คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 66 ต่อสู้กันด้วยเหตุผล (1)
นางคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะมีคนนำวิธีการอัน
สารเลวต่ำช้าที่สุดในการต่อสู้แย่งชิงในวังหลวง
เช่นนี้มาใช้กับตน
ชาติก่อนเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงแต่งงานออกไป
แล้วก็เป็นพระชายาหลินจืออ๋อง อีกทั้งเรือนหลัง
ของเสิ่นเจี้ยก็หมดจดไร้ผู้ใด ช่วงแรกที่เข้าวัง
สถานะของนางมั่นคง ได้ปกครองวังหลัง แล้ว
ผู้ใดเล่าจะกล้ามาทำร้ายนางซึ่งหน้า จนต่อมา
เซียวซูได้เข้าวัง นางถึงเริ่มประสบอันตรายอัน
แกร่งกล้าอย่างแท้จริง
ทว่าการแย่งชิงตำแหน่งฮองเฮา แต่ไหนแต่ไร
มาก็มิใช่การแย่งชิงของฝั่ายใน
นางและเซียวซูต่างรู้ดีว่าลูกเล่นเล็กน้อยของ
ฝั่ายในเช่นนี้ไม่อาจสร้างผลกระทบต่อภาพรวม
และถือเป็นวิธีการชั้นต่ำ กำลังหลักของการต่อสู้
แย่งชิงจึงอยู่ที่ฝั่ายหน้าทั้งสิ้น แม้จะไม่ได้ต่ำช้า
และโหดเหี้ยมเหมือนลูกเล่นของพวกฝั่ายใน แต่ก็
เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดยิ่งกว่า อำมหิตยิ่งกว่า
คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ไม่เคยประสบพบเจอในชาติ
ก่อน ชาตินี้กลับมาชดเชยให้นาง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกว่าช่างน่าเย้ยหยัน
แค่ว่าพอนึกดูอีกที หากคิดจะทำร้ายใคร
ย่อมมีวิธีการเป็นพันเป็นหมื่น ไม่ว่าจะรู้ทัน
หรือไม่ เภทภัยนี้อย่างไรเสียก็ต้องประสบ
เมื่อตกอยู่ในสภาวะคับขันอย่างฉุกละหุก
นางกลับสงบเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงถอนสายตาที่กวาดมองผู้คน
นางมองวังเฉวียนซึ่งกำลังถือกระดาษแผ่นนั้นอยู่
“นี่มิใช่สิ่งของของข้า”
วังเฉวียนแค่นหัวเราะ “ค้นได้มาจากห้องของ
ท่าน แล้วยังจะไม่ใช่ของท่านอีกหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หากเป็นตามคำกล่าวของวังกงกง ห้องของข้า
อยู่ในวังหลวง กระดาษแผ่นนี้ถูกค้นได้มาจาก
ห้องของข้า นั่นเท่ากับว่าค้นได้จากวังหลวง
เช่นนั้นควรเอาโทษนี้ไปลงกับผู้ใด?”
“เถียงข้าง ๆ คู ๆ !” วังเฉวียนคิดไม่ถึงว่าพอ
ความตายมาเยือนนางกลับคารมคมคายขึ้นมา
เสียได้ เขาพลันเดือดดาล “ข้าว่าท่านไม่เห็นโลง
ศพไม่หลั่งน้ำตา! วันนี้ต้องทำให้ท่านรู้ว่าวังหลวง
หาใช่สถานที่ที่ท่านจะมาทำตัวโอหังอวดดีไม่! คุม
ตัวนางไป!”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับตวาดถามด้วยน้ำเสียงเย็น
ชาทันที “เจ้าอาศัยอะไรมาคุมตัวข้าไป?!”
ทีแรกผู้คนโดยรอบเพียงตกใจอยู่บ้าง จน
ต่อมาเมื่อเห็นว่าประโยคแรกของเจียงเสวี่ยหนิง
ท้าทายวังเฉวียนอย่างเปิดเผยสีหน้าก็ตื่น
ตระหนก นึกว่านางเสียสติไปแล้ว วังกงกงเป็นถึง
หัวหน้าขันทีผู้ดูแลสำนักพระราชวังเชียวนะ!
วังเฉวียนเองก็คิดไม่ถึงว่านางจะพูดใส่ตนว่า
ไม่มีคุณสมบัติ อดหัวเราะอย่างดูแคลนคราหนึ่ง
ไม่ได้ “การตรวจค้นครั้งนี้เป็นพระราชเสาวนีย์
ของไทเฮา รับสั่งตั้งแต่แรกแล้วว่าหากมีผู้ต้อง
สงสัยภายในวังหลวงต้องจับตัวทั้งหมดทันที! อย่า
มัวพูดจาไร้สาระ พวกเจ้าคุมตัวนางกลับไปกรม
ราชทัณฑ์หลวง รอให้ไทเฮาทรงจัดการในวัน
พรุ่งนี้!”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเอ่ยว่า “ข้าไม่ใช่คนในวัง”
เสียงของนางเยือกเย็นและเรียบนิ่งอย่าง
ยิ่งยวด ถึงขั้นแฝงความเย็นชาอันน่าตื่นตระหนก
อยู่หลายส่วนอีกด้วย บรรดาขันทีน้อยซึ่งเดิมทีจะ
เข้ามาคุมตัวพากันนิ่งอึ้ง
วังเฉวียนเองก็งุนงง
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องเขาเขม็ง “ข้าเข้ามาเพื่อ
เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ เป็น
บุตรีคนรองที่กำเนิดจากภรรยาเอกของเจียงปั๋อ
โหยวซึ่งเป็นขุนนางขั้นสามของราชสำนัก ทั้งยัง
ไม่ใช่พระสนมพระชายา และยิ่งไม่ใช่นางกำนัล
ด้วย การที่กรมราชทัณฑ์หลวงต้องการคุมตัวข้า
ข้าซึ่งเป็นอิสตรีอ่อนแอย่อมยากจะขัดขืนอยู่แล้ว
แต่ขอเชิญวังกงกงพิจารณาให้ดีเช่นกัน หาก
ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าข้าบริสุทธิ์ไร้ความผิด แต่
กลับเป็นอะไรไป ที่กรมราชทัณฑ์หลวงละก็…”
นางจะไม่รู้จักเรือนจำของกรมราชทัณฑ์
หลวงได้อย่างไรกันเล่า
คนเป็นเข้าไปก็เท่ากับชีวิตหายไปแล้ว
ครึ่งหนึ่ง
บัดนี้แม้แต่ในห้องตัวเองแท้ ๆ ยังถูกค้นจน
พบสิ่งของของ ‘โจรกบฏ’ ได้ ขืนเข้าไปใน
เรือนจำของกรมราชทัณฑ์หลวง มีเพียงสวรรค์ที่รู้
ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง หากได้รับบาดเจ็บ
หรือเสียโฉมขึ้นมา ครั้นรอดออกมาได้แล้วจะไป
ทวงความเป็นธรรมกับผู้ใด
เพราะฉะนั้นนางจะไปไม่ได้เด็ดขาด
วังเฉวียนถือว่าขลุกอยู่ในวังหลวงมานาน
หลายปีแล้ว เคยช่วยงานเจ้านายที่มีสิทธิ์มีเสียง
ในวังหลวงจำนวนไม่น้อย วิธีการลงทัณฑ์
บางอย่างเขาย่อมรู้แจ้งแก่ใจ
เพียงแต่เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ก็ต้องจุดไฟ
สามกอง[1]
ไม่ง่ายดายเลยกว่าจะรอให้คนในสำนัก
พระราชวังพวกนั้นถึงคราวเคราะห์จนถึงทีตัวเอง
ได้เลื่อนขั้น เขาจึงคิดจะใช้โอกาสนี้แสดง
ความสามารถต่อหน้าพระพักตร์ไทเฮาเสียหน่อย
ถึงได้ทำเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น
แต่เจียงเสวี่ยหนิงพูดถูกต้อง
นางไม่ใช่นางกำนัลหรือขันทีที่ไร้คนหนุนหลัง
แต่เป็นบุตรีของรองเสนาบดี
หากนางเป็นพวกกบฏ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้อง
พูดกัน จับตัวโยนเข้ากรมราชทัณฑ์หลวงก็โยน
เข้าไปเถอะ แต่หากเบื้องหลังเป็นเรื่องปรปักษ์
ระหว่างคนใหญ่คนโตขึ้นมาเล่า การที่เขาไม่พูด
พร่ำทำเพลงจับตัวเจียงเสวี่ยหนิงไปเช่นนี้ หาก
เกิดอะไรขึ้นมา เหล่าคนใหญ่คนโตเบื้องสูงย่อม
ไม่มีทางเป็นอะไรหรอก คนที่ต้องเป็นแพะรับ
บาปก็มีแต่เขา
วังเฉวียนไม่โง่เช่นกัน เพียงใช้สมองก็บังเกิด
ความคิดทันที เขาหรี่ตา มองเจียงเสวี่ยหนิงราว
กับอสรพิษ “ได้! ข้าทำงานถวายไทเฮามานาน
หลายปีขนาดนี้ เป็นครั้งแรกที่เห็นคนแข็งกร้าว
เช่นคุณหนูรองเจียง! ท่านบอกว่าไม่ยอมไปกรม
ราชทัณฑ์หลวง และคิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติจะ
จัดการท่าน เช่นนั้นข้าคงต้องผิดต่อท่านแล้ว”
เขาโบกมือ สั่งให้คนปล่อยตัวเจียงเสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
วังเฉวียนกวักมืออีกครั้ง เรียกตัวขันทีน้อย
ด้านข้างมาแล้วพูดว่า “ไป ไปกราบทูลที่
ตำหนักฉือหนิง แจ้งว่าค้นพบหลักฐานของกบฏ
เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ แต่
กลับดื้อด้านขัดขืน ไม่ยอมถูกคุมตัวไปยังกรม
ราชทัณฑ์หลวง ขอไทเฮาตัดสินพระทัยด้วย”
ขันทีน้อยรับคำสั่งแล้ววิ่งจากไปด้วยความรีบ
ร้อน
วังเฉวียนยิ้มแฝงความนัยลึกซึ้ง เดินเข้ามานั่ง
ลงบนเก้าอี้ที่อยู่ทางซ้ายมือ กวาดตามองเหล่า
พระสหายร่วมศึกษาซึ่งหน้าถอดสีอยู่โดยรอบครา
หนึ่ง “ทุกท่านไม่ต้องกลัว นั่งลงก่อนเถิด”
ทุกคนไหนเลยจะกล้านั่ง
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ของวังเฉวียนไม่เพียงไม่กล้า
นั่ง ตรงข้ามกลับยืนอยู่ในห้องโถงอย่างว่าง่าย
ศีรษะเองก็ยิ่งก้มต่ำ
มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่หลุบตา ใบหน้าไร้
ความรู้สึก ปัดแขนเสื้อซึ่งถูกคนจับจนยับเบา ๆ
แล้วพลันนั่งลงตรงข้ามวังเฉวียน
เหล่าพระสหายร่วมศึกษาต่างตาโตอ้าปาก
ค้าง
ฟางเมี่ยวหนังตากระตุกไม่หยุด คิดในใจว่า
วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงอย่าทำอะไรแผลง ๆ ก็แล้วกัน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่มองพวกนางแม้แต่แวบ
เดียว ซ้ำยังยกน้ำชาที่ยังดื่มไม่หมดขึ้นมาดื่มไป
เกือบครึ่งอย่างใจเย็น
ผ่านไปไม่ถึงสองเค่อ ขันทีน้อยซึ่งออกไปก่อน
หน้านี้ก็วิ่งกลับมาราวกับหนีเอาตัวรอด หอบ
หายใจแจ้งว่า “วังกงกง ไทเฮามีรับสั่งให้ท่านคุม
ตัวนางไปยังตำหนักฉือหนิงทันที เพราะมีพระ
ประสงค์จะไต่สวนด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้
พระสหายร่วมศึกษาภายในเรือนหยางจื่อทุกคน
ต้องตามไปด้วย เพื่อเตรียมรับสั่งถามจากไทเฮา”
วังเฉวียนจึงเปล่งเสียงออกมาคำหนึ่ง “ได้”
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงเงยศีรษะขึ้นมามอง
ผู้อื่น ส่วนใหญ่ครั้นได้ยินว่าพวกนางต้องไปรับ
การไต่สวนที่ตำหนักฉือหนิงก็ตกใจลนลาน คน
ขวัญอ่อนเช่นเหยาหรงหรงและโหยวเย่ว์ตัวสั่น
งันงกจนแทบยืนไม่อยู่ ส่วนพวกเหยาซีและฟาง
เมี่ยวต่างเผยสีหน้าร้อนรนกระวนกระวาย แต่ยัง
แสร้งทำเป็นสงบเยือกเย็น มีเพียงเซียวซูที่ยังคง
นิ่งขรึมที่สุด ตอนได้ยินเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ยามนี้วังเฉวียนเกิดมีมารยาทต่อเจียงเสวี่ย
หนิงเพิ่มขึ้นครึ่งส่วน ซ้ำยังประสานมือให้นางด้วย
ทว่าก็ยิ้มแต่เปลือก “คุณหนูรองเจียง เชิญเถิด?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ เวลาสองเค่อถือว่า
พอสมควรแล้ว
นางวางถ้วยชาแล้วลุกขึ้น ไม่ต้องให้ผู้ที่เดิน
เข้ามาจากด้านข้างสองคนมาคุมตัวก็เดินออกจาก
ประตูไปด้วยตนเอง
ฟั้ามืดแล้ว ในวังหลวงต่างจุดโคมไฟทุกแห่ง
หน
ทว่ากลับปราศจากเสียงมนุษย์แม้แต่น้อย
ระหว่างเดินทางทุกคนล้วนกดดันจนพากัน
เงียบกริบอย่างเห็นได้ชัด
ตำหนักฉือหนิงในยามนี้มีแสงโคมประทีปเจิด
จ้า เซียวไทเฮาประทับบนที่นั่งตำแหน่งประธาน
ด้วยใบหน้าเย็นชา เจิ้งฮองเฮาซึ่งมาสอบถามข่าว
คราวนั่งก้มหน้าอยู่ด้านล่างนาง มีบางครั้งเงย
ศีรษะทอดมองนอกประตูตำหนักเป็นระยะ
เจิ้งเปั่ายืนห้อยมืออยู่ข้างหลังนาง
ในที่สุดคนก็มาถึง
หากละเว้นบรรยากาศเย็นเยียบน่าหวาดกลัว
อย่างชัดเจนนี้ไปเสีย สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ต่าง
อะไรกับยามพวกของเจียงเสวี่ยหนิงมาถวายพระ
พรที่ตำหนักตอนเพิ่งเข้าวังแม้แต่น้อย
ทุกคนเปล่งเสียงถวายพระพรขณะหมอบ
แนบพื้นโดยพร้อมเพรียง
เซียวไทเฮาใบหน้าถมึงทึง แม้แต่กับเซียวซูยัง
ไม่เปล่งเสียงเรียก เพียงยื่นมือไปหาวังเฉวียนที่
อยู่ด้านล่าง
วังเฉวียนเดินค้อมกายเข้ามาทันที นำ
แผ่นกระดาษที่เขียน ‘ถ้อยคำของกบฏ’ ซึ่งค้นได้
จากในห้องเจียงเสวี่ยหนิงไปส่งถึงมือนางพร้อม
กราบทูลว่า “บ่าวทำตามพระราชเสาวนีย์ของ
ไทเฮาที่ทรงให้ตรวจสอบและกวาดล้างภายในวัง
หลวง โดยเฉพาะผู้ที่เข้าวังในช่วงนี้ วันนี้ระหว่าง
ตรวจค้นเรือนหยางจื่อก็ค้นของสิ่งนี้ได้จากห้อง
ของคุณหนูรองเจียง ทับอยู่ใต้ตำราเล่มหนึ่งบน
โต๊ะ หากไม่ได้ตรวจค้นอย่างละเอียดถ้วนถี่ เกรง
ว่าคงซุกซ่อนเอาไว้จนไม่อาจค้นเจอพ่ะย่ะค่ะ”
——————–
1. ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่จุดไฟสามกอง เป็น
สำนวนเปรียบเทียบ หมายถึงเมื่อขุนนาง
ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ต้องทำสามสิ่ง หนึ่ง
คือเปลี่ยนผู้ใต้บังคับบัญชา สองคือเพิ่ม
เปั้าหมายของหน่วยงาน สามคือเพิ่มการ
ลงโทษและการตกรางวัล
บทที่ 66 ต่อสู้กันด้วยเหตุผล (2)
หลายวันมานี้เซียวไทเฮาไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่
กับถ้อยคำบนกระดาษแล้ว
นางไม่ได้เดือดดาลเช่นยามที่เห็นหยกหรูอี้
คราวก่อน
แต่ความสงบเยือกเย็นนี้มักจะหมายถึง
อันตรายที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า
นางยังหัวเราะออกมาทีหนึ่งเสียด้วยซ้ำ
“ถ้อยคำเหลวไหลหลอกลวงผู้คนกลับแพร่เข้า
มาถึงวังหลวง เยี่ยมนักนะ เจียงเสวี่ยหนิง ข้าขอ
ถามเจ้า ยังมีอะไรอยากจะพูดอีก?”
นางมารเฒ่ายังคงชอบคาดโทษผู้อื่นโดยไม่สืบ
สาวราวเรื่องเหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักนิสัยนางเป็นอย่างดี ไม่ได้
แปลกใจอันใด เพียงคารวะด้วยท่าทีที่ไม่แข็ง
กร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนดูต้อยต่ำอีก
หน “หม่อมฉันเป็นเพียงอิสตรีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
แล้วจะไปสมคบคิดกับกบฏได้อย่างไร? มิหนำซ้ำ
เห็นชัดว่าตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนี้ไม่ใช่ของ
หม่อมฉัน ตัวอักษรที่หม่อมฉันเขียนภายใน
ตำหนักเฟิงเฉินสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ ขอ
ไทเฮาทรงไต่สวนด้วยความยุติธรรมด้วย แม้
หม่อมฉันจะไม่ทราบว่ากระดาษแผ่นนี้มาอยู่ใน
ห้องของหม่อมฉันได้อย่างไร แต่หม่อมฉันมิได้
เป็นคนทำแน่นอนเพคะ”
เซียวไทเฮา “เจ้าผลักไสเสียจนหมดสิ้นเชียว
นะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “ผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์ หม่อม
ฉันปราศจากเรื่องให้ละอายใจเพคะ”
“…”
ทันใดนั้นเซียวไทเฮาก็พบว่ากิริยาท่าทีของ
สตรีผู้นี้ในยามนี้ต่างจากตอนเข้าวังมาถวายพระ
พรครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
นางจิกกระดาษแผ่นนั้น แววตาดำทะมึน
นางหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงเอ่ยว่า “บิดา
เจ้าคือเจียงปั๋อโหยว?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเซียวไทเฮามีท่าทีเช่นนี้ก็รู้
ว่าผิดปกติ ใจกระตุกวูบทันที ตอบกลับไปว่า “เพ
คะ”
เซียวไทเฮา “เช่นนั้นจวนตระกูลเจียงของเจ้า
กับจวนหย่งอี้โหวคงใกล้ชิดสนิทสนมกัน
พอสมควรเลยใช่หรือไม่? อย่างไรเสียข่าวลือก็
ต้องมีมูล เจ้ากับเยี่ยนหลินเกือบจะเจรจาเรื่อง
การแต่งงานกันแล้วสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนก
นางเงยศีรษะมองเซียวไทเฮาในบัดดล แล
เห็นความอำมหิตฉายวาบภายในดวงตาอย่าง
ชัดเจน
เซียวไทเฮาปัดถ้วยชาหยกตรงโต๊ะเบื้องหน้า
ทิ้งพลางตวาดว่า “เด็ก ๆ ลากตัวนางออกไปโบย
ข้างนอก โบยจนกว่านางจะยอมรับสารภาพ ดูสิ
ว่าปากนางหรือว่าไม้โบยจะแข็งกว่ากัน!”
จนถึงตอนนี้ ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงยืนยันได้
แล้วว่า…
จวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่องแล้ว!
ส่วนใครเป็นผู้ใส่ความนางยังระบุไม่ได้ ทว่า
เซียวไทเฮากระทำเช่นนี้กลับต้องการจะให้ผู้มี
ส่วนเกี่ยวพันกับจวนหย่งอี้โหวทั้งหมดถึงที่ตาย
นางมารเฒ่ายังคงเป็นนางมารเฒ่า!
เจียงเสวี่ยหนิงชาติก่อนเคยตายมาแล้ว เมื่อ
ถูกเหตุการณ์ซึ่งประดังประเดเข้ามาบีบคั้นจนตก
ในห้วงแห่งความสิ้นหวังก็ทุ่มสุดตัวโดยไร้ซึ่งความ
กริ่งเกรงใด ๆ อีกต่อไป นางดึงปินทองบนศีรษะ
ลงมากุม ตวาดด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า “ใคร
บังอาจมาแตะต้องข้า?!”
ขันทีน้อยซึ่งขนาบเข้ามาจับกุมตัวนางต่างตื่น
ตะลึงเพราะเสียงนี้
จากนั้นก็เห็นปินทองในมือนางบัดเดี๋ยวก็ชี้
พวกเขา บัดเดี๋ยวก็จ่อลำคอตัวเอง ทำเอาตกใจ
แทบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วร่าง
พวกเหยาหรงหรงเองก็ผวาจนส่งเสียงกรีด
ร้อง
เหล่าพระสหายร่วมศึกษาซึ่งเดิมทีเดินทางมา
พร้อมนางรีบถอยหลังอย่างแตกตื่น
แม้แต่เซียวไทเฮายังไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์
อุกอาจเช่นนี้มาก่อน พลันรู้สึกตื่นตระหนก
“บังอาจ เจ้าทำอะไรน่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดีว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้
อันตรายถึงขีดสุด
สภาวะเช่นนี้กระตุ้นนิสัยดุร้ายที่ฝังลึกมานาน
ของนาง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่านางไม่ถูกชะตานาง
มารเฒ่านี้มาตั้งแต่ชาติก่อนแล้วด้วย
ครั้นควบคุมสติสัมปชัญญะซึ่งเหลืออยู่เพียง
น้อยนิดของตนเองได้แล้ว เจียงเสวี่ยหนิงก็จ้อง
เซียวไทเฮาและเอ่ยว่า “ราชวงศ์ของเรามี
กฎหมายบัญญัติเอาไว้ วังหลังห้ามก้าวก่ายงาน
ราชกิจ! ไทเฮาและฮองเฮาทรงเป็นนายแห่ง
ตำหนักทั้งหก ทรงเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน ทว่า
เสวี่ยหนิงหาใช่ผู้ที่อยู่ในวังหลวงไม่ หากกล่าวกัน
ตามกฎหมาย เมื่อเกี่ยวพันถึงกลุ่มก่อกบฏ
จะต้องให้ขุนนางฝั่ายหน้าเป็นผู้สืบสวน! มิหนำซ้ำ
เสวี่ยหนิงยังเป็นบุตรีของขุนนางใหญ่ คดีที่
เกี่ยวข้องกับขุนนางระดับสูงหากไม่แจ้งให้
องครักษ์เสื้อแพรจับกุมเข้าคุกหลวง ก็ต้องแจ้งให้
กรมอาญาทำหน้าที่สืบสวนและไขคดีให้กระจ่าง
ไทเฮาทรงใช้เพียงกระดาษแผ่นนี้ก็จะลงทัณฑ์
หม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันไม่เกรงกลัวการลงทัณฑ์
และความทุกข์ทรมาน เพียงห่วงว่าไทเฮาจะทรง
เสียชื่อเสียงว่าบีบบังคับให้สารภาพ จนทำให้ขุน
นางทั้งฝั่ายบุ๋นและบู๊ในวังหน้าไม่สบายใจเพคะ!”
ขณะกล่าวคำพูดนี้ มือนางมั่นคงยิ่งนัก
ปลายแหลมของปินทองเล็งลำคอตน
ตลอดเวลา หากมีผู้ใดหาญกล้าเข้าใกล้นางตอนนี้
โลหิตจะสาดกระเซ็นทันที
เซียวไทเฮาผ่านมรสุมมาสองรัชสมัย รู้ว่าหาก
บุตรีของขุนนางใหญ่ตายอย่างไม่ทราบสาเหตุใน
ตำหนักแห่งนี้ย่อมกลายเป็นเรื่องตึงมือ ต่อให้พอ
กลบเกลื่อนไปได้ แต่เกรงว่าฝั่ายหน้าต้องมีผู้ไม่
ยอมเลิกราแน่
เจียงปั๋อโหยวที่เจ็บปวดโศกศัลย์เพราะ
สูญเสียบุตรี ไม่รู้จะทำเรื่องเสียสติอะไรบ้าง
เดิมทีนางคิดจะใช้การลงทัณฑ์หนักบีบให้
เจียงเสวี่ยหนิงยอมรับของชิ้นนี้ นึกไม่ถึงว่าอีก
ฝั่ายจะแข็งกร้าวนัก ปากไม่ยอมสารภาพ ซ้ำมือ
ยังใช้ความตายมาข่มขู่ ถึงกับยกเอากฎของราช
สำนักมาบีบนางอีกด้วย
ระยะนี้ภายในวังหลวงลือกันว่าฮ่องเต้จะทรง
แต่งตั้งหลินจืออ๋องผู้เป็นน้องชายขึ้นเป็นพระ
อนุชารัชทายาท แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่
อ๋องคนอื่นจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทไป
ด้วยเช่นกัน คล้ายว่าฮ่องเต้จะยังไม่ได้ตัดสิน
พระทัยชัดเจน
หากอ๋องคนอื่นได้ขึ้นเป็นรัชทายาท ตำแหน่ง
ไทเฮาของเซียวไทเฮานี้ก็จะเหลือเพียงเปลือก
นอกเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรอ๋องคนอื่นก็ไม่ได้
ถือกำเนิดจากนาง
ทว่าหากเสิ่นเจี้ยได้รับการสถาปนาเป็นพระ
อนุชารัชทายาท เขายังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ
นาง ย่อมทำให้นางยังคงสถานะไทเฮาผู้ยิ่งใหญ่
ที่สุดดังเดิมได้
นางย่อมอยากให้แต่งตั้งเสิ่นเจี้ยเป็นรัช
ทายาทอยู่แล้ว
แต่โอรสผู้เป็นฮ่องเต้อาจไม่ได้คิดเช่นนี้
ถึงแม้เซียวไทเฮาจะรู้สึกว่ายามปกติเสิ่นหลาง
มักกตัญูต่อตน แต่เชื้อพระวงศ์นั้นปราศจาก
ความผูกพันทางสายเลือด ขอเพียงเกี่ยวข้องกับ
บัลลังก์มังกรก็ย่อมยากจะคาดเดา
เมื่อนางได้ฟังคำกล่าวนี้ของเจียงเสวี่ยหนิง
กลับคิดไปไกลกว่าสิ่งที่อีกฝั่ายพูดนัก
หลังจากไม่เอื้อนเอ่ยวาจาอยู่ครู่ใหญ่ นางก็
พลันเปล่งเสียงหัวเราะ ผ่อนคลายร่างกายใน
บัดดล กลับไปนั่งบัลลังก์บนเบื้องสูงอีกครา “ช่าง
มีฝีปากคมคายนักนะ เพียงแต่สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็
ถูกต้อง ในเมื่อเจ้าเป็นบุตรีของขุนนางใหญ่ การ
ลงทัณฑ์ภายในวังหลวงย่อมไม่อาจใช้กับเจ้าได้
ฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา!”
ดวงตานางซุกซ่อนประกายอำมหิตอันแสน
เย็นชา เพียงกล่าวกับวังเฉวียนว่า “ส่งไปที่ศาลา
ว่าการของกรมอาญา หลายวันนี้พวกเขาคง
ทำงานจนหามรุ่งหามค่ำ น่าจะยังไม่กลับจวนกัน
ถ้าคนยังอยู่จงไปตามเฉินอิ๋งมาให้ข้า!”
เฉินอิ๋งเป็นผู้ลงทุนลงแรงอย่างยิ่งในคดีจวน
หย่งอี้โหว
ชายผู้นี้รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ยิ่งนัก
นี่ไม่ใช่การแสดงละครเพิ่มอีกฉากแต่อย่างใด
และเซียวไทเฮาก็ไม่ได้แยแสเวลาเพียงเล็กน้อย
เช่นนี้ด้วย ครั้นนางเอ่ยเสร็จก็มองเจียงเสวี่ยหนิง
และกล่าวว่า “เฉินอิ๋งขึ้นดำรงตำแหน่งรอง
เสนาบดีกรมอาญาได้ไม่ถึงครึ่งปี ไต่สวนคดีใหญ่
มามากมาย หากเขามาจะต้องไม่ใส่ความเจ้า
แน่!”
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่กล้าผ่อนคลาย
แม้แต่น้อย
นางเคลื่อนสายตาไปยังตำแหน่งของเจิ้ง
ฮองเฮาโดยปราศจากพิรุธ มองเจิ้งเปั่าซึ่งยืนอยู่
ทางด้านหลังเจิ้งฮองเฮาแวบหนึ่ง
ขณะนี้สายตาของวังเฉวียนไปอยู่บนร่างเจิ้ง
เปั่าเช่นกัน
เขาแสดงภาษามือซึ่งหมายความว่า ‘ไป’
กับเจิ้งเปั่าอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงจึงหลุบตาอย่างเชื่องช้า…
วังหลวงก็เป็นเช่นนี้
ถึงกับเกิดคดีที่ต้องเรียกใช้งานกรมอาญา
ภายในวังหลวง มิหนำซ้ำยังเกี่ยวพันกับกลุ่มกบฏ
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีทางส่งขันทีน้อย
ธรรมดาไป
ดังนั้นในตำหนักจึงไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่านี้
แล้ว
หวังว่าเขาจะประสาทสัมผัสไวหน่อย รับรู้
เจตนาของนางก็แล้วกัน
หลังจากส่งเจิ้งเปั่าออกไปแล้ว ตำหนักฉือห
นิงก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ยามนี้เซียวไทเฮาถึงมองเซียวซู ก่อนจะเรียก
ให้นางลุกขึ้นมาอยู่ข้างกายตน และบอกให้ทุกคน
ลุกเช่นกัน
เหลือเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่วางปินทองและ
คุกเข่าตัวแนบพื้น
ม้าเร็ววิ่งออกจากวังหลวงไปถึงศาลาว่าการ
กรมอาญาโดยใช้เวลาไม่นานนัก ครั้นได้รับพระ
ราชเสาวนีย์เรียกตัวด่วนของไทเฮาก็ยิ่งรีบเร่งโดย
ไม่ยอมชักช้า
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เจิ้งเปั่าก็พาคน
กลับมา
เจียงเสวี่ยหนิงคุกเข่าจนสองขาไร้ความรู้สึก รู้
ว่าด่านที่ลำบากที่สุดกำลังจะมาถึงแล้ว และรู้ว่า
เฉินอิ๋งขึ้นชื่อเรื่องเป็นขุนนางอำมหิต นางมาร
เฒ่ากล้าให้เขามาต้องมีอะไรแอบแฝง หากตนตก
อยู่ในเงื้อมมือเขาจริง จุดจบต้องยิ่งอเนจอนาถ
เป็นแน่
นางหลุบตาลง
ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายเสียงเดินผ่านข้างกาย
จากนั้นก็เป็นเสียงถวายพระพรเซียวไทเฮา…
“กระหม่อมเฉินอิ๋งรองเสนาบดีกรมอาญา
ถวายพระพรไทเฮา ขอไทเฮาจงทรงพระเจริญ!”
“ลุกขึ้น”
เจียงเสวี่ยหนิงใจเย็นวาบไปหลายส่วน ฝืน
บังคับไม่ให้ตัวสั่น
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเซียวไทเฮา
เป็นเสียงเจือความสงสัย “ผู้ที่มาพร้อมเจ้าคือ
ใคร?”
คนผู้นั้นยืนเยื้องหลังเฉินอิ๋ง สวมชุดขุนนางสี
นิล มีเพียงลายเมฆฟั้าคำรามสีชาดบริเวณชายชุด
แต่กระนั้นกลับยากจะลดทอนความเคร่งขรึมเย็น
ชาที่แผ่ออกมาทั่วร่างได้ เขากล่าวด้วยแววตาอัน
สงบนิ่งว่า “กระหม่อมจางเจอ หัวหน้าหน่วยย่อย
กรมอาญากำกับมณฑลเจียงซี ถวายพระพร
ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“…”
ชั่วพริบตานั้น สมองเจียงเสวี่ยหนิงบังเกิด
เสียงระเบิดขึ้นมาคราหนึ่ง ประดุจน้ำท่วมทำนบ
พังทลาย ไหลบ่ากวาดล้างสิ่งที่มีอยู่โดยรอบจน
หมดสิ้น
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาก็มองเห็นเงาร่างซึ่ง
กำลังยืนตระหง่านเยื้องอยู่เบื้องหน้า เย็นชาผอม
ซูบ ราวกับเป็นคนละชาติภพ