คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 63 ขอคืนดี (1)
วันนั้นพอกลับไปแล้วคนขี้งกอย่างหลี่ว์เสี่ยนก็
ดีอกดีใจจนควักกระเปั๋าซื้อสุราวสันต์แห่งจินหลิง
[1]กลับไปร้านโยวหวงไหหนึ่ง
เด็กรับใช้ตกใจจนตะลึงงัน “ท่านมีไข้หรือ
ขอรับ?”
หลี่ว์เสี่ยนรินสุราใส่ถ้วย ดื่มอย่างมีความสุข
อึกหนึ่ง “ในที่สุดคนชั่วก็ได้รับผลกรรมของคนชั่ว
ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่ากรรมไม่ตามสนอง แต่เพราะยัง
ไม่ถึงเวลาต่างหาก! ฮ่า ๆ ๆ …”
หากเกิดลงไม้ลงมือกันด้วยคงดีกว่านี้อีก
เขาคิดอย่างสบายอารมณ์
“…”
เด็กรับใช้ซึ่งเดิมทียังห่วงว่าเขาจะล้มปั่วย
หรือไม่ ขณะนี้ยืนยันได้แล้วว่าเขาแค่เสียสติ
ตามปกติ จึงอดมุมปากกระตุกไม่ได้ ก่อนจะปิด
ประตูอย่างเงียบ ๆ ปล่อยเขาละเมอเพ้อพกมี
ความสุขอยู่ในห้องเพียงลำพัง
———
เช้าวันต่อมามีการฟังราชกิจยามเช้า
ครั้นสิ้นสุดการฟังราชกิจแล้วทว่ายังเช้าอยู่
เซี่ยเวยก็ถูกขุนนางจากกรมขุนนางหลายคนลาก
ตัวไปสนทนาพักหนึ่งถึงค่อยหลุดออกมาได้ เขา
ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมตัวเดินทางไปยัง
หอบันทึกประวัติศาสตร์
คิดไม่ถึงว่าพอเงยศีรษะก็เห็นร่างสองร่างอยู่
ตรงขั้นบันไดตำหนักหวงจี๋
คนทางด้านซ้ายหน้าตาเที่ยงตรง กำลัง
สนทนากับคนทางด้านขวาด้วยใบหน้าประดับ
รอยยิ้มสบาย ๆ เขาคือเฉินอิ๋งรองเสนาบดีกรม
อาญาฝั่ายขวาคนปัจจุบันนั่นเอง ส่วนผู้ที่อยู่
ทางขวากลับไม่คุ้นหน้าอยู่บ้าง สวมชุดขุนนางสี
นิล ใบหน้าเย็นชา หลุบตาเก็บงำประกาย พาน
ให้คนบังเกิดความรู้สึกว่าเย็นชาไร้ปรานี
เซี่ยเวยเดินลงบันได เฉินอิ๋งเองก็เห็นเขาแล้ว
จึงคลี่ยิ้ม บอกคนทางขวาว่า “เรื่องนี้ประเดี๋ยวข้า
กลับไปยังศาลาว่าการกรมอาญาแล้วค่อยหารือ
กัน”
ครั้นกล่าวจบก็เดินไปหาเซี่ยเวย
เซี่ยเวยมองด้านหลังของอีกฝั่าย บังเอิญเห็น
คนผู้นั้นหันหน้ากลับมามองตนพร้อมผงกศีรษะ
ให้เล็กน้อย เขาพลันอึ้งอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่รู้
สถานะของคนผู้นี้ แต่ก็ยังผงกศีรษะคารวะกลับ
เฉินอิ๋งยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเซี่ยเวย ค้อมกาย
ประสานมือคารวะ “ได้ยินว่าช่วงหลายวันที่ผ่าน
มาเซี่ยเซียนเซิงมีงานยุ่ง ทั้งยังต้องถวายการสอน
องค์หญิงใหญ่ในวังหลวงอีก คนแซ่เฉินมิกล้าไป
เยี่ยมคารวะโดยพลการ ไม่ทราบว่าเมื่อไรท่านถึง
พอจะมีเวลาว่างขอรับ?”
เซี่ยเวยกลับพูดขึ้นมาว่า “คนเมื่อครู่คือ
ผู้ใด?”
“เมื่อครู่?”
เฉินอิ๋งหันศีรษะกลับไปมอง พบว่าผู้ที่สนทนา
กับตนเมื่อสักครู่หมุนกายมุ่งหน้าไปยังประตูวัง
แล้ว มือทั้งสองข้างสอดประสานกันในแขนเสื้อ
บุคลิกท่วงท่าสง่างาม ดูไม่ออกสักนิดว่าจะเป็นผู้
ที่กำลังมีเรื่องกับองครักษ์เสื้อแพรในขณะนี้
ยามเขาเอ่ยถึงคนผู้นี้ น้ำเสียงแฝงความชื่นชม
อยู่หลายส่วน
“หัวหน้าหน่วยย่อยกรมอาญากำกับมณฑล
เจียงซีที่เพิ่งถูกโยกย้ายมาได้ไม่นาน แซ่จาง
ขอรับ”
แม้ว่าขณะนี้เซี่ยเวยจะดำรงตำแหน่งที่มีเพียง
ยศแต่ไร้ซึ่งอำนาจจริง ๆ ทว่าถึงอย่างไรก็เป็นคน
ของสำนักมหาบัณฑิตใต้สังกัดของฝั่าบาท
เรื่องราวน้อยใหญ่ภายในราชสำนักต้องผ่านมือ
เขาครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นใช้อำนาจเรียกลม
เรียกฝนอันใด แต่โดยพื้นฐานแล้วก็จดจำได้ทุก
เรื่อง
พอเฉินอิ๋งเอ่ยถึง เขาก็นึกออก
นั่นเป็นเพราะเขาเป็นผู้ลงนามรับรองให้
โยกย้ายตำแหน่งนั่นเอง จึงเอ่ยว่า “จางเจอที่
ร้องเรียนผู้คุมกองพันโจวผู้นั้น?”
เฉินอิ๋งมองสำรวจสีหน้าเซี่ยเวย กล่าวยิ้ม ๆ
“เป็นคนผู้นี้ เซี่ยเซียนเซิงคงยังไม่ทราบ คนผู้นี้มี
ความสามารถล้นพ้น แตกฉานเรื่องการลงทัณฑ์
ยิ่งนัก จดจำข้อกฎหมายได้จนหมดสิ้น เพียงแต่
นิสัยไม่น่าคบหาและแข็งกร้าว อีกทั้งยังไม่เข้า
พวกสักเท่าไร เขาเพิ่งจะถูกโยกย้ายมาหน่วยย่อย
ไม่กี่วัน หน่วยตรวจการเหนือขององครักษ์เสื้อ
แพรก็จัดงานเลี้ยงกัน เชิญชวนข้าไปร่วมอยู่หลาย
ครา บัดนี้คนแซ่เฉินกำลังคิดไม่ตกอยู่พอดี เซี่ย
เซียนเซิง ท่านเห็นเป็นเช่นไรบ้างขอรับ?”
เดิมทีจางเจอเป็นหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน
กรมอาญา ครั้นร้องเรียนผู้คุมกองพันโจวจึงผิดใจ
กับองครักษ์เสื้อแพร เสิ่นหลางเคยก่นด่ากับ
มหาบัณฑิตในสำนักมหาบัณฑิตเช่นพวกเขาว่า
คนผู้นี้ไม่รู้จักพลิกแพลง ชอบสร้างปัญหาให้อยู่ร่ำ
ไป
เพราะถึงอย่างไรองครักษ์เสื้อแพรก็ถวายการ
รับใช้ฮ่องเต้เท่านั้น
แต่แม้จะกริ้วถึงเพียงนี้ เสิ่นหลางก็ยังสะบัด
พู่กันโยกย้ายจางเจอไปอยู่หน่วยย่อยของกรม
อาญา จากขุนนางขั้นเจ็ดขึ้นเป็นขั้นหก ในทาง
แจ้งนี่อาจเป็นการเลื่อนขั้นก็จริงอยู่ แต่ในทางลับ
กลับเป็นการลดอำนาจของจางเจอ ทว่าก็ไม่ได้
ปลดตำแหน่งทางราชการ เห็นชัดว่ายังทรงพระ
เมตตาอยู่บ้าง
อีกประการหนึ่ง…
เซี่ยเวยดวงตาวาบประกายเล็กน้อย มอง
เฉินอิ๋งพร้อมเอ่ยว่า “เสนาบดีเจิ้งแห่งกรมอาญา
สูงวัยมากแล้ว ปีก่อนเคยถวายฎีกาขอ
เกษียณอายุราชการต่อฝั่าบาท เพียงแต่ถูกฝั่า
บาททรงระงับเอาไว้ ตรัสว่าต่อให้เสนาบดีเจิ้งถึง
วัยเกษียณแล้ว แต่ยังหาผู้เหมาะสมจะมา
ปกครองกรมอาญาไม่ได้ ทว่าปีนี้กู้ชุนฟางผู้ตรวจ
ราชการมณฑลเหอหนานดำรงตำแหน่งจนครบ
วาระ และเป็นคนผู้นี้อีกที่ให้การสนับสนุนอย่าง
เต็มที่ จางเจอผู้มีชาติกำเนิดเป็นแค่เจ้าหน้าที่
ธรรมดาถึงได้เข้ามารับตำแหน่งขุนนาง สุรานั้น
ดื่มได้ งานเลี้ยงก็ร่วมได้ แต่จะกระทำตัวเช่นไร
ท่านต้องไปขบคิดพิจารณาด้วยตนเอง”
เฉินอิ๋งใจสั่นสะท้านทันที
เขาฟังความนัยของเซี่ยเวยออก เมื่อคิดว่าอีก
ไม่นานกู้ชุนฟางจะมาเป็นผู้บังคับบัญชาของตน
เกรงว่าคงไม่อาจแตะต้องจางเจอได้ พอนึกถึง
แผนการที่ตนเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ก็ต้องสูดลม
หายใจหนาวเหน็บเฮือกหนึ่ง เขาคารวะเซี่ยเว
ยอีกครา “ขอบคุณเซียนเซิงอย่างยิ่งที่ชี้แนะ”
เซี่ยเวยกลับมีท่าทีเรียบเฉย เพียงเอ่ยว่า
“ช่วงนี้งานยุ่ง อีกสักหลายวันท่านค่อยมาหาข้า
แล้วกัน”
เฉินอิ๋ง “ขอรับ”
เซี่ยเวยไม่พูดจาให้มากความอีก กล่าวลา
เฉินอิ๋ง เอามือไพล่หลังหมุนกายมุ่งตรงไปยัง
ทิศทางของตำหนักอู่อิง
หอบันทึกประวัติศาสตร์อยู่ใต้สังกัดสภาฮั่น
หลิน ตั้งอยู่บนเรือนระเบียงทั้งทางฝังทิศบูรพา
และประจิมของตำหนักอู่อิง มีหน้าที่บันทึก
ประวัติศาสตร์บ้านเมือง หน้าที่หลักคือ
รับผิดชอบการบันทึกอัตชีวประวัติของขุนนาง
ผู้สร้างคุณูปการ
เพิ่งจะสิ้นสุดการฟังราชกิจเช้า ขุนนางจด
บันทึกกำลังดื่มชาอยู่ในห้องโถง
โดยทั่วไปยามนี้จะต้องกำลังถกกันถึงเรื่องที่
เกิดในราชสำนัก หรือไม่ก็เรื่องน่าสนใจจาก
สถานที่ต่าง ๆ หากบังเกิดอารมณ์สุนทรีก็ยังจะ
ร่ายโคลงกลอน พูดคุยเรื่องบทความอีกด้วย
เพียงแต่วันนี้ต่างจากที่ผ่านมา บรรยากาศ
กดดันอย่างยากจะปกปิดเล็กน้อย
จางจ้งหัวหน้าหอบันทึกประวัติศาสตร์มอง
ตำราเตือนสตรีจำนวนแปดเล่มบนโต๊ะ ใบหน้า
เกร็งเขม็งจนเป็นสีแดงม่วง ครั้นเอื้อมมือไปพลิก
ดูหนังสือเล่มบนสุดแล้วเห็นว่ามีรอยเปือนดิน
โคลนราวกับถูกโยนลงพื้น ดวงตาก็ยิ่งเหมือนจะมี
เปลวเพลิงพวยพุ่ง
ขันทีน้อยที่มาส่งตำราอดหดคอกลับไม่ได้
ชั่วขณะต่อมาก็ได้ยินเสียงดังหนัก ๆ ครั้งหนึ่ง
เป็นจางจ้งที่ออกแรงตบโต๊ะผุดลุกร้องถามเสียง
ดัง “เอาใหญ่แล้ว เอาใหญ่แล้ว! ผู้ใดกันกินดีเสือ
ดาวมา แม้แต่ตำราที่เปินกวน[2]แจกจ่ายให้ก็
กล้าโยนทิ้ง ซ้ำยังกล้านำมาคืนต่อหน้าเปินกวน
อีก?!”
เขาเพิ่งจะพูดจบก็มีเสียงหัวเราะแว่วมาจาก
นอกหอบันทึกประวัติศาสตร์ “หัวหน้าจางโปรด
ระงับโทสะด้วย”
หอบันทึกประวัติศาสตร์เงียบสงัดในบัดดล
พอจางจ้งได้ยินเสียงก็หันศีรษะมองออกไป
ด้านนอก ครั้นเห็นเซี่ยเวยเดินเข้ามาก็ระงับความ
ขุ่นเคืองเมื่อครู่กลับไปหลายส่วน ทว่าก็ยัง
อารมณ์เสียอยู่ดี “ท่านรองราชครูมาได้จังหวะ
พอดี ดูศิษย์หญิงที่ตำหนักเฟิงเฉินพวกนั้นสิ ไม่
เคารพครูบาอาจารย์ ไม่รู้จักร่ำเรียนตำรา ไม่
สนใจกฎบ้านกฎเมือง ไม่รู้ผู้ใดมอบความกล้า
เช่นนี้ให้!”
เซี่ยเวยมองตำราเตือนสตรีจำนวนแปดเล่ม
ตรงหน้าเขาแวบหนึ่ง เลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็
นั่งลงบนเก้าอี้พนักกลมซึ่งเป็นตำแหน่งประธาน
มองจางจ้งอย่างสงบเยือกเย็นขณะเอ่ยว่า “ต้อง
ขออภัยจริง ๆ ความกล้านี้คนแซ่เซี่ยเป็นผู้มอบ
ให้เอง ส่วนตำราคนแซ่เซี่ยก็เป็นผู้โยนทิ้งเช่นกัน
คิดไม่ถึงว่าหัวหน้าจางจะโกรธขึ้งถึงเพียงนี้ ทำให้
คนแซ่เซี่ยตื่นตระหนกเสียแล้ว”
อะ อะไรนะ…
จางจ้งรู้สึกว่ามีเสียงดัง ‘ตูม’ ในหัวสมอง
แทบไม่อยากเชื่อว่าตนกำลังได้ยินสิ่งใดอยู่ เมื่อ
คำกล่าวนี้วนเวียนในสมองสามรอบจนแจ่มแจ้งก็
มองใบหน้าสงบเยือกเย็นระคนยิ้มของเซี่ยเวยที่อ
ยู่ตรงหน้าอีกครา บังเกิดความรู้สึกร้อนรนกระวน
กระวาย แผ่นหลังเย็นวาบเล็กน้อย ขาแข้งอ่อน
ยวบ ร่างส่ายโอนเอนจนเกือบจะยืนทรงตัวไม่อยู่
———–
ผู้กำลังสอนคัมภีร์ลำนำและกวีอยู่ ณ ตำหนัก
หลักคือจ้าวเยี่ยนหง เจียงเสวี่ยหนิงฟังอยู่ข้างล่าง
ทว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่บ้าง
เมื่อวานพอเซี่ยเวยจากไปแล้ว ตำหนักเฟิง
เฉินก็มีอะไรแปลกประหลาดเล็กน้อย
วิชาถัดจากนั้น ซุนซู่จากจากสถานศึกษา
หลวงมาสอนวิชาคำนวณ คนผู้นี้ค่อนข้างหนุ่ม
เมื่อเทียบประสบการณ์กับอาจารย์คนอื่นก็มีน้อย
สุด แต่อาจเพราะเหตุนี้เขาจึงถ่อมตนและเป็น
มิตรที่สุดเช่นกัน เวลาสอนจะพยายามทำให้ทุก
คนฟังเข้าใจมากที่สุด หากมีคำถามก็จะตอบกลับ
ให้ ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งรู้สึกแย่กับอาจารย์
คนอื่นจึงเริ่มมีความหวังต่อการเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาในวังหลวงขึ้นมาได้บ้าง
ทว่าครั้นเลิกเรียนแล้วทุกคนก็เริ่มทะเลาะกัน
เสียอย่างนั้น
ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเซี่ยเวยโยนตำราเตือน
สตรีของจางจ้งทิ้งไปตอนสอน มิหนำซ้ำยังบอก
ให้พวกนางโยนทิ้งด้วย
เล่มของเจียงเสวี่ยหนิงถูกเซี่ยเวยโยนเอง
ดังนั้นจึงไม่นับ
ส่วนเล่มขององค์หญิงใหญ่ก็ถูกผู้เป็นเจ้าของ
โยนทิ้งด้วยตนเองจริงแท้แน่นอน
ขณะนั้นพระสหายร่วมศึกษาที่เหลืออีกเจ็ด
คนยังปราศจากความเคลื่อนไหว
เหยาหรงหรงซึ่งขวัญอ่อนสุดในหมู่พวกนาง
อกสั่นขวัญแขวนเพราะเรื่องนี้ “เซี่ยเซียนเซิงสั่ง
ให้โยนทิ้ง มิหนำซ้ำองค์หญิงใหญ่ก็ทรงโยนทิ้ง
แล้วเช่นกัน แต่พวกเรากลับไม่ทำอะไรเลย นี่ นี่
จะไม่ค่อยดีหรือเปล่า?”
เฉินซูอี๋พูดกระทบกระเทียบนางทันที “แล้ว
ตอนนั้นไยเจ้าไม่โยนทิ้งไปเล่า?”
เหยาหรงหรงโมโหจนหน้าแดง ไม่กล้าพูด
อะไรอีก
โจวเปั่าอิงกลับกะพริบตาปริบ ๆ “ข้าก็อยาก
โยนนะ แต่เห็นพวกท่านยังไม่โยน พอชูขึ้นมาก็
เลยวางกลับลงไป”
เฉินซูอี๋ยิ้มหยัน “น้องหญิงเปั่าอิงคิดจะทำผิด
หลักจารีตอีกคนอย่างนั้นหรือ?”
ทุกคนต่างฟังออกว่าคำพูดนางแฝงเจตนาไม่
ดี
เซียวซูไม่ได้เอ่ยปากอยู่ด้านข้างเป็นเวลานาน
เมื่อได้ยินเฉินซูอี๋มีน้ำเสียงหาเรื่องเช่นนี้ก็ย่นหัว
คิ้วอย่างยากจะพบเห็น หันหน้าไปถามเจียงเสวี่ย
หนิงว่า “คุณหนูรองเจียงคิดเห็นเช่นไร?”
——————–
1. สุราวสันต์แห่งจินหลิง ชื่อสุราชนิดนี้เคย
ปรากฏในบทกวีที่ประพันธ์โดยหลี่ไปั๋
2. เปินกวน เป็นคำเรียกแทนตัวของขุนนาง
บทที่ 63 ขอคืนดี (2)
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงว่าเซียวซูจะถามตน
และไม่รู้ว่านางมีวัตถุประสงค์อันใด แต่อย่างไร
เสียตำราของนางก็ถูกเซี่ยเวยโยนทิ้งไปแล้ว หาก
มีความผิดก็ให้เซี่ยเวยแบกรับแล้วกัน จึงกล่าว
ตามความสัตย์จริง “อยากจะโยนก็โยน ไม่อยาก
โยนก็เก็บเอาไว้”
เซี่ยเวยเองก็คร้านจะสนใจไม่ใช่หรือไร
นางตอบเช่นนี้เท่ากับไม่ตอบ
เซียวซูมองนางอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหันกลับไป
กล่าวกับทุกคนว่า “การสอนของตำหนักเฟิงเฉิน
ถือเอาเซี่ยเซียนเซิงเป็นหลัก ส่วนอาจารย์ท่าน
อื่นแม้ว่าจะมีความรู้ล้ำลึก ประสบการณ์มากมาย
แต่ทางฝั่าบาทกลับทรงจดจำชื่อแซ่ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ในรายการตำราที่เซี่ยเซียนเซิงกำหนดไว้ทีแรกไม่
มีเตือนสตรีเล่มนี้ หากว่ากันตามเหตุผลแล้วจาง
เซียนเซิงกระทำการโดยพลการ เดิมทีพวกเราไม่
รู้น่ะช่างเถอะ บัดนี้รู้เรื่องแล้วก็สมควรจะ
ปรับปรุงตัว มิหนำซ้ำเดิมทีพวกเรามาเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ หากแม้แต่
องค์หญิงยังทรงโยนทิ้งด้วยพระองค์เอง แต่พวก
เราที่เป็นพระสหายร่วมศึกษากลับยืนดูอย่าง
เพิกเฉย คนที่รู้จะบอกว่าพวกเราเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาขององค์หญิง ส่วนคนที่ไม่รู้เกรงว่าคง
นึกว่าองค์หญิงทรงเป็นสหายร่วมศึกษาของพวก
เราแทน”
เฉินซูอี๋คาดไม่ถึงอย่างยิ่งว่าเซียวซูจะกล่าว
เช่นนี้ นางลุกพรวดทันที “อาซูเห็นด้วยกับการ
โยนตำราทิ้งเนี่ยนะ? แต่ตอนนั้นข้าเห็นเจ้านั่งเฉย
อยู่ด้านข้าง ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด ทว่าตอนนี้ดัน
มาแยกแยะข้อดีข้อเสีย ช่างน่าประหลาดใจนัก”
ทว่าเซียวซูกลับไร้โทสะ เพียงเอ่ยว่า “ข้าแค่
รู้สึกว่าการโยนตำราทิ้งมันออกจะเสียมารยาทไป
หน่อยเท่านั้นเอง”
เหยาซีถามเลียบเคียง “เช่นนั้นความหมาย
ของพี่หญิงเซียวคือ?”
เซียวซู “พวกเราเป็นเพียงผู้ที่เข้าวังมาเป็น
พระสหายร่วมศึกษา ความสัมพันธ์ภายในราช
สำนักหากมีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยจะ
ส่งผลกระทบทั้งหมด การผิดใจกับเซียนเซิงมาก
จนเกินไปก็ไม่ค่อยดี ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการ
โยนตำรา ข้าว่าไม่สู้รวบรวมตำราแล้วสั่งให้คนนำ
กลับไปคืนจางเซียนเซิงจะดีกว่า หากจางเซียน
เซิงไม่เอ่ยถามก็ไม่เป็นไร ทว่าหากถามขึ้นมาค่อย
บอกว่าเป็นเจตนาของเซี่ยเซียนเซิง ฉะนั้นจาง
เซียนเซิงจะมา บอกว่าพวกเราไม่เคารพครูบา
อาจารย์ไม่ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเจ้ามีความเห็น
เป็นเช่นไร?”
นี่เป็นการเลือกวิธีประนีประนอมอย่างหนึ่ง
ก่อนหน้านี้เซียวซูก็พูดแยกแยะผลดีผลเสียไป
แล้ว ทุกคนซึ่งเดิมทียังลังเลจึงถูกนางโน้มน้าว
สำเร็จ ต่างผงกศีรษะเห็นด้วย
มีเพียงเฉินซูอี๋ที่มุมปากประดับรอยยิ้มหยัน
มองเซียวซูไม่เอ่ยวาจา
สุดท้ายทุกคนจึงย้อนกลับไปยังตำหนักเฟิง
เฉิน เก็บตำราเล่มที่ถูกโยนทิ้งและเล่มที่วางอยู่
บนโต๊ะให้เรียบร้อย เฉินซูอี๋ไม่ได้เข้าร่วม สุดท้าย
แล้วตำราที่ส่งให้คนนำกลับไปคืนจางจ้งที่หอ
บันทึกประวัติศาสตร์จึงมีเพียงแปดเล่ม
เล่มของเฉินซูอี๋ยังคงวางอยู่ตรงมุมโต๊ะ
ไม่รู้ว่าพอจางจ้งรับตำราไปแล้วจะมีสีหน้า
เช่นไร
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงจิตใจล่องลอยคิดมาถึงจุด
นี้ก็มองไปยังที่นั่งของเฉินซูอี๋ตรงเบื้องหน้า
จากนั้นก็เคลื่อนสายตาออกอีกคราจนกลับไป
หยุดอยู่บนคัมภีร์ลำนำและกวีที่ร่วงหล่นจนพลิก
เปิดเล่มนั้น
สิ่งที่เรียนในวันนี้คือ ‘โค่นจันทน์[1]’
นางจ้องมองอยู่นาน แต่พอนึกถึงสีหน้าซึ่ง
แปรเปลี่ยนสารพัดสารพันของเซี่ยเวยยามนาง
พูดคำว่า ‘น้อมส่ง’ เมื่อวานก็แอบสับสนงุนงง
นางกะพริบตาปริบ ๆ คว้าพู่กันขนแพะที่วางอยู่
ด้านข้างขึ้นมา ใช้ปลายพู่กันแต้มหมึกเล็กน้อย
ฟุบตัวไล่ละเลงหมึกลงในช่องสี่เหลี่ยมที่มีใน
อักษรทั้งหมดจนเป็นสีดำ
กระทั่งนางปั้ายจาก ‘โค่นจันทน์’ ไปจนถึง
‘ขุนเขามีต้นหม่อน[2]’ จ้าวเยี่ยนหงก็สอนเสร็จ
พอดี แม้จะยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน แต่กลับโบกมือ
และบอกให้พวกนางพักผ่อนได้ ส่วนตนเองก็เก็บ
ข้าวของแล้วเดินจากไป
ครั้นเขาไปแล้ว โจวเปั่าอิงก็กระเด้งตัวขึ้นมา
ตะโกนเรียกฟางเมี่ยว “เร็วเข้า เร็วเข้า เดินหมาก
เดินหมาก!”
ฟางเมี่ยวอับจนวาจา ถอนหายใจพลางตั้ง
กระดานหมากรุก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากเล่น
แล้ว จึงทำได้เพียงดึงตัวผู้อื่นเอาไว้ “พวกเจ้า
มาๆ มาเล่นเป็นเพื่อนนางหน่อย!”
โจวเปั่าอิงร้อนใจจนขยี้เท้า “วิชาต่อไปก็
เรียนพิณอีกแล้ว เซี่ยเซียนเซิงมาเร็วตลอด พวก
ท่านต้องรีบนะ!”
ทุกคนเห็นแล้วก็หัวเราะ
สุดท้ายก็เป็นเซียวซูที่มีจิตเมตตา นั่งลงเล่น
เป็นเพื่อนนาง
สองวันนี้เสิ่นจื่ออีดูพวกนางเดินหมากจนรู้สึก
สนใจอยู่บ้าง ครั้นเห็นทั้งสองคนเริ่มตั้งท่าจึงคิด
จะกวักมือเรียกเจียงเสวี่ยหนิงให้มาดูด้วยกัน
ทว่าเมื่อหันหน้าไปมองกลับรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย
โต๊ะของผู้อื่นล้วนมีพิณตั้งอยู่ แต่ของเจียง
เสวี่ยหนิงกลับว่างเปล่า
นางเดินเข้าไปหาด้วยความสงสัย “หนิงหนิง
เจ้าคงไม่ได้จำผิดหรอกนะ วันนี้เซี่ยเซียนเซิงจะ
สอนพิณ แล้วพิณคันนั้นของเจ้าล่ะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงพลิกคัมภีร์ลำนำและกวี
พลางปั้ายหมึก ครั้นได้ยินเสิ่นจื่ออีถามก็รู้สึกขม
ฝาดในปากเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไรไป
ชั่วขณะ จะบอกว่าตอนแรกขี้เกียจไม่อยากขนไป
ขนมาเลยทิ้งพิณไว้กับเซี่ยเวย แต่ต่อมาก็เลือดขึ้น
หน้าจนลืมพิณไปเลยน่ะหรือ
นิ้วมือซึ่งกำลังบีบด้ามพู่กันหยุดชะงักทันที
คราบหมึกเปือนปลายนิ้วนางหนึ่งจุด แต่นาง
กลับยังคงบีบค้างอยู่เช่นนั้น ไม่ได้คลายมือ
เซี่ยเวยมาจากหอบันทึกประวัติศาสตร์ แต่
กลับเดินด้วยฝีเท้าค่อนข้างช้ามาตลอดเส้นทาง
เมื่อเขามาถึงขั้นบันไดภายนอกประตูตำหนักและ
มองมาข้างในก็พบว่าสาวน้อยกำลังนั่งบีบพู่กันอยู่
ตรงนั้น ตัวอักษรที่มีกรอบสี่เหลี่ยมทั้งหมดใน
คัมภีร์ลำนำและกวีที่เปิดอยู่ถูกปั้ายจนดำปืนทุก
ตัว เขาจึงอดหยุดสายตาบนกระดาษแผ่นนั้นครู่
หนึ่งไม่ได้
ที่แท้นางก็ยังมีความซุกซนอยู่…
เขาโบกมือห้ามไม่ให้เสิ่นจื่ออีคารวะตน เดิน
ไปยังโต๊ะของเจียงเสวี่ยหนิง คำพูดติดขัดในลำคอ
อีกครา ทว่าสุดท้ายก็ยังเอ่ยปากออกมาอยู่ดี
“วันนี้เรียนพิณ แต่พิณของคุณหนูรองเจียงยังอยู่
ตำหนักข้าง หากตอนนี้ว่างอยู่ ไม่สู้ไปกับคน
แซ่เซี่ยเพื่อหยิบมันมาดีกว่า”
เขาใช้น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะไปถึงค่อยมองเห็น
เซี่ยเวย น่าจะเพราะเพิ่งไปฟังราชกิจเช้าเสร็จจึง
ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดขุนนาง เขาสวมชุดเซินอี[3]สี
นิลปักลายเมฆฟั้าคำรามบริเวณชายเสื้อ รัดสาย
คาดเอว และห้อยตราประทับสีน้ำตาลเข้ม คลุม
ทับด้วยเสื้อคลุมสีนิล เปียมล้นความองอาจน่า
เกรงขามยากจะบรรยาย ถึงกับทำให้นางนึกไปว่า
ตนได้เห็นเซี่ยเวยในชาติก่อน
ทว่าสายตาของเขาที่ทอดมองนางกลับเต็มไป
ด้วยความเป็นมิตร
เจียงเสวี่ยหนิงวางพู่กันอย่างแช่มช้า ลุกขึ้น
ยืน คิดจะปฏิเสธ
แต่เซี่ยเวยไม่ปล่อยให้นางมีโอกาสปฏิเสธ ชิง
กล่าวว่า “ตามข้ามา”
ถึงอย่างไรนั่นก็คือพิณที่เยี่ยนหลินมอบให้นาง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนลังเลอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง สุดท้ายก็
ยังตามเซี่ยเวยไปอยู่ดี นางเดินตามหลังเขาผ่าน
เสาระเบียงหลายต้นไปยังตำหนักข้างโดยไม่ส่ง
เสียงสักแอะ
ขณะนี้ปราศจากขันทีคอยปรนนิบัติรับใช้
เซี่ยเวยผลักประตูเข้าไป เมื่อหันกลับมามองก็
พบว่านางยังยืนอยู่ตรงประตู นึกได้ว่าครั้งแรกที่
นางมาถึงตำหนักข้างก็เป็นเช่นนี้ จึงคิดจะเอ่ย
อะไรหน่อย ทว่าพอถ้อยคำมาถึงริมฝีปากก็กลืน
กลับลงไปอีก
เขาเดินเข้าไปแล้วหยิบพิณสองตัวซึ่งแขวน
บนผนังลงมา
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงขยับฝีเท้า เดินเข้ามา
ในตำหนักข้าง
นางจดจำถุงของเจียวอันได้ พอเห็นเซี่ยเวย
หยิบพิณลงมาวางบนโต๊ะก็ทำเพียงกล่าวเสียงเบา
“รบกวนเซี่ยเซียนเซิงแล้วเจ้าค่ะ” จากนั้นก็คิด
จะเดินเข้าไปอุ้มพิณ
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยกลับมองนางพลางเอ่ยว่า
“เจ้าคิดว่าข้าพาเจ้ามาเอาพิณจริงหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดชะงัก
เซี่ยเวยเหลือบเห็นคราบหมึกซึ่งเปือนปลาย
นิ้วของนาง ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ชี้อ่างทองเหลือง
ซึ่งบรรจุน้ำสำหรับทำความสะอาดทางด้านข้าง
“ตรงนั้น”
เจียงเสวี่ยหนิงมองตามสายตาเขาถึงเห็นว่า
นิ้วมือตนเปือนน้ำหมึกตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ครั้นมอง
ถุงพิณอีกคราก็รู้ว่าเซี่ยเวยบอกให้นางไปล้างมือ
แม้อัดอั้นตันใจ แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเขามาก
ไปกว่านี้เช่นกัน เพียงเดินเข้าไปแล้วจุ่มมือในน้ำ
คราบหมึกเหนียวเหนอะ พอเปือนแล้วก็ล้าง
ออกยาก
เจียงเสวี่ยหนิงล้างมือด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
อยู่ครู่หนึ่งกว่าจะยกมือขึ้นจากน้ำ ครั้นเงยศีรษะ
ขึ้นมา กลับพบว่ามีผ้าเช็ดมือพาดอยู่บนชั้นบนสุด
ของชั้นวางของ
เซี่ยเวยสูงมาก เขานั่งพิงขอบโต๊ะมองนาง
ตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะนี้ทำเพียงหยิบผ้าไหมสีขาว
บริสุทธิ์ที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้ เฉกเช่นตอนที่ถูก
ลอบโจมตีใต้เหลาเฉิงเซียวในวันนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ปริปาก รับผ้ามาเช็ดมือ
ครั้นเซี่ยเวยเห็นว่านางเช็ดเสร็จแล้วจึงยื่นมือ
ไปหานางเพื่อรับผ้าไหมกลับมา จากนั้นก็พับ
อย่างเป็นระเบียบและวางกลับไปที่โต๊ะ เขาใช้
ปลายนิ้วกดเบา ๆ ก่อนจะหันศีรษะกลับมาจ้อง
นาง ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นมาว่า “ยังโกรธข้าอยู่
หรือ?”
——————–
1. โค่นจันทน์ มาจากคัมภีร์ลำนำและกวี เป็น
บทเพลงพื้นบ้านประจำแคว้นเว่ย มีทั้งสิ้น
สามบท จำนวนยี่สิบเจ็ดประโยค ส่วนใหญ่
จะแสดงถึงความไม่พอใจของราษฎรที่มีต่อ
ชนชั้นปกครอง
2. ขุนเขามีต้นหม่อน มาจากคัมภีร์ลำนำและ
กวี เป็นบทเพลงพื้นบ้านประจำแคว้นเจิ้ง
เนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระเซ้าเย้าแย่ของ
สตรีต่อบุรุษ
3. ชุดเซินอี เป็นชุดเย็บท่อนบนและท่อนล่าง
ติดกัน บริเวณขอบชายผ้าจะใช้แถบผ้าเย็บ
เสริมให้หนาขึ้น รูปแบบชุดจะอำพราง
รูปร่างได้เป็นอย่างดี ทำให้บุคลิกดูสุภาพ
งามสง่า