คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 8 ดอกพุดตาน (1)
ชาตินี้เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงไม่คิดจะติดต่อใด
ๆ กับโจวอิ๋นจืออีกแล้ว
แต่ยามนี้จู่ ๆ กลับต้องมาเจอเซี่ยเวย…นาง
จำต้องปกปั้องตนเอง
แม้โจวอิ๋นจือจะเป็นคนถ่อย แต่ข้อดีของการ
คบหาคนถ่อยก็คือขอเพียงมีผลประโยชน์ย่อม
ร่วมทางกันได้ ต่างคนต่างได้รับสิ่งที่ต้องการ
เรื่องที่นางมาหาเจียงปั๋อโหยวและใช้ตำรา
เรียนสำหรับเด็กมาอ้างเป็นสมุดบัญชีเพื่อสร้าง
บารมี ณ วันนี้ เกรงว่าเซี่ยเวยคงเห็นแล้ว แม้ว่า
นางจะไม่ถึงขั้นวางแผนล้ำลึก แต่ก็เป็นคนละ
เรื่องกับคำว่า ‘ไม่ฉลาด’ สามพยางค์นี้แน่
ชาติก่อนนางไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ
จริงๆ ซ้ำยังไม่รู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเมืองหลวง
และราชสำนักแม้แต่น้อย
อายุสิบสี่ยังไม่ถึงสิบห้าปี กำลังสับสนหลง
ทางกับชะตาชีวิตที่ตนเองเผชิญอยู่ เพราะไม่รู้ว่า
บิดามารดาแปลกหน้าผู้กำลังรอนางที่เมืองหลวง
มีรูปร่างหน้าตาเช่นไร ทั้งยังต้องประสบเหตุก่อ
จลาจลของนิกายสวรรค์จนติดอยู่กลางปั่าพร้อม
เซี่ยเวย นางจึงมีแต่ความหวาดหวั่นลนลาน ไหน
เลยจะยังมีแก่ใจไปขบคิดความนัยอันลึกซึ้งซึ่ง
แฝงอยู่ในคำพูดของคนปั่วยได้อีกเล่า
นางเคยได้ยิน แต่ลืมไปแล้วจริง ๆ
ต่อมาเมื่อเค้นสมองคิด ก็พบว่าพอฝืนจำได้
เพียงคำพูดที่ว่า ‘อุปนิสัยของเสิ่นหลางไม่อาจ
แบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่’ และ ‘ราษฎรเป็น
มนุษย์ เจ้าผู้ปกครองก็เป็นมนุษย์’ แบบนี้เท่านั้น
ทว่าเซี่ยเวยในชาติก่อนหยั่งเชิงนางถึงสาม
ครั้งกว่าจะยอมเลิกรา ชาตินี้แม้จะผ่านมาถึงสี่ปี
แล้ว แต่หลังจากเขาเห็นการกระทำของนางใน
วันนี้ก็อาจกลับไปขบคิด กระทั่งเกิดความสงสัย
ขึ้นมาว่าแท้ที่จริงแล้วนางจดจำสิ่งที่เขาเคยกล่าว
ออกมาได้ เพียงแต่แสร้งโง่ โกหกเพื่อเอาตัวรอด!
ภายในเรือนยามบ่ายช่างเงียบสงัด
กิ่งก้านขนาดเล็กของดอกไม้ห้อยระย้าจาก
ชั้นวาง
แสงตะวันที่ทอดไปทางทิศตะวันตกประหนึ่ง
ผ้าโปร่งสีแดงแผ่คลุมเบื้องหน้าขั้นบันไดของ
ระเบียงทางเดิน
เจียงเสวี่ยหนิงสั่งให้ถังเอ๋อร์ไปตามหาโจวอิ๋
นจือ ส่วนตนเองกลับนั่งตรงระเบียงทางเดินอยู่
นาน สุดท้ายก็ค่อย ๆ สงบสติได้
สภาพการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ มี
วิธีการรับมืออยู่สามวิธี
วิธีแรก ฝืนหน้าด้านแสร้งโง่ต่อไป
ก่อนหน้านี้นางจะแสดงฝีมือก็แสดงฝีมือไป
จะสร้างบารมีก็สร้างบารมีไป อย่างไรสุดท้ายก็
โยนให้เยี่ยนหลินทั้งหมดอยู่ดี นางบอกเจียงปั๋อ
โหยวไปแล้วว่าเยี่ยนหลินเป็นคนสอนนาง ส่วน
เรื่องเยี่ยนหลินจะทำความแตกนั้นไม่ต้องกังวล
เพราะต่อให้นางฆ่าคนแล้วบอกว่าเยี่ยนหลินทำ
เยี่ยนหลินย่อมยอมรับไว้แทน
นอกจากนี้หากจวนหย่งอี้โหวไม่เกิดเรื่อง
เยี่ยนหลินจะต้องปกปั้องนางแน่นอน
ปัญหาก็คือเซี่ยเวยจะเชื่อหรือไม่ต่างหาก
วิธีที่สอง เลียนแบบโหยวฟางอิ๋น สวามิภักดิ์
ต่อเซี่ยเวยเสีย
ปีศาจร้ายสวมหนังของนักปราชญ์ผู้นี้เป็นผู้
ชนะในชาติก่อน นอกจากกำจัดตระกูลเซียว เชื้อ
พระวงศ์ และกลุ่มกบฏนิกายสวรรค์แล้ว เขาก็
ไม่ได้กระหายเลือดผู้ใดอีก
อย่างไรก็ตาม ปัญหายังมีอยู่
เยี่ยนหลินมีจวนหย่งอี้โหว กุมอำนาจทาง
การทหารอยู่ในมือ โหยวฟางอิ๋นทำการค้าไปทั่ว
หล้า ร่ำรวยมหาศาล
แล้วนางเล่า นางมีความสามารถและทุนรอน
อะไร ถึงจะทำให้เซี่ยเวยสนใจ และยอมรับการ
สวามิภักดิ์ของนางได้
วิธีที่สาม สู้กับเซี่ยเวยให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
นางรู้ว่าตัวเขามีความลับอันยิ่งใหญ่และรู้ถึง
แผนการขั้นสุดท้ายของเขา นางรู้กระทั่งความ
เคลื่อนไหวบางอย่างภายในราชสำนัก มีข้อ
ได้เปรียบของการรู้ล่วงหน้าจากการย้อนเวลา
กลับมาเกิดใหม่ ภายภาคหน้ามีหลายเรื่องที่
สามารถช่วงชิงโอกาสได้ก่อน
แต่ปัญหาก็คือ…ขณะนี้เซี่ยเวยเป็นมหา
ราชครูไปแล้ว ส่วนนางเป็นเพียงสาวน้อยยังไม่ได้
ออกเรือน สถานะและอำนาจต่างกันราวฟั้ากับ
เหว เกรงว่ายังไม่ทันได้เริ่มเป็นศัตรูกับผู้อื่นก็ถูก
กำจัดจนตายเสียแล้ว สติปัญญาในการวาง
แผนการของเซี่ยเวยคือของเป็น ส่วนสิ่งที่นางรู้
มาในชาติก่อนนั้นคือของตาย แล้วจะรู้ได้อย่างไร
ว่าต้องสู้ชนะแน่นอน
โหยวฟางอิ๋นมักกล่าวอยู่เสมอว่า ‘ถนนทุก
สายมุ่งสู่เมืองหลวง[1]’ แต่ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิง
มองหน้ามองหลังแล้ว ถนนทุกสายต่างเป็นทาง
ตันที่ทั้งเล็กและแคบ!
แน่นอนว่าที่จริงแล้วยังมีวิธีการที่สี่อยู่
ต่อให้เซี่ยเวยร้ายกาจอีกสักเพียงใดก็เป็นแค่
บุรุษคนหนึ่ง ชาติก่อนนางใช้ความสามารถของ
สตรีหลอกเหล่าบุรุษจนหัวปันได้ ชาตินี้ก็ต้อง
ลองใช้กับมหาราชครูผู้เจ้าคิดเจ้าแผนการท่านนี้
ด้วยเช่นกัน
หากเซี่ยเวยสยบใต้ชายกระโปรงนางได้…
ทว่าความคิดเพิ่งจะผุดขึ้นมาเท่านั้น นางกลับ
อดตัวสั่นสะท้านไม่ได้รีบสะกดความคิดกลับไป
ทันที พร้อมกล่าวกับตนเองว่า
“ไม่ จะเกิดความคิดที่น่ากลัวเช่นนี้ไม่ได้
เด็ดขาด…”
เซี่ยเวยกับเสิ่นเจี้ย กับเยี่ยนหลิน กับโจวอิ๋
นจือ หรือแม้กระทั่งกับจางเจอ…ล้วนปฏิบัติตัว
แตกต่างกัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่มีวันลืมเลือน ชาติก่อนยาม
นางคิดว่าอับจนหนทางแล้วบังเกิดความคิดเยี่ยง
ตอนนี้ ตกดึกเปลี่ยนเป็นสวมชุดนางกำนัลสี
เหลืองอ่อน แต่งหน้างดงามชวนหลงใหล ยกน้ำ
แกงที่ห้องเครื่องเพิ่งจะตุ๋นเสร็จไปยังหอซีหน่วน
แต่กระนั้นยามเซี่ยเวยช้อนดวงตาขึ้นจ้องมองนาง
และได้เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์กับรูปโฉมของนางแล้ว
แววตาก็ดำมืด เลิกคิ้วเล็กน้อยจนไม่อาจ
สังเกตเห็น แสดงออกว่าจับพิรุธได้แล้ว เขายิ้ม
บางพลางเอ่ยว่า “ฮองเฮาโปรดสำรวมกิริยา
ด้วย”
ค่ำคืนนั้นนางทั้งอับอายทั้งละอายใจ ต้องหนี
กลับไปด้วยความพ่ายแพ้
บัดนี้ขอเพียงนึกถึงเรื่องในคราวนั้น เจียง
เสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่าตนวู่วามจนขุดหลุมฝังตัวเอง
แล้วเหตุใดต้องรนหาที่ตายเป็นครั้งที่สองอีกเล่า
การอยู่เบื้องหน้าคนอย่างเซี่ยเวย นั่นคือการ
หาเรื่องให้ตนเองต้องอับอาย!
ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของนางในปัจจุบัน สิ่ง
ที่ทำได้มากที่สุดและดีที่สุดก็คือวิธีการแรกกับ
วิธีการที่สอง ส่วนวิธีการที่สามนั้นเจียงเสวี่ยหนิง
เลือกตัดทิ้งทันที หากไม่ถูกบีบให้จนตรอกนาง
ย่อมไม่มีวันคิดตั้งตัวเป็นศัตรูกับเซี่ยเวยเด็ดขาด!
หลังจากคิดสะระตะแล้ว โจวอิ๋นจือจึง
กลายเป็นคนสำคัญ ไม่ว่าด้วยเหตุผลที่อีกไม่นาน
จะเกิดคดีที่จวนหย่งอี้โหวถูกดึงเข้าไปพัวพันกับ
ผิงหนานอ๋อง หรือด้วยเหตุผลที่ว่าเขามีเปั้าหมาย
ผลักดันตนให้มีคุณค่าใช้สอยและมีเบี้ยต่อรองก็
ตาม
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ทันรอให้โจวอิ๋นจือมาหา
ขณะนี้ถังเอ๋อร์ยังไม่กลับมา เบื้องหน้าไม่ไกล
ก็มีหญิงรับใช้เดินเข้ามาหาก่อนแล้ว ครั้นอีกฝั่าย
เห็นนางนั่งอยู่ตรงระเบียงทางเดินก็เค้นรอยยิ้ม
บนใบหน้า ก่อนจะเดินเข้ามาแสดงการคารวะ
นาง “บ่าวกำลังจะไปหาคุณหนูรองอยู่พอดี คิด
ไม่ถึงว่าคุณหนูรองจะมานั่งตรงนี้ ฮูหยินได้ยินว่า
นายท่านเรียกตัวบ่าวในเรือนของคุณหนูไปลงมือ
ลงไม้ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงใช้ให้บ่าว
มาเชิญคุณหนูรองไปพบเพื่อสอบถามเสียหน่อย
เจ้าค่ะ”
นี่คือสาวใช้ประจำตัวเมิ่งซื่อ
เจียงเสวี่ยหนิงปราศจากความทรงจำที่
เกี่ยวข้องกับหญิงรับใช้ผู้นี้ แต่เมื่อฟังจากคำพูด
ของนางก็พอจะคาดเดาออก
ทว่าเมื่อครู่นางบังเอิญเจอเซี่ยเวยจนจิตใจ
สับสนวุ่นวาย อีกทั้งยามนี้ยังอยากจะพบโจวอิ๋
นจือ อยู่ดีไม่ว่าดีกลับมีคนมาเรียกตัวไปพบเมิ่ง
ซื่อ นางพลอยรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง
แม้แต่สีหน้าก็ยังไม่สู้ดี เพียงรับคำอย่างเรียบเฉย
เท่านั้น “รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
——————–
1. ล้อกับสำนวน ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม
หมายถึงมีหลากหลายวิธีการที่ให้ผลลัพธ์
อย่างเดียวกัน
บทที่ 8 ดอกพุดตาน (2)
เมิ่งซื่อกำลังสนทนากับเจียงเสวี่ยฮุ่ยอยู่
ภายในห้องตนเอง
ก่อนหน้านี้ตอนข่าวเรื่องเจียงเสวี่ยหนิงไปหา
เจียงปั๋อโหยวเพื่อให้เขาช่วยจัดการสาวใช้และ
หญิงรับใช้ภายในเรือนแพร่มาถึง ทั้งสองคนต่าง
รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เมิ่งซื่อรู้ว่าเมื่อคืนเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้กลับมา
จึงสบโอกาสเรียกตัวนางพอดี ประการแรก เพื่อ
สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จะได้รู้
ว่าบุตรีที่ถูกเลี้ยงดูโดยอนุภรรยาจนเติบใหญ่
กำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ ประการที่สอง ต่อให้ทำ
ตัวไร้กฎเกณฑ์สักเพียงใดก็ต้องมีขีดจำกัดกันบ้าง
สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนไม่กลับบ้านทั้งคืนมัน
ใช้ได้ที่ไหนกัน
ไม่นานนักเจียงเสวี่ยหนิงก็มาถึง
เดิมทีนางไม่ได้สนิทสนมกับเมิ่งซื่อผู้เป็น
มารดาบังเกิดเกล้าอยู่แล้ว อีกทั้งเมิ่งซื่อเองก็ไม่
ชมชอบนางที่ไม่เคร่งครัดกฎระเบียบ กระทำตัว
ตามอำเภอใจ ดังนั้นนางจึงมีท่าทีห่างเหินต่อเมิ่ง
ซื่อ และเมื่อเห็นเจียงเสวี่ยฮุ่ย อยู่ด้วย น้ำเสียง
กล่าวคารวะจึงยิ่งเฉยชา ทำเหมือนว่าเป็นกิจวัตร
ที่จะต้องทำไปอย่างนั้นเอง “น้อมคารวะท่านแม่
เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยที่อยู่ด้านข้างถูกนางเมินไปทันที
ครั้นเมิ่งซื่อได้ยินก็รู้ว่านางไม่พอใจลูกฮุ่ย คิ้ว
ที่วาดเป็นเส้นเล็กเรียวบางดั่งใบหลิวจึงขมวดมุ่น
แต่ก็ลำบากใจที่จะว่ากล่าวนาง เพียงเอ่ยว่า “ลุก
ขึ้นเถอะ วันนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เหตุใดจู่ ๆ ถึง
มีเรื่องราวใหญ่โตกับสาวใช้และหญิงรับใช้ได้
เล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบว่า “พวกนางทำตัวไร้
ระเบียบอยู่ที่เรือนมานานมากแล้ว วันนี้ยิ่งกำเริบ
เสิบสาน เมื่อวานลูกปรึกษากับเยี่ยนหลินขณะ
ออกไปข้างนอก เยี่ยนหลินจึงสอนวิธีจัดการพวก
นางแก่ลูกวิธีหนึ่ง ดังนั้นพอกลับมาเลยเกิด
เรื่องราวในวันนี้ขึ้น หากพลั้งเผลอทำให้ท่านแม่
ตื่นตระหนกเป็นกังวล ก็นับว่าเป็นความผิดของ
ลูกแล้วเจ้าค่ะ”
ผู้อื่นยามเอ่ยถึงเยี่ยนหลินจะต้องเรียกขานว่า
‘ท่านโหวน้อย’ หรือไม่ ก็ ‘เยี่ยนซื่อจื่อ’ แม้แต่
เจียงปั๋อโหยวกับเมิ่งซื่อเองก็ปราศจากข้อยกเว้น
เนื่องด้วยจวนหย่งอี้โหวมีอำนาจยิ่งใหญ่ ทั้งยังกุม
อำนาจทางทหารเอาไว้อีก ได้รับความโปรดปราน
จากฝั่าบาทยิ่งนัก ใช่ว่าใครที่ไหนจะเอ่ยถึงโดย
ไม่ให้เกียรติได้
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับถือดีนัก
อ้าปากหุบปากก็เอ่ยนามโดยตรง เห็นชัด
ว่าเยี่ยนหลินตามใจนางมากเพียงใด
เมิ่งซื่อได้ยินแล้วหัวคิ้วก็ขมวดลึกเพิ่มขึ้นอีก
เล็กน้อย
ชาติกำเนิดของเยี่ยนหลินถือว่าเป็นอันดับต้น
ๆ ของเมืองหลวง นอกจากบุตรหลานตระกูล
เซียวที่จวนเฉิงกั๋วกง[1] แล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ย
นามเขา นี่ถือเป็นการกระทำอันอุกอาจและ
บังอาจเลยทีเดียว
ช่วงที่เพิ่งรับตัวลูกหนิงกลับมา เด็กคนนี้ยัง
พอจะเชื่อฟังอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้รู้จักเยี่ยนหลิน
วัน ๆ เด็กคนนี้ก็เอาแต่แต่งกายปลอมตัวเป็น
บุรุษ อ้างว่าเป็น ‘คุณชายแห่งจวนตระกูลเจียง’
ออกไปทำตัวเกกมะเหรกเกเร แถมยังต้องให้คน
ทั้งจวนช่วยปกปิดให้อีกด้วย!
เมิ่งซื่อรู้สึกว่าควรต้องตักเตือนกันสักหน่อย
แล้ว “ที่ผ่านมาการที่เจ้าออกไปข้างนอกกับเยี่ยน
ซื่อจื่อนั้นนับว่าทำตัวเกินเลยไปบ้าง ทว่าเรื่องนี้
นายท่านก็อนุญาตแล้ว ข้าจึงไม่สะดวกจะสอด
ปาก แต่ถึงอย่างไรความใจกว้างก็ไม่ใช่การตามใจ
ลูกหนิง ตัวเจ้าก็รู้อยู่เต็มอก เป็นสาวเป็นนาง
ออกไปข้างนอกไม่กลับมาทั้งคืน วัน ๆ เอาแต่ทำ
เรื่องเหลวไหล หากเรื่องแพร่ออกไป เจ้ายังดีมี
ซื่อจื่อคอยปกปั้อง อีกทั้งในเมื่อทำลงไปแล้วเจ้า
เองก็คงไม่เห็นข่าวลือเหลวไหลพวกนั้นอยู่ใน
สายตา ชื่อเสียงของตนจะเสียหายก็ช่างปะไร
สินะ แต่ทุกวันนี้พี่สาวเจ้าก็เป็นหญิงยังไม่ได้ออก
เรือนเช่นกัน เวลาคนนอกเขาพูดกัน จะพูดแต่คำ
ว่าคุณหนูตระกูลเจียง เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้พี่สาว
เจ้าไปอยู่ที่ใด?”
คำพูดของเมิ่งซื่อเต็มไปด้วยเหตุผล
หากสิ่งที่นางทำมาทั้งหมดแพร่ออกไป ต้อง
ทำให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยเดือดร้อนเป็นแน่แท้
สติสัมปชัญญะบอกเจียงเสวี่ยหนิงว่านางไม่
ควรถือสาคำพูดประโยคนี้ แต่กระนั้นความ
เกลียดชังกลับผุดขึ้นมาในใจ ทำให้นางลอบกำ
หมัดอยู่ข้างตัวเงียบ ๆ เก็บงำประกายสายตา
พร้อมเอ่ยว่า “ท่านแม่กล่าวถูกต้องแล้ว วันหน้า
ลูกจะระมัดระวังมากขึ้นอีกหน่อยเจ้าค่ะ”
เมิ่งซื่อได้ยินนางตอบอย่างขอไปที คนยืนอยู่
ทนโท่ยังทำสีหน้าเช่นนี้อีก นางจึงเริ่มมีน้ำโห
เล็กน้อย
เสียงดัง ‘ปัง’ คราหนึ่งเกิดจากเมิ่งซื่อ
กระแทกถ้วยชาในมือเพื่อตักเตือนบุตรี
เจียงเสวี่ยฮุ่ยที่อยู่ด้านข้างเห็นเหตุการณ์ก็
หนังตากระตุกพร้อมลอบถอนใจยาว รู้สึกว่า
ถึงแม้ท่านแม่จะทำเพื่อนาง แต่วาจาและการ
ตำหนิเช่นนี้จะต้องผลักไสให้น้องสาวไปอยู่ฝังตรง
ข้ามพวกนางเป็นแน่แท้ มิหนำซ้ำไม่แน่ว่าบัญชีนี้
อาจนำมาคิดกับนางอีก แล้วนางจะกล้าทนมอง
เมิ่งซื่อระเบิดโทสะได้อย่างไร
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรีบกุมมือเมิ่งซื่อ ตัดบทนางอย่าง
ทันท่วงที “ต้องทราบว่าที่ผ่านมาแม้แต่คำพูด
ของเยี่ยนซื่อจื่อก็ใช่ว่าน้องหญิงจะเชื่อฟัง แต่ยาม
นี้น้องหญิงกลับยอมเชื่อฟังคำพูดของผู้อื่นและมา
สะสางเรื่องที่เกิดขึ้นภายในเรือนเอง เห็นได้ว่า
นางมีความหนักแน่นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแล้ว
ในเมื่อเยี่ยนซื่อจื่อทำให้น้องหญิงเปลี่ยนไปในทาง
ที่ดีขึ้นได้ แล้วท่านแม่จะใส่ใจข่าวลือเหลวไหลไป
ทำไมล่ะเจ้าคะ? ภายหน้าหากน้องหญิงแต่งงาน
อย่างยิ่งใหญ่และมีหน้ามีตา นั่นถือเป็นเรื่องดีต่อ
จวนเราเช่นกัน ไม่แน่ว่างานวิวาห์ของข้าใน
อนาคตก็ยังต้องพึ่งใบบุญของน้องหญิงเสียด้วย
ซ้ำไป ท่านแม่โปรดวางใจเถิด วันนี้ข้าถูกหวังซิ่งจ
ยาผู้นั้นกลั่นแกล้ง เป็นน้องหญิงที่ออกหน้าช่วย
แก้สถานการณ์ให้ข้านะเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่านั่นก็แค่หวังซิ่งจยา
พูดจาโอหังและลักสิ่งของของนางลับหลัง
ต่างหากเล่า ไม่ได้เกี่ยวกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยสักหน่อย
ยามนี้กลับเอาเรื่องของนางมาปันหน้าตาย
พูดจาเหลวไหลเพื่อปลอบใจเมิ่งซื่อเสียได้
เมิ่งซื่อพอได้ฟังแล้วก็คิดว่าสมเหตุผลอยู่
เหมือนกัน
เพียงแต่ถ้อยคำที่นางลั่นออกไปแล้วยากจะ
เก็บคืนกลับ ครั้นช้อนดวงตาขึ้นมาก็มองเห็น
เจียงเสวี่ยหนิงยืนเก็บงำความเดือดดาลด้วย
ใบหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ตรงนั้น ถึงแม้องคาพยพ
บนใบหน้าจะคล้ายคลึงตนอยู่บ้าง แต่ความงาม
บริเวณคิ้วและหางตากลับทำให้อดนึกถึงนาง
แพศยาหว่านเหนียงผู้นั้นไม่ได้
นางหมดอารมณ์ทันที โบกมือกล่าวว่า “ช่าง
เถอะ อย่างไรเสียท่านพ่อของเจ้าก็จัดการให้เจ้า
ไปแล้ว กลับไปเสีย ตอนเย็นไม่ต้องมาอีก”
“เจ้าค่ะ ลูกขอลา”
ในเมื่อเมิ่งซื่อไม่อยากเห็นหน้านาง เจียงเสวี่ย
หนิงก็ไม่มีเหตุให้รั้งตัวอยู่ต่อ
นางคารวะและถอยออกไปด้วยกิริยาหมดจด
รวบรัด
บัดนี้ตะวันกำลังจะลับขอบฟั้า แสงสายัณห์
เปล่งประกายเจิดจ้า
ใต้กำแพงด้านหลังเรือนปีกตะวันตกปลูกต้น
พุดตานเอาไว้แถวหนึ่ง กลีบดอกมีสีชมพูเข้มบ้าง
อ่อนบ้างสลับกันไป ดูงดงามน่าลุ่มหลงยาม
กระทบแสงอัสดง
นางพาเหลียนเอ๋อร์เดินผ่านใต้ต้นพุดตาน
ทันใดนั้นดอกพุดตานดอกหนึ่งก็ร่วงหล่นกระทบ
ศีรษะ
ดอกพุดตานซึ่งเบ่งบานเต็มที่กลิ้งร่วงลงมา
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือออกไปรับทันท่วงที เมื่อ
แหงนหน้ามองก็เห็นเยี่ยนหลินที่สวมชุดเสื้อคลุม
ตัวยาวสีดำทั้งร่าง คาดเอวด้วยเข็มขัดหนัง กำลัง
นั่งอยู่บนกำแพงซึ่งเต็มไปด้วยดอกพุดตานบาน
สะพรั่งอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ เขาชันขา
ขึ้นข้างหนึ่ง ใช้มือหนึ่งประคองกระบี่เอาไว้ ยิ้มให้
นางพร้อมเอ่ยว่า “วันนี้การบรรยายประจำวัน
เลิกเร็ว แต่ถูกฝั่าบาทลากตัวไปคุยด้วยตั้งครึ่ง
ค่อนวัน เพิ่งจะออกจากวังมาได้ก็ปั่านนี้ วันมะรืน
เป็นเทศกาลฉงหยาง ในเมืองหลวงจัดงาน
เทศกาลโคมไฟ ข้าจะพาเจ้าไปดูเอง”
แสงตะวันยามสนธยาตกกระทบกลีบบุปผา
สาดส่องอาบไล้ใบหน้าเขา
เจียงเสวี่ยหนิงพลันดวงตาพร่าพราย ตกใน
ภวังค์ทันที
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาพูดอะไร
งานเทศกาลโคมไฟฉงหยาง…นั่นคือตอนที่องค์
หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีติดตามเสิ่นเจี้ยออก
จากวัง จากนั้นก็ได้พบนางที่แต่งกายเป็นบุรุษ
และเกิดชอบพอตัวนางในชาติก่อนนั่นเอง…
——————–
1. กั๋วกง เป็นตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของ
ชั้นกง