คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 70 วันคืนอันเหน็บหนาว (1)
เซี่ยเวยมองนางอยู่นานมากแล้วจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าสายตาของเขาเย็นชา
เล็กน้อย
แล้วเซี่ยเวยก็ถามขึ้นมาว่า “เยี่ยนหลินรู้
หรือไม่?”
แม้จะไม่ได้เอ่ยถามอย่างโจ่งแจ้ง แต่เจียง
เสวี่ยหนิงก็คาดเดาได้ว่าเซี่ยเวยรู้เรื่อง
ความสัมพันธ์ของนางกับเยี่ยนหลิน หรือจะพูดว่า
เขารู้ความรู้สึกที่เยี่ยนหลินมีต่อนางก็ไม่ผิดนัก
เดิมทีนางรู้สึกว่าคนผู้นี้ออกจะยุ่งไม่เข้าเรื่อง
เกินไปหน่อย แต่ครั้นนึกถึงการคาดเดาที่โหยว
ฟางอิ๋นเคยเอ่ยกับตนเมื่อชาติก่อนขึ้นมาก็รู้สึกว่า
หากการคาดเดานี้เป็นความจริง การที่เซี่ยเวยจะ
ใส่ใจเรื่องนี้ก็ไม่แปลก
ส่วนเยี่ยนหลินนั้น…
เขาน่าจะยังไม่รู้เรื่องที่นางชอบจางเจอ ก็นาง
เพิ่งจะย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ได้นานสักเท่าไร
เชียว ทว่าที่เหลาเฉิงเซียววันนั้นแม้นางจะไม่ได้
เอ่ยคำพูด เยี่ยนหลินก็เข้าใจได้อยู่ดี เพียงแต่เขา
ไม่ยินดีจะฟังคำที่นางอยากบอกเหล่านั้นกับหู ถึง
ได้ห้ามนางเอ่ยออกมา
เซี่ยเวยกระตุกมุมปาก รอยยิ้มเจือความเย็น
ชา “หากข้าเป็นเยี่ยนหลิน ข้าจะถลกหนังและ
เลาะกระดูกของเจ้าออกมาเสีย ไม่เคยได้ยินเลย
ว่าเจ้าเคยรู้จักกับจางเจอมาก่อน ต่อให้ในอดีต
เจ้าเคยแอบชื่นชม วันนี้คราได้พบก็ตกหลุมรัก
เลย ทว่านี่ก็อาจเป็นการรักเขาฝั่ายเดียวของเจ้าก็
เป็นได้ แม้ว่าเจ้าจะชอบคนเขา แต่อีกฝั่ายไม่แน่
ว่าจะกล้าอาจเอื้อมมาชอบเจ้าเสียหน่อย”
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินครึ่งท่อนแรกยังรู้สึก
หวาดผวา
แต่พอได้ฟังครึ่งท้ายกลับแทบจะเต้นผาง อับ
อายจนพานโกรธ
“อาจเอื้อมอะไรของท่าน พูดจาเพ้อเจ้อเหลว
ไหลอะไรกัน!”
ท่าทางเช่นนี้ราวกับถูกคนเหยียบหางจนต้อง
แยกเขี้ยวกางเล็บ
เซี่ยเวยเห็นนางแล้วก็ไม่สบอารมณ์
สายตาของเขากลับไปมืดดำดังเดิม ถึงกับให้
ความรู้สึกอ้างว้างราวกับบึงยามเหมันต์ “ข้าเพิ่ง
เอ่ยถึงจางเจอแค่ประโยคเดียว เจ้าก็เต้นเป็นเจ้า
เข้าแล้ว เจ้าสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เพียง
สนทนากันครู่เดียวก็เผยจุดอ่อนของตนออกมา
เช่นนี้ เป็นเพราะเจ้าหนิงรองรู้สึกว่าข้าเซี่ยเวย
เป็นคนดี ควรค่าแก่การเชื่อใจ หรือเพราะเจ้า
รู้สึกว่ามนุษย์บนโลกล้วนเป็นคนดี เจ้าจึงไม่ต้อง
ระวังปั้องกันผู้ใดทั้งสิ้นกันแน่?”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสั่นสะท้านในบัดดล
เซี่ยเวยกล่าวอย่างเรียบเฉย “หากข้าเป็นเจ้า
ยามชอบผู้ใดก็จะเก็บซ่อนไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ
และยิ่งไม่อาจให้ใครได้รับรู้ วันนี้คนที่เจอคือข้า
ซึ่งยังไม่คิดจะทำอะไรเจ้าชั่วคราว วันหน้าหาก
เป็นคนอื่น ถ้าคิดจะต่อกรกับเจ้า บีบคั้นเจ้า ก็
ต้องไปสร้างความลำบากให้จางเจอก่อน ตอนนี้
เจ้าลองดูให้ดี คำว่า ‘ทำร้ายผู้อื่นและทำร้าย
ตัวเอง’ นั้นเขียนว่าอย่างไร แต่ก็สมแล้วละที่คน
อย่างเจ้าออกไปเที่ยวเล่นกับเยี่ยนหลินได้ โง่งม
เหมือนกันทั้งคู่”
เขาไม่เคยกล่าววาจาไม่ถนอมน้ำใจเช่นนี้มา
ก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงว่าเขาไม่เพียงสั่งสอน
ตน ทว่าแม้แต่กับเยี่ยนหลินยังด่าเหมารวมไป
ด้วย ทำได้เพียงมองเขาอึ้ง ๆ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเขา
พูดไม่ผิดแม้แต่ประโยคเดียว เป็นนางที่ดีใจจน
เลอะเลือนเกินไป กลับเผยความรู้สึกต่อหน้าเซี่ย
เวยเสียได้
แต่เมื่อลองนึกดูอีกครา เห็นชัดว่าเซี่ยเวยจับ
ได้ก่อน จากนั้นนางถึงยอมรับ
นางหวาดหวั่นขึ้นมาทันที
ความจริงแล้วเซี่ยเวยเจตนาเพียงจะขู่ให้นาง
ตกใจกลัวเพื่อทำให้นางจดจำบ้าง เมื่อเห็นว่าใน
ที่สุดนางก็รู้สึกกลัว จึงรู้ว่านางฟังคำพูดตน แม้จะ
ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่สบอารมณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่
เขาก็ไม่ว่างมาเสียเวลาอยู่ที่นี่
เขาส่งโคมไฟดวงนั้นใส่มือนางทันที
เอ่ยเพียงว่า “ดึกมากแล้ว กลับไปเสียเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงรับโคมวังหลวงดวงนั้นมา ทว่า
ที่ตรงนี้มีแค่โคมดวงนี้ดวงเดียว นางจึงถาม
ออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า “เช่นนั้นท่านล่ะ” แต่เซี่ยเว
ยกลับเอามือไพล่หลังหันร่างกลับไป เขาเดิน
เลียบกำแพงวังอันสูงตระหง่านไปตามทิศที่มุ่ง
ออกจากวังหลวง
ความมืดมนอนธการโดยรอบห่มคลุมลงบน
ร่างเขา
คนผู้นี้ต่างจากจางเจอ
ต่อให้จางเจอเดินอยู่ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด
แต่ก็ทำให้คนรู้สึกว่าทั่วร่างเขามีแสงสว่าง
เรืองรอง ส่วนเซี่ยเวยเมื่อเดินออกห่างจากแสง
โคมที่เปล่งรัศมีราวหนึ่งจั้งนี้ก็หายลับไปกับราตรี
หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ราวกับเป็นผู้
ที่มาจากความมืดอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากเพิ่งประสบเหตุตรวจค้นเรือนห
ยางจื่อ ทุกคนก็กลับมาด้วยอาการอกสั่นขวัญ
หาย พวกนางยังหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ไม่มีใคร
กล้ากลับห้องไปทั้งอย่างนี้ ล้วนนั่งรวมตัวกันใน
หอหลิวสุ่ยและดื่มชาร้อนระงับความตื่นตระหนก
เนื่องจากสืบได้ว่าเป็นการใส่ความของนาง
กำนัล ดังนั้นยามนี้ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเรียกให้นาง
กำนัลมาปรนนิบัติรับใช้
เมื่อตัดเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยังไม่กลับมาก็เหลือ
กันอยู่เจ็ดคน
เฉินซูอี๋กล่าวด้วยท่าทางไม่ใช่เรื่องของตนเอง
“ถือว่านางโชคดี ขวัญกล้านัก ถึงกับกล้าโต้เถียง
ไทเฮาโดยตรง ทั้งยังกล้าพูดว่าตัวเองเป็นบุตรีขุน
นางไม่ใช่นางกำนัล ควรให้หน่วยองครักษ์เสื้อ
แพรหรือไม่ก็กรมอาญาสืบสวน หนนี้โชคยังดีที่ผู้
ที่มาคือใต้เท้าเฉินและใต้เท้าจาง จึงรอดพ้นคราว
เคราะห์ไปได้ มิเช่นนั้นเกรงว่าพวกเราคงไม่ได้
เห็นนางมีชีวิตแล้วละ”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เหยาหรงหรงกลับนึกถึง
รายละเอียดปลีกย่อยอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
ช่างประจวบเหมาะว่าผู้ที่ออกจากวังไปตาม
คนจากกรมอาญามาคือขันทีซึ่งคุกเข่าอยู่นอก
ตำหนักคุนหนิงในวันนั้น
นางพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว “โชคดีจริงหรือ
…”
เซียวซูมองนางทีหนึ่ง ไม่ได้สอดคำ
โจวเปั่าอิงกะพริบตาปริบ ๆ อดมองไปด้าน
นอกประตูไม่ได้ “พี่หญิงหนิงแค่ไปขอบคุณเอง
ไม่ใช่หรือ ควรพูดจาแค่สองสามประโยคก็เสร็จ
แล้ว เหตุใดปั่านนี้ยังไม่กลับมาอีกล่ะ?”
เหยาซีสีหน้าคล้ำลงเล็กน้อย
เดิมทีโหยวเย่ว์คอยสังเกตคำพูดและสีหน้า
ท่าทางของทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงสังเกตเห็น
ความผิดปกติเพียงเล็กน้อยนี้ได้แทบจะทันที
ครั้นใช้ความคิดก็นึกถึงความสัมพันธ์ของเหยาซี
กับจางเจอออก พลันเข้าใจว่าเหยาซีกำลังติดใจ
เรื่องอะไรอยู่
นางไม่กลัวการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอยู่
แล้ว
โหยวเย่ว์ปั้องปากยิ้มกล่าว “บุญคุณช่วยชีวิต
ทั้งยังให้ความช่วยเหลือในยามยาก ก็ต้องพูดจา
ให้มากหน่อยอยู่แล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจางเจอ
ที่ผู้คนเล่าขานกันแม้จะดูท่าทางเย็นชาไปสัก
หน่อย ทว่ากลับเป็นผู้มีความสามารถ เป็นวิญู
ชนอย่างแท้จริง พี่หญิงเหยาซีช่างโชคดี
เหลือเกิน”
ต่อให้รู้ว่าโหยวเย่ว์เป็นพวกชอบพัดโหม
กระพือ คอยยุแยงตะแคงรั่วไปเสียทุกเรื่อง อีกทั้ง
ตนยังเคยถูกเซียวซูและเฉินซูอี๋บอกกล่าวย้ำเตือน
ว่าคนผู้นี้เชื่อถือไม่ได้ แม้นไม่อาจตีตัวออกหาก ก็
อย่าเชื่อคำอีกฝั่ายและห้ามคบหาสนิทสนมกัน
เด็ดขาด แต่ใครเล่าเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้แล้วจะ
ยังสงบจิตใจได้อีก
จางเจอเป็นสามีในอนาคตของนางเชียวนะ
เดินผ่านสวนแตงอย่าก้มใส่รองเท้า เดินผ่าน
ใต้ต้นไหนอย่ายกมือจัดหมวก[1]ไม่ว่าอย่างไร
เจียงเสวี่ยหนิงก็ควรหลีกเลี่ยงสิถึงจะถูก
ท้ายที่สุดแล้วอีกฝั่ายก็เติบใหญ่มาจากบ้านนอก
คอกนา เป็นเด็กสาวบ้านปั่าไร้การอบรมอยู่ดี
เหยาซีวางกระแทกถ้วยชาในมืออย่างแรง
เฉินซูอี๋รู้ดีว่าโหยวเย่ว์เป็นคนประเภทใด แต่
ศัตรูของศัตรูย่อมเป็นมิตรสหาย นางจึงกล่าว
สมทบอย่างหาได้ยากยิ่ง “นั่นสิ น้องหญิงเหยาซี
มีบุญ ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงก็ถึงคราวเคราะห์ แม้
คราวนี้จะรอดพ้นคราวเคราะห์ไปได้ ทว่ากลับผิด
ใจกับไทเฮาอย่างใหญ่หลวงแล้ว ขณะนี้ทุกคน
ต่างกำลังจับตาดู ไทเฮาอาจไม่ทรงทำอะไรนาง
แต่หลังจากนี้นางยังต้องอยู่ในวัง ถึงแม้จะมีองค์
หญิงใหญ่คอยปกปั้อง แต่ก็เกรงว่าต้องใช้ชีวิต
ด้วยความยากลำบากแล้ว อาจไม่ได้อยู่สุขสบาย
เฉกเช่นตอนนี้ได้อีก”
——————–
1. เดินผ่านสวนแตงอย่าก้มใส่รองเท้า เดิน
ผ่านใต้ต้นไหนอย่ายกมือจัดหมวก หมายถึง
อย่าทำท่าทางหรือพฤติกรรมที่ทำให้ผู้พบ
เห็นคิดไปในทางไม่ดีหรือเข้าใจผิดได้ง่าย
บทที่ 70 วันคืนอันเหน็บหนาว (2)
ในวังหลวงมีใครบ้างไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมผู้ที่
ตกต่ำและยกย่องผู้ที่สูงส่งกว่า
หากรู้ว่าไทเฮาไม่โปรดปรานแล้วยังไปประจบ
เอาใจอีก นั่นเท่ากับรนหาที่ตาย
เมื่อเฉินซูอี๋พูดเช่นนี้ก็ทำให้มีบางคนยินดีใน
คราวเคราะห์ แต่ก็มีบางคนเป็นกังวล
เพียงแต่การพูดจานินทาลับหลังอย่างไรเสียก็
ต้องกลัวว่าจะมีคนมาได้ยินเข้า
เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าจะไม่เคยถูกเจียงเสวี่ย
หนิงจับได้มาก่อน ตอนนี้สถานการณ์ก็ค่อนข้าง
พิเศษอีก หากถูกนางได้ยินแล้วเข้าใจผิดคิดว่า
พวกตนเป็นคนใส่ร้ายนาง มีหวังถูกปรักปรำจริง
ๆ แน่ ด้วยเหตุนี้จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนากัน
โดยเร็ว
โหยวเย่ว์คิดว่าพวกตนเข้าวังมาได้หลายวัน
แล้ว อีกสองวันก็จะถูกปล่อยตัวกลับไปพักผ่อน
เลยนึกถึงเรื่องที่ตนเคยสั่งคนในจวนก่อนที่จะเข้า
วังมาขึ้นมาได้ พลันรู้สึกว่านี่คือโอกาสอันดียิ่ง
แม้ตนเองจะไม่รู้ แต่ผู้ที่อยู่ในวังมีความรู้
กว้างขวางมากนี่นา
โหยวเย่ว์ได้ยินพวกนางกำลังสนทนาถึง
ทัศนียภาพและทรัพยากรของหยางโจวอยู่พอดี
นางจึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “ได้ยินว่าพ่อค้าเกลือ
ของหยางโจวแต่ละคนร่ำรวยมหาศาล ใช้ชีวิต
หรูหราฟุั่มเฟือยยิ่งนัก เกรงว่าแม้แต่พวกเรายังสู้
ไม่ได้เลย”
เซียวซูกล่าว “ในโลกของการค้าเกลือ ขอ
เพียงทำการค้านี้ให้ใหญ่โตสักหน่อยก็มีเงินกัน
ทั้งนั้น มิหนำซ้ำนาเกลือที่เจียงไหวก็ถือเป็นนา
เกลือขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของเมือง ผลิตเกลือ
ได้มากมายมหาศาล ย่อมมีพ่อค้าเกลือจำนวน
มากมารวมตัว แข่งกันโอ้อวดความมั่งคั่ง อาหาร
การกินข้าวของเครื่องใช้ล้วนพิถีพิถัน อย่าว่าแต่
เทียบกับพวกเราเลย ต่อให้เป็นวังหลวงก็อาจจะ
ไม่ด้อยไปกว่ากัน”
ทุกคนไม่เคยไปหยางโจว ฟังแล้วก็อดอุทาน
ด้วยความตื่นตะลึงไม่ได้
โหยวเย่ว์ดวงตาเป็นประกาย “แต่ได้ยินมาว่า
เกลือบ่อของดินแดนสู่ก็เลื่องชื่อมากเช่นกัน เหตุ
ใดไม่ค่อยได้ยินว่าพ่อค้าเกลือทางนั้นร่ำรวยเลย
ล่ะ?”
คราวนี้ไม่ต้องให้เซียวซูเอ่ยปาก เฉินซูอี๋ก็
กวาดตามองนางเรียบ ๆ หนหนึ่งแล้วบอกว่า
“เส้นทางของดินแดนสู่มีแนวร่องน้ำตาม
ธรรมชาติซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาก็ยากจะใช้สัญจร นับ
แต่โบราณไม่ติดต่อกับภายนอก ข่าวสารจึงไม่
แพร่ออกมา ส่วนบ่อเกลือก็ไม่นับว่าเป็นนาเกลือ
ขนาดใหญ่ชั้นเลิศอะไร แล้วจะไปเทียบกับหยาง
โจวได้อย่างไรกันเล่า?”
ดูท่าทางยังมีคนที่ไม่รู้จักเหรินเหวยจื้อ
โหยวเย่ว์ลอบไตร่ตรองถึง ‘เครื่องขุดบ่อ’ ที่
เล่าขานกันมา ถ้าเป็นความจริง บ่อเกลือจะก้าว
กระโดดเป็นนาเกลือชั้นยอด หากแบ่ง
ผลประโยชน์จากในนั้นได้สักส่วนหนึ่งละก็…
ขณะที่นางกำลังจะถามถึงเรื่องของเกลือใน
แผ่นดิน เจียงเสวี่ยหนิงก็กลับมาแล้ว
ฟางเมี่ยวเป็นคนเห็นก่อนจึงส่งเสียงเรียก
เฉินซูอี๋กล่าวเจือหัวเราะแฝงความนัย “เหตุ
ใดคุณหนูรองเจียงถึงไปนานเช่นนี้ล่ะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงถือโคมไฟ รั้งฝีเท้ายืนอยู่
ใต้ชายคา เพียงหลุบตาเปั่าไฟให้ดับ ก่อนจะ
เบือนกลับมามองแล้วกล่าวเรียบ ๆ ว่า “พบเซี่ย
เซียนเซิงระหว่างทาง ถูกขวางและสอบถามไป
สองสามประโยค”
เมื่อทุกคนเห็นนางมีสีหน้าท่าทางไม่ค่อยสด
ชื่นสักเท่าใดนัก กอปรกับคิดว่านางมักจะถูกเซี่ย
เวยอบรมสั่งสอนอยู่เสมอ จึงนึกว่านางโดนดีอีก
แล้วสิเนี่ย
คราวนี้กลับรู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด
โจวเปั่าอิงเบิกตาโพลง กล่าวด้วยน้ำเสียง
อ่อนโยนนิ่มนวลหน่อย ๆ “เซี่ยเซียนเซิงคงไม่ได้
ต่อว่าท่านอีกหรอกนะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นทุกคนกลับคืนสู่สภาพนั่ง
จิบน้ำชาสนทนาภายในห้องอีกคราก็รู้สึกไม่อยาก
มีส่วนร่วมมากนัก นางกล่าวถ้อยคำโกหกที่ถือว่า
ไม่ใหญ่ไม่เล็ก “ไม่ได้ตำหนิอะไรมาก เพียงบอก
ให้พรุ่งนี้ข้าไปเรียนพิณดังเดิมเท่านั้นเอง”
มีบางคนไม่เชื่อว่าจะง่ายดายเช่นนี้ ต่างลอบ
หัวเราะเยาะในใจ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเอ่ยเพียงว่า “วันนี้ได้รับ
ความตระหนกและเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ทั้งยัง
ทำให้ทุกคนต้องพลอยได้รับความตกใจ ต้องขอ
อภัยด้วยจริง ๆ ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ขอตัว
กลับไปนอนที่ห้องก่อน ทุกคนก็รีบพักผ่อนให้เร็ว
สักหน่อยเถอะนะ”
กล่าวจบก็แขวนโคมไฟไว้ที่ระเบียงทางเดิน
จากนั้นก็เดินไปตามระเบียงเพื่อวนกลับห้องของ
ตน
ห้องซึ่งถูกคนรื้อค้นกระจัดกระจายก่อนหน้า
นี้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เพียงแต่ยามเจียงเสวี่ยหนิงนั่งลงบนเตียงที่ดู
เหมือนเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น ร่างทั้งร่างยังคง
สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ประหนึ่งถูกคุมขัง
อยู่ในคุกอันหนาวเย็น
—————–
สองวันต่อมาวังหลวงเงียบสงบอย่างน่า
ประหลาด
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ได้ยินข่าวลืออะไร
หรือบางทีอาจลือกันอยู่ ทว่าไม่มีช่องทางจะ
แพร่เข้าสู่เรือนหยางจื่อได้อีก ราวกับไม่เคยเกิด
เรื่องนี้ขึ้นในโลกมาก่อน จะมีก็แต่ตอนเดินบน
เส้นทางในวังอันยาวเหยียดแล้วเหลือบเห็นแวว
ตาใคร่รู้ที่ชาววังมองมาทางตนเท่านั้น นางถึงจะ
พอสังเกตเห็นคลื่นใต้น้ำซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ความ
เงียบสงบได้
การพบกันโดยบังเอิญในคืนนั้น เหมือนไม่ได้
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของนางกับเซี่ยเวย
ยังคงสามวันสองคาบ ฝึกพิณไม่มีตกหล่น
ดังเดิม
ทว่านางก็ยากจะสงบจิตใจ
แม้เซี่ยเวยจะสั่งให้นางนั่งอยู่ตรงหน้าพิณคัน
นั้นต่อเนื่องหลายวัน แต่ก็ไม่อาจช่วยคลายความ
ฟุั้งซ่านของนางลงไปได้ ต่อมาเขาเลือกจะไม่
สนใจอีก เพียงให้นางนั่งอยู่ด้านข้าง ส่วนเขาก็นั่ง
อยู่หลังโต๊ะตำรา ก้มหน้าก้มตาสะสางเอกสาร
ทางราชการที่กองเป็นพะเรอเกวียน แม้แต่
ถ้อยคำสนทนาระหว่างกันยังน้อยลง
บางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงก็คิดว่าท่าทางเช่นนี้
ต่างหากถึงจะเป็นปกติของเซี่ยเวย
จวบจนหนึ่งวันก่อนจะได้ออกจากวังหลวง
เพื่อหยุดพักผ่อน ในที่สุดนางก็ได้พบเจิ้งเปั่า
บริเวณมุมหนึ่งของอุทยานหลวง
เจิ้งเปั่าแอบกระซิบบอกนางว่าค่ำคืนนั้นองค์
หญิงใหญ่และหลินจืออ๋องเสด็จไปยังตำหนักฉือห
นิงเพื่อขอร้องให้จวนหย่งอี้โหว เป็นผลให้ฝั่าบาท
และไทเฮากริ้ว พระองค์หนึ่งต้องถูกกักบริเวณ
ดังนั้นช่วงหลายวันนี้จึงไม่อาจเสด็จไปเรียนได้
ส่วนอีกพระองค์ถูกฝั่าบาทตำหนิไปยกหนึ่ง
จากนั้น ก็ถูกลงโทษให้ไปคุกเข่าที่ศาลบูรพ
กษัตริย์สามชั่วยาม
นางอดนิ่งอึ้งไปไม่ได้
เจิ้งเปั่ามองนางอีกครา แววทอดถอนใจวาบ
ผ่าน บอกว่าในวันที่นางกำนัลผู้ใส่ความนางถูก
คุมตัวไปยังกรมราชทัณฑ์หลวงกลับตายโดยไม่
ทราบสาเหตุ ไม่อาจสอบสวนอะไรได้เลย
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าตนมาถึงตำหนักข้างของ
ตำหนักเฟิงเฉินได้อย่างไร
วันนี้นางมาสายแล้ว
แต่เซี่ยเวยกลับยังไม่มา
นางรออยู่นานก็ยังไม่พบผู้ใด เมื่อนั่งอยู่เบื้อง
หน้าพิณโบราณเจียวอันก็รู้สึกว่าแม้ในห้องจะมี
เตาผิงเพิ่มความอบอุ่นให้ แต่มือเท้าของนางล้วน
เย็นเฉียบ
บานหน้าต่างแกะสลักทั้งสองบานแง้มไว้
เล็กน้อย
มีสายลมหวีดหวิวพัดเข้ามาจากภายนอก
โต๊ะของเซี่ยเวยจัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย
พู่กันชำระล้างอย่างสะอาดสะอ้านแขวนอยู่บนที่
แขวน กระดาษทั้งที่ใช้งานแล้วและยังไม่ได้ใช้
งานถูกวางทับด้วยไม้บรรทัดหรือไม่ก็ที่ทับ
กระดาษ แม้มีลมพัดมาก็ไม่อาจทำให้กระดาษ
ปลิว
อย่างไรก็ตามมีแผ่นหนึ่งกลับวางหมิ่นเหม่อยู่
ตรงมุมโต๊ะ
เพียงสายลมพัดผ่านทีหนึ่งก็ทำให้มันปลิวร่วง
ลงพื้น
เจียงเสวี่ยหนิงอดเคลื่อนสายตาลงไม่ได้ ครั้น
ผ่านไปครู่หนึ่งและไม่เห็นวี่แววว่าเซี่ยเวยจะกลับ
มา นางจึงเดินเข้าไปหยิบมาอ่านตัวอักษรบนนั้น
กลับหาใช่จดหมายอันใดไม่ แต่เป็นรายงานที่
เพิ่งจะส่งมาเมื่อสองวันก่อน!
ชั่วพริบตานี้เอง ดวงใจนางก็เหมือนจมดิ่งลึก
ลงไปในโพรงน้ำแข็ง
…จวนหย่งอี้โหวต้องสงสัยว่าจะสมคบคิดกับ
กลุ่มกบฏ หากยังสืบได้ไม่แน่ชัดให้นำกำลังทหาร
ปิดล้อมจวน หากไม่ได้รับอนุญาตห้ามออกมา
เด็ดขาด!
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ในขณะนี้เองก็มีคนเคาะประตูตำหนัก
ขันทีน้อยซึ่งเฝั้าอยู่นอกตำหนักกล่าวโดยมี
บานประตูขวางกั้น “ท่านรองราชครูสั่งให้คนมา
แจ้งว่าวันนี้มีธุระไม่อาจมาได้ ทำให้คุณหนูรอง
เจียงรอเสียเที่ยวเปล่าแล้ว เผอิญว่าพรุ่งนี้เป็น
วันหยุดได้ออกจากวัง จึงขอให้คุณหนูพักผ่อนให้
ดี ๆ สักหลายวันขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองออกไปนอกหน้าต่าง แสง
สายัณห์เข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ห่างจากพิธีสวมกวานของหนุ่มน้อยผู้นั้นอีก
เพียงสิบห้าวัน