คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 65 ใส่ความ (1)
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้โง่งม แกล้งคนก็ต้องมี
ขีดจำกัด มิหนำซ้ำนี่ยังเป็นเซี่ยเวยอีก แม้จะรู้สึก
ว่าท่าทีที่คนผู้นี้มีต่อตนจะต่างจากที่คิดไว้มาก แต่
นางก็ไม่กล้าได้คืบจะเอาศอกเพราะเหตุนี้
อย่างไรเสียนางก็ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของเซี่ยเวยอยู่ที่
ใด
ดังนั้นจึงรับคำอย่างว่าง่าย ไม่กล้าเอ่ยอะไร
อีก
เซี่ยเวยเองก็ไม่ได้ถือสาหาความนางจริงจัง
เพียงเดินนำหน้านางด้วยฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้ากลับไป
ยังตำหนักเฟิงเฉิน
เมื่อสามวันก่อนทุกคนเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
เรียนพิณไม่ได้ความ ทำให้เซี่ยเวยหัวเสียจนถูกรั้ง
อยู่ในห้องเรียนกันหมด บัดนี้เมื่อเห็นนางเดินก้ม
หน้าก้มตาตามหลังเซี่ยเวยกลับมาอย่างว่าง่ายก็
รู้สึกสดชื่นไปทั้งร่างอย่างน่าประหลาด ราวกับได้
กินน้ำแข็งเย็น ๆ ในวันซานฝู[1]
ย้อนนึกถึงตอนที่นางทำตัวยโสโอหังว่ามีท่าที
ได้ใจมากเพียงใด
นางทั้งมีเยี่ยนหลินปกปั้อง อีกทั้งยังมีองค์
หญิงใหญ่คอยหนุน แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่อาจ
ต้านทานพระอาจารย์ของฮ่องเต้ประจำรัชกาล
เช่นเซี่ยเซียนเซิงได้อยู่ดี เขาเป็นบุคคลที่แม้แต่
องค์หญิงใหญ่ยังไม่กล้าผิดใจด้วย ต่อให้เจียง
เสวี่ยหนิงร้ายกาจอีกสักเท่าไร แต่ครั้นบรรเลง
พิณได้ไม่ดีก็ยังคงถูกรองราชครูเซี่ยจัดการจนอยู่
หมัดอยู่ดีไม่ใช่หรือ
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเห็นแล้วก็รู้สึกเห็นใจ
ระคนรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน เซี่ยเวยเป็นคน
เข้มงวดกวดขันเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ไม่มีวัน
อนุโลมให้ผู้ใดเด็ดขาด หนิงหนิงถูกเขาลากตัวไป
เรียนพิณตามลำพังเช่นนี้ไม่รู้ว่าเซี่ยเซียนเซิงจะ
เข้มงวดกวดขันเพียงใด เช่นนี้แล้วนางต้องทน
ทุกข์อย่างน่าเวทนามากแค่ไหนกันนะ
แต่เรื่องนี้ตนไม่อาจทำอะไรได้เลย
ยามนี้จึงคิดในใจว่า ‘ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร วัน
หน้าค่อยดีกับหนิงหนิงเพิ่มสักนิด เพื่อชดเชยให้
นางอีกสักหน่อยก็ได้!’
เจียงเสวี่ยหนิงอุ้มพิณแล้วเดินเข้ามาจากข้าง
นอก ทีแรกยังไม่รู้ว่าคนเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่
ทว่าเมื่อเซี่ยเวยได้ยินเสียงพิณที่นางดีดเป็น
เสียงแรกแล้วสั่งให้นางหยุด บอกให้ไปนั่งสงบ
จิตใจอยู่ด้านข้างและอย่าได้ดีดอีก นางจึงมี
โอกาสกวาดสายตามองสีหน้าของทุกคน ทันใด
นั้นก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ คนพวกนี้คงนึกว่า
นางประสบเคราะห์กรรมยามอยู่กับเซี่ยเวยสินะ
นางไม่กล้าแตะต้องพิณอีกเลยจนถึงตอนเลิก
เรียน
ครั้นสิ้นสุดเวลาเรียน เซี่ยเวยเดินผ่านข้าง
กายนาง ยังคงมองนางจากเบื้องบน แววตาไร้ซึ่ง
ความเป็นมิตรและความอดทนต่างจากตอนอยู่ใน
ตำหนักข้างเมื่อครู่ กล่าวด้วยความเย็นชามาก
เป็นพิเศษ “การเรียนพิณนั้นประการแรกอย่าใจ
ร้อน ประการที่สองต้องสงบจิตใจ ประการที่สาม
ต้องเพียรพยายามฝึกฝน ทั้งสามสิ่งเจ้าไม่มีสัก
อย่าง นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจงไปฝึกฝน
พิณที่ตำหนักข้างด้วยตนเองทุกวัน หากเรียนได้
ไม่ดีก็ไม่ต้องอยู่ต่อแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึง
เหตุใดเซี่ยเวยผู้นี้ถึงเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วยิ่ง
กว่าการพลิกหน้าตำราอีกนะ
นางบังเกิดความวู่วามนึกอยากจะตบโต๊ะแล้ว
ยืนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อย่างไรก็ตามเมื่อ
เงยหน้าขึ้นมากลับสบเข้ากับนัยน์ตาที่แฝงไว้ด้วย
รอยยิ้มคู่นั้นของเซี่ยเวย ทำให้นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก
ไปชั่วขณะ แต่เขากล่าวทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนี้แล้วก็
ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก อุ้มพิณเดินออกไปจากตำหนัก
โดยไม่สนใจผู้ใด
ครั้นเห็นคนเดินไปแล้ว คนอื่นที่อยู่ในตำหนัก
ถึงเริ่มทยอยวิพากษ์วิจารณ์กัน
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเดินกระฟัดกระเฟียด
มาข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง “เซี่ยเซียนเซิงเข้มงวด
เกินไปแล้ว! เขาว่าเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร?”
โจวเปั่าอิงพองแก้มผงกศีรษะเช่นกัน “นั่นสิ
พี่หญิงหนิงช่างน่าสงสารนัก ตอนพวกเราเริ่ม
เรียนพิณกันใหม่ ๆ ต่างก็เริ่มจากบรรเลงไม่เป็น
จนบรรเลงได้ เซี่ยเซียนเซิงทำเกินไปแล้วนะ…”
แม้แต่สายตาที่เหยาหรงหรงมองนางยังแฝง
ความเห็นใจอยู่บ้าง
ส่วนพวกโหยวเย่ว์และเฉินซูอี๋ แม้ว่าความจง
เกลียดจงชังจะยังไม่เลือนหายและมักจะเอ่ย
ถ้อยคำเสียดสีประชดประชันเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่
เสมอ แต่ยามมองเจียงเสวี่ยหนิงกลับปราศจาก
ความรู้สึกเหมือนนางเป็นหนามทิ่มแทงนัยน์ตา
และเคียดแค้นชิงชังนางเข้ากระดูกดำอีกต่อไป
ประหนึ่งพวกนางหาสิ่งที่ตนอยู่เหนือกว่าได้
จากเรื่องนี้
ดังนั้นบางครั้งสายตายามมองมาจึงกอปรด้วย
ความดูแคลนที่รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า กระทั่งว่า
ยังแสดงความเห็นอกเห็นใจจอมปลอมคล้าย
หยอกล้อเล็ก ๆ ด้วย มีอยู่หลายประโยคที่ไม่พูด
ลับหลังนางแล้ว แต่ทำเป็นพูดจาอ้อมค้อมต่อ
หน้านางแทน ถือเป็นการนำความคิดที่แอบซ่อน
ไว้มาเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง
เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอีกหลายวัน
เจียงเสวี่ยหนิงพบว่าถึงแม้ตนจะถูกคนอื่น
กระแนะกระแหน พูดจาทิ่มแทงหลายประโยค
เป็นระยะ ทั้งยังไม่อาจคลี่คลายปมขัดแย้งที่มีกับ
อีกหลาย ๆ คนดังเดิม ทว่าขณะเดียวกันก็มีอีก
หลายคนที่เห็นใจสงสาร ทำให้ตกอยู่ในภาวะที่
เข้ากับผู้อื่นได้อย่างน่าประหลาด
ด้วยเหตุนี้นางจึงเรียนรู้ได้ทันที
ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด[2]
ยังคงเป็นคนแซ่เซี่ยที่เจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอก
เขายอมถอยให้นางก้าวหนึ่ง เพื่อทำให้คนนึก
ว่านางตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาสงสาร แม้ไม่อาจ
สลายความแค้นไปได้ แต่กลับทำให้ผู้ที่เห็นนาง
เป็นศัตรูและคอยราวีนางทุกเรื่องลดความ
ระแวดระวัง กระทั่งทำให้พวกคนที่แต่เดิม
ค่อนข้างวางตัวเป็นกลางเข้าหานางเพราะรู้สึก
เห็นใจอีกด้วย
สมเป็นผู้มีความสามารถพอจะก่อกบฏในภาย
ภาคหน้าเสียจริง…
เล่นกับจิตใจคนราวกับวางในฝั่ามือ ทั้งยังไม่
เผยพิรุธสักกระผีก
ดังนั้นวันนี้ขณะนางกำลังนั่งดื่มชาที่เซี่ย
เวยชงให้ด้วยตัวเองอยู่ฝังตรงข้ามของโต๊ะน้ำชา
เจียงเสวี่ยหนิงก็คิดว่าอย่าบอกคุณหนูพวกนั้น
เรื่องที่พอนางมาอยู่กับเซี่ยเวยแล้วกลับมี
ความสุขราวกับมัจฉาได้วารีจะดีกว่า
เยี่ยนหลินตามใจนาง เสิ่นจื่ออีโปรดปราน
นางด้วยความลำเอียง
สองคนนี้ย่อมดีต่อนาง แต่ก็ผลักให้นางต้อง
เผชิญคลื่นลมมรสุมเช่นกัน เซี่ยเวยเปลือกนอก
กดขี่ข่มเหงนาง นอกจากจะตำหนินางอย่าง
รุนแรง ยังปฏิบัติตัวไม่ดีด้วย ทว่ากลับคลี่คลาย
ความเป็นอริที่ผู้อื่นมีต่อนางได้
นับจากวันนั้นหัวหน้าหอบันทึก
ประวัติศาสตร์จางจ้งก็ไม่ได้มาปรากฏตัวที่
ตำหนักเฟิงเฉินอีก
ฟังจากคำพูดของบรรดาขันทีน้อย บอกว่าขอ
เกษียณอายุราชการกลับบ้านเกิดไปแล้ว
อาจารย์แซ่เฉินที่มาสอนคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริ
ยะคนใหม่นามว่า ‘เฉินโฉว’ สอนพวกนางอย่างมี
มารยาทเรียบร้อย ทั้งไม่ประจบประแจงและไม่
ข่มเหงรังแก อีกทั้งน่าจะเพราะมีจางจ้งเป็น
บทเรียน ทำให้เขาอดทนต่อพวกนางมากเป็น
พิเศษ หากมีคำถามก็จะตอบ มีข้อสงสัยก็ช่วย
คลี่คลาย
ส่วนจ้าวเซียนเซิง จ้าวเยี่ยนหงผู้สอนคัมภีร์
ลำนำและกวีซึ่งมักจะยกยอปอปันเซียวซู ผ่านไป
ไม่ถึงสองวันก็ประสบคราวเคราะห์
ต้นเหตุเกิดมาจากการบ้านที่เขาสั่ง บอกให้
พวกนางลองแต่งกลอนห้าอักษรดู
ครั้นเลิกเรียน เจียงเสวี่ยหนิงไปเรียนพิณ
กับเซี่ยเวย ยังคงจิตใจไม่สงบและถูกเซี่ยเวยสั่งให้
นั่งอยู่ข้างพิณเช่นเคย ขณะกำลังเหม่อลอยก็อด
กลัดกลุ้มกับกลอนห้าอักษรไม่ได้
เซี่ยเวยจึงถามนางว่ากำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร
นางเล่าเรื่องที่ต้องแต่งกลอน “จ้าวเซียนเซิง
ย่อมมีความรู้ยอดเยี่ยม ทว่าต่อให้การบ้านของ
ผู้อื่นดีอีกสักเพียงใด เขาก็ไม่กล่าวชื่นชมแม้แต่
ประโยคเดียว ถึงข้าจะไม่ชอบเฉินซูอี๋ แต่ฝีมือการ
ประพันธ์บทกวีและเรขศิลปโดยพู่กันของนางมิได้
ด้อยไปกว่าเซียวซูเลยจริง ๆ ราวกับในสายตา
ของจ้าวเซียนเซิงมีเพียงเซียวซูที่ล้ำเลิศ องค์หญิง
ใหญ่ทรงอยู่ลำดับที่สอง ส่วนผู้อื่นยังไม่เท่า
ดอกไม้ใบหญ้าริมทางด้วยซ้ำ อย่างมากข้าก็แค่
เคยอ่านบทความมาบ้าง ทั้งไม่ชมชอบดีดพิณทั้ง
แต่งกลอนไม่ได้ เดิมทีจ้าวเซียนเซิงก็ดูแคลนข้า
อยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาต่อให้พอฝืนเขียนออกมาได้
เกรงว่าคงกลายเป็นที่หัวเราะเยาะอีกแน่เจ้าค่ะ
…”
เซี่ยเวยมองนาง ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติกลับมาโดยพลัน “ข้า
ไม่ได้กำลังฟั้องและไม่ได้กำลังใส่ความจ้าวเซียน
เซิงด้วยนะเจ้าคะ นี่เซียนเซิงเป็นคนถามเองไม่ใช่
หรือ?”
เซี่ยเวยหัวเราะอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขากำลังถือกบไสไม้ไสท่อนไม้จวี่ที่จะนำมา
ทำพิณ ครั้นหัวเราะเสร็จก็วางไม้และตัวกบไสไม้
ลงไป ก่อนจะครุ่นคิดครู่หนึ่ง เดินไปหยิบ
กระดาษซึ่งถูกทับอยู่บนโต๊ะมา พลิกกระดาษเฉิง
ซินถัง[3]ซึ่งถูกทับอยู่มากมายออกมาแผ่นหนึ่ง
ก่อนมองดูสักครู่ จากนั้นจึงส่งให้เจียงเสวี่ยหนิง
“เจ้าจงนำหลายประโยคนี้ไปใช้ หลังจากคัดลอก
แล้วให้บอกว่าเจ้าเป็นคนเขียนเองเท่านั้น และ
ตอนนั้นให้ดูว่าจ้าวเซียนเซิงจะพูดเช่นไร”
พริบตาที่รับกระดาษเฉิงซินถังแผ่นนั้นมาและ
เห็นกลอนสี่วรรคด้านบน สมองของเจียงเสวี่ย
หนิงก็ผุดสี่คำที่โหยวฟางอิ๋นเคยคุยเล่นกับนางใน
ชาติก่อน ‘วางเบ็ดล่อปลา’
แน่นอนว่านางไม่กล้าพูดสิ่งนี้กับเซี่ยเวย
ยิ่งไปกว่านั้นพูดแล้วเซี่ยเวยอาจจะไม่รู้จักก็
ได้
นางรับกลอนบทนี้มาอย่างนอบน้อม ผ่านไป
อีกสองวันเมื่อถึงเวลาเข้าเรียนก็นำไปวางกับดัก
หลอกจ้าวเยี่ยนหง
และเพราะจ้าวเยี่ยนหงไม่ทราบเบื้องหลังของ
เรื่องที่จางจ้งหัวหน้าหอบันทึกประวัติศาสตร์ถึง
คราวเคราะห์ ครั้นเห็นกลอนที่เจียงเสวี่ยหนิงคัด
มาก็เหลือบมองเพียงสองที “แค่มีสัมผัสแล้วจะมี
ประโยชน์อันใด? เนื้อหาไร้สาระไร้ซึ่งความ
เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะประโยคที่ว่า ‘บุปผาทั่ว
บรรพต’ ชวนสับสนนัก ข้างหน้ามีบรรพตแล้ว
เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ยัง ‘บดบังลานเรือน’ อีก
ไม่เข้าพวกกันเลยจริง ๆ มีทั้งจันทร์ทั้งขุนเขาทั้ง
บุปผาทั้งแรงลม ไม่ได้ความเอาเสียเลย!”
——————–
1. วันซานฝู เป็นช่วงวันที่มีอากาศร้อนที่สุดใน
รอบปี ซานฝูในแต่ละปีไม่ค่อยตรงกัน จะ
อยู่ราวกลางเดือน กรกฎาคมถึงกลางเดือน
สิงหาคม
2. ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด เป็นสำนวน หมายความ
ว่าผู้มีประสบการณ์จะจัดการเรื่องต่างๆ
ได้ผลดีมากกว่า
3. กระดาษเฉิงซินถัง เป็นกระดาษที่ใช้กันใน
พระราชวัง ถูกจัดเป็นหนึ่งในสามสมบัติ
ห้องสมุดสมัยถังใต้ และถูกจัดว่าเป็น
กระดาษที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
ผิวสัมผัสลื่นเหมือนไข่ สีกระดาษสะอาด
บริสุทธิ์ประดุจหยก ตัวกระดาษเนื้อบางมัน
เงา
บทที่ 65 ใส่ความ (2)
ขณะนี้เอง เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกเห็นใจเขา
ขึ้นมา
เนื่องจากเซี่ยเวยสอนพิณอันเป็นวิชาถัดจาก
อีกฝั่าย มิหนำซ้ำวันนั้นยังมาเช้ามากอีก เขา
กำลังนั่งดื่มชาอยู่ตรงหัวมุมตำหนักและได้ยิน
คำพูดนี้เข้าพอดี จึงแสดงสีหน้าประหลาดใจ
อย่างยิ่ง ถามทันที “จ้าวเซียนเซิง คนแซ่เซี่ยขอดู
กลอนบทนี้ได้หรือไม่?”
กลอนบทนั้นเขียนว่า
จันทร์เช่นหยกเย็นตา บุปผาทั่วบรรพต
เมฆบดบังลานเรือน ลมเคลื่อนกิ่งไม้ไหว
เซี่ยเวยอ่านจบก็ไม่พูดอะไร
จ้าวเยี่ยนหงยังไม่รู้ว่าตัวเองประสบเคราะห์
แล้ว เอ่ยถามว่า “เซี่ยเซียนเซิงคิดว่าเป็นเช่น
ไร?”
เซี่ยเวยส่งกลอนบทนี้คืนกลับไปด้วยสีหน้า
แปลกประหลาด “ข้าไม่ยักรู้ว่าที่แท้กลอนบทนี้
จะไม่เข้าท่าและย่ำแย่ขนาดนี้”
ในที่สุดจ้าวเยี่ยนหงก็ฟังออกว่าคำพูดนี้มี
อะไรผิดปกติ รู้สึกร้อนรนกระวนกระวายเล็กน้อย
“ความหมายของท่านคือ?”
“อ้อ” เซี่ยเวยแสดงท่าทางกระดากใจยิ่ง งอ
นิ้วชี้เรียวยาวแตะสันจมูกโด่งเหยียดตรงของตน
ยิ้มขออภัยคราหนึ่ง “ขายหน้าจ้าวเซียนเซิงแล้ว
กลอนบทนี้เป็นการเขียนเล่นของข้าน้อยใน
สมัยก่อน แต่งขึ้นมาอย่างเหลวไหลไร้สาระ มิ
คู่ควรนำมาให้คนชื่นชม ไหนเลยจะกล้าสอน
จระเข้ว่ายน้ำ บังอาจวิจารณ์ได้”
จ้าวเยี่ยนหงตะลึงงันในบัดดล
เซี่ยเวยกลับแสดงได้อย่างสมจริง ชักสีหน้า
มองเจียงเสวี่ยหนิงคราหนึ่ง “คิดว่าคุณหนูรองห
นิงคงเห็นตอนไปเรียนพิณกับข้าที่ตำหนักข้าง
เลย ‘หยิบยืม’ ติดมือมากระมัง?”
หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้ยินว่าเซี่ยเวยทำเช่นไร
ต่อ
เพียงได้ยินคนเล่ากันว่าพอจ้าวเยี่ยนหงผู้นั้น
กลับไปแล้วก็กินข้าวไม่ได้ นอนหลับไม่สนิท ยาม
กลางคืนจุดตะเกียงถอนหายใจ ยามกลางวันพบ
เจอผู้คนก็เหม่อลอย วันต่อมาไปขอลาออกกับ
เบื้องบนไม่ขอถวายการสอนองค์หญิงใหญ่อีก
ต่อไป ทั้งยังขอให้โยกย้ายตำแหน่งไปอยู่
หน่วยงานอื่น ทว่าไม่มีตำแหน่งว่างที่เหมาะสม
จากตำแหน่งขุนนางขั้นห้ายศราชบัณฑิตฝั่าย
ปรับปรุงเนื้อหาประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่น
หลินกลับโยกย้ายได้เป็นเพียงตำแหน่งผู้ทรงภูมิ
[1]ที่เป็นยศไร้อำนาจระดับขุนนางขั้นหก แต่เจ้า
ตัวก็ยังรู้สึกว่าโชคดีเป็นพิเศษ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเรื่องจะผ่านพ้นไปเพียง
เท่านี้
คิดไม่ถึงว่าเช้าวันนี้จะได้ยินพวกเหยาซี
และเฉินซูอี๋วิพากษ์วิจารณ์ พูดว่าฝั่าบาททรงสืบ
สาวราวเรื่อง ทั้งยังกริ้วมาก โดยเริ่มจากจางจ้ง
และจ้าวเยี่ยนหง จากนั้นก็พัวพันไปถึงเรื่องสมัคร
พรรคพวก ปลดตำแหน่งคนจำนวนมาก รวมถึง
ผู้ดูแลสภาคนก่อน และทรงแต่งตั้งให้เซี่ยเวย
ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสภาฮั่นหลินคนใหม่ กวาด
ล้างความไม่ถูกต้องไปเสีย
ต่างพูดกันว่านับวันเซี่ยเซียนเซิงเริ่มยิ่งใหญ่
มากขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้อยู่ใน
แผนการของเซี่ยเวยมาตั้งแต่ต้น แม้แต่เรื่องเล็ก
ๆ อย่างอาจารย์ที่มาสอนในตำหนักเฟิงเฉินยังทำ
ให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ มิหนำซ้ำยังได้เลื่อนขั้นอีก
ไม่อาจดูแคลนได้เลยจริง ๆ
เซี่ยเวยนั่งอยู่ตรงโต๊ะน้ำชา ปล่อยให้น้ำเดือด
แช่อยู่ในกาน้ำชาครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรินน้ำในกาใส่
ถ้วย เปิดฝาครอบถ้วยชาสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่ยัง
ค้างบนฝา ครั้นเห็นนางจิตใจล่องลอยไปยัง
ท้องฟั้าเบื้องนอก จึงกล่าวเรียบ ๆ ว่า “หลาย
วันนี้บอกให้เจ้าสงบจิตใจ เจ้ากลับไม่ได้เรียนรู้สิ่ง
ใดแม้เพียงครึ่งเดียว ซ้ำตอนนี้ดูท่าจะจิตใจเหม่อ
ลอยมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ บัดนี้ข้าชักเริ่มรู้สึก
สงสัยเล็กน้อยแล้วสิ คุณหนูรองหนิง ก้อนเมฆ
พวกนี้ไม่ได้ซุกซ่อนแก้วแหวนเงินทองอันใด แล้ว
เจ้ากำลังคิดเพ้อเจ้ออะไรอยู่?”
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้สติคืนกลับมา
นางรู้สึกว่าหลายวันที่ได้นั่งสงบจิตใจอยู่
ภายในตำหนักหลักหนึ่งชั่วยามและตำหนักข้าง
อีกหนึ่งชั่วยาม ช่วงแรกที่ได้นั่งรู้สึกอัดอั้นตันใจ
กระสับกระส่ายยิ่งนัก แต่ตอนนี้เริ่มนั่งเหม่อมอง
ท้องฟั้าได้ ถือว่าพัฒนาอย่างรวดเร็วแล้ว
แต่ก็ยังไม่กล้าเถียงเซี่ยเวย
นางพึมพำว่า “เซี่ยเซียนเซิงเลื่อนตำแหน่ง
ได้เป็นผู้ดูแลสภา เก่งกาจกว่าท่านพ่อของข้าเสีย
อีก ศิษย์ยินดีกับท่านด้วยนะเจ้าคะ”
ช่วงนี้นางปากหวานแปลก ๆ
เพียงแต่สำหรับเซี่ยเวยแล้ว เรื่องนี้กลับไม่ได้
ดูง่ายดายเช่นเปลือกนอก
การใช้ประโยชน์จากอาจารย์ที่มาถวายการ
บรรยายแด่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางที่ตำหนักเฟิง
เฉินเพียงไม่กี่คนในการกวาดล้างสภาฮั่นหลินนี้
ถือว่าทำไปเพราะสถานการณ์บังคับ ต่อให้ทำได้
สมบูรณ์แบบไม่ทิ้งร่องรอยให้คนจับได้ แต่หากมี
ผู้ใดมาตั้งใจจับสังเกตก็จะรู้สึกได้ไม่ยากว่าเขา
เป็นคนมากเล่ห์ กระหายความสำเร็จและ
ผลประโยชน์
แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้แล้วจริง ๆ
หากมีเวลา เขาอาจทำได้แนบเนียนกว่านี้
ทว่าคดีหยกหรูอี้ยิ่งสืบก็ยิ่งบีบคั้น อีกไม่นานจะ
เกิดเหตุการณ์นองเลือด หากตนไม่ได้ครอบครอง
อำนาจที่แท้จริงอะไรกับเขาบ้างก็ไม่รู้จะสูญเสีย
การควบคุมสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดไปหรือไม่
เซี่ยเวยไม่อธิบาย เพียงหลุบตากล่าวว่า
“กระดาษที่ใช้อยู่ภายในวังถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
มีข้อจำกัดและข้อต้องห้าม สิ่งที่สำนักพระราชวัง
ส่งมาให้เจ้าล้วนเป็นกระดาษปิงอี้[2]และกระดาษ
ไปั๋ลู่ ทว่าแผ่นที่ข้ามอบให้เจ้าหลายวันก่อนเป็น
กระดาษเฉิงซินถัง พรุ่งนี้ตอนเจ้ามาอย่าลืมเอา
กลับมาคืนข้า จะได้ไม่ทำให้คนพบเห็นแล้วเกิด
เรื่อง”
รายละเอียดปลีกย่อยเช่นนี้เขาก็ยังใส่ใจ ไม่
กลัวจะคิดมากเกินจนต่อไปหัวล้านหรืออย่างไร
กันนะ
แต่กระนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้ว่าต้อง
ระมัดระวังทุกคำพูดและการกระทำภายในวัง
หลวง ต่อว่าก็ส่วนต่อว่า อย่างไรก็ยังต้องจดจำ
เรื่องนี้ใส่ใจอยู่ดี
เมื่อดื่มชาเสร็จแล้ว เบื้องนอกก็มีขันทีน้อย
แปลกหน้าผู้หนึ่งมามอบรายงานให้เซี่ยเวย
นางเห็นว่าเหมือนขันทีผู้นั้นมีเรื่องจะพูด จึง
ค้อมกายบอกลาเซี่ยเวยแล้วเดินออกมาจาก
ตำหนักข้าง
เมื่อกลับถึงเรือนหยางจื่อ ก็เห็นคนจากกรม
ราชทัณฑ์หลวงลากตัวขันทีซึ่งถูกอุดปากหลาย
คนออกมาจากฝั่ายใน แต่ละคนมีบาดแผลบนร่าง
ลมหายใจรวยริน มองแวบเดียวก็รู้ว่าได้รับการลง
ทัณฑ์ ไม่รู้จะถูกจัดการเช่นไร
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้ามองอีก ก้มหน้าก้มตา
เดินเลียบกำแพงวัง
บรรยากาศตึงเครียดก่อนจะเกิดเรื่องพลันปก
คลุมทั่วทั้งพระราชวัง
แต่นางคิดว่าในเรือนหยางจื่อมีแต่พระสหาย
ร่วมศึกษา ไม่น่าเกี่ยวข้องอะไรกับคดีหยกหรูอี้
หรอก
ผู้ใดจะรู้ว่าค่ำคืนนี้ขณะทุกคนกำลังนั่ง
ทบทวนตำราอยู่ในหอหลิวสุ่ย ขันทีถือแส้ปัดผู้
หนึ่งกลับพาคนบุกรุกเข้ามาในเรือนหยางจื่ออ
ย่างเอิกเกริกด้วยใบหน้าเย็นชา สะบัดมือทีหนึ่ง
พร้อมเอ่ยว่า “ค้นให้ละเอียด!”
พระสหายร่วมศึกษากลุ่มนี้ยังไม่เคยพบ
เหตุการณ์ระทึกขวัญเช่นนี้มาก่อน ตกใจจนทำ
อะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้สึกเหนือความคาดหมาย
ยิ่งนัก
นางจำไม่เห็นได้ว่าคดีหยกหรูอี้ในชาติก่อนจะ
มีคนมาตรวจค้นเรือนหยางจื่อ
ยังคงเป็นเซียวซูที่สงบเยือกเย็นอย่างเห็นได้
ชัด และบางทีอาจเพราะมีเสด็จอาเป็นไทเฮา ทำ
ให้มีความมั่นใจเป็นพิเศษ นางเอ่ยถามขันทีผู้นั้น
ว่า “ขอบังอาจเรียนถามกงกง นี่มันเรื่องอะไรกัน
และต้องการจะค้นสิ่งใด?”
ขันทีผู้นั้นคือวังเฉวียน หัวหน้าขันทีผู้ดูแล
สำนักพระราชวังคนใหม่
เขากลับแสดงความนอบน้อมต่อเซียวซู
คารวะตอบคราหนึ่งพลางกล่าวระคนยิ้ม “คิดว่า
พระสหายร่วมศึกษาทุกท่านคงพอระแคะระคาย
บ้างแล้ว หลายวันก่อนสำนักพระราชวังมีคนกล้า
ถวายหยกหรูอี้สลักถ้อยคำก่อกบฏแด่ไทเฮาจน
ทำให้ฝั่าบาทกริ้วอย่างยิ่ง หลายวันนี้จึงมีการ
สืบสวนอย่างต่อเนื่อง กวาดล้างไปไม่น้อย แต่ก็
ยังไม่ทราบว่าในวังหลวงยังมีคนโฉดซุกซ่อนตัวอยู่
อีกหรือไม่ เรือนหยางจื่อแห่งนี้ถือเป็นสถานที่
แห่งหนึ่งภายในวังหลวงเช่นกัน ข้าเพียงได้รับ
พระราชกระแสรับสั่งจากฝั่าบาทและไทเฮาให้มา
ทำหน้าที่ตรวจค้นสักครั้ง ขอทุกท่านอย่าได้ตื่น
ตระหนกไป”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่กลุ่มคนที่เขาพามาตรวจ
ค้นกลับปราศจากความเกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย
ทุกสิ่งต่างถูกตรวจรื้อค้นทีละชิ้นจนแทบจะ
กลายเป็นการพลิกแผ่นดินหา
และไม่ว่าที่ใดที่มีตัวอักษรและตำราก็ต้อง
ตรวจค้นอย่างถ้วนถี่
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้ก็หนัง
ตากระตุก นึกได้ทันทีว่านางยังเก็บกระดาษเฉิง
ซินถังแผ่นนั้นอยู่ในกล่อง จึงอดกังวลใจไม่ได้
ไม่นานนักก็มาตรวจค้นห้องของทุกคน
ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่มีปัญหา
ทุกคนต่างโล่งอก คิดว่าคดีนี้เพียงค้นตาม
หน้าที่
แต่ขณะที่พวกนางเพิ่งรู้สึกวางใจ ขันทีที่มา
ตรวจค้นคนหนึ่งก็เดินมาจากระเบียงทางเดินด้วย
ความรีบร้อน ถือกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้ ส่งมอบ
ใส่มือวังเฉวียนผู้นั้น ก่อนจะกระซิบกระซาบอะไร
บางอย่างข้างใบหู
พอวังเฉวียนเห็นสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษ
แผ่นนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “เยี่ยม!”
เขาเงยหน้ากวาดสายตามองทุกคน เอ่ยถาม
ว่า “ผู้ใดคือคุณหนูจากจวนรองเสนาบดีเจียง?”
สายตาของทุกคนไปอยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
ในบัดดล
เนื่องจากอยู่ห่างออกไปช่วงระยะหนึ่ง เจียง
เสวี่ยหนิงจึงมองไม่เห็นว่าสิ่งที่ขันทีถืออยู่คืออะไร
เพียงนึกว่าเป็นกระดาษเฉิงซินถังที่เซี่ยเวยเคย
มอบให้นางก่อนหน้านี้ คิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้อง
เกิด ไม่อาจหลบพ้นไปได้ เกรงว่าคงต้องเปลือง
เรี่ยวแรงอธิบายเสียแล้ว
จึงก้าวออกมาพร้อมตอบว่า “ข้าเอง”
วังเฉวียนผู้นั้นมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจด
ปลายเท้าสองรอบ ส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“ขวัญกล้านักนะ กล้าทำกล้ารับ! เด็ก ๆ จับตัว
พวกกบฏมาให้ข้าซะ!”
พวกกบฏ?!
รูม่านตาเจียงเสวี่ยหนิงหดรั้งอย่างรุนแรง ยัง
ไม่ทันรู้สึกตัวก็ถูกขันทีน้อยสองคนที่อยู่ด้านข้าง
เข้ามากดตัวและบิดมือไพล่หลังเสียแล้ว
นางไม่กล้าเชื่อ “กงกงใส่ความ ข้าจะเป็น
กบฏได้อย่างไร!”
วังเฉวียนเพียงสะบัดกระดาษแผ่นนั้นใส่นาง
ไหนเลยจะเป็นกระดาษเฉิงซินถังที่เซี่ยเวยให้
นางได้เล่า
นั่นคือกระดาษไปั๋ลู่ที่เห็นได้ง่ายดายยิ่งนัก
ภายในวังหลวง บนนั้นเขียนตัวอักษรอยู่สองแถว
‘เด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน ตายอย่างน่า
อนาถมีความผิดอันใด
ราชันไร้คุณธรรมแล้วไซร้ ไยกล้าเรียกว่า
โอรสสวรรค์!’
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงเย็นเยียบไปทั้งร่าง
ภายในเรือนหยางจื่อเงาคนแน่นขนัด แสง
โคมเจิดจ้า
ขณะที่นางเบือนหน้ากลับมา ครั้นเห็นว่ายาม
นี้ผู้อื่นซึ่งเข้ามาเป็นพระสหายร่วมศึกษาพร้อมกับ
นางกำลังยืนอยู่ที่นี่เช่นเดียวกันก็รู้สึกว่าโคมไฟที่
เหล่าขันทีถืออยู่ช่างแสบตาเสียเหลือเกิน แสง
ส่องจับใบหน้าพวกนาง ทุกสิ่งล้วนพร่ามัวไปหมด
จนนางมองเห็นไม่ชัดเจน
——————–
1. ผู้ทรงภูมิ เป็นตำแหน่งขุนนางที่มีเพียงชื่อ
เรียก แต่ไม่ได้มีอำนาจและภาระงานอย่าง
แท้จริง
2. กระดาษปิงอี้ แปลว่ากระดาษปีกน้ำแข็ง
เป็นกระดาษเซวียนคุณภาพดีที่ริเริ่มโดยถัง
หลงซวี ใช้น้ำจากอำเภอซินอันซึ่งใส
กระจ่างผลิตร่วมกับวัตถุดิบผลิตกระดาษ
ทำให้กระดาษที่ได้มีสีขาวดุจหิมะ เป็นเหตุ
ให้เรียกด้วยชื่อนี้