คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 68 วังหลวงยามราตรี (1)
ตอนนี้เอง สายตาของคนทั้งตำหนักต่างไปอยู่
ที่ร่างของนางกำนัล
บารมีของโอรสสวรรค์แผ่กดดันลงมาจาก
เบื้องบน
ในมุมมองของพวกคนที่นับตั้งแต่เข้าวังมาก็รู้
แล้วว่าฮ่องเต้เป็นผู้กุมชะตาความเป็นความตาย
สถานการณ์ ณ ยามนี้น่าหวั่นเกรงยิ่งนัก ล้วนดู
ออกว่านางหน้าถอดสีในบัดดล ทว่าฝั่ามือซึ่งแนบ
อยู่บนพื้นกลับออกแรงกำแน่น คล้ายกำลังตกอยู่
ในสภาวะที่ต้องพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างรุนแรง
นางโขกศีรษะกับพื้นอย่างขวัญหนีดีฝั่อ “ทูล
ฝั่าบาท บ่าวไม่มีผู้ใดคอยบงการเบื้องหลังทั้งสิ้น
เพียงแต่บ่าวเห็นคุณหนูรองเจียงซึ่งเป็นแค่พระ
สหายร่วมศึกษาเข้าวังมาก็ถึงขั้นพูดจายุยงและ
ประจบสอพลอองค์หญิงใหญ่ เนื่องด้วยต้องการ
แตกต่างจากพระสหายร่วมศึกษาคนอื่นไปเสียทุก
เรื่องเพคะ อีกทั้งเดิมทีพวกบ่าวก็ตั้งใจปรนนิบัติ
รับใช้อยู่แล้ว ทว่าหลังจากองค์หญิงใหญ่เสด็จ
ออกมาจากห้องของนางกลับตรัสว่าพวกบ่าว
ปรนนิบัติไม่ดี ทั้งยังตรัสอีกว่าสำนักพระราชวัง
เพิกเฉยละเลย บ่าวจึงรู้สึกไม่เป็นธรรม ดังนั้น
เมื่อได้ยินจากตำหนักอื่นว่าวังกงกงนำคนมา
ตรวจค้นตำหนักก็เกิดมีผีสางมาดลจิตใจ คิดวิธีใส่
ความเช่นนี้ออกมาได้ ขอฝั่าบาทและไทเฮาโปรด
พระราชทานอภัยด้วยเพคะ…”
โครม!
ของประดับทั้งหมดซึ่งจัดวางอยู่บนโต๊ะไม้
จันทน์เคลือบเงาตัวยาวถูกกวาดทิ้งลงพื้น
เสิ่นหลางเคยประสบการแก่งแย่งชิงดีภายใน
วังหลวง ไหนเลยจะดูไม่ออกว่านางกำนัลผู้นี้
กำลังโกหก กริ้วขึ้นมาทันที “เพ้อเจ้อเหลวไหล
ถึงตอนนี้แล้วยังไม่ล้มเลิกความคิดชั่วช้าอีก! หวัง
ซินอี้ เจ้าสั่งให้คนลากตัวนางออกไปนอกประตู
ตำหนักแล้วลงโทษโบยด้วยไม้ โบยจนกว่านางจะ
ยอมพูดความจริง!”
หวังซินอี้กำลังจะรับพระราชโองการ
ทว่ายามนี้เองเซียวไทเฮากลับย่นหัวคิ้ว
เหลือบมองนางกำนัลผู้นั้นแวบหนึ่ง ยกมือขึ้นมา
นวดขมับตัวเองเบา ๆ แล้วถอนหายใจเงียบ ๆ ที
หนึ่ง
หวังซินอี้ชะงักฝีเท้าทันที
เสิ่นหลางเองก็มองนาง “เสด็จแม่ มีสิ่งใดไม่
ถูกต้องหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เซียวไทเฮา “ทุบตีเข่นฆ่ากันอยู่นอกประตู
ตำหนักกลางดึกอย่างเอิกเกริก จะให้คนจากทั้ง
หกตำหนักมาฟังนางร้องโอดโอยหรืออย่างไร?
เหล่าพระสนม นางกำนัล และขันทีไม่ต้องหลับ
ต้องนอนกันหรือ? คิดแล้วก็ปวดหัวนัก เดิมทียัง
สืบไม่ได้ว่าผู้ใดสร้างเรื่องก่อกวน บัดนี้ในเมื่อได้
เบาะแสมาอย่างหนึ่งแล้ว จะสืบหาต้นตอเจอ
หรือไม่ก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ต่อให้อยาก
เค้นความก็อย่ามาทำนอกประตูตำหนักเลย ไม่สู้
สั่งให้คนคุมตัวไปยังกรมราชทัณฑ์หลวงจะดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงพอได้ฟังก็รู้สึกว่าช่างน่าเย้ย
หยันนัก ทีนี้จู่ ๆ ก็เกิดไม่อยากทุบตีเข่นฆ่ากันขึ้น
มาแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้ไม่นานนางมารเฒ่ายัง
โบกมือเรียกให้คนเข้ามาคุมตัวนางไปโบยกลาง
ลานเพื่อไต่สวนอยู่เลย อีกทั้งคำพูดคำจาที่ใช้ก็ไม่
ต่างจากเสิ่นหลางสักนิด เพิ่งจะผ่านมาได้ไม่นาน
ก็ลืมสิ้นแล้วหรือ
จางเจอพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไทเฮาครา
หนึ่ง
เสิ่นหลางกลับได้สติ “เป็นลูกที่เผอเรอ ลืมไป
ว่าอาการประชวรของเสด็จแม่เพิ่งจะหายดี
ต้องการความสงบเพื่อพักฟืน หวังซินอี้
เปลี่ยนเป็นจับนางกำนัลผู้นี้โยนไปที่กรม
ราชทัณฑ์หลวง คืนนี้ห้ามให้พวกเขานอน ต้องไต่
สวนให้แน่ชัดให้จงได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หวังซินอี้ถือเป็นกึ่งอาจารย์ของเจิ้งเปั่า เขา
ฝึกฝนตนเองจนกลายเป็นจิ้งจอกเฒ่ามาตั้งแต่
แรก ด้วยเหตุนี้เขาถึงอยู่มาจนถึงตำแหน่งขันที
ดูแลตราพระราชลัญจกรได้ หนังตาซึ่งเต็มไปด้วย
รอยย่นยาวหลายเส้นขยับหนหนึ่ง มองนางกำนัล
น้อยด้วยความเวทนาสงสารหลายส่วน จากนั้นก็
โบกมือ
มีนางกำนัลเข้ามาคุมตัวจากทั้งซ้ายและขวา
ทันที
ส่วนปากพลันถูกยัดด้วยก้อนผ้า ขณะถูกลาก
ตัวออกไปไม่แม้แต่จะส่งเสียงสักแอะ มีเพียง
ดวงตาทั้งสองข้างที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว
อย่างไร้ประโยชน์
เสิ่นหลางมองเจียงเสวี่ยหนิงจากเบื้องบน
“รองเสนาบดีเจียงนับเป็นผู้ที่พยายามทำงานเพื่อ
ชาติบ้านเมืองและเพื่อราชสำนัก แม้เรื่องครั้งนี้
จะมีที่มาที่ไป แต่ก็ทำให้คุณหนูรองเจียงไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมอยู่ดี หวังซินอี้ พรุ่งนี้เจ้าจงไปที่
สำนักพระราชวังด้วยตนเอง แล้วสั่งให้คนส่งของ
พระราชทานเป็นการปลอบขวัญ หลังจากกรม
ราชทัณฑ์หลวงไต่สวนจนได้ผลลัพธ์แล้ว เรา
จะต้องทวงความยุติธรรมคืนให้เจ้าอย่าง
แน่นอน”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบรับ “หม่อมฉันขอบ
พระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝั่าบาทเพคะ”
แต่นางกลับบังเกิดลางสังหรณ์ในใจราง ๆ ว่า
เรื่องราวจะจบลงเพียงเท่านี้นี่ละ เกรงว่า ‘ความ
ยุติธรรมนี้’ คงทวงคืนกลับมาไม่ได้แล้ว
เพราะการที่คนถูกคุมตัวไปไต่สวนที่กรม
ราชทัณฑ์หลวง ย่อมไม่มีทางจะได้ผลลัพธ์ในเร็ว
วันเป็นแน่
ตำหนักฉือหนิงเป็นตำหนักบรรทมของเซียว
ไทเฮา อีกฝั่ายต้องการพักผ่อน
ทว่าบัดนี้ หนึ่ง มีนางกำนัลและขันทีจำนวน
มาก สอง มีขุนนางจากฝั่ายหน้าถูกเรียกตัวเข้าวัง
มาสืบคดี และสาม มีพระสหายร่วมศึกษาจาก
เรือนหยางจื่อ ผู้คนสับสนวุ่นวาย เสิ่นหลางจึง
เอ่ยว่า “เรื่องในวันนี้ให้ยุติแต่เพียงเท่านี้ ออกไป
ให้หมดเถอะ”
ทุกคนกล่าวทูลลาโดยพร้อมเพรียงกัน
ขันทีและนางกำนัลภายนอกสุดถอยออกไป
ก่อน จากนั้นจึงเป็นกลุ่มของพระสหายร่วม
ศึกษาที่เรือนหยางจื่อ สุดท้ายถึงจะเป็น
เฉินอิ๋งและจางเจอ
เพิ่งจะออกมาจากตำหนักฉือหนิง ทุกคนต่าง
ล้อมเจียงเสวี่ยหนิงเอาไว้
ฟางเมี่ยวตบหน้าอกตัวเองแรง ๆ “ตกใจจะ
ตายอยู่แล้ว ตกใจจะตายอยู่แล้ว!”
โจวเปั่าอิงกลับเผยแววตาเทิดทูน “ยามอยู่ใน
ตำหนัก พี่หญิงหนิงช่างร้ายกาจเหลือเกิน!”
แม้แต่โหยวเย่ว์ยังอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ช่างไม่
รู้จักรักชีวิตเสียจริง…”
เฉินซูอี๋กลับพูดจาเย็นชา “คนอื่นล้วนอยู่กัน
ดีๆ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ประสบคราวเคราะห์อย่าง
ไร้สาเหตุ เห็นได้ชัดว่ายามปกติไม่ค่อยรู้จัก
ประพฤติตัวให้ดีสักเท่าไร ไม่เช่นนั้นผู้ใดกันจะ
เคียดแค้นจนถึงขั้นทำเช่นนี้กับเจ้า?”
เหยาหรงหรงมองคนนั้นทีคนนี้ที ไม่กล้าเอ่ย
ปาก
เหยาซีกลับมีท่าทางเศร้าซึม
เซียวซูมองเฉินซูอี๋ผาดหนึ่งพลางขมวดคิ้ว
เล็กน้อย เพียงกล่าวเตือนสติทุกคนว่า “มีเรื่อง
อะไรกลับไปเรือนหยางจื่อก่อนค่อยว่ากันเถอะ
เกิดเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ยังไม่รู้จักยั้งปากอีก ไม่
รู้ว่าวันหน้าจะเกิดเภทภัยเพราะปากหรือไม่”
ทุกคนจึงเงียบเสียงในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยคำตั้งแต่
ต้นจนจบ ครั้นได้ยินก็ทำเพียงเงยศีรษะมอง
เซียวซูแวบหนึ่ง
นางมีเรื่องในใจ
พวกนางเพิ่งจะเดินไปไม่ถึงสองก้าวก็พบเสิ่น
เจี้ยและเสิ่นจื่ออีซึ่งเพิ่งกลับจากข้างนอกเอา
ปั่านนี้เข้าพอดี ทั้งคู่กำลังมุ่งไปทางตำหนักฉือห
นิงอย่างรีบร้อน
ใบหน้าของเสิ่นจื่ออีเจือความร้อนรนกระวน
กระวาย ครั้นเห็นกลุ่มพระสหายร่วมศึกษามาแต่
ไกลก็เร่งฝีเท้า กระทั่งรุดถึงเบื้องหน้าพวกนางก็
มองเจียงเสวี่ยหนิง “หนิงหนิงไม่เป็นอะไรนะ?”
เห็นชัดว่ารู้ข่าวแล้ว
เสิ่นเจี้ยตามมาข้างหลัง มองเจียงเสวี่ยหนิง
อย่างกังวลเล็กน้อย “คุณหนูรองเจียงยังสบายดี
อยู่ใช่หรือไม่?”
สองพี่น้องแทบจะพูดพร้อมกัน
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงคิดจะเอ่ยปลอบสักคำ
แต่ตอนนี้กลับไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี ทำได้เพียง
ตอบอย่างฝืดเฝือน “ได้รับความตื่นตระหนกแต่
ไม่มีอันตรายใด ๆ หม่อมฉันไม่เป็นอะไร ยังดีอยู่
เพคะ”
เสิ่นจื่ออีถึงค่อยโล่งใจ
เสิ่นเจี้ยมองแววตาเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังเห็นว่า
มีความกังวลอยู่บ้าง เขานึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ
ภายนอกวังหลวงในค่ำคืนนี้ จากนั้นก็ระลึกถึงคำ
ฝากฝังของเยี่ยนหลินขึ้นมาได้ คิดจะสนทนากับ
นางตามลำพังเพื่อฝากฝังอะไรบางอย่าง แต่เมื่อ
เห็นว่ายามนี้มีหูตาผู้คนมากมาย จึงทำได้เพียง
ปล่อยผ่าน
เสิ่นจื่ออีหันหน้าไปถามเซียวซู “เสด็จพี่
ฮ่องเต้ทรงอยู่หรือไม่?”
เซียวซูมองสำรวจท่าทางรีบร้อนลนลานของ
สองพี่น้อง ลักษณะของทั้งคู่เหมือนแอบออกไป
นอกวังเพิ่งกลับมาเอาตอนนี้ ฉะนั้นจึงตอบเพียง
ว่า “ฝั่าบาทเสด็จมากว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ขณะนี้
ยังไม่ได้เสด็จกลับ น่าจะประทับอยู่สนทนากับ
ไทเฮาที่ตำหนักฉือหนิงเพคะ”
เสิ่นจื่ออีได้ยิงดังนั้นก็ยกชายกระโปรงสาวเท้า
ไปยังตำหนักฉือหนิง
เสิ่นเจี้ยถอนหายใจหนัก ๆ เฮือกหนึ่ง สุดท้าย
ก็ไม่ได้สนทนากับเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ดี รีบตาม
เสิ่นจื่ออีไป
เจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะกลับไปมอง เห็นว่า
ขณะสองพี่น้องหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กเลียบผ่านถนน
สายยาวในวังหลวง ก็บังเอิญได้พบปะทักทาย
เฉินอิ๋งและจางเจอสองคนซึ่งออกมาทีหลังพอดี
บทที่ 68 วังหลวงยามราตรี (2)
ทั้งสองหยุดเพื่อแสดงการคารวะ
เสิ่นจื่ออีและเสิ่นเจี้ยคารวะตอบอย่างรีบร้อน
แล้วจากไป
เรือนหยางจื่อตั้งอยู่ทิศทักษิณ ตำแหน่งที่ตั้ง
ค่อนข้างใกล้กับฝั่ายหน้า ดังนั้นเส้นทางออกจาก
วังของเฉินอิ๋งและจางเจอกับเส้นทางกลับเรือนห
ยางจื่อของพระสหายร่วมศึกษาจึงอยู่ทาง
เดียวกัน แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะ เมื่อทั้งสอง
ผ่านทางแยกจึงเลี้ยวไปยังเส้นทางที่ค่อนข้างไกล
อีกทางหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองเส้นทางสาย
นั้น ยืนนิ่งไม่ไหวติง
ฟางเมี่ยวเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “คุณหนู
รองเจียง?”
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับกำลังฟังเสียงซึ่งดัง
ก้องภายในใจอย่างชัดเจนไม่หยุดหย่อน เมื่อมัน
ทำให้นางจิตใจสับสนวุ่นวายบังเกิดเป็นระลอก
คลื่น ทันใดนั้นเองนางก็ตัดสินใจได้ เอ่ยแค่ว่า
“วันนี้หากปราศจากใต้เท้าเฉินและใต้เท้าจางทั้ง
สองท่าน เกรงว่าข้าเจียงเสวี่ยหนิงคงต้องศีรษะ
แยกจากร่างเป็นแน่แท้ บุญคุณอันใหญ่หลวง
จำต้องกล่าวขอบคุณ ข้าจะไปแสดงความ
ขอบคุณสักหน่อย พวกเจ้าไปกันก่อนเถอะ”
ฟางเมี่ยวเบิกตาโพลง
ทุกคนต่างเผยแววตาตื่นตระหนก
เหยาซียิ่งตะลึงงัน เงยหน้ามองนางในบัดดล
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่เหลือบแลสีหน้า
ผู้ใด และยิ่งไม่คิดที่จะอธิบายสิ่งใดเพื่อตนเองอีก
ด้วย พอกล่าวจบก็หมุนกายก้าวเท้าไปยังเส้นทาง
ที่เฉินอิ๋งและจางเจอเดินไปโดยไม่สนใจใคร
ทิ้งให้ทุกคนมองหน้ากันไปมา
คนแซ่เฉินและแซ่จางต้องออกมาช้ากว่าสัก
หน่อยอยู่แล้ว เดิมทีอยู่ด้านหลังพวกนาง อีกทั้ง
ยังเดินไม่เร็วนัก นางจึงตามทันอย่างรวดเร็ว
ขันทีน้อยซึ่งถือโคมไฟนำทางให้คนทั้งสอง
เห็นนางก่อน
จากนั้นจึงเป็นเฉินอิ๋งและจางเจอ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ทางด้านหลังคนทั้งสอง
ค้อมกายคารวะหนหนึ่ง เมื่อเงยศีรษะขึ้นมาก็พูด
ว่า “ขอบพระคุณใต้เท้าทั้งสองที่ช่วยชีวิต ที่ข้า
เสียมารยาทเดินมาหาก็เพื่อแสดงความขอบคุณ
ต่อใต้เท้าจางโดยเฉพาะ”
เฉินอิ๋งได้ฟังก็เลิกคิ้วเล็กน้อย “แสดงความ
ขอบคุณต่อใต้เท้าจาง เช่นนั้นก็ไม่มีเรื่องของข้า
แล้วละสิ”
เขาคนนี้ฉลาดหลักแหลมเสมอมา
ก่อนหน้านี้เคยได้รับคำชี้แนะจากเซี่ยเวย
มาแล้ว จึงรู้ว่าคุณหนูรองเจียงตรงหน้าค่อนข้าง
พิเศษอยู่บ้าง อีกทั้งจะว่าไปเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมา
ทำคดีนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงปราศจากความไม่พอใจ
ต่อคำพูดของเจียงเสวี่ยหนิง หันไปกล่าวกับจาง
เจอด้วยมุมปากประดับรอยยิ้ม “ใต้เท้าจางรั้งอยู่
สนทนาก่อนแล้วกัน คนแซ่เฉินจะไปรอข้างหน้า”
จางเจอไม่เอ่ยวาจา
เฉินอิ๋งหมุนกายพาขันทีน้อยเดินจากไป
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนชาติที่แล้ว
เป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่ยามนั้นผู้ที่เป็นฝั่ายขอตัวเดินจากไป
อย่างรู้ความคือเซี่ยเวย
จางเจอสวมชุดขุนนาง แขนเสื้อหลวมกว้าง
มือทั้งสองข้างประสานกันเบื้องหน้า ทอดสายตา
มองนาง
บริเวณโดยรอบค่อนข้างมืด ทำให้เงาร่างเขา
ก็มืดมนลงเช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเฉินอิ๋งเดินจากไปแล้วจึง
สืบเท้าเข้าหาเขาก้าวหนึ่ง ยามปกติเส้นทางสายนี้
ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร คิดไม่ถึงว่าหินปูทางเดินซึ่ง
เดิมทีราบเรียบกลับมีมุมหนึ่งเผยอขึ้นมา ทำให้
นางสะดุดปลายเท้าเข้าพอดี
ด้วยความฉุกละหุก ไหนเลยจะตั้งตัวทัน
ร่างกายพลันเสียสมดุล ล้มไปเบื้องหน้า
ขณะนี้เอง จางเจอได้ยินเสียงหัวใจบอก
ตนเองว่าอย่าไปข้องแวะกับนาง ทว่ามือเขากลับ
ทรยศความตั้งมั่น ยื่นออกไปตามจิตใต้สำนึกและ
ประคองนางไว้
นิ้วทั้งห้าซึ่งมองเห็นข้อต่อชัดเจนมีไตแข็ง
จำนวนหนึ่ง เนื่องจากจับพู่กันมาแรมปี
ยามยึดแขนของนางเอาไว้กลับแข็งแกร่งและ
ทรงพลัง
ความร้อนที่สัมผัสได้อย่างเลือนรางกลางฝั่า
มือทะลุผ่านเนื้อผ้า ราวกับสัมผัสผิวหนังของนาง
ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบโผเข้าสู่อ้อมอกเขา
หน้าผากกระแทกเข้ากับคางเรียวแหลมและ
ผอมซูบของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว แข็งกระด้างเสีย
จนรู้สึกเจ็บ
จางเจอไม่ใช้เครื่องหอม มีเพียงกลิ่นหอม
สะอาดอันแสนจะเบาบางของสบู่
นางกุมหน้าผากตัวเองอย่างตกตะลึง ขณะ
เงยศีรษะขึ้นมาสบกับนัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นของ
เขาก็รู้สึกถึงลมหายใจอันแรงกล้าซึ่งคล้ายกำลัง
โอบล้อมและชำแรกเข้าไปในกายนาง ทำให้นาง
ใบหน้าร้อนลวก ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้สติ รีบถอย
กลับไปยืนอย่างมั่นคง สร้างระยะห่างที่เหมาะสม
…ชาติที่แล้วนางทำอะไรตามอำเภอใจ ช่วงที่
เพิ่งจะได้รู้จักจางเจอก็มักฉวยโอกาสกลั่นแกล้ง
เขา คิดจะสร้างความอับอายให้อีกฝั่าย ทว่า
ภายหลังกลับทั้งรักและเคารพ ไม่กล้า
เล่นพิเรนทร์อะไรกับเขาอีก ชาตินี้นางไม่อยาก
สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีต่อจางเจอ ไม่อยากทำให้
เขานึกว่าตนเป็นสตรีที่ไร้มารยาทและไม่มี
กาลเทศะ เป็นคนใจง่ายที่เอะอะก็ชอบเสนอตัว
เข้าหา
นางรู้สึกยินดียิ่งที่ขันทีน้อยถือโคมไฟจากไป
ทำให้แสงไฟไม่เพียงพอ มิเช่นนั้นคงไม่อาจปิดบัง
กิริยาเขินอายใบหน้าแดงก่ำในยามนี้ได้แน่ นาง
ลอบตั้งสติ ก่อนจะกล่าวว่า “เป็นเพราะวันนี้ข้า
สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ระวังปลายเท้า
ขอบพระคุณใต้เท้าจางเจ้าค่ะ”
กลิ่นหอมกรุ่นจากกายนางพลันไกลห่าง
นิ้วมือทั้งห้าของจางเจอว่างเปล่า มีสายลม
เย็นยะเยือกพัดผ่านซอกนิ้ว เขาหดกำอย่าง
เชื่องช้า ทิ้งฝั่ามือ แล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า “เรื่อง
เล็กน้อยเท่านั้น เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่
จำเป็นต้องเอ่ยขอบคุณ”
ถ้อยคำนี้คุ้นหูมากเช่นกัน
เขาช่างเหมือนเมื่อชาติที่แล้วทุกประการ
ทว่าท้ายที่สุดนี่ก็มิใช่ชาติที่แล้ว
นางยังไม่ได้ทำร้ายเขา และยังไม่ได้ทำให้เขา
เดือดร้อนด้วย อีกทั้งไม่ได้ทำให้เขาต้องหมด
อิสรภาพถูกจองจำ รวมถึงไม่ได้ทำให้มารดา
หม้ายของเขาประสบคราวเคราะห์จนต้องสิ้นชีพ
ทุกอย่างยังเริ่มต้นใหม่ได้ มิหนำซ้ำนางยังไม่ได้
แต่งงานกับเสิ่นเจี้ยและไม่คิดจะเป็นฮองเฮา
เจียงเสวี่ยหนิงเก็บงำความลับทั้งหมดไว้ใน
ส่วนลึกของนัยน์ตาด้วยความระมัดระวัง ควบคุม
ไม่ให้เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย เพียงมองเงาร่าง
เขาพร้อมเอ่ยว่า “วังหลวงมีแต่อันตราย มีกล
อุบายมากมาย กระทั่งรองเสนาบดีเฉินเองวันนี้
เข้าวังมาก็เพียงทำตามหน้าที่อย่างเสียมิได้ ทว่า
ใต้เท้าจางกลับยอมสืบหาความจริงเพื่อคืนความ
บริสุทธิ์ให้เสวี่ยหนิง นับว่าสูงส่งกว่าพวกที่ดำรง
ตำแหน่งแต่ไม่ยอมทำหน้าที่บนโลกนี้มากมาย
นัก”
จางเจอเงียบงันไม่เอ่ยคำ
ผ่านไปเนิ่นนานถึงพูดขึ้นมาว่า “ข้าน้อยเป็น
เพียงคนวงนอกของเหตุการณ์ คุณหนูรองเจียง
เป็นผู้ที่อยู่วงใน วันหน้าต้องระวังให้มาก”
เขาพูดกับนางในยามนี้ว่า ‘ข้าน้อย’ เช่นกัน
หรือ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างถ่อมตนเสีย
จริง
นางกล่าวว่า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อ
ยังต้องอยู่ในวังหลวงแห่งนี้อีกระยะหนึ่ง ข้าที่เป็น
คนกลัวตายถึงเพียงนี้จะปล่อยให้พวกเขาทำร้าย
โดยง่ายได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ?”
“…”
จางเจอกำนิ้วที่แนบอยู่ข้างกายจนแน่นอย่าง
เงียบ ๆ
นางกลัวตายและกลัวเจ็บ
ขณะตกอยู่ในวงล้อมอย่างแน่นหนาในวัง
หลวงคราวนั้น ฮองเฮาในอดีตผู้กำลังยืนอยู่เบื้อง
หน้าเขา นางต้องใช้ความกล้าหาญเพียงใดกันถึง
ได้กล้าสละชีวิตของตนเพื่อแลกกับชีวิตของเขา
นางไม่เคยคลางแคลงในตัวเขาแม้แต่น้อย
จางเจอพลันหวาดกลัวว่าหากตนยืนมองนาง
อยู่ตรงนี้นานเกินไปจะสั่นคลอนการตัดสินใจที่มี
อยู่แต่เดิม จึงหลุบตากล่าวว่า “คุณหนูรองเจียง
ระแวงปั้องกันเอาไว้ก็ดี เข้ายามวิกาลแล้ว
ข้าน้อยไม่อาจรั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในได้
นานมากนัก ขอตัวลาก่อน”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกจิตใจว่างเปล่า
ทว่าพอคิดดูอีกที การได้เห็นเขาก็ถือว่าดีมาก
แล้ว ไม่ควรหวังสูงไปมากกว่านี้อีก
ดังนั้นจึงหยักยกมุมปาก ใช้สายตามองส่ง
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าพอเดินออกไปได้สองก้าว
จางเจอก็ชะงักฝีเท้า หยุดเดินเสียอย่างนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา “ใต้เท้าจาง?”
จางเจอหันข้างมามองนาง คล้ายลังเล
เล็กน้อยว่าควรถามดีหรือไม่ ทว่าสุดท้ายก็ยังเอ่ย
ปากอยู่ดี “คุณหนูรองเจียงมาเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิงใหญ่พร้อมคุณหนูเหยา ได้ยิน
ว่าเคยเกิดเหตุวิวาทเพราะข้าน้อย เนื่องจาก
คุณหนูเหยาเคยคิดหาวิธีสารพัดอย่างเพื่อถอน
หมั้น ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“…”
เหตุวิวาทระหว่างนางกับเหยาซีและโหยวเย่ว์
ที่เรือนหยางจื่อแพร่ออกไปจนจางเจอรู้แล้วอย่าง
นั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง
จากนั้นก็คิดว่าใต้หล้านี้ไม่มีความลับ ข่าวจะ
แพร่ออกไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพียงแต่จาง
เจอเอ่ยถามขึ้นมาในเวลานี้ นางควรตอบเขาดี
หรือเปล่า
เหยาซีเคยสรรหาวิธีการสารพัดอย่าง กระทั่ง
ยังคิดจะใส่ความเขา ทุกสิ่งล้วนเป็นความจริง
แม้ว่าเหยาซีจะทำเรื่องนี้ด้วยความเห็นแก่ตัว
แต่ถ้าตนยอมรับที่เขากล่าวมาก็จะคล้ายไปนินทา
เรื่องไม่ดีของผู้อื่น
หากนางปิดบังเล่า
ทว่าผู้ที่เอ่ยปากถามนางตรงหน้านี้มิใช่ใครอื่น
เป็นจางเจอเชียวนะ
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่อาจโปั้ปด แต่ไม่ว่า
จะทำเช่นไร คำว่า ‘เป็นเรื่องจริง’ ก็ไม่อาจเอื้อน
เอ่ยจากปากอยู่ดี และอาจเพราะการคาดเดากับ
ความคาดหวังบางอย่างภายในใจกำลังกดทับ ใจ
ของนางจึงเต้นอย่างบ้าคลั่ง ลืมไปว่าต้องการจะ
พูดสิ่งใด
จางเจอเห็นท่าทางของนางก็กล่าวว่า “ข้ารู้
แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงสะดุ้งโหยง “แต่ตอนนี้คุณหนู
เหยาไม่ได้คิดเช่นนั้นอีกหากใต้เท้าจางได้อ่าน
เนื้อความในจดหมายที่นางตอบกลับก็ควรจะ
ทราบ แล้วเหตุใดยังถามเช่นนี้อีกเล่า?”
จางเจอหลุบตา เพียงตอบเรียบ ๆ ว่า “ถอน
หมั้น”