คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 69 ชอบมาก ชอบมาก ๆ
เขาจะถอนหมั้น
เขาไม่ได้ชอบเหยาซี
สองประโยคนี้พลันผุดจากส่วนลึกภายในหัว
สมองของเจียงเสวี่ยหนิง ประหนึ่งหินสองก้อนที่
ตกกระทบดวงใจนาง ทำลายความสงบเยือกเย็น
ที่นางฝืนแสดง นำมาซึ่งความลิงโลดและปีติยินดี
อย่างหาที่เปรียบมิได้
ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลธรรมอันใดอีกต่อไป
แล้ว
เพราะจางเจอไม่ได้ชอบเหยาซี และจางเจอ
ต้องการถอนหมั้นด้วยตนเอง ส่วนนางก็ไม่ได้ทำ
เรื่องผิดมโนธรรม ไม่ได้ใช้วิธีการลอบกัดอันใด
นางยังคงรักษาคำมั่นที่มีต่อเขาในชาติก่อนเอาไว้
ได้ ไม่ถือว่าเป็นคนเลว
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นถี่รัว
ครั้นจางเจอกล่าวสองคำนี้จบก็กล่าวคำว่า
“ขอบคุณ” และ “ขอลา” จากนั้นจึงหมุนกาย
เดินเลียบเส้นทางอันทอดยาวภายในวังหลวง
จันทราบนท้องนภาอับแสง
ทว่าแสงดารากลับเจิดจรัสเพราะเหตุนี้
ทั้งที่ส่วนลึกของวังหลวงซึ่งปกคลุมด้วยม่าน
ราตรีเต็มไปด้วยภยันตรายที่ไม่อาจคาดเดาอยู่ทุก
แห่งหน แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกว่าแสง
เรืองรองบนท้องนภากำลังอาบร่างของเขา ส่วน
นางก็อยากกลายร่างเป็นหนึ่งในลำแสงนั้น สาด
ส่องเส้นทางขากลับอันแสนขรุขระของเขาให้
สว่างไสวยิ่งขึ้น
เบื้องหน้ามีเฉินอิ๋งกำลังรอเขาอยู่
ขันทีน้อยถือโคมไฟก้มศีรษะ
เงาร่างของจางเจอค่อย ๆ เข้าใกล้อีกฝั่าย
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่าหากตนยืนมอง
อยู่ตรงนี้นานเกินไปและตกอยู่ในสายตาของผู้ที่
คิดไม่ซื่อจะต้องเผยพิรุธเป็นแน่ จึงหมุนกายแล้ว
เดินย้อนกลับ
เพียงชั่วพริบตาที่หันหลัง รอยยิ้มก็ผุดบนริม
ฝีปาก
ถึงแม้ค่ำคืนนี้นางต้องเผชิญภยันตรายแทบ
จะเกี่ยวพันถึงชีวิตในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วยาม
ทว่าในความสงบที่หาได้ยากยิ่งนี้ นางขอหยุดคิด
ชั่วคราว เพียงอยากจะดำดิ่งในความปีติยินดี
เท่านั้น แม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิดและเป็นช่วงเวลา
อันแสนสั้นก็ตาม
ฝีเท้ายังอดกระฉับกระเฉงขึ้นไม่ได้
ขณะเดินเลี้ยวผ่านหัวมุมตรงทางแยกเบื้อง
หน้า ในที่สุดนางก็นึกสนุก กระโดดเหยงไป
ข้างหน้าก้าวหนึ่ง
“โอ๊ย!”
ฉับพลันก็เกิดเสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น
จากบริเวณหัวมุมนั้น
โคมไฟที่ขันทีน้อยถืออยู่แกว่งไกวไปมา เขา
พูดออกมาทันที “บังอาจ ถึงกับกล้าชนท่านรอง
ราชครูเชียวเรอะ!”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้าขึ้นมาเห็นเซี่ยเวยยืน
อยู่ตรงหน้านาง ท่าทางเขาคล้ายนึกไม่ถึงเช่นกัน
ว่าจะมีคนกระโดดออกมาจากหัวมุม ความ
ประหลาดใจฉายวาบในดวงตา แต่เมื่อเห็นนาง
ชัด ๆ หัวคิ้วก็ขมวดมุ่นเป็นชั้น ๆ
นางร่างแข็งทื่อในบัดดล
เซี่ยเวยหันศีรษะกลับมา สายตาข้ามผ่านร่าง
นางไป เขามองเส้นทางที่นางเดินมา
ฟากนั้นเฉินอิ๋งและจางเจอเพิ่งเดินจนถึงสุด
ทางพอดี
ไม่นานนักก็หายลับไป
แต่เซี่ยเวยครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยก็ทราบแล้ว
ขุนนางวังหน้าที่เพิ่งจะออกจากเขตพระราชฐาน
ส่วนในยามนี้ นอกจากเฉินและจางสองคนจาก
กรมอาญาแล้วก็ไม่มีผู้ใดอีก กอปรกับท่าทาง
กระหยิ่มยิ้มย่องจนลืมตัวของเจียงเสวี่ยหนิง ไหน
เลยจะเหมือนผู้ที่ถูกคนใส่ไคล้และรอดพ้นจาก
คราวเคราะห์
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ค่อย ๆ หยัดหลังตรง ราวกับผู้ที่กระโดดมาอยู่
ตรงหน้าคนอื่นเมื่อครู่ไม่ใช่นางอย่างไรอย่างนั้น
นางค้อมกายด้วยความเคารพนบนอบ แสดงการ
คารวะต่อเซี่ยเวย “คารวะเซี่ยเซียนเซิง”
เซี่ยเวยมองนางอย่างสงบนิ่ง “ดีใจขนาดนี้
เชียวหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุกชัน
เซี่ยเวยเพียงรับโคมไฟมาจากขันทีน้อยข้าง
กาย โบกมือสั่งให้เขาถอยจากไป ก่อนเอ่ยว่า
“หากข้าเป็นเจ้า แล้วเพิ่งจะถูกคนใส่ร้ายและโชค
ดีรอดชีวิตมาได้เช่นนี้ คงไม่มีทางยิ้มออกแน่”
มาสั่งสอนนางอีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงฟังน้ำเสียงของเขาออกว่า
กำลังอารมณ์ไม่ค่อยดี นางจึงคิดว่าความสุขที่ตน
ได้รับภายในวังหลวงเดิมก็มีอยู่เพียงน้อยนิด คนผู้
นี้ไม่คิดจะอนุญาตให้คนอื่นเขาได้ดีใจบ้างหรือ
อย่างไร พานตั้งใจจะถามตอกกลับสักสอง
ประโยค แต่ก็คิดได้ว่าเดิมทีตนก็ตกอยู่ในสภาวะ
ยากลำบาก หากผิดใจกับเขาขึ้นมาอีก คราวนี้คง
ขยับตัวลำบากแล้วจริง ๆ
ดังนั้นจึงหลุบตาไม่ส่งเสียง
เซี่ยเวยถือโคมไฟดวงนั้นพร้อมก้าวนำไป
ข้างหน้า “วันนี้ที่ตำหนักฉือหนิงเป็นเช่นไรบ้าง ดู
ออกหรือไม่ว่าผู้ใดต้องการทำร้ายเจ้า?”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งเล็กน้อย
เซี่ยเวยผินหน้ามา เห็นว่านางยังคงยืนทึ่มทื่อ
อยู่ที่เดิม หัวคิ้วก็ยับย่นยิ่งขึ้น “เจ้าไม่รู้จักเดิน
ตามมาหรืออย่างไร?”
เจียงเสวี่ยหนิง “แต่ข้าไม่ได้เดินไปทางนี้นะ
เจ้าคะ”
เซี่ยเวย “เรือนหยางจื่ออยู่ทางเดียวกับ
เส้นทางที่จะออกจากวัง เจ้าจะไปหรือไม่ไป?”
เจียงเสวี่ยหนิงหดคอ ในที่สุดก็รู้สึกตัว ‘นี่คือ
เซี่ยเวยเชียวนะ คนเขาถือโคมไฟเดินนำอยู่
ข้างหน้า บอกให้เจ้าตาม เจ้าก็ตามไปสิ ไม่เชื่อฟัง
เช่นนี้คิดจะรนหาที่ตายหรืออย่างไร?’
นางก้มหน้าก้มตาตามไป
ด้วยเหตุนี้เซี่ยเวยถึงหายใจสะดวกขึ้นมาอีก
หลายส่วน เดินไปพลางกล่าวไปพลาง “พอมี
เบาะแสหรือไม่?”
สุดท้ายความปีติยินดีที่เกิดขึ้นตอนเจียงเสวี่ย
หนิงได้พบจางเจอก็ถูกคนผู้นี้เหยียบย่ำจนเกือบ
หมด เมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นลงก็ค่อย ๆ รู้สึกว่า
ไอเย็นของราตรียามต้นฤดูเหมันต์ชำแรกเข้าสู่
กายคนได้
ครั้นหวนนึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
ตำหนักฉือหนิง นางก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะกล่าวอย่างเนิบนาบ “สืบได้แล้วเจ้า
ค่ะ เป็นนางกำนัลน้อยผู้หนึ่งเล่นตุกติก แต่ไทเฮา
ตรัสว่าดึกเกินไป มาทุบตีเข่นฆ่าหน้าประตูวังมัน
ไม่ค่อยดี ฝั่าบาทจึงมีรับสั่งให้นำตัวไปไต่สวนที่
กรมราชทัณฑ์หลวง ไม่รู้ว่าจะได้ผลลัพธ์อะไร
หรือไม่เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยหลุบตา นัยน์ตาเย็นชาลุ่มลึก เอ่ยถาม
อีกว่า “เจ้าไม่สงสัยผู้ใดบ้างหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิง “กำลังคิดอยู่เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยคาดไม่ถึงว่าช่วงนี้จะมีเรื่องวุ่นวาย
มากถึงปานนี้ ตัวเขาไม่เพียงต้องจัดการเรื่องราว
สารพัดอย่างนอกวัง ทางด้านคนในวังผู้นี้ก็ไม่มี
ความสามารถจะปกปั้องตัวเองอีก ยิ่งคิดก็ยิ่ง
กดดัน “คิดดูให้ดี”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงตอบว่า “มีผู้ต้องสงสัย แต่
กลับปราศจากหลักฐานที่แน่นหนาเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวย “ใช่ว่าทุกสิ่งต้องมีหลักฐาน”
เจียงเสวี่ยหนิงตรองดูแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย
“การใส่ใจรายละเอียดมากเกินไป ก็อาจจะทำให้
บางครั้งมองข้ามความสำคัญของภาพรวม หาก
เทียบระหว่างผู้ที่ยืนอยู่ตรงตีนเขากับผู้ที่ยืนอยู่
บนยอดเขาแล้วย่อมเป็นฝั่ายหลังที่มองเห็น
ภาพรวมทั้งหมดเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวย “คำพูดนี้ตรงกับสิ่งที่ข้าคิด”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ ‘แน่นอนอยู่แล้ว’
ต้องรู้ว่าชาติก่อนนางบังเอิญได้ยินขณะที่เซี่ย
เวยพูดกับขุนนางสำนักมหาบัณฑิตคนอื่น
ภายนอกตำหนักหลักของพระราชนิเวศน์ ความ
ทรงจำตราตรึงยิ่งนัก จดจำมาอย่างยาวนาน
สิ่งที่เขาพูดออกมาด้วยตัวเอง ไหนเลยจะไม่
ตรงกับที่เขาคิด
ทว่าเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงการคาดคะเน
ของตนก็อดทำหน้าถมึงทึงไม่ได้ กล่าวช้า ๆ ว่า
“แม้ข้าจะรู้สึกว่านางไม่ควรใช้วิธีต่ำช้าไม่แยบยล
ดังอุบายในวันนี้ก็ตามที แต่ก็อาจเพราะข้ามัวแต่
ปักใจเชื่อเช่นนั้นและเพราะมันไม่สอดคล้องกับ
อุปนิสัยของนางเลย นางถึงได้ยิ่งวางแผนตาม
ที่ว่า จนถึงบัดนี้ข้าก็ยังคิดอยู่ว่านางไม่น่าโฉด
เขลาปานนั้น แต่ครั้นมองจากภาพรวม ไม่ว่าจะ
ท่าทีอันคลุมเครือของไทเฮา ทั้งความสามารถที่
จะซื้อตัวนางกำนัล ทั้งรู้ถ้อยความของพวกกบฏ
ครบถ้วนทั้งสี่ประโยค รวมถึงเตรียมการได้
ล่วงหน้าอีก นี่มิใช่สิ่งที่จะทำได้หลังจากรู้ว่าวัง
เฉวียนจะไปตรวจค้นวังหลวงแน่ ย่อม
หมายความว่านางรู้ล่วงหน้านานแล้ว วันนี้จึง
กระทำการได้อย่างสงบเยือกเย็น”
เซี่ยเวยจึงถามว่า “เช่นนั้นเจ้าจะทำเช่นไร?”
แม้เขาจะลอบปกปั้องนางอย่างลับ ๆ ได้ดั่ง
วันนี้ แต่เขาไม่อาจอยู่ด้วยตลอดเวลา หากหนิง
รองไร้ความสามารถจะปกปั้องตนเอง เช่นนั้นก็
เปรียบเสมือนนกกระจอกซึ่งถูกขังอยู่ในกรง ย่อม
ไม่ดีแน่
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่า
การที่คืนนี้เซี่ยเวยถามไถ่อย่างต่อเนื่องหลาย
ประโยคนั้นแฝงเจตนาต้องการจะทดสอบนางอยู่
เล็กน้อย ทว่านางไม่สะดวกจะคิดให้มากความนัก
ทำได้เพียงตอบกลับไปว่า “ข้าไม่เคยทำผิดต่อ
ผู้ใด ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดคิดจะทำร้ายข้าล้วนถือเป็น
คนที่เห็นข้าได้ดีไม่ได้ทั้งสิ้น เช่นนั้นข้าก็จะดีให้
มากกว่าเดิม ทำให้นางเห็นข้าแล้วเป็นทุกข์
มิหนำซ้ำใช่ว่าจะไม่มีวิธีกำราบนางเสียหน่อย
หากไม่เอาคืนเสียบ้างนางอาจคิดว่าสามารถกลั่น
แกล้งรังแกข้าได้โดยง่าย วันนี้ในเมื่อนางกล้าทำ
ให้ข้าไม่สบอารมณ์ วันหน้าข้าก็ต้องทำให้นางนั่ง
อยู่ไม่เป็นสุข กินไม่อิ่มนอนไม่หลับถึงจะถูกสิเจ้า
คะ”
ถ้อยคำนี้กล่าวด้วยท่าทีอันหนักแน่น
ราวกับมีแผนการอยู่ในใจแล้ว
เซี่ยเวยอดเคลื่อนสายตากลับมามองนางไม่ได้
ประกายแสงหรุบหรู่จากโคมไฟในมือทอจับ
ใบหน้านาง ขับให้ดวงพักตร์อันเลอลักษณ์ยิ่งทรง
เสน่ห์เป็นล้นพ้น เพียงแต่นางกลับหลุบตา ริม
ฝีปากเหยียดเป็นเส้นตรง กอปรด้วยความเฉยชา
ที่ยากจะบรรยายชนิดหนึ่ง ยามนี้เขาถึงบังเกิด
ความตื่นตระหนก พบว่าความยินดีปรีดาเมื่อ
สักครู่ของนางปลาสนาการไปสิ้น กระทั่งว่ายัง
ปราศจากความสดใสและรอยยิ้มแฝงความเอียง
อายเล็กน้อยนั้นอีกด้วย
เขาถึงรู้ตัวว่าการปรากฏตัวของตนทำลายทุก
สิ่งที่ดำรงอยู่ก่อนหน้านี้
เซี่ยเวยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง ผ่อน
น้ำเสียงแข็งกระด้างเมื่อครู่ให้อ่อนลง เอ่ยถาม
นางว่า “เหตุใดเมื่อครู่เจ้าถึงเดินมาทางนี้?”
เจียงเสวี่ยหนิงร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง ครั้นนึกถึง
จางเจอขึ้นมาอีกครั้ง คิ้วก็ขยับคลายเล็กน้อย
“ใต้เท้าเฉินและใต้เท้าจางเดินมาทางนี้ ศิษย์ได้ใต้
เท้าจางช่วยสืบสวนคดีอย่างชัดเจนถึงรอดพ้น
จากอันตรายไปได้ ฉะนั้นจึงตามไปขอบคุณต่อ
หน้าเจ้าค่ะ”
แม้จะไม่เหมาะสมต่อหลักจารีตอยู่บ้าง แต่
ตอนนั้นนางไม่สนใจจริง ๆ
และไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสะกดกลั้นความคิด
นั้นลงไปได้
เมื่อเซี่ยเวยเห็นสีหน้าและอากัปกิริยาของ
นาง ฝีเท้าพลันหยุดชะงัก “จางเจอ?”
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนตามองเขาพร้อมผงก
ศีรษะ
เดิมทีเซี่ยเวยก็ไม่ได้แย้มยิ้มอยู่แล้ว ขณะนี้
กำลังมองสำรวจแววตาของนางอีกครั้ง ส่งผลให้สี
หน้าเคร่งขรึมขึ้นมาอีกเล็กน้อย เอ่ยถามนางว่า
“คนที่เจ้าชอบไม่ใช่เยี่ยนหลินหรอกหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ชั่วขณะต่อมา คำถามของเซี่ยเวยก็ยิ่งทำให้
นางขนลุกชันไปทั้งร่าง “เจ้าชอบจางเจอ?”
นี่คือจุดที่น่ากลัวมากที่สุดของเซี่ยจวีอัน
ไม่ว่าใครมายืนตรงหน้าเขา ขอเพียงเผยพิรุธ
เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกเขามองออกทะลุปรุโปร่ง
ต่อให้ห่มคลุมด้วยหนังอันหนาเตอะยังยากจะ
ต้านทาน
เจียงเสวี่ยหนิงลนลานไปชั่วขณะ
แต่กระนั้นกลับฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที มีอะไรให้
ประหวั่นกันเล่า
นางไม่ได้รักเยี่ยนหลินจริง ๆ เหตุการณ์ใน
ชาติก่อนทำให้ไม่อาจคลายปมในใจเพื่อไปรักเขา
ได้อีกแล้ว
ตอนนี้นางไม่ใช่ฮองเฮา
ไม่ได้ถูกผูกมัดจากจารีตประเพณีมากมาย
เหล่านั้น ยามนี้นางย่อมสามารถเผชิญหน้าความ
ในใจและความรู้สึกของตนได้อย่างเปิดเผย
ในที่สุดความงามเฉิดฉันดั่งแสงประกาย
ระยิบระยับนั้นก็หวนคืนสู่ดวงตานางอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงมองเซี่ยเวย ตอบอย่างขวัญกล้า
และเปิดเผย “ชอบ”
เซี่ยเวยจ้องมองนางไม่เอ่ยวาจา
ครั้นแล้วนางก็นึกถึงความละอายใจที่ตนมีต่อ
จางเจอในชาติก่อนขึ้นมา ทำให้อดหลุบดวงตาอีก
ครั้งไม่ได้ รู้สึกขมฝาดภายในจิตใจ ก้มหน้าพูด
เสริมด้วยความขมขื่นเล็กน้อย “ชอบมาก ชอบ
มาก ๆ …”