คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 64 คราวหน้าไม่มีข้อยกเว้น (1)
เซี่ยเวยก็ไม่รู้จะรับมือกับนางอย่างไร
เหมือนกัน น้ำเสียงเพิ่มความอับจนปัญญาขึ้นมา
หลายส่วน
ก่อนนี้โมโหจนเลือดขึ้นหน้า
แต่ช่วงสองวันที่ผ่านมาพอลองสงบจิตใจ
ประกอบกับคำขอร้องและคำฝากฝังของเจียงปั๋อ
โหยวและเยี่ยนหลินผุดขึ้นมาในใจ อีกทั้งตนยัง
รับปากไปแล้ว ฉะนั้นแค่เพราะเรื่องเล็กน้อย
อย่างเรื่องแมวกลับทำให้เขาถึงขั้นพูดจาแสดงสี
หน้าดุร้าย หักหน้าสาวน้อยที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบคน
หนึ่ง อย่างไรเสียก็ออกจะเกินไปอยู่บ้าง
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเขาตัดสินโดยไม่ฟังคำ
ชี้แจงก่อน
หญิงสาวนิสัยแง่งอนล้วนต้องเอาอกเอาใจ คง
ชอบไม้นวมไม่ชอบไม้แข็งสินะ
เซี่ยเวยสำรวจสีหน้าของนาง
กลับเห็นนางช้อนดวงตามองเขาด้วยความ
ประหลาดใจหน่อย ๆ ราวกับไม่ค่อยกล้าเชื่อว่า
คำพูดเช่นนี้จะออกมาจากปากเขาได้ แต่ก็เผย
ความรู้สึกเพียงชั่วครู่ พริบตาต่อมาก็เก็บงำจน
หมดสิ้น ก้มศีรษะกล่าวว่า “เซียนเซิงกล่าวหนัก
เกินไปแล้ว ศิษย์มิกล้าโกรธหรอกเจ้าค่ะ”
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์
กับเซี่ยเวย ความทรงจำที่คนผู้นี้ทิ้งเอาไว้ให้
นางในชาติก่อนช่างเลวร้ายเสียเหลือเกิน ต่อมา
ชาตินี้กลับมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าเดิมอย่าง
เหนือความคาดหมาย นี่ก็หาใช่สิ่งที่นางควบคุม
ได้ไม่
สติสัมปชัญญะกำลังบอกนางว่าอยู่ไกลจาก
เขาได้มากเท่าใดก็ยิ่งดี
เมื่อคืนนางกลับไปไตร่ตรองมาแล้ว แม้ว่าเซี่ย
เวยจะโยนเตือนสตรีทิ้งและไม่ใช่ตะเภาเดียวกัน
กับเซียนเซิงคนอื่นก็จริง ทว่าเขากลับไม่ยอมฟัง
นาง ทั้งที่นางก็มีใจจะชี้แจงว่าตนมิใช่ไม่ฟังการ
สอนของจางจ้งโดยไร้เหตุผลเสียหน่อย แต่เมื่อ
สงบจิตใจใคร่ครวญก็พบว่า การที่เขาเข้าใจผิดก็
ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี
หากเป็นเช่นนี้นางจะได้ไม่ต้องถูกเซี่ยเวยลาก
ตัวไปเฝั้าดูอยู่ข้างกายร่ำไป
ฉะนั้นจะถูกรังแกสักหน่อยก็ช่างมันเถอะ
ด้วยเหตุนี้นางจึงแสดงท่าทีเหินห่างไม่ไยดี
ดังเดิม หมุนกายอุ้มพิณจากโต๊ะข้าง ๆ เซี่ยเวย
ตั้งท่าจะกล่าวอำลาและจากไป
เรือนร่างของสาวน้อยอ่อนนุ่มบอบบางดั่งกิ่ง
หลิวอ่อนที่เพิ่งแตกยอด นางสวมกระโปรงกลีบสี
ม่วงอ่อน ชายกระโปรงขยับพลิ้วไหวเบา ๆ ตาม
การเยื้องย่าง อากัปกิริยางามสง่าเป็นธรรมชาติ
อยู่หลายส่วน
ต่างจากตอนเข้าเมืองหลวงในสมัยนั้นราวฟั้า
กับดิน
หากว่ากันตามเหตุผล เซี่ยเวยไม่ควรคิดเช่นนี้
แต่กิริยายามนางอุ้มพิณกลับซ้อนทับภาพใน
ความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนอย่างน่าประหลาด
ขุนเขาลึก จันทรากระจ่าง ทุ่งหญ้ารกร้าง
เขียวขจี
เสียงร้องยามค่ำคืนของลิงปั่าดังแว่วมา
ท่ามกลางเงาไม้อันลี้ลับและมืดมิด กลิ่นเน่าเหม็น
ของใบไม้ซึ่งทับถมมานานปีและกลิ่นต้นไม้ใบ
หญ้าโดยรอบผสมปนเปกัน
เขาไข้สูง ล้มปั่วยจนสติเลือนราง
นั่งพิงอยู่ใต้หินเชิงผา เกือบจะหลับสิ้นสติไป
ทว่ายามนี้กลับมีเสียงฝีเท้าหนึ่งหนักหนึ่งเบา
ค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามา ทั้งยังมีเสียงแหบพร่าแฝง
ความตื่นเต้นลิงโลดอันยากจะปกปิดด้วย
“หมู่บ้าน! ข้ามภูเขาสองลูกข้างหน้าก็มีหมู่บ้าน
แล้ว! ตอนข้าวิ่งไปข้างหน้าเห็นควันไฟที่เกิดจาก
การประกอบอาหารด้วยละ!”
เซี่ยเวยไม่อยากจะลืมตาเลย
ฝีเท้านั้นกลับมาถึงข้างกายเขา เสียงก็อยู่ข้าง
กายเขา มีคนออกแรงเขย่าร่างเขาอยู่ “อีกไม่
นานพวกเราก็ออกไปได้แล้ว ตื่น ตื่น เจ้าตื่นสิ
อย่าหลับนะ!”
เซี่ยเวยรู้สึกว่านางทำตัวหนวกหูอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กสาวเห็นเขาไม่ตื่นก็เริ่ม
ตระหนก กลืนน้ำลายอย่างขลาดกลัว ส่งเสียงปน
สะอื้น “เจ้าอย่าหลับนะ หว่านเหนียงบอกว่า
อาการแบบนี้จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว หากเจ้าตาย
แล้วข้าจะทำเช่นไร ข้ากลัวคนตายนะ…”
เซี่ยเวยนึกว่านางอาจเป็นห่วงตนเสียอีก ที่
ไหนได้กลับกลัวว่าเขาตายแล้วจะทำให้นางเสีย
ขวัญ
ตอนนั้นจึงคิดว่าขณะนางเจอโจรภูเขา
ขวางทางจนต้องหลบหนียังไม่กลัว ยามวิ่งหนี
กลางปั่าเขาลำเนาไพรนางยังไม่กลัว ยามตกอยู่
ในสภาวะยากลำบากและอันตรายยากจะหนีพ้น
นางก็ยังไม่กลัว ฉะนั้นแค่คนตายคนหนึ่งจะไปมี
อะไรน่ากลัวกันเล่า
คนตายคือคนดีที่สุดในโลกแล้ว
ทั้งไม่หน้ายิ้มซ่อนมีด ทั้งไม่วางแผนชั่วร้าย
แต่เขาได้ยินนางร้องห่มร้องไห้จริง ๆ ร้อง
อย่างน่าเวทนาอาดูรมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเขา
จึงเลิกเปลือกตาช้า ๆ ทว่ากลิ่นคาวโลหิตที่กลืน
ลงไปในลำคออันแสบร้อนก่อนหน้านี้กลับทะลัก
ขึ้นมา จะเอ่ยปากสักประโยคยังยาก
เด็กสาวเบิกตาโพลงมองเขา ยังคงประดับ
คราบน้ำตา
พอเห็นเขายังไม่ตาย หลังจากนิ่งงันอยู่พัก
หนึ่งก็รู้สึกยินดี “ไม่ตายก็ดีแล้ว ไม่ตายก็ไม่น่า
กลัว”
ถึงแม้ขณะนั้นเขายังไม่ได้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ทว่าทางแจ้งก็เป็นทั่นฮวาที่ประสบความสำเร็จ
ตั้งแต่ยังหนุ่ม ทำงานให้ราชสำนัก ส่วนทางลับก็
วางแผนการมากมายอยู่ในเมืองจินหลิง มีนิกาย
สวรรค์หนุนหลัง
ไม่ว่าด้านใดต่างก็ไม่ใช่บทบาทเล็ก ๆ
แต่ดรุณีน้อยผู้นี้กลับพูดว่า เพียงเขาไม่ตายก็
มีประโยชน์ที่สุดแล้ว…
เซี่ยเวยอดไอออกมาไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงมองเข้าไปในปั่าคราหนึ่ง “ข้า
หาของกินไม่เจอ อาการบาดเจ็บและอาการปั่วย
ของเจ้าข้าก็รักษาไม่เป็น บนเขามีกับดักที่
นายพรานวางไว้ แสดงว่าในหมู่บ้านจะต้องมี
นายพรานแน่ เมื่อมีนายพรานก็ต้องมีคนรักษา
บาดแผลและรักษาโรคได้ พวกเราควรไปกัน
เดี๋ยวนี้เลย พอฟั้าสางก็จะถึงหมู่บ้านแล้วละ”
นางเข้ามาพยุงเขา
บ่าของหญิงสาวอายุสิบห้าปีบอบบางและ
อ่อนแอ เซี่ยเวยรู้สึกว่าหากตนเผลอทรุดจะล้ม
ทับนางเอาได้
พิณวางอยู่อีกฝังของเพิงหิน
เขาลุกขึ้นด้วยร่างอันส่ายโอนเอน กลอกตา
มองรอบหนึ่ง แม้ลำคอจะเจ็บปวดแสนสาหัส แต่
ก็ยังชี้นิ้วพร้อมเอ่ยปากด้วยความยากลำบาก
“พิณ…”
ดรุณีน้อยกลับมองเขาด้วยความฉุนเฉียว “ข้า
ช่วยเจ้าแค่คนเดียวก็ลำบากพอแล้ว เอาพิณไปไม่
ไหวหรอก!”
เซี่ยเวยไม่ฟัง โน้มกายจะไปหยิบพิณ
ในที่สุดดรุณีน้อยก็เหมือนจะเกิดโทสะ ชิง
ก้าวออกไปอุ้มพิณขึ้นมา จากนั้นก็ถอยหลังหลาย
ก้าว นางเม้มริมฝีปาก อาจเพราะในที่สุดความไม่
พอใจที่สั่งสมมาตลอดทางได้ระเบิดออก นางจึง
หมุนกายแล้วกระแทกพิณคันนั้นกับก้อนหินโดย
ปราศจากความลังเล!
ผึง
เสียงสายพิณขาดดังมาพร้อมกับเสียงตัวพิณ
หักสะบั้นทันที!
นางฟาดพิณชั้นยอดกับหินจนแหลก
เขาแทบไม่กล้าเชื่อเลยว่านางทำอะไรลงไป
ส่วนดรุณีน้อยกลับหันมามองเขาอย่างเคร่ง
ขรึมจริงจัง “จะตายอยู่แล้วยังมัวนึกถึงของไร้
ประโยชน์อยู่ได้ คนอย่างเจ้าไม่คู่ควรจะมีชีวิต
อยู่!”
แสงจันทร์กระจ่างในค่ำคืนนั้นตกกระทบลง
บนร่างนางประหนึ่งปกคลุมด้วยหิมะ
เซี่ยเวยปีนปั่ายขึ้นมาจากทะเลโลหิตและ
ภูเขาซากศพ ใช้ความเพียรพยายามวางแผนการ
มายี่สิบกว่าปีถึงหาทางรอดชีวิตออกมาได้ ทว่านี่
กลับเป็นครั้งแรกที่ถูกคนทำลายพิณ ทั้งยังด่าเขา
ว่า ‘ไม่คู่ควรจะมีชีวิตอยู่’
เป็นเรื่องที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนเลย
จริง ๆ
ต่อมาพวกเขาไปถึงหมู่บ้านแห่งนั้นจริง โชคดี
ได้พบเจ้าหน้าที่ที่เจียงปั๋อโหยวส่งมาค้นหา คราว
นี้ถึงรอดพ้นจากอันตรายได้โดยแท้
เพียงแต่คลื่นใต้น้ำของศึกชิงบัลลังก์ในเมือง
หลวงกำลังก่อตัว อีกทั้งราชสำนักอยู่ในสภาวะตึง
เครียด เขาลอบปฏิบัติการจนมีเวลาพักผ่อนเพียง
น้อยนิด ดิ้นรนอยู่บนเส้นทางแห่งผลประโยชน์
และอำนาจนี้กว่าครึ่งปี
เมื่อเสิ่นหลางขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น
สถานการณ์โดยรวมคลี่คลาย เขาถึงมีเวลา
พักผ่อนได้เสียที
มีอยู่วันหนึ่งเขาไปเยี่ยมคารวะจวนตระกูล
เจียง
ทว่าขณะเดินผ่านระเบียงทางเดิน กลับเห็น
สาวน้อยซึ่งเปลี่ยนไปสวมชุดแพรกำลังถีบสาวใช้
ตัวน้อยซึ่งอายุอานามไม่ต่างจากนางเท่าไรใส่ชั้น
วางดอกไม้จนล้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
และแล้งน้ำใจ มิหนำซ้ำยังเผยความอาฆาตมาด
ร้ายอย่างไร้เหตุผล…
บทที่ 64 คราวหน้าไม่มีข้อยกเว้น (2)
ช่างแปลกหน้าเป็นล้นพ้น
เซี่ยเวยอดหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
กลับเมืองหลวงลับ ๆ ในวันนั้นไม่ได้ แต่ยิ่งคิดก็
ยิ่งไกลห่าง รางเลือนประดุจความฝัน ทำให้นึก
สงสัยว่าเรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่
เขาเคยถามเจียงปั๋อโหยวอยู่หลายครั้ง ทำให้
พบว่าเจียงปั๋อโหยวรู้สึกผิดต่อบุตรีภรรยาเอกที่
ต้องทนทุกข์ทรมานระหกระเหินอยู่ภายนอกผู้นี้
จนไม่อยากจะเข้มงวดกวดขันนางมากนัก
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าต่อมานางได้รู้จักกับเยี่ยนห
ลิน
หนุ่มน้อยอารมณ์พลุ่งพล่านไม่รู้จักเก็บงำ
และยิ่งไม่รู้จักว่าอะไรคือความพอเหมาะพอควร
ตามอกตามใจปล่อยให้นางทำตัวโอหังเหลวไหล
สุดท้ายความเจริญรุ่งเรืองภายในเมืองหลวงก็ทำ
ร้ายคน ทำให้นิสัยใจคอที่มีในกาลก่อนค่อย ๆ
ลดเลือน
เซี่ยเวยจึงนึกถึงเรื่องเหล่านั้นอีกน้อยนัก
มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่พวกมันจะผุดขึ้นโดย
ไม่ได้ตั้งใจ
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย
ดรุณีน้อยในยามนี้และดรุณีน้อยในอดีต
กลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
เขาคิดว่าตนมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการฝากฝัง
ของเจียงปั๋อโหยวรวมทั้งการขอร้องของเยี่ยนห
ลิน
แต่เหตุใดตนจึงรับปากกัน
คงเพราะอยากสั่งสอนนางกระมัง บางครั้ง
คนเราก็อาจเลือกทางผิด แต่หากมีผู้ที่บอกนางได้
ว่าอะไรคือความดีและทำเช่นไรถึงจะดี ก็อาจ
หวนคืนเส้นทางที่เที่ยงตรงและกลับสู่สภาวะ
จิตใจดั้งเดิมสำเร็จ
จากการมีปฏิสัมพันธ์ในช่วงนี้ ทั้งได้เห็นกับ
ตาและได้ยินกับหู เซี่ยเวยรู้สึกว่าดรุณีน้อยผู้นี้
ยังคงมีจิตเมตตาอยู่ แม้จะยังมีนิสัยเลวร้ายไป
บ้างและใจร้อนไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าหลายปี
ก่อนหน้านี้มากมายนัก
ทำให้อดงุนงงไม่ได้
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเยี่ยนหลินสอนนางอย่าง
ที่เจียงปั๋อโหยวบอกหรือเปล่า และไม่รู้ว่านาง
เติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยตนเองจนรู้ความหรือไม่ แต่
สรุปแล้วคือไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด
ผ้าไหมแช่น้ำที่ปลายนิ้วกำลังกดอยู่เย็นเยียบ
เล็กน้อย
เซี่ยเวยดึงมือกลับมา พอเห็นนางหมุนกาย
กำลังจะจากไปก็ใจอ่อน “ช่างเถอะ เป็นข้าเองที่
เข้าใจเจ้าผิดโดยไม่รู้จักถามต้นสายปลายเหตุ เจ้า
จะโกรธข้าก็สมควรแล้ว”
นี่กำลังยอมรับผิดอย่างนั้นหรือ?
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน เบิกตากว้างเล็กน้อย
ขณะหันกลับไปมองเขา
เซี่ยเวยยิ้มให้นาง แววตามืดมน แต่กลับแฝง
เร้นด้วยประกายเล็ก ๆ ดุจดวงดาราอยู่ประปราย
“ยิ่งไปกว่านั้น ก็เป็นข้าที่ติดค้างเจ้า”
เป็นข้าที่ติดค้างเจ้า
คำพูดประโยคนี้พูดแล้วแผ่วเบา ทว่ายามเอ่ย
ออกมากลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา
เจียงเสวี่ยหนิงพลันอัดอั้นตันใจเพราะคำพูด
ของเขา นึกถึงทุกสิ่งทุกเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว
ทั้งรู้สึกว่าเหลวไหลไร้สาระ ทั้งรู้สึกอารมณ์เสีย
‘เจ้าแค่ติดค้างข้าที่ไหนกันเล่า เซี่ยเวย เจ้าน่ะติด
ค้างข้ามากมายเหลือเกิน’
นางอยากกล่าวขอตัวลาแล้วจากไปเสียเลย
แต่ตอนนี้เท้ากลับเหมือนถูกตรึงให้ยึดกับพื้น
จนยากจะขยับเขยื้อน เซี่ยเวยผู้อยู่ตรงหน้าทำให้
สิ่งที่นางรับรู้มาเกี่ยวกับตัวเขากลับตาลปัตรโดย
สิ้นเชิง…
เขาคือมารร้ายที่ห่อหุ้มด้วยผืนหนังของ
อริยชน เป็นรากษสที่มาทวงหนี้จากตำหนักพญา
ยม
ต่อให้ทุกคนพูดกันว่าเขาอ่อนโยนและเป็น
มิตร กอปรด้วยบุคลิกของวิญูชน แต่นางไม่เชื่อ
แม้แต่น้อย
ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับมองนางอย่าง
อ่อนโยน ยอมรับผิดกับนาง
นางบ้าไปแล้ว หรือโลกนี้บ้าไปแล้ว
หรือว่า…
นางไม่เคยรู้จักเซี่ยเวยอย่างแท้จริงมาก่อนกัน
แน่
ส่วนเซี่ยเวยกลับนึกว่านางหวั่นไหวเพราะ
คำพูดตน จึงลุกขึ้นเดินไปหาพร้อมหยิบพิณบน
ผนังคันนั้นไปด้วย อธิบายว่า “ข้าไม่เคยรู้เรื่อง
การกระทำของจางจ้งหัวหน้าหอบันทึก
ประวัติศาสตร์ผู้นั้น ทำให้ตัดสินไปก่อนด้วยอคติ
นึกว่าเจ้าดื้อด้านไม่รู้ความ ไม่รู้จักพยายาม
ปรับปรุงตัว เมื่อวานพอเห็นตำราเล่มนั้นถึงรู้ว่า
เขาทำโดยพลการ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบ และรู้ว่าคน
ผู้นี้กระทำต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอย่างหนึ่ง
ดังนั้นต่อไปเขาจะไม่ไปตำหนักเฟิงเฉิน ไม่สอน
ต่อแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุดปากถามว่า “เขาไม่สอน
แล้วหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยเวยหลุบดวงตา เพียงตอบเรียบ ๆ ว่า
“จางจ้งอายุมากแล้ว แค่ปรับแก้เนื้อหา
ประวัติศาสตร์ก็เกินแรง หากให้เขาถวายการ
สอนองค์หญิงใหญ่ต่อไปก็ออกจะสร้างความ
ลำบากให้เขาอยู่บ้าง”
ถ้อยคำนี้กล่าวได้อย่างคลุมเครือและอ้อม
ค้อมเสียเหลือเกิน หากเจียงเสวี่ยหนิงยังเป็นสาว
น้อยผู้ดื้อดึงไม่รู้ความ คงนึกว่าตัวจางจ้งรังเกียจ
พวกนางและไม่อยากสอนพวกนางเองแน่!
ทว่าเมื่อวานซืนจางจ้งเพิ่งจะเลือดขึ้นหน้า
และพูดจาร้ายกาจกับนางอยู่เลย
ต่อมาเมื่อวานเซี่ยเวยโยนตำราของเขาทิ้ง
บัดนี้ยังบอกว่าคนผู้นี้จะไม่มาอีกแล้วด้วยท่าที
เรียบง่ายสบาย ๆ แค่คิดดูก็รู้ว่าจางจ้งล่วงเกินเขา
จะตกอับก็สมควรแล้ว!
แต่…
นางดีใจเพราะเซี่ยเวยหรือนี่
ถ้าตาแก่นั่นไม่มาสอนพวกนางก็ถือเป็นเรื่อง
ดีอย่างยิ่งจริง ๆ นั่นแหละ!
เจียงเสวี่ยหนิงกัดริมฝีปาก ทั้งที่นางคิดดีแล้ว
แท้ ๆ ว่าจะตัดขาดกับเซี่ยเวย แต่ตอนนี้กลับไม่
อาจสะกดกลั้นให้ริมฝีปากหยักยก
เซี่ยเวยมองนางด้วยความอดทนยิ่ง “คราวนี้
ข้ายอมรับผิดแล้ว จางจ้ง ก็ไม่มาแล้วเช่นกัน อีก
ทั้งเป็นข้าที่ตำหนิเจ้าผิดไป ส่วนเจ้าก็อุ้มแมวมาขู่
ให้ข้าตกใจ ควรถือว่าเสมอกัน สมควรหายโกรธ
ได้แล้วสินะ?”
ฟังดูแล้วก็ควรเป็นเช่นนี้…
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้พูดจา
เหมือนกำลังปลอบเด็กอย่างไรอย่างนั้น นางจึง
ย่นหัวคิ้ว ต้องการรักษาหน้าตาอยู่บ้าง “ข้าเปล่า
เสียหน่อย”
เซี่ยเวยมองออกว่านางปากแข็ง และรู้ว่าเด็กสาว
มักจะชอบรักษาหน้าตา เขาเลิกคิ้วยาวอันงาม
หมดจดคราหนึ่ง ไม่เปิดโปงนาง คิดว่าสงบศึกกัน
ได้เสียที จึงรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
เพียงเอ่ยว่า “แต่สิ่งที่พูดกับเจ้าตอนนั้นไม่ได้
ล้อเล่น มีบางเรื่องที่อย่าทำเหลวไหลต่อหน้าข้า
…”
เขาพูดพลางหมุนกาย ก่อนจะยกกาบนโต๊ะ
ขึ้นมารินน้ำชาให้ตนเองครึ่งถ้วย
น่าจะหมายถึงเรื่องที่เขาไม่ได้กลัวแมว แต่
รังเกียจเดียดฉันท์แมวจนถึงขั้นเคียดแค้นชิงชัง
นั่นเอง
ทว่าท้ายที่สุดแล้วเจียงเสวี่ยหนิงยังรู้สึกแปลก
ๆ อยู่ดี
ดวงตานางสว่างวาบเล็กน้อย
ขณะนี้เซี่ยเวยเพิ่งจะยกชาขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง
กำลังจะบอกให้นางนำพิณกลับไปยังตำหนักหลัก
ของตำหนักเฟิงเฉิน
คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง…
“เมี้ยว”
อาการสั่นสะท้านและหนาวยะเยือกแผ่ซ่าน
ขึ้นมาในบัดดล!
มือสั่นเทา ถ้วยชาเกือบจะหลุดจากนิ้ว ทว่า
น้ำชาก็ยังกระฉอกหกลงบนโต๊ะอยู่ดี เซี่ยเวยลุแก่
โทสะแล้วจริง ๆ หันหน้ากลับไปทันใด
แต่กระนั้นภายในตำหนักข้างกลับว่างเปล่า
ไหนเลยจะมีเงาของแมว
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างหลังเขาเพียงผู้เดียว
มองมาราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึง
ยกมุมปากขึ้นอย่างแช่มช้า คล้ายค้นพบเรื่องน่า
สนุกเข้า นางยกมือขึ้นเบา ๆ งองุ้มเหมือนอุ้งเท้า
ของลูกแมวและกวักเล็กน้อย เอียงศีรษะกล่าว
ด้วยความรู้สึกสนุกสนานยิ่งนัก “ใช่เจ้าค่ะ เซี่ย
เซียนเซิงไม่กลัวแมว แต่บางครั้งนี่น้า ความเคียด
แค้นชิงชังและความหวาดกลัวก็เหมือนจะไม่ค่อย
แตกต่างกันมากสักเท่าไร ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เซี่ยเวยทำสีหน้าเย็นชา
เจียงเสวี่ยหนิงลดมือลง รีบเอ่ยเบา ๆ ก่อนที่
เขาจะอาละวาด “ตอนนี้หายโกรธแล้วเจ้าค่ะ!”
“…”
เซี่ยเวยกำถ้วยชากระเบื้องเขียว บีบแรงจน
เกือบแตก
หลังจากอดทนอดกลั้นถึงตอบกลับไปว่า “ข้า
ไม่ได้นิสัยดีเหมือนที่คุณหนูรองหนิงนึกหรอกนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง หลุบตาลงไป ยากจะ
บรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจได้จริง ๆ
ยามเงยศีรษะขึ้นมองเซี่ยเวยอีกหนก็หัวเราะ ทว่า
ดวงตากลับเพิ่มความจริงจังขึ้นมาอีกหลายส่วน
“เซี่ยเซียนเซิงนิสัยดียิ่งนักเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยหัวเราะด้วยความโมโห
เขาวางถ้วยชา หยิบผ้าไหมขึ้นมาเช็ดมือ
เพียงเอ่ยว่า “เจ้ามีนิสัยซุกซนชอบแกล้งผู้อื่น
เช่นนี้ วันหน้าผู้ใดจะทนไหว?”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้ว แค่นเสียงกล่าว “นี่คง
ไม่ต้องให้เซียนเซิงเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยคิดแล้วรู้สึกว่าก็จริงของนาง
เขาหยุดการกระทำ ลดสายตามองคราบน้ำ
บนผ้าไหมแล้วหัวเราะออกมา สุดท้ายก็ยอม
ปล่อยนางไป เพียงอุ้มเอ๋อเหมยขึ้นมาแล้วพูดว่า
“คราวหน้าไม่มีข้อยกเว้น”