อยแล้วก็มองทุกคนก่อน
ชี้ออกไปนอกประตูตำหนัก “โยนทิ้งให้หมด”
เสิ่นจื่ออีตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง โยนตำราเตือน
สตรีบนโต๊ะตัวเองออกไปทันที
ทว่าคนอื่นมองหน้ากันไปมา ท่าทาง
หวาดกลัวไม่กล้ากระทำ
เฉินซูอี๋เคยโดนดีจากเซี่ยเวย ถึงแม้ยามนี้จะ
ไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดเช่นกัน
เหยาหรงหรงกล่าวเสียงแผ่ว “เช่น เช่นนั้น
ด้านจางเซียนเซิง…”
เซี่ยเวยหลุบตา ไม่แยแสแม้แต่น้อย
ไม่ว่าใครล้วนดูออก เมื่อเทียบกับตอนสอน
พิณในวันก่อน เขาอารมณ์เสียไม่น้อยเลย
ครั้นเห็นว่ามีคนโยนทิ้งเพียงไม่กี่คน เขาก็
คร้านจะพูดอีก
เพียงวางม้วนตำราของตนขณะกล่าวเรียบ ๆ
ว่า “เริ่มเรียนได้”
——————
เดิมทีวันนี้เซี่ยเวยวางแผนว่าจะสอน ‘คำ
กล่าวของอาจารย์’ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อ
เน้นย้ำหลักการสำคัญของการเคารพครูบา
อาจารย์ เขาต้องการอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ
ความสำคัญของคำว่า ‘การศึกษา’ และหลักการ
ของ ‘มรรคาแห่งการเป็นอาจารย์มิใช่การบังคับ
บัญชาคน’ มากกว่า แต่ครั้นเข้าตำหนักมาเห็น
เตือนสตรีเล่มนั้นก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุของ
เรื่องเมื่อวานทันที เกรงว่าหากหนิงรองได้ฟังการ
สอนบทนี้ต้องเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะใช้มรรคาแห่ง
การเป็นอาจารย์มาข่มเหงผู้อื่นแน่ จึงพลิกข้าม
บทนี้ไป หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เลือกบท
‘ชีวประวัติเหลียนพอ[1]และลิ่นเซี่ยงหรู[2]ที่อยู่
ในบันทึกประวัติศาสตร์[3]มาสอน
เริ่มสอนจาก ‘คืนหยกสมบูรณ์ให้จ้าว[4]’ ไป
จนถึง ‘แบกไม้หนามไปรับโทษ[5]’
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นตำนานเล่าขาน ไม่นาน
ทุกคนก็จดจ่อราวกับกำลังฟังนิทาน
ขณะเขาเล่าถึงตอนที่เหลียนพอเข้าใจลิ่น
เซี่ยงหรูผิดก็เหลือบมองเจียงเสวี่ยหนิง กลับเห็น
นางนั่งตรงหัวมุมด้วยท่าทางไม่รู้สึกรู้สา ถึงแม้จะ
ไม่ได้ใจลอย แต่มองแล้วก็มิได้มีท่าทีตั้งอกตั้งใจ
เช่นกัน
เขาอดย่นหัวคิ้วอีกครั้งไม่ได้
แต่หากตำหนิยามนี้ก็ไม่ต่างจากราดน้ำมันลง
กองเพลิง เซี่ยเวยสะกดกลั้นความคิด ไม่มองนาง
อีก
ครั้นเลิกเรียนในอีกหนึ่งชั่วยามต่อมา เซี่ยเวย
ก็เดินไปหานาง
ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก เจียงเสวี่ยหนิงก็เห็น
เขาเข้าเสียก่อน นางจึงค้อมกายคารวะอย่างเฉย
ชา “น้อมส่งเซี่ยเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
“…”
คำพูดที่ยังไม่ทันหลุดจากปากของเซี่ยเวยถูก
นางสกัดไว้ สุดท้ายก็ดูออกว่านางคับข้องใจและ
ไม่เต็มใจจะคุยด้วย เขาจึงนึกได้ว่ากลางยามเฉิน
สองเค่อ ซุนซู่จากสถานศึกษาหลวงจะมาสอน
วิชาคำนวณ ยามนี้จึงมิใช่โอกาสอันดีที่จะสนทนา
ด้วยจริง ๆ เซี่ยเวยได้แต่ยืนมองนางอยู่นาน แล้ว
ทำ ได้แค่เดินจากไป
เพียงแต่ตลอดเส้นทางที่เดินทางออกจากวัง
หลวงเพื่อกลับจวน เขารู้สึกอึดอัดหนักอึ้งยากจะ
ระบาย
————–
หลี่ว์เสี่ยนงอนิ้วนับเวลาและมาเยี่ยมคารวะ
เซี่ยเวยถึงที่ ครั้นเข้ามาในเรือนปีตู๋ก็เห็นเขายืน
หันหน้าเข้าหาผนังอันว่างเปล่าปราศจาก
เครื่องประดับและภาพอักษร ถ้วยชาในมือก็ไม่รู้
ว่าถืออยู่นานเท่าใดแล้ว ในวันที่อากาศหนาวจัด
กลับไร้ไอร้อนพวยพุ่ง ทำให้อดรู้สึกประหลาดใจ
ไม่ได้
เรือนปีตู๋แห่งนี้คือห้องอักษรของเซี่ยจวีอัน
ครั้นเจ้าของห้องเผชิญเรื่องยากจะแก้ไขมัก
หันหน้าหาผนัง ผนังอันว่างเปล่าไม่ประดับสิ่งใด
นี้มีไว้เพื่อสงบจิตใจนั่นเอง
‘วันนี้เป็นอะไรไปนะ เพราะคดีหยกหรูอี้ที่
กำลังลุกลามบานปลายในวังหลวงน่ะหรือ’
เขาจัดชุดบัณฑิตตัวยาวให้เรียบร้อยแล้วนั่ง
ลงด้านหลังเซี่ยเวย เอ่ยขึ้นว่า “อยู่ดีไม่ว่าดีแล่น
ไปวังหลวงเพื่อสอนเด็กสาวพวกนั้นทำไม การ
บรรยายประจำวันตามปกติก็เจียดเวลาไม่ได้อยู่
แล้ว บัดนี้ยังรับลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งเพิ่มอีก ยิ่งทำให้
พบเจ้าได้ยากขึ้น วันหนึ่ง ๆ ก็ใช้เวลาอยู่ในวัง
หลวงห้าหกชั่วยามแล้ว วันนี้เดิมทีคิดจะคุยกับ
เจ้าเรื่องโหยวฟางอิ๋นผู้นั้น แต่เจ้ากลับมีอาการ
เช่นนี้เสียได้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกล่ะ?”
เซี่ยเวยหนวกหูนัก
จนบัดนี้เขาเพิ่งจะขยับมือ หลุดจากภวังค์
และดื่มชาที่กำลังถือ ถึงค่อยพบว่าชาเย็นชืดไป
เสียแล้ว ทำได้เพียงวางลงบนมุมโต๊ะด้านข้าง
“เรื่องเล็กน้อยบางประการ”
“เรื่องเล็กน้อย?” หลี่ว์เสี่ยนอดมองสำรวจ
เขาไม่ได้ สายตาแปลกประหลาด “แต่ไหนแต่ไร
มาเจ้า เซี่ยจวีอัน จะกลัดกลุ้มเพราะงานใหญ่
เท่านั้น ข้าไม่รู้เลยว่าเจ้าต้องสงบจิตใจเพราะ
เรื่องเล็กน้อยกับเขาด้วย”
เซี่ยเวยคิด ก็นั่นน่ะสิ
ชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกว่าน่าขันดีเหมือนกัน
เขาไม่สะดวกจะบอกหลี่ว์เสี่ยนว่าเมื่อวานตน
หงุดหงิดและโมโหสาวน้อยผู้หนึ่ง มิหนำซ้ำตนยัง
เป็นฝั่ายไร้เหตุผลเสียด้วย จึงได้แต่ส่ายหน้า ถอน
หายใจด้วยความจนใจ “ธรรมะสูงหนึ่งฉื่อ มารสูง
หนึ่งจั้ง สุดท้ายข้าเซี่ยเวยก็มีช่วงที่ถูกผู้อื่นจัดการ
เช่นกัน”
——————–
1. เหลียนพอ เป็นชื่อของแม่ทัพใหญ่แห่ง
แคว้นจ้าว ได้รับการขนานว่าเป็นหนึ่งในสี่
แม่ทัพใหญ่แห่งยุครณรัฐ อีกสามคนคือไปั๋ฉี่
หวังเจี่ยน และหลี่มู่
2. ลิ่นเซี่ยงหรูเป็นชื่อของมหาเสนาบดีผู้ให้
คำแนะนำและช่วยบริหารงานเจ้าผู้ครอง
แคว้นจ้าว
3. บันทึกประวัติศาสตร์ ประพันธ์โดยซือหม่า
เชียน เนื้อหาบันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ตั้งแต่สมัยหวงตี้ (จักรพรรดิเหลือง) ไป
จนถึงสมัยฮ่องเต้ฮั่นอู่ตอนต้น รวมทั้งสิ้น
สองพันห้าร้อยปี ถือเป็นตำรา
ประวัติศาสตร์เล่มสำคัญของจีน
4. คืนหยกสมบูรณ์ให้จ้าว เป็นเรื่องราวของ
เจ้าผู้ครองแคว้นฉินที่ต้องการใช้เมืองสิบห้า
เมืองมาแลกหยกเหอซื่อปีซึ่งเป็นชื่อหยกล้ำ
ค่าชิ้นหนึ่งในสมัยนั้น แคว้นจ้าวจึงส่งลิ่น
เซี่ยงหรูเป็นผู้นำหยกเหอซื่อปีไปแลกเมือง
ทว่าเมื่อเดินทางไปถึงและมอบหยกให้
ปรากฏว่าแคว้นฉินกลับไม่ทำตามที่ตกลง
ลิ่นเซี่ยงหรูจึงใช้ไหวพริบชิงหยกคืนมาแล้ว
ส่งกลับแคว้นจ้าวในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม
ต่อมาสำนวนนี้จึงใช้อุปมาว่า นำสิ่งของคืน
แก่เจ้าของเดิมในสภาพสมบูรณ์
5. แบกไม้หนามไปรับโทษ เหลียนพอไม่พอใจ
ที่ตำแหน่งของเขาด้อยกว่าลิ่นเซี่ยงหรู เขา
จึงพูดว่าถ้าลิ่นเซียงหรูออกนอกวังเมื่อไร
เขาจะหาเรื่องให้ได้ ลิ่นเซี่ยงหรูรู้เข้าก็หลบ
หน้า เมื่อมีผู้คนสงสัยและไต่ถาม เขาจึง
ตอบว่าที่หลบเป็นเพราะแคว้นจ้าวมีขนาด
เล็ก พร้อมจะถูกแคว้นฉินกลืนกินได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นจะมาขัดแย้งกันเองได้อย่างไร คำพูด
ของเขาไปถึงหูเหลียนพอ ทำให้เหลียนพอ
ละอายใจ นำไม้หนามมาผูกติดตัวแล้วไป
ขอโทษลิ่นเซี่ยงหรู ขอให้ลิ่นเซี่ยงหรูลงโทษ
เขาด้วยไม้หนามเหล่านี้