คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 67 กลับมาเกิดใหม่เช่นกัน (1)
ไม่สิ เป็น ‘คนละชาติภพ’ อย่างแท้จริงเลย
ต่างหาก
ชาติก่อนหลังจากจางเจอเข้าคุกแล้ว นางก็ไม่
เคยได้พบหน้าอีก ส่วนชาตินี้ทำได้เพียงเหลือบ
มองช่วงสั้น ๆ ท่ามกลางสายฝนยามราตรีที่เหลา
เฉิงเซียวคราวก่อน ไม่ได้แลดูอย่างถ้วนถี่
ยามนี้คนผู้นี้กลับยืนใกล้แค่คืบ
นางมองเงาหลังเขาจากจุดที่ต่ำกว่า จึงยิ่งดูสูง
ชะลูดและเงียบขรึม ต่อให้เขากำลังค้อมศีรษะ
ถวายบังคมเซียวไทเฮาที่ประทับอยู่บนบัลลังก์
เบื้องสูง แผ่นหลังก็ยังเหยียดตรง กอปรด้วย
บุคลิกอันห้าวหาญผ่าเผย
นางแทบน้ำตาร่วงในชั่วขณะนั้น
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดจางเจอถึงปรากฏกายใน
สถานที่แห่งนี้ แต่นางรู้ดีแก่ใจว่าเขาต้องยังไม่
รู้จักนางแน่ ทว่าขอเพียงเขายืนอยู่ตรงนี้ ยืนอยู่
ตรงหน้านาง ความกลัดกลุ้มและภยันตรายที่มีอยู่
ในโลกก็เหมือนจะสูญสลายในบัดดล ทิ้งไว้เพียง
ความสงบสุขอันผ่อนคลาย
ประหนึ่งเป็นวันฝนพรำ
ส่วนผู้มองดูสายฝนกำลังเสพสุขกับความ
เงียบสงบอันแสนสั้นภายในพื้นที่เล็ก ๆ โอบล้อม
ด้วยสรรพสำเนียงเซ็งแซ่
ตัวนางในอดีตเคยตัดพ้อสวรรค์ว่าช่างไม่
ยุติธรรมกับนางเสียเหลือเกิน มอบหลายสิ่งให้ตน
แต่ก็พรากหลายสิ่งไปยิ่งกว่า ทว่ายามนี้กลับรู้สึก
ซาบซึ้งต่อเทพยดาบนสรวงสวรรค์เป็นล้นพ้น
ซาบซึ้งในบุญคุณที่พวกท่านทำให้นางได้พบ
จางเจอ
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาเล็กน้อย ทว่ามุมปาก
กลับหยักยกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ต่อให้ตนกำลังตก
อยู่ในสภาวะคับขันสุดแสน ทว่าก็ไม่ยี่หระต่อสิ่ง
ใด
แต่ไหนแต่ไรมาฝั่ายในและฝั่ายหน้าแยกขาด
ออกจากกัน หากปราศจากคำสั่งเจาะจง ก็ยิ่ง
ห้ามไม่ให้ขุนนางจากฝั่ายหน้าเข้ามาในเขต
พระราชฐานส่วนในเด็ดขาด
บัดนี้ถึงแม้เรื่องที่ต้องสืบสวนจะมีความ
เกี่ยวพันใหญ่หลวง มิหนำซ้ำผู้รับสั่งยังเป็นไทเฮา
เอง ทว่าผู้ที่ถวายการปรนนิบัติรับใช้ภายใน
ตำหนักตอนนี้ส่วนใหญ่คือนางกำนัลและนาง
ข้าหลวง เมื่อเห็นเฉินอิ๋งและจางเจอสองคน ทุก
คนจึงก้มหน้าปิดบังความประหวั่นพรั่นพรึงที่
บังเกิด
ส่วนพระสหายร่วมศึกษาคนอื่นยืนอยู่ไม่ไกล
จากเจียงเสวี่ยหนิง
ผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนเข้มงวดที่สุดเช่นเฉิน
ซูอี๋ ขณะนี้ถอยไปยังตำแหน่งที่ห่างพวกเขามาก
ที่สุดแล้ว ทว่าโจวเปั่าอิงเมื่อได้ยินคำว่า ‘จาง
เจอ’ สองคำนี้ก็เบิกตากว้าง ยื่นแขนไปกระทุ้ง
เหยาซีเพราะไม่อาจระงับความตื่นเต้น
แต่เหยาซีกลับไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
โจวเปั่าอิงหันหน้ากลับไปด้วยความสงสัย
เห็นเพียงเหยาซีที่กำลังมองเงาร่างเหยียดตรง
กลางตำหนักอึ้ง ๆ คล้ายมองจนเหม่อลอย
อย่างไรอย่างนั้น
นี่ก็คือ…
จางเจออย่างนั้นหรือ?
นอกจากสีหน้าจะเย็นชาไร้ความรู้สึกไปบ้าง
แต่มีตรงไหนหรือน่ากลัวอย่างที่คนอื่นเขาลือกัน
แม้กระทั่งความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่าง
มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามิใช่คนถ่อยชอบแสวงหา
โอกาสเกาะและปีนปั่ายผู้มียศถาบรรดาศักดิ์
เขายืนอยู่ตรงนั้นประหนึ่งลำไผ่เขียว
และคนผู้นี้ก็คือสามีในอนาคตของนาง
ดวงตาเหยาซีพลันสาดแสงเข้มกว่าเก่า
จวบจนโจวเปั่าอิงกระทุ้งถูกนางทีหนึ่ง นาง
ถึงได้สติ ครั้นรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนจ้องจางเจอนาน
เท่าใดก็ใบหน้าแดงซ่าน ก้มหน้าด้วยความ
กระดากอายหน่อย ๆ
ส่วนเซียวไทเฮาซึ่งประทับอยู่บนเบื้องสูงกลับ
ย่นหัวคิ้ว รู้สึกว่านามจางเจอนี้ฟังคุ้นหูอยู่บ้าง แต่
กลับนึกไม่ออกไปชั่วขณะว่าได้ยินมาจากที่ใด
เพียงเคลื่อนตามองเฉินอิ๋งด้วยความฉงน “ข้า
เรียกตัวเจ้ามาคนเดียวไม่ใช่หรือ?”
เฉินอิ๋งเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ แต่กระนั้น
กลับมีบุคลิกสบาย ๆ ไม่ยี่หระ
ดวงตาเขาวาบประกายเล็กน้อย กล่าวด้วย
ความเคารพนบนอบว่า “ทูลไทเฮา ใต้เท้าจางผู้นี้
นามจางเจอ เพิ่งจะถูกโยกย้ายมายังกรมอาญา
เมื่อไม่นานมานี้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก็สะสาง
คดีที่สั่งสมมานานกว่าครึ่งปีไปได้ ถือเป็นมือฉมัง
ผู้หนึ่ง วันนี้ขณะมีผู้มาถ่ายทอดพระราชเสาวนีย์
ของพระองค์จากวังหลวง ใต้เท้าจางยังไม่กลับ
พอดี กระหม่อมไม่ทราบว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ภายในวังเป็นเรื่องตึงมือหรือไม่ จึงเชิญให้ใต้เท้า
จางร่วมเดินทางมาด้วย มีเขาและกระหม่อม
ร่วมกันสืบสวน จะได้ถวายงานช่วยคลายพระ
กังวลให้ไทเฮาได้ดียิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
พอเขากล่าวเช่นนี้ เซียวไทเฮาก็แจ่มแจ้ง
“สรุปแล้วก็คือผู้มีความสามารถในการสืบคดี
เช่นนี้ก็จงทำตามที่เจ้าว่า ช่วงหลายวันมานี้เกิด
ถ้อยคำกบฏปรากฏบนหยกหรูอี้ ข้าและฮ่องเต้ได้
ออกคำสั่งให้ตรวจค้นภายในวังหลวงอย่าง
ละเอียด ยามนี้ถึงเพิ่งจะรู้ว่ามีสิ่งสกปรกโสโครก
ซุกซ่อนอยู่ในวัง ไม่รู้ว่ามีหูตาของพวกคนชั่วช้า
แอบแฝงเข้ามาเท่าไร เจ้าสองคนจงสืบสวนให้ดี
ดูสิว่าเบื้องหลังเป็นคนถ่อยผู้ใดกำลังกระทำการ
ชั่วช้า!”
ครั้นกล่าวจบนางก็กวาดสายตาผ่านร่างเจียง
เสวี่ยหนิง
เฉินอิ๋งจึงมองเจียงเสวี่ยหนิงตามสายตานาง
นึกถึงถ้อยคำที่เซี่ยเวยส่งคนมาถ่ายทอดระหว่าง
ตนจะเดินทางเข้าวัง จากนั้นก็ขบคิดถึง
อากัปกิริยาของเซียวไทเฮาที่มีต่อเรื่องนี้ในเวลานี้
รู้สึกว่าตึงมือยิ่งนัก
โชคยังดีเขามีไหวพริบ คาดเอาไว้แต่แรกแล้ว
ว่างานครั้งนี้จัดการยากแน่ ถึงได้พาจางเจอมา
ด้วยเสียเลย
คนผู้นี้นิสัยแข็งกระด้างตรงไปตรงมา ใน
สายตานอกจากการสืบคดีและรักษากฎหมาย
แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก การผลักไสจางเจอมาอยู่
เบื้องหน้าเช่นนี้ วันหลังหากพรรคพวกที่มีอำนาจ
ของแต่ละฝั่ายเกิดเหตุอะไรขึ้นอีกจะได้มีเขาไว้
รับหน้า ไม่ซวยมาถึงตน
เฉินอิ๋งครุ่นคิด รับคำว่า “พ่ะย่ะค่ะ” จากนั้น
จึงมองเบื้องซ้ายและเบื้องขวาของเซียวไทเฮา
“ขอบังอาจทูลถามว่าหลักฐานของคดีในวันนี้
ยามนี้อยู่ที่ใดแล้วพ่ะย่ะค่ะ?”
เซียวไทเฮาโบกมือ
หัวหน้าขันทีผู้ดูแลสำนักพระราชวังวังเฉวียน
พลันส่งกระดาษซึ่งวางอยู่บนถาดเคลือบน้ำมัน
แผ่นนั้นให้เฉินอิ๋ง
เฉินอิ๋งหยิบขึ้นมาดูแล้วย่นหัวคิ้ว
แต่เขาแค่แสดงท่าทางไปอย่างนั้นเอง
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงส่งกระดาษแผ่นนี้ให้จางเจอ
ซึ่งอยู่ทางด้านข้าง “ใต้เท้าจางลองดูด้วยสิ”
เป็นกระดาษไปั๋ลู่
ขนาดเท่ากับกระดาษจดหมายธรรมดาทั่วไป
ตัวอักษรรูปแบบข่ายซูอันสง่างาม
จางเจอทอดสายตามอง รับมาดูคราหนึ่ง
ความเย็นชาเกาะอยู่บนขนตาเขาปรากฏให้เห็น
เลือนราง ก่อนจะสลายไปจากการเคลื่อนขยับ
ดวงตาเล็กน้อย “รูปแบบและขนาดของตัวอักษร
ตรงกับที่แกะสลักบนหยกหรูอี้จากชิงไห่เมื่อ
หลายวันก่อนไม่มีผิดเพี้ยน”
น้ำเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เย็นชามาก
เป็นพิเศษ
เขาต้องพยายามหักห้ามใจตนเองอย่างเต็มที่
ถึงจะไม่มองไปด้านหลัง และแม้จะไม่แสดง
ปฏิกิริยาต่อสายตาที่ห่างเหินมานานนั้นสำเร็จ
ทว่าก็ยังมีปมที่ยังไม่อาจแก้ได้อยู่ในใจ ‘บัดนี้นาง
ไม่ใช่แม้แต่ฮองเฮา เหตุใดถึงมาเกี่ยวพันกับคดีนี้
ได้เล่า?’
เฉินอิ๋งกล่าว “เช่นนั้นหากของชิ้นนี้อยู่ที่ผู้ใด
ผู้นั้นก็เกี่ยวข้องกับกบฏแล้วสินะ?”
จางเจอมองเฉินอิ๋งแวบหนึ่ง รู้แจ่มแจ้งว่าอีก
ฝั่ายเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ มิหนำซ้ำยังเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ คราวนี้คงไม่อยากคิด
จะมีส่วนร่วมกับเรื่องราวอันยุ่งเหยิงเป็นแน่แท้
ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากเปิดโปงเช่นกัน เพียงเอ่ย
ว่า “ก็ไม่แน่”
เซียวไทเฮาเลิกคิ้ว “ก็ไม่แน่?”
เฉินอิ๋งไม่ส่งเสียงอะไรอีก
จางเจอตอบกลับอย่างสงบนิ่ง ทั้งไม่ต่ำต้อย
และไม่เย่อหยิ่ง “เดิมทีเรื่องที่เกี่ยวพันถึงกลุ่ม
กบฏก็สลับซับซ้อนวุ่นวายอยู่แล้ว กฎหมาย
บัญญัติเอาไว้ ไร้หลักฐานถือว่าไร้ความผิด เพียง
กระดาษแผ่นนี้เพียงแผ่นเดียวยังไม่อาจตัดสิน
โทษ ยังต้องสืบต้นสายปลายเหตุให้ชัดเจนถึงจะมี
คำตัดสินได้พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวไทเฮาพลันรู้สึกได้ทันทีว่าคนผู้นี้ต่างจาก
ขุนนางในราชสำนักคนอื่น ท่าทางในการพูดจา
ช่างเหมือนขุนนางฝั่ายตักเตือน[1]และขุนนางผู้
ซื่อตรงที่ไม่ไว้หน้าผู้ใดในราชสำนักพวกนั้นยิ่งนัก
แต่ไหนแต่ไรมาคนแบบนี้เข้าหายากที่สุด
นางอดฉายประกายบึ้งตึงทางนัยน์ตา
เล็กน้อยไม่ได้ แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเฉินอิ๋งพาคนผู้นี้
มาก็ไม่ได้บันดาลโทสะ เพียงกล่าวอย่างเย็นชาว่า
“เช่นนั้นเจ้าจะสืบเช่นไร?”
จางเจอลดสายตาลงจ้องมองถ้อยคำอัน
บังอาจสี่ประโยคบนแผ่นกระดาษ ถามขึ้นมาว่า
“ของชิ้นนี้ค้นได้จากผู้ใด?”
นี่เท่ากับถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
แต่ทุกคนต่างรู้กระจ่างแจ้งเช่นกันว่ายามศาล
ไต่สวนคดีจำเป็นต้องซักถาม
วังเฉวียนจึงก้าวออกมาพร้อมตอบว่า “เป็น
ข้าที่พาคนไปตรวจค้นด้วยตัวเองที่เรือนหยางจื่อ
แล้วค้นเจอจากในตำราซึ่งวางอยู่บนโต๊ะภายใน
ห้องของคุณหนูรองจากจวนรองเสนาบดีกรมคลัง
ขอรับ”
จางเจอ “ตำราอะไร?”
วังเฉวียนอึ้ง ส่งสายตาให้ขันทีน้อยตรงหัวมุม
ผู้หนึ่ง
——————–
1. ขุนนางฝั่ายตักเตือน เป็นขุนนางที่มีหน้าที่
สอดส่องทั้งฮ่องเต้และขุนนางภายในท้อง
พระโรง หากผู้ใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
จะถูกตักเตือน
บทที่ 67 กลับมาเกิดใหม่เช่นกัน (2)
ขันทีน้อยผู้นั้นก้าวมาข้างหน้าอย่างรู้ความ
ทว่ายามตอบมีท่าทางกระอักกระอ่วน “เรียนใต้
เท้า ข้าน้อยไม่ค่อยรู้หนังสือ รู้เพียงว่าบนหน้าปก
มีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่คำและรู้จักเพียงคำว่า
‘นิพนธ์’ เท่านั้นขอรับ”
จางเจอขมวดคิ้วทันที “ไม่ได้นำตำรามาด้วย
หรือ?”
เฉินอิ๋งอดเบะปากไม่ได้
คิดไม่ถึงว่ายามนี้กลับมีเสียงซึ่งสงบเยือกเย็น
เป็นพิเศษดังมาจากด้านหลังของพวกเขา “เป็น
ตำรากวีนิพนธ์รอบเตา[1] บนโต๊ะตำราข้าวาง
ตำราอยู่เพียงเล่มเดียว มิหนำซ้ำยังเพิ่งจะอ่าน
เสร็จไปหนึ่งชั่วยามก่อนวังกงกงจะพาคนมาตรวจ
ค้น สิ่งอื่นที่วางอยู่บนโต๊ะล้วนเป็นพู่กัน หมึก
จานฝนหมึก และกระดาษ ดังนั้นจึงจดจำได้อย่าง
ชัดเจนเจ้าค่ะ”
ทุกคนนิ่งอึ้ง อดหันไปมองหลังสิ้นเสียงไม่ได้
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับมองเพียงจางเจอ
เขานิ่งเงียบ
นางคุกเข่าอยู่นานมากแล้ว รู้สึกเหนื่อยแล้ว
เช่นกัน เนื่องจากรู้ว่าจางเจอมีนิสัยเช่นนี้ นางจึง
ไม่ขบคิดให้มากความ หันหน้ากลับไปกล่าวกับ
เซียวไทเฮาว่า “ไทเฮาเพคะ ในเมื่อใต้เท้าที่มา
จากกรมอาญาต่างพูดว่า ‘ไร้หลักฐานถือว่าไร้
ความผิด’ เช่นนั้นหม่อมฉันพอจะขอประทาน
พระเมตตาให้ลุกขึ้นยืนได้หรือไม่? หม่อมฉัน
ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก คุกเข่านานไปเลือด
ลมจะหมุนเวียนไม่คล่อง หากเป็นลมสิ้นสติไป
เกรงว่าจะไต่สวนยาก อาจทำให้คดีล่าช้าได้เพ
คะ”
เซียวไทเฮาเคยเป็นฮองเฮามานานหลายปี
ทั้งยังได้เป็นไทเฮามาแล้วหลายปีขนาดนี้ แม้แต่
ผิงหนานอ๋องก่อกบฏบุกรุกมาถึงเมืองหลวงใน
สมัยนั้นนางยังผ่านพ้นมาได้ เคยพบเห็นมนุษย์
ร้อยพ่อพันแม่บนโลกนี้ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้า
โอหังเช่นเจียงเสวี่ยหนิงมาก่อน
ดูจากท่าทีเช่นนี้ หากไม่รับปาก อีกฝั่ายคงล้ม
ลงไปทันทีแน่
เจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนนัก!
เพียงแต่เซียวไทเฮาก็ยังรู้จักหลักการยอม
อดทนให้นางชั่วคราวแล้วคอยดูสิว่านางยังจะดิ้น
รนได้สักกี่น้ำเป็นอย่างดี จึงไม่ได้ถือสาหาความ
มากนัก แสร้งทำเป็นมีอัธยาศัยดี “ดูข้าสิ ลืมไป
เสียสนิทเลย เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมรู้ว่านางมารเฒ่ากำลัง
แสร้งทำตัวเป็นคนดี แต่ก็เป็นจุดอ่อนของคน
จอมปลอมพอดี อย่างไรเสียยามอยู่ต่อหน้าคนก็
ต้องเสแสร้งแกล้งทำ ไหนเลยจะยังพูดคำว่า
“ไม่” ออกมาได้
เพราะนั่นจะเท่ากับปราศจากบุคลิกของ
มารดาผู้ปกครองแผ่นดิน
เจียงเสวี่ยหนิงคิดประชดเสียดสีในใจ ขณะใช้
มือยันพื้น คิดจะลุกขึ้นมา
มีนางกำนัลและขันทีอยู่ไม่ไกล ทว่าไม่มีผู้ใด
กล้าเข้ามาประคองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงคุกเข่าอยู่นานจนขาทั้งสองข้าง
แข็งชาแต่แรกแล้ว
ตอนลุกขึ้นมาด้วยความยากลำบากนั้นแทบ
จะไร้ความรู้สึก ทว่าไม่นานนักเลือดลมก็กลับมา
ไหลเวียนและให้ความรู้สึกราวกับกำลังถูกเข็มทิ่ม
แทง นางจึงเกือบยืนไม่อยู่จนล้มพับ
ชั่วขณะนี้เอง จางเจอก็หันไปมองด้วยนิ้วมือ
สั่นระริก
เขาออกแรงกำแน่น สะกดกลั้นจิตใต้สำนึก
ไม่ให้เข้าไปประคองตามความเคยชิน
เขาจดจ้องร่างนางที่ส่ายโอนเอนทรงตัวไม่
มั่นคงตรงหน้า เจียงเสวี่ยหนิงกำลังโดดเดี่ยว
ลำพังไร้ที่พึ่งภายในตำหนักฉือหนิงอันโอฬารแห่ง
นี้อย่างเห็นได้ชัด เพียงอาศัยกำลังของตนเองเพื่อ
ยืนให้มั่นคง จากนั้นก็โน้มกายใช้มือทุบน่องและ
หัวเข่าเบา ๆ คลายอาการชาจากการคุกเข่ามา
นาน
ทว่ากลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้น
ชั่วพริบตาที่ก้มหน้า เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึก
น้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด
กระทั่งว่ายังรู้สึกอ้างว้างอยู่บ้าง
ทว่าเพียงครู่เดียวความคิดทำนองนี้ก็
ปลาสนาการไปจากใจ บนโลกนี้มีผู้ใดบ้างไม่ได้
เดินทางอย่างเดียวดาย นับประสาอะไรที่ขณะนี้
จางเจอไม่รู้จักนาง
นางรู้สึกได้ว่าประสาทสัมผัสของขาทั้งสอง
ข้างค่อย ๆ กลับคืนมา ฉะนั้นจึงลุกใหม่ ค้อมกาย
คารวะให้จางเจอครั้งหนึ่ง “ขอใต้เท้าจางโปรดไต่
สวนอย่างถ้วนถี่ กระดาษแผ่นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ
ข้า และไม่ใช่ลายมือของข้าด้วยเจ้าค่ะ”
จางเจอย่อมรู้ว่าไม่ใช่นาง
แต่สิ่งที่ยากในตอนนี้คือจะทำอย่างไรเพื่อ
พิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่นาง
เขานิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียง
ปกติ “ไม่ใช่ลายมือของเจ้า?”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากจะบอกว่าในเรือนห
ยางจื่อและตำหนักเฟิงเฉินล้วนมีลายมือที่ตนเคย
เขียน นำมาเทียบพิสูจน์กันได้
คิดไม่ถึงว่าเซียวซูซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังเซียว
ไทเฮากลับเอ่ยปากในตอนนี้
นางพูดว่า “ตอนแรกคุณหนูรองเจียงเขียนสิง
เฉ่า ต่อมาแม้จะฝึกข่ายซูตามที่อาจารย์สอน แต่ก็
ยังอยู่ในขั้นเด็กน้อยเดินเตาะแตะ ไม่มีทางเขียน
ตัวอักษรออกมาเช่นกระดาษแผ่นนี้แน่ ไม่
จำเป็นต้องนำตัวอักษรของนางมาเทียบพิสูจน์
ข้ายินดีเป็นพยานให้คุณหนูรองเจียง ตัวอักษร
สองแถวนี้นางไม่ใช่คนเขียนแน่นอน”
พระสหายร่วมศึกษาซึ่งยืนอยู่ภายในตำหนัก
ทั้งหมดต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่มีผู้ใดคิดว่าเซียวซูจะกล้าออกมาพูดให้
เจียงเสวี่ยหนิงในยามนี้
แม้แต่เซียวไทเฮาเองยังเหลือบมองหลานสาว
“นั่นก็แค่ลายมือยามเขียนต่อหน้าผู้คน ใครจะไป
รู้ว่านางมีความสามารถในการเขียน
ลอกเลียนแบบหรือไม่?”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ฟังก็ปราศจากปฏิกิริยา
ผิดปกติอันใด เพียงเอ่ยว่า “ขอบคุณคุณหนูใหญ่
เซียวมาก”
จางเจอไตร่ตรองเล็กน้อย หันกลับไปถามวัง
เฉวียนว่า “วังกงกงไปตรวจค้นเรือนหยางจื่อ
เมื่อใด และมีผู้ใดทราบข่าวบ้าง?”
วังเฉวียนนิ่งอึ้ง ตอบกลับไปว่า “ข้าได้รับพระ
ราชเสาวนีย์จากไทเฮายามเว่ย เริ่มต้นค้นจากฝัง
ประจิม ตกค่ำมาค้นที่เรือนหยางจื่อกลางยาม
โหย่ว เนื่องจากเรื่องนี้สำคัญใหญ่หลวง ข้ากลัวว่า
จะไม่อาจทำภารกิจที่ไทเฮาทรงมอบหมายให้
สำเร็จ ไม่กล้าบอกกล่าวล่วงหน้า เกรงว่าพอคน
ชั่วรู้แล้วจะปิดงำซ่อนเร้น ทั้งหมดจึงมีแค่ข้าและ
ขันทีผู้จงรักภักดีใต้บังคับบัญชากลุ่มหนึ่งที่รู้ พวก
เราพากันเริ่มตรวจมาจากฝังประจิม ระหว่างนั้น
มีเวลาสองชั่วยาม อาจมีข่าวเล็ดลอดออกไปก็
เป็นได้”
เมื่อนำเรื่องราวก่อนและหลังมาปะติดปะต่อ
กัน เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้แล้ว…
หากสิ่งที่ขันทีน้อยกล่าวเป็นความจริง ผู้ที่ใส่
ความนางมีแต่จะต้องนำกระดาษแผ่นนี้ใส่ไว้ใน
ตำราของนางหลังจากนางวางตำราแล้วออกจาก
ห้องไปยังหอหลิวสุ่ย จนถึงช่วงก่อนวังเฉวียนจะ
นำคนมาตรวจค้น
ในหอหลิวสุ่ยขณะนั้น พระสหายร่วมศึกษา
ล้วนอยู่กันครบ
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้อยู่เบื้องหลังเป็นใคร แต่
คนลงมือจะต้องเป็นข้ารับใช้ภายในวังหลวงซึ่ง
สามารถเดินไปไหนมาไหนภายในวังหลวงได้โดย
ไม่เป็นที่สังเกตแน่
จริงดังคาด ครั้นจางเจอฟังแล้วก็ถามว่า “ขอ
บังอาจถามกงกง บัดนี้ ผู้ที่ทำงานรับใช้ภายใน
เรือนหยางจื่ออยู่ที่ใด?”
วังเฉวียน “เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ต่างถูก
ควบคุมตัวชั่วคราวตามกฎของวังหลวงแล้ว
ขอรับ”
จางเจอผงกศีรษะ เอ่ยขึ้นมาอีก “ยังไม่พอ
ให้คุมตัวขันทีและนางกำนัลที่เคยเข้าออกเรือนห
ยางจื่อตั้งแต่กลางยามเซินจนถึงกลางยามโหย่วที่
ยังเหลืออยู่เพื่อรอการไต่สวนทั้งหมด”
เซียวไทเฮาซึ่งฟังอยู่เบื้องบนรู้สึกหงุดหงิด
เล็กน้อย นางรู้สึกว่าจางเจอต้องการทำให้เจียง
เสวี่ยหนิงพ้นโทษ จึงขมวดคิ้วทันที “ใต้เท้าจาง
เหตุใดบางคำพูดฟังแล้วเหมือนกำลังจะพิสูจน์ว่า
เรื่องนี้เป็นผู้อื่นใส่ความ และเหตุใดไม่ไต่ถามผู้
ต้องสงสัยมากที่สุดก่อน?”
สีหน้าจางเจอปราศจากการแปรเปลี่ยนแม้แต่
น้อย
แต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็นคนที่มีท่าทีเย่อหยิ่งไม่
สนใจผู้ใดอยู่แล้ว จึงตอบเพียงว่า “ขอไทเฮาทรง
อย่ารีบร้อน หากต้องการพิสูจน์ของสิ่งนี้ว่ามี
ความเกี่ยวข้องกับ…คุณหนูรองเจียงหรือเปล่านั้น
มิใช่เรื่องยาก”
เฉินอิ๋งฟังอยู่ด้านข้าง แม้จะมีตำแหน่งสูงกว่า
แต่ก็ใช้กลยุทธ์ดูไฟชายฝัง[2] ผ่านไปเนิ่นนานก็ยัง
ไม่กล่าวคำใด
จนบัดนี้ถึงพูดขึ้นมาว่า “ใต้เท้าจางมีวิธี
เช่นนั้นหรือ?”
จางเจอเคลื่อนสายตาลงมองกระดาษอีกหน
นิ้วมือกดมุมกระดาษเบา ๆ กล่าวเสียงราบเรียบ
ว่า “ยามพระสหายร่วมศึกษาเข้าวังเป็นครั้งแรก
ต้องผ่านการตรวจสอบตัวตนหน้าประตูวัง
จากนั้นก็ต้องตรวจสอบสิ่งของที่นำติดตัวมา
ดังนั้นหากมิใช่คุณหนูรองเจียงซื้อตัวขันทีและ
นางกำนัลผู้ตรวจสอบในตอนนั้น กระดาษที่มี
ถ้อยคำชั่วช้าแผ่นนี้ก็ควรจะมาจากในวังหลวง
กระดาษที่ใช้ภายในวังล้วนต้องลงทะเบียน ห้าม
เผาเป็นการส่วนตัวเด็ดขาด ต่อให้เคยใช้งานไป
แล้วก็ต้องรวบรวมเอาไว้ที่สถานที่แห่งหนึ่ง มีการ
ดูแลอย่างเข้มงวดกวดขัน เรือนหยางจื่อเองก็เป็น
ที่พำนักของพระสหายร่วมศึกษา ส่วนกระดาษ
แผ่นนี้ก็เป็นกระดาษไปั๋ลู่ซึ่งใช้ภายในวัง เช่นนั้น
แล้วกระดาษไปั๋ลู่ที่ส่งมอบให้เรือนหยางจื่อมี
จำนวนเท่าไร สำนักพระราชวังควรก็จดบันทึก
เอาไว้ ในเมื่อไทเฮาทรงสงสัยสัยว่าคุณหนูรอง
เจียงเป็นผู้เขียนถ้อยคำเหล่านี้และคิดว่านางมี
ความเกี่ยวพันถึงคดีหยกหรูอี้ ไม่สู้มีพระราช
เสาวนีย์ให้สำนักพระราชวังนำบันทึกการใช้งาน
มา จากนั้นก็สืบหาจำนวนกระดาษที่ใช้ในเรือนห
ยางจื่อจะดีกว่า หากจำนวนกระดาษของคุณหนู
รองเจียงไม่ตรงกับที่แจกจ่ายไปและมีน้อยกว่า
หน่อย ความน่าสงสัยในคดีนี้จะเพิ่มขึ้นมาอีกห้า
ส่วนพ่ะย่ะค่ะ”
——————–
1. ตำรากวีนิพนธ์รอบเตา เป็นตำรากวีนิพนธ์
ชื่อดังที่ประพันธ์ในสมัยชิงโดยอู๋เฉียว มี
เนื้อหาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเพลงกวีใน
สมัยถัง ซ่ง หยวน และหมิง
2. กลยุทธ์ดูไฟชายฝัง เป็นหนึ่งในกลศึกสาม
ก๊ก หมายถึงการจับตาดูความเคลื่อนไหว
ของศัตรูทุกฝีก้าว รอจังหวะให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลง เตรียมความพร้อมช่วงชิงชัย
ชนะโดยใช้การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
ของศัตรูให้เป็นประโยชน์
บทที่ 67 กลับมาเกิดใหม่เช่นกัน (3)
การใช้งานกระดาษภายในวังหลวงเข้มงวด
กวดขัน เพื่อปั้องกันไม่ให้ชาววังทั้งหลายลอบใช้
งานส่วนตัว แต่ละแผ่นที่เคยถูกใช้งานจะต้อง
ส่งคืนทั้งหมด หากสืบทราบได้ว่าเขียนสิ่งใดที่
‘ไม่เหมาะสม’ บนนั้นจะมีคนมา ‘จัดการ’
นี่เป็นกฎที่ตั้งมาหลายรัชสมัยแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงได้ฟังคำกล่าวของจางเจอก็
ประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าเขากลับใช้อีกวิธีเพื่อสืบ
หาต้นตอของกระดาษได้ ฟังคราแรกยังไม่รู้สึก
อะไร แต่พอครุ่นคิดอย่างละเอียดก็รู้สึกว่าคำพูด
นี้ออกจะดูลวก ๆ ไปสักหน่อย ไม่ใช่สิ่งที่คน
ละเอียดรอบคอบเช่นจางเจอควรพูดออกมา
สายตานางไปหยุดบนกระดาษในมือจางเจอ
พลันขมวดคิ้ว ‘กระดาษที่สำนักพระราชวังส่งมา
ให้ไม่ได้มีขนาดเช่นนี้’
ผู้อื่นต่างรู้สึกว่ามีเหตุผลยิ่งนัก หากจะทำตาม
พระประสงค์ของไทเฮาที่ต้องการพิสูจน์ว่าเจียง
เสวี่ยหนิงใช่คนเขียนกระดาษแผ่นนี้จริงหรือไม่
วิธีนี้ก็เป็นวิธีการที่ตรงไปตรงมาและมี
ประสิทธิภาพที่สุดแล้ว
มีเพียงเซียวซูที่ขมวดคิ้วทันที
ไม่รู้เป็นเพราะรู้สึกว่าคำพูดของจางเจอออก
จะดูขอไปทีเกินไปเช่นเจียงเสวี่ยหนิงหรือเปล่า
ทว่ายามนี้วังเฉวียนดวงตาลุกวาบพร้อมกล่าว
ชมเชย “นี่ถือเป็นวิธีการที่ดี”
ไทเฮาก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร เพียงเอ่ยว่า
“ไม่ว่าจะใช่นางหรือไม่ อย่างไรก็ต้องตรวจสอบ
กระดาษแผ่นนี้ ต่อให้ไม่ใช่นาง ใช่ว่าสหายร่วม
ศึกษาในเรือนหยางจื่อคนอื่นจะไม่เกี่ยวข้อง
เช่นกัน”
วังเฉวียนจึงเป็นฝั่ายออกหน้ารับพระราช
เสาวนีย์ “บ่าวจะนำคนไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะ
ค่ะ”
จางเจอหลุบตา กล่าวขึ้นมาว่า “อย่างไรเสีย
เรือนหยางจื่อก็เป็นสถานที่พำนักของสตรี การ
สืบกระดาษแผ่นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใน
เมื่อก่อนหน้านี้คุมตัวนางกำนัลเอาไว้ ไม่สู้มีรับสั่ง
ให้พวกนางคอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้างด้วยจะ
ดีกว่า เพราะถึงอย่างไรก็เคยปรนนิบัติรับใช้พระ
สหายร่วมศึกษา ทั้งยังรู้อะไรมากกว่าเล็กน้อย
กำลังจะล่วงเข้ายามวิกาลแล้ว กระหม่อมและใต้
เท้าเฉินเป็นขุนนางฝั่ายหน้าเข้าไปตรวจสอบ
ภายในเขตพระราชฐานส่วนในออกจะไม่
เหมาะสมอย่างเห็นได้ชัด และเกรงว่าคงรั้งอยู่ได้
ไม่นานพ่ะย่ะค่ะ”
วังเฉวียนมองเซียวไทเฮา
เมื่อเซียวไทเฮาได้ยินคำกล่าวของจางเจอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามได้ยิน ‘สถานที่พำนักของ
สตรี’ ก็ฉุกคิดอะไรได้ มองเหยาซีซึ่งยืนอยู่
ท่ามกลางเหล่าพระสหายร่วมศึกษาแวบหนึ่งด้วย
สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เพียงเอ่ยว่า “ไปจัดการตามที่ใต้เท้าจางว่ามา
เถอะ”
สถานที่พำนักของสตรีวิจิตรงดงามทว่าก็มีที่
ลับส่วนตัวมากมาย จะปล่อยให้ขันทีกลุ่มหนึ่งไป
รื้อค้นสะเปะสะปะได้อย่างไรกัน
พระสหายร่วมศึกษาหลายคนเมื่อได้ยินว่าให้
นางกำนัลคอยช่วยเหลือ สีหน้าถึงดีขึ้นมาบ้าง
โจวเปั่าอิงยิ่งยักคิ้วหลิ่วตาให้เหยาซี
เหยาซีหน้าแดงในบัดดล นางคิดไม่ถึงว่าทั้งที่
ภายนอกจางเจอดูเป็นคนเย็นชา แต่กลับมีจิตใจ
ละเอียดถ้วนถี่และเอาใจใส่ หากเพียงเพื่อการสืบ
คดี สั่งให้ขันทีไปตรวจสอบก็ไม่เห็นเป็นไร เหตุใด
ต้องบอกให้นางกำนัลไปด้วย
ต้องเพราะนึกถึงนางเป็นแน่
คงอ่านจดหมายที่นางตอบกลับแล้วกระมัง
เหยาซีพลันรู้สึกเหมือนแช่อยู่ในน้ำผึ้ง อดใจ
ไม่ไหวผลักโจวเปั่าอิงทีหนึ่งเพื่อให้อีกฝั่ายหยุดทำ
ตัวอุกอาจ ทว่ารอยยิ้มเอียงอายซึ่งประดับบนริม
ฝีปากกลับกลั้นไม่อยู่
เจียงเสวี่ยหนิงยืนก้มหน้าอยู่กลางตำหนัก
อย่างไม่แยแส ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น
คนที่ไปตรวจสอบกระดาษที่เรือนหยางจื่อ
และคนที่ไปตรวจสอบจำนวนกระดาษที่สำนัก
พระราชวังแบ่งเป็นสองกลุ่ม อีกสักประเดี๋ยวก็
ควรจะกลับมาแล้ว
ภายในตำหนักเงียบสงัดไปชั่วขณะ
ทว่าไม่นานนักกลับมีเสียงร้องปั่าวประกาศดัง
แว่วเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว แผ่ขยายออกไปนอก
กำแพงพระราชวังต้องห้ามที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
กลางราตรี “ฝั่าบาทเสด็จแล้ว…”
ทุกคนพากันตกใจ พลันคุกเข่าคารวะไปทาง
ประตูวังโดยพร้อมเพรียง
มีเพียงเซียวไทเฮาที่ประทับบนตำหนักโดย
ปราศจากความเคลื่อนไหว
ไม่นานนักเงาร่างในชุดเปียนฝูสีน้ำตาลเข้ม
ปักลายมังกรล่องเมฆาสีทองก็เดินเข้ามาจาก
ภายนอก ฮ่องเต้เสิ่นหลางผู้ขึ้นครองราชย์มา
เกือบสี่ปีรูปร่างดูผอมกว่าน้องชายร่วมอุทรอย่าง
เสิ่นเจี้ยเล็กน้อย หน้าตาซีดเซียวอยู่บ้าง แม่ใต้ตา
จะมีรอยคล้ำจาง ๆ แต่องคาพยพบนใบหน้าก็ยัง
คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ดูค่อนข้างอมโรคเท่านั้น
เอง
เมื่อเข้ามาแล้วเห็นสถานการณ์ภายใน
ตำหนักฉือหนิง หนังตาบางของเขาก็กระตุก
เล็กน้อย
เขายังไม่เรียกให้ทุกคนลุกขึ้น เพียงเข้าไป
ถวายพระพรเซียวไทเฮาด้วยใบหน้าประดับ
รอยยิ้มก่อน จากนั้นถึงหันหน้ากลับมาบอกให้ทุก
คนลุก เอ่ยถามว่า “ก่อนหน้านี้ได้ยินรายงานจาก
ตำหนักฉือหนิง พอทราบโดยคร่าวว่าเกิดอะไรขึ้น
เฉินอิ๋ง สืบได้เป็นเช่นไรบ้างแล้ว?”
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงติดตามเสิ่นเจี้ยและ
ได้พบ ‘เสด็จพี่ฮ่องเต้’ ผู้นี้หลายครั้ง
ในวันงานมหามงคลของนางกับเสิ่นเจี้ย เสิ่น
หลางยังมาจวนอ๋องเพื่อดื่มสุราด้วยตนเอง พอถึง
กลางดึกจึงค่อยเดินทางกลับวัง
เพียงแต่ดูเหมือนร่างกายของเสิ่นหลางซึ่งเป็น
ฮ่องเต้จะไม่ค่อยสู้ดีนัก วังหลังมีผู้คนมากมาย
ทว่าที่ผ่านมากลับไร้ซึ่งโอรส เดิมทียังเบิกตัวหมอ
หลวงมาตรวจดูอาการอยู่บ้าง ทว่าต่อมาแม้แต่
หมอหลวงก็ไม่มาตรวจแล้ว คงเพราะไม่ว่าจะใช้
ยาขนานใดก็ไม่เป็นผล
ภายหลังเสิ่นหลางก็…
สวรรคตโดยไม่ทราบสาเหตุ
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงของผีอายุสั้นรายนี้ก็
หนังตากระตุก รู้ว่าเป็นคนผู้นี้นี่ละที่สร้างคดีอัน
แสนจะอยุติธรรมจนน่าตื่นตะลึงให้จวนหย่งอี้โหว
และเป็นคนผู้นี้ที่ไม่สนใจความเป็นพี่น้อง ส่ง
เสิ่นจื่ออีไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ที่ต๋าต๋า
เฉินอิ๋งก้าวเข้ามาตอบว่า “กำลังสืบถึง
ประเด็นสำคัญ สั่งให้คนไปเทียบจำนวนกระดาษ
ที่เรือนหยางจื่อและสำนักพระราชวังแล้วพ่ะย่ะ
ค่ะ”
เสิ่นหลางยกมือ “นำกระดาษแผ่นนั้นมาให้
เราดูหน่อย”
ดวงตาของจางเจอมีแสงวาบผ่าน เขาส่งมอบ
กระดาษในมือตนให้หวังซินอี้ คนผู้นี้เป็นขันที
ผู้ดูแลตราพระราชลัญจกรซึ่งถวายการปรนนิบัติ
รับใช้ข้างกายเสิ่นหลาง เขามีหน้าผากโหนกนูน
แก้มและคางอิ่มเอิบ ทว่ากลับมีดวงตาประดุจ
เยี่ยวฉายแววฉลาดปราดเปรื่อง แต่ก็มีท่าที
พินอบพิเทาต่อเสิ่นหลางมาก
เสิ่นหลางรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู ใบหน้า
ถมึงทึงดั่งฟั้าครึ้มยามฝนใกล้จะตกทันที
หวังซินอี้เอ่ยขึ้นมาโดยพลัน “ฝั่าบาทโปรด
ระงับโทสะด้วย แค่ถ้อยคำเหลวไหลของพวกโจร
กบฏชั่วช้าเท่านั้นเอง อีกไม่นานก็จะขุดรากถอน
โคนได้แล้ว ไม่ควรกริ้วเพราะเรื่องนี้จนส่งผล
กระทบถึงพระวรกายเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางไม่เอ่ยวาจา สายตาไปอยู่เบื้องล่าง
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะขึ้นมาสบกับสายตา
นั้นโดยบังเอิญ ไม่เพียงแฝงแรงกดดันและความ
เย็นชา แต่ยังกอปรด้วยการเพ่งพิศพิจารณาอีก
ด้วย…นี่คือสายตาของเจ้าผู้ปกครองที่มากล้นด้วย
ความหวาดระแวง ทั้งยังเป็นเจ้าผู้ปกครองที่จิตใจ
โหดเหี้ยมอำมหิต
นับตั้งแต่เสิ่นหลางเข้ามาในตำหนักฉือหนิงก็
ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหวอีกเลย
ต่างคนต่างยืนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
บนตำหนักเหลือเพียงเสียงสนทนาของเซียว
ไทเฮากับเสิ่นหลาง เสิ่นหลางไต่ถามว่าช่วงนี้มี
กากเดนของนิกายสวรรค์หรือกลุ่มกบฏผิงหนาน
อ๋องเข้ามาในเมืองหลวงบ้างหรือไม่
เพียงฟังก็รู้ว่าช่วงนี้เมืองหลวงไม่ค่อยสงบสุข
นัก
สาเหตุที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้รับรู้ถึง
สถานการณ์ยามนี้เลย เป็นเพราะตัวนางถูกกักอยู่
ภายในวังหลวงนั่นเอง
นางใจสั่นสะท้าน
ผ่านไปอีกหนึ่งเค่อกว่า วังเฉวียนซึ่งนำเหล่า
ขันทีและนางกำนัลไปตรวจจำนวนกระดาษที่
เรือนหยางจื่อก็กลับมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความ
หวาดหวั่น คุกเข่าไปยังเบื้องบนพร้อมกล่าวด้วย
เสียงสั่นสะท้านว่า “ทูลฝั่าบาท ทูลไทเฮา บ่าวรับ
พระราชเสาวนีย์ให้ไปตรวจสอบจำนวนกระดาษ
ที่เรือนหยางจื่อ สำนักพระราชวังมอบกระดาษไปั๋
ลู่ให้ทั้งสิ้นสิบหกปึก จากนั้นองค์หญิงใหญ่ก็
ประทานกระดาษไปั๋ลู่ให้พระสหายร่วมศึกษา
เจียงเสวี่ยหนิง อีกหนึ่งปึก กระดาษปิงอี้อีกหนึ่ง
ปึก แต่เมื่อพวกบ่าวนับจำนวนกระดาษทั้งที่ใช้
งานและยังไม่ได้ใช้งานภายในห้องอย่างละเอียด
กระดาษปิงอี้นั้นไม่มีผิดพลาด ทว่ากระดาษไปั๋ลู่
กลับเหลือเพียงเจ็ดสิบสี่แผ่นพ่ะย่ะค่ะ!”
ตามที่วังหลวงกำหนดเอาไว้ กระดาษไปั๋ลู่
หนึ่งปึกมีทั้งสิ้นยี่สิบห้าแผ่น
สำนักพระราชวังแจกจ่ายให้คนละปึก องค์
หญิงใหญ่เพิ่มให้อีกปึก ควรมีทั้งสิ้นสามปึกรวม
เจ็ดสิบห้าแผ่นถึงจะถูก ทว่าภายในห้องเจียง
เสวี่ยหนิงกลับขาดไปหนึ่งแผ่น มิหนำซ้ำกระดาษ
ซึ่งเขียนถ้อยคำของพวกกบฏนี้ยังเป็นกระดาษไปั๋
ลู่อีก นี่หมายความว่าอย่างไร
เสิ่นหลางใบหน้ากระตุก เดือดดาลเป็นล้นพ้น
เซียวไทเฮาผุดลุก “ดีนักนะ ตอนนี้หลักฐาน
แน่นหนาแล้ว! เจียงเสวี่ยหนิงเจ้าคารมคมคายนัก
ไหนลองบอกมาสิว่าแผ่นที่ขาดหายไปนั้นอยู่ที่
ใด?!”
บทที่ 67 กลับมาเกิดใหม่เช่นกัน (4)
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงหัวเราะหยันในใจ
ยังคงนิ่งเฉย
จางเจอค้อมกายคารวะในยามนี้เอง กล่าว
โดยไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา “ขอฝั่าบาทและ
ไทเฮาทรงอย่าเพิ่งวู่วามพ่ะย่ะค่ะ”
ช่วงก่อนหน้านี้เสิ่นหลางเห็นเขาแล้วก็ปวด
หัว บัดนี้เห็นเขาออกมาพูดจาอีก น้ำเสียงจึงแฝง
ความรำคาญยิ่งนัก “จางเจอ นี่เจ้ามีเรื่องอะไร
อีก?”
จางเจอตอบ “ขอฝั่าบาททรงเรียกตัวนาง
กำนัลและขันทีที่ไปช่วยตรวจสอบกระดาษเมื่อ
ครู่เข้าตำหนักมาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางขมวดหัวคิ้ว “จะทำอะไรอีก?”
จางเจอตอบอย่างเรียบเฉย “จำนวนกระดาษ
ไม่ตรงกัน ประการแรกอาจเพราะคุณหนูรอง
เจียงเป็นผู้กระทำเรื่องนี้จริง ประการที่สองอาจ
เพราะผู้ตรวจนับมีปัญหา ขอฝั่าบาททรงเรียกตัว
พวกเขาเข้าตำหนักเพื่อตรวจค้นร่างกายทีละคน
เมื่อกำจัดข้อสงสัยของทุกคนแล้ว ถึงจะกล่าวได้
ว่าคุณหนูรองเจียงมีปัญหามากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอิ๋งเป็นคนฉลาดหัวไว ครั้นได้ยินคำพูดนี้ก็
เข้าใจทันทีว่าถ้อยคำซึ่งดูกล่าวอย่างขอไปทีก่อน
หน้านี้มีเจตนาแอบแฝง พลันรู้สึกหวาดระแวง
ขึ้นมาหลายส่วน
เขาเป็นถึงรองเสนาบดีกรมอาญา ย่อมไม่มี
วันยอมให้จางเจอชิงได้หน้าอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงรีบพูดต่อ “แม้จะเกิดคดีหยกหรูอี้ขึ้น
ก่อนหน้านี้ แต่ก็สืบได้แล้วว่าในสำนักพระราชวัง
มีกากเดนกบฏปะปนหรือไม่ก็ถูกคนซื้อตัว จะว่า
ไปคุณหนูรองเจียงเป็นแค่พระสหายร่วมศึกษาผู้
หนึ่ง เป็นสตรีอ่อนแอ แต่เพราะเรื่องของจวน
หย่งอี้โหวจึงไม่อาจหลุดพ้นจากข้อสงสัยว่ามีส่วน
เกี่ยวพันไปได้ กระนั้นผู้ใดเล่าจะกระทำการได้
เลินเล่อถึงเพียงนี้ รู้ทั้งรู้ว่าฝั่ายในตรวจสอบอย่าง
เข้มงวดกวดขันและเกิดคดีหยกหรูอี้ไปแล้ว กลับ
ยังนำกระดาษซึ่งเขียนถ้อยคำชั่วช้าของพวกกบฏ
ทิ้งไว้ข้างกายอีก? ช่างไม่สมเหตุผลเอาเสียเลย
เกรงว่าคงมีคนต้องการใช้สิ่งนี้ให้ร้าย พวก
กระหม่อมจึงวางกับดักล่วงหน้า ล่อเสือออกจาก
ถ้ำ ขอฝั่าบาททรงเรียกตัวขันทีและนางกำนัลมา
ค้นตัวตามที่ใต้เท้าจางกล่าวด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาเสิ่นหลางวนเวียนบนร่างเจียงเสวี่ย
หนิงอีกครา สุดท้ายจึงเอ่ยว่า “เรียกตัวพวกที่อยู่
ข้างนอกมาค้นตัวทีละคน!”
เดิมทีขันทีและนางกำนัลเหล่านั้นล้วนอยู่
นอกตำหนัก
ยามนี้เมื่อได้ยินว่าจะค้นตัว คนกว่าครึ่งพากัน
ประหวั่นลนลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางกำนัลชุด
สีเหลืองส้ม นางตกใจจนหน้าถอดสี ตัวสั่นเป็น
เจ้าเข้า แทบจะยืนไม่อยู่
ผู้รับผิดชอบค้นตัวเห็นนางน่าสงสัย จึงรีบจับ
ตัวออกมาทันที
นางกำนัลผู้นั้นตะโกนร่ำไห้ “ไม่ใช่บ่าว ไม่ใช่
บ่าว…”
อย่างไรก็ตามอึดใจต่อมาก็ค้นกระดาษพับ
แผ่นหนึ่งจากเสื้อตัวในของนาง บนนั้นยังคงเหลือ
คราบหมึกเล็กน้อย เมื่อมองจำแนกอย่างละเอียด
ก็พบว่าเป็นกระดาษไปั๋ลู่
เมื่อขันทีซึ่งตรวจค้นอยู่เบื้องนอกได้ของสิ่งนี้
จึงรีบนำมาถวายในตำหนักทันที
วังเฉวียนโกรธจัด คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนขวัญ
กล้าบังอาจเล่นตุกติกต่อหน้าต่อตาตน ส่งเสียงด่า
ทอทันที “ช่างใจกล้าเหิมเกริมนักนะ! นางสาร
เลวไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี! บอกมา ไปเอากระดาษ
แผ่นนี้มาจากที่ใด?!”
นางกำนัลร่างอ่อนปวกเปียกไปแล้ว ใช้
สายตาพรั่นพรึงกวาดมองสะเปะสะปะไปทั่ว
ตำหนัก
เมื่อครู่นางเพียงได้ยินว่าจะมีคนไปตรวจ
เทียบจำนวนกระดาษ จึงนึกออกว่าคุณหนูแค่สั่ง
ให้นางวางกระดาษไว้ในห้องเจียงเสวี่ยหนิง แต่
กลับไม่ได้สั่งให้หยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง
ด้วย ดังนั้นเมื่อครู่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะเผย
ช่องโหว่จนใส่ความไม่สำเร็จและอาจถูกคุณหนู
ตำหนิต่อว่า พอกลับไปที่เรือนหยางจื่อจึงยอม
เสี่ยงแอบขโมยและซุกซ่อนกระดาษแผ่นหนึ่ง
เอาไว้ แต่เนื่องจากกระดาษที่ยังไม่ใช้งานจะวาง
เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ด้วยกันโดยมีเหล่าขันที
เป็นผู้นับ นางย่อมไม่สามารถไปแตะต้อง ด้วย
เหตุนี้จึงแอบหยิบแผ่นที่เปือนคราบหมึกมาจาก
หัวมุม
อย่างไรก็ตาม บนนั้นมีรอยขีดเขียน และ
น่าจะเป็นลายมือของเจียงเสวี่ยหนิง
เมื่อเป็นเช่นนี้กลับพิสูจน์แน่ชัดว่ากระดาษ
แผ่นนี้ขโมยมาจากห้องของเจียงเสวี่ยหนิง ไม่
อาจแก้ตัวได้อีก
นางรู้เพียงว่าต้องโขกศีรษะ คนเราเมื่อเดินถึง
ทางตันก็ต้องยอมเสี่ยงชีวิต คร่ำครวญออกมา
ทันที “บ่าวมีความผิด บ่าวมีความผิด! หลายวัน
ก่อนขณะที่บ่าวทำความสะอาดห้องเห็นว่า
กระดาษแผ่นนี้เพิ่งจะเขียนไปสองเส้น เนื่องจากรู้
ว่ากระดาษมีราคาแพง และรู้เช่นกันว่าคุณหนู
รองเจียงเป็นคนฟุั่มเฟือยไม่มีทางใช้งานอีกแล้ว
ดังนั้นผีสางจึงดลใจชั่วขณะให้แอบเก็บเอาไว้ คิด
จะนำมาฝึกคัดตัวอักษร พอเขียนจนเต็มแล้วจะ
คืนให้ ไม่มีผู้ใดรู้เรื่อง คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะเกี่ยวพัน
ถึงเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ บ่าวกลัวยิ่งนัก เมื่อครู่
จึงไม่กล้าพูดเพคะ…”
โขกศีรษะจนแดงแล้ว
แต่ทุกคนต่างมองนางอย่างเย็นชา
จางเจอเดินไปถึงเบื้องหน้านาง หลุบตา
เล็กน้อย ก่อนจะหยิบกระดาษออกมาจากในแขน
เสื้อตัวเองอีกหลายแผ่นและนำมาวางตรงหน้า
นางกำนัลผู้นี้ “ในเมื่อเจ้าอยากฝึกคัดตัวอักษร
ข้าคิดว่าเจ้าก็คงรู้จักตัวหนังสืออยู่แล้วสินะ
เช่นนั้นลองอ่านดูสิว่าสิ่งที่เขียนอยู่มีอะไรบ้าง?”
นางกำนัลผู้นั้นคุกเข่าอยู่ข้างเจียงเสวี่ยหนิง
พอเจียงเสวี่ยหนิงหันหน้าก็เห็นกระดาษพวก
นั้นได้ เพียงเหลือบมองก็นึกออกว่าเป็นเอกสาร
ทางราชการในช่วงนี้…ที่แท้โรคชอบพกเอกสาร
ทางราชการติดตัวของจางเจอก็มีมานานขนาดนี้
แล้วหรือนี่
ผู้เข้าวังส่วนใหญ่ครอบครัวฐานะยากจน ครั้น
ชีวิตอับจนหนทางถึงจะส่งคนเข้าวังมาเพื่อเป็น
นางกำนัลและขันที
ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วจึงไม่รู้หนังสือ
เว้นแต่พอนานวันเข้า ได้มาเป็นนางข้าหลวง
หรือขันทีผู้ดูแลจึงจะพอรู้หนังสือบ้าง…แม้แต่องค์
หญิงใหญ่ซึ่งต้องการศึกษาเล่าเรียนยังถูกตาแก่
หัวโบราณวิพากษ์วิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ แล้วสตรี
ชาติกำเนิดสามัญจะรู้จักตัวอักษรได้สักกี่ตัวเล่า
ด้วยความตื่นตระหนก นางกำนัลผู้นี้จึงหา
เหตุผลที่ปราศจากข้อพิรุธไม่สำเร็จ
ริมฝีปากเจียงเสวี่ยหนิงประดับรอยยิ้มบาง
เพียงมองนางกำนัลพลางเอ่ยว่า “สิ่งที่เขียนอยู่
บนนั้นคือบทกวีกกอ้อ[1]ซึ่งอยู่ในคัมภีร์ลำนำ
และกวีแน่ะ ข้าไม่มีทางหลอกเจ้าหรอก เชื่อ
หรือไม่?”
นางกำนัลจ้องนาง โกรธแค้นจนตัวสั่น
เจียงเสวี่ยหนิงมองตอบ ยังคงยิ้มแย้มดังเดิม
“หากไม่ใช่ยามนี้มีคนมองอยู่ ข้าคงตบหน้าเจ้าไป
สองฉาดแล้ว อยากจะถามสักหน่อยว่าเจ้า
นายหน้าโง่คนใดกันที่เลี้ยงดูเศษสวะเช่นเจ้า”
จางเจอฟังพลางหลุบตาต่ำ
เมื่อก่อนเขาเคยได้ยินคำพูดที่ใกล้เคียงกัน
มาแล้ว
ตอนนั้นเขาไม่ชอบความโอหังของนาง
ต่อมาเมื่อนางอยู่ต่อหน้าเขาก็มักจะเก็บงำไป
สองส่วน แต่ก็ยังต้องพูดออกมาเพื่อทำให้เขารู้ว่า
นางไม่พอใจอยู่ดี…
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวไปยิ้มไป แต่สายตากลับ
เย็นเยียบ
ครั้นกล่าวจบก็ผินหน้าไปมองพระสหายร่วม
ศึกษาซึ่งมาจากเรือนหยางจื่อและมองเซียวซูผู้
ยืนอยู่บนที่สูง
จากนั้นถึงหมุนกายกลับไปทางที่นั่งประธาน
และเอ่ยว่า “ถึงแม้ความจริงจะยังไม่ปรากฏ แต่
หากนางกำนัลผู้นี้ไม่มีเจตนาจะทำร้ายคนตั้งแต่
แรก ก็คงไม่ตกหลุมพรางที่ใต้เท้าจางวางเอาไว้
การจงใจซุกซ่อนกระดาษแผ่นหนึ่งเพื่อใส่ความ
เช่นนี้กระทำโดยนางกำนัลเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่ง
ปราศจากความแค้นกับหม่อมฉัน แสดงว่า
เบื้องหลังต้องมีผู้บงการเป็นแน่ หวังว่าฝั่าบาทจะ
ทรงไต่สวนอย่างละเอียด ทวงความยุติธรรมให้
หม่อมฉันด้วยเพคะ!”
มาตอนนี้ทุกคนถึงเข้าใจ ที่แท้คำพูดของจาง
เจอก็มีขึ้นเพื่อวางกับดัก เขาจึงจงใจให้นางกำนัล
ไปช่วยงาน เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยทุกคนเข้าไปใน
เรือนหยางจื่อ จะได้ไปกลบ ‘พิรุธ’ ของการใส่
ความเสีย เป็นการจงใจมอบโอกาสให้คนใส่ความ
นั่นเอง ขอเพียงลงมือ ยามกลับมาย่อมฉุกละหุก
และไม่ทันได้จัดการให้ดี อีกทั้งคงคิดไม่ถึงว่าที่นี่
จะมีคนรอตรวจสอบ ‘คนร้ายพร้อมหลักฐาน’
อีกด้วย
นอกจากนี้คำกล่าวของเจียงเสวี่ยหนิงก็มี
เหตุผลจริง ๆ
ในวังหลวงหากปราศจากผู้บงการ ผู้ใดเล่าจะ
กล้าเสี่ยงอันตรายให้ร้ายผู้อื่นได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังนั่นจะ
อยู่ในตำหนักหรือไม่ ยามได้มองดูนางกำนัลติด
กับดักของจางเจอตาปริบ ๆ แล้วคนผู้นี้ควรจะมี
ความรู้สึกเช่นไรกันแน่
เสิ่นหลางคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพลิกผัน
กะทันหัน เขามองนางกำนัลที่หมอบราบบนพื้น
ไม่เอ่ยวาจาไปชั่วขณะ
เซียวไทเฮากลับจดจำสถานะของนางกำนัลผู้
นั้นได้ราง ๆ หนังตาจึงกระตุก
พระสหายร่วมศึกษาทุกคนซึ่งยืนอยู่ใน
ตำหนักรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่านาง
กำนัลตัวเล็ก ๆ ผู้นี้จะให้ร้ายเจียงเสวี่ยหนิง
โจวเปั่าอิงกลับนึกอะไรออก มองไปทางเหยา
ซีด้วยความระมัดระวังหน่อย ๆ
เหยาซีมีสีหน้าตกตะลึง
นางทอดสายตามองเงาร่างที่ยืนอยู่กลาง
ตำหนัก พลันบังเกิดความผิดหวังที่ไม่อาจสะกด
กลั้น ครั้นนึกถึงความเอียงอายที่คิดเองเออเอง
เมื่อสักครู่ก็รู้สึกขายหน้าเป็นล้นพ้น ที่แท้การ
เสนอให้นางกำนัลไปตรวจสอบจำนวนกระดาษก็
เพื่อล่อให้คนร้ายลงมือ หาได้ทำเพื่อ ‘คู่หมั้น’
เช่นตนแม้แต่น้อยไม่…
ในที่สุดเสิ่นหลางก็เอ่ยปากถามนางกำนัลผู้
นั้น “ในเมื่อเจ้าไม่รู้หนังสือ ถ้อยคำบนกระดาษก็
อ่านไม่ออก เจ้าจึงยิ่งไม่อาจใส่ความได้โดยลำพัง
ที่แท้มีผู้ใดบงการเจ้าอยู่เบื้องหลังกันแน่?”
——————–
1. บทกวีกกอ้อ เป็นบทกวีที่ประพันธ์ขึ้นใน
สมัยก่อนราชวงศ์ฉิน ไม่ทราบผู้ประพันธ์แน่
ชัด เนื้อหากล่าวถึงความยึดมั่นและใฝั่หาใน
รัก