คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 71 นิกายสวรรค์ (1)
ราชสำนักเกิดเรื่องใหญ่ ทางการมีคำสั่งแจ้ง
ให้ศาลาว่าการแต่ละแห่งรับทราบ โดยต้อง
จัดพิมพ์รายงานและส่งมาถึงมือเหล่าขุนนางเป็น
ระยะ
ก่อนหน้านี้ตลอดมาเจียงเสวี่ยหนิงจะนั่งสงบ
จิตใจอยู่ที่ตำหนักข้าง ส่วนเซี่ยเวยมักจะสะสาง
เอกสารทางราชการอยู่ตรงนั้น
ทว่าเขาเป็นคนละเอียดรอบคอบเสมอมา นำ
ข้าวของมาเท่าใดก็นำกลับไปเท่านั้น ไม่มีวัน
หลงลืมทิ้งไว้ที่นี่ มีแต่รายงานแผ่นนั้นที่หลุดรอด
มาได้…
นี่เขาจงใจวางไว้ที่นี่เพื่อให้นางดูอย่างนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจตรองให้ลึกกว่าเดิมได้
หลังขันทีรายงานผ่านบานประตูจบ นางก็นำ
รายงานแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
อีกสองรอบ ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะ หยิบที่ทับ
กระดาษหยกเขียวขึ้นมาทับรายงานรวมกับ
กระดาษแผ่นอื่น ๆ ที่เซี่ยเวยทั้งเคยใช้งานและไม่
เคยใช้งาน
—————
วันต่อมาก็ออกจากวัง
แม้ว่าช่วงหลายวันมานี้จะเกิดเรื่องมากมาย
ภายในวัง ถึงขนาดแม้แต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
ยังถูกกักบริเวณ ไม่ง่ายเลยกว่าพระสหายร่วม
ศึกษาทั้งหลายจะทนรอจนถึงช่วงวันหยุดที่
สามารถออกจากวังและกลับบ้านได้ แต่พวกนาง
ล้วนอายุยังไม่มาก ต่อให้หดหู่อีกสักเพียงใด ก็ยัง
อารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วนจนหลุดเผยรอยยิ้มอัน
สดใส
โหยวเย่ว์ยิ่งยินดีเป็นล้นพ้น
หลายวันนี้นางสอบถามเรื่องเกลือหลวงและ
เกลือเอกชนมาจากเซียวซูและเฉินซูอี๋ได้ไม่น้อย
รู้สึกว่าสามารถหาผลประโยชน์ก้อนโตจากเรื่องนี้
ได้ ก่อนเข้าวังมานางได้ข้อมูลลับจากโหยวฟางอิ๋
นลูกนางหญิงแพศยาโดยมิได้คาดหมาย นางจึง
สั่งให้คนไปตามหาคนชื่อเหรินเหวยจื้อผู้นี้ในเมือง
หลวง เพื่อจะได้สืบว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จไปในตัว
ด้วย
บัดนี้ผ่านไปแล้วสิบวัน
โหยวเย่ว์เชื่อว่าพอกลับถึงจวนย่อมมีข่าวดีอัน
น่าตื่นตะลึงรอคอยตนอยู่เป็นแน่
“ต้องกล่าวอำลาพี่หญิงทุกท่านอีกแล้ว คิดไม่
ถึงว่าสิบวันในวังหลวงพูดไปแล้วก็ยาวนาน แต่
พอได้ใช้ชีวิตจริงกลับสั้นนัก ต้องอำลาทุกท่าน
ชั่วคราว ข้ารู้สึกอาวรณ์อยู่บ้าง” แม้จะกล่าว
เช่นนี้ ทว่าหางตาโหยวเย่ว์กลับมีแต่รอยยิ้ม
“หวังเพียงว่าวันหยุดสองวันนี้จะรีบผ่านพ้นและ
ได้กลับเข้าวังมาใหม่เร็วขึ้นอีกสักนิด เพื่อจะได้
กลับมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาถวายองค์หญิง
ใหญ่ อีกทั้งจะได้พบปะทุกท่านอีกครา”
ทุกคนแทบไม่ได้เก็บสัมภาระ
ประการแรก นี่เป็นแค่วันหยุดพักผ่อนสองวัน
แบบชั่วคราว ประการที่สอง หลังจากผ่านเรื่องที่
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบถึงคราวเคราะห์เพราะ
กระดาษแผ่นหนึ่ง ทุกคนจึงยิ่งไม่กล้านำสิ่งของ
อะไรเข้าออกวังหลวง ต่างเน้นความเรียบง่าย
และพกของน้อยชิ้น
ตั้งแต่เช้าตรู่ก็เดินทางออกไปทางประตูซุ่น
เจินกันแล้ว
ทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ไม่ได้
ตอบรับโหยวเย่ว์
เหยาหรงหรงหัวคิ้วขมวดมุ่นตาละห้อย กล่าว
พลางถอนหายใจด้วยท่าทางกังวลยิ่งนัก “ไม่กลัว
พี่หญิงทั้งหลายจะหัวเราะเยาะหรอก ข้านั้นเป็น
คนขวัญอ่อน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังหลวงน่าอก
สั่นขวัญแขวนนัก เดิมทีนึกว่าชีวิตของเหล่าชน
ชั้นสูงจะมีแต่ความสุขสมปรารถนา ไม่คิดว่ากลับ
น่าหวาดหวั่นทุกฝีก้าวเช่นนี้ เฮ้อ แม้แต่ผู้ที่มี
สถานะสูงส่งเช่นองค์หญิงใหญ่และหลินจืออ๋องก็
ยังทรงถูกลงโทษ…”
พูดไปพูดมาเสียงก็ยิ่งแผ่วเบา
เหมือนกลัวว่าจะถูกผู้อื่นได้ยินเข้า
เจียงเสวี่ยหนิงเดินอยู่ไม่ไกลจากนาง ครั้นได้
ยินก็อดมองผาดหนึ่งไม่ได้ พยายามทบทวนความ
ทรงจำอย่างเต็มที่ แต่ก็จดจำได้เพียงว่าชาติที่
แล้วเหยาหรงหรงซึ่งขวัญอ่อนและขี้กังวลทั้งยัง
พูดจาไม่ค่อยเก่งผู้นี้ คลับคล้ายคลับคลาว่าได้เข้า
วังมาด้วยเช่นกัน
เพียงแต่นอกจากจะไม่เป็นที่โปรดปรานแล้ว
ยังถูกรังแกอีกด้วย
หากหวาดกลัวชีวิตที่ ‘น่าหวาดหวั่นทุกฝี
ก้าว’ ภายในวังหลวงจริง แล้วยังจะเข้าวังมาเพื่อ
เหตุใดกันเล่า
ครั้นนางคิดถึงตรงนี้ สายตาก็อดเคลื่อนไปยัง
เซียวซูไม่ได้…
สตรีที่ในอนาคตเกือบจะได้เป็นผู้ชนะคน
สุดท้ายของการแก่งแย่งชิงดีภายในวังหลวงผู้นี้
ยังคงแต่งกายหรูหรา ท่วงท่างามสง่าดังเดิม สงบ
เยือกเย็นและหนักแน่นอย่างแจ่มชัด เปียมด้วย
บุคลิกซึ่งต้องผ่านการบ่มเพาะจากตระกูลชั้นสูง
เท่านั้น
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้อย่างชัดแจ้ง ชาติก่อนตน
ยึดติดอยากเป็นคนเหนือคนและมุ่งมาดว่าจะต้อง
ได้เป็นฮองเฮา นางจึงทั้งทอดทิ้งเยี่ยนหลิน ทั้งชิง
คู่ครองของเจียงเสวี่ยฮุ่ย พยายามครุ่นคิดหา
แผนการที่จะวิวาห์กับเสิ่นเจี้ย
ถึงแม้ตลอดเส้นทางจะยากลำบาก แต่ก็ไร้ซึ่ง
ภยันตรายและอุปสรรคขัดขวางที่แท้จริงอันใด
ชาตินี้นางรู้จักกับเสิ่นเจี้ยอย่างผิวเผิน แต่
กลับต้องประสบการให้ร้ายและความตื่น
ตระหนกที่ไม่เคยพานพบในชาติก่อน ที่แท้เป็น
เพราะชาตินี้นางเกิดความเปลี่ยนแปลงจนทำให้ผู้
ที่ลอบทำร้ายรู้สึกไม่ปลอดภัยจนต้องลงมือ หรือ
ว่าเดิมทีชาติก่อนก็มีการให้ร้ายเช่นนี้อยู่แล้ว
เพียงแต่นางไม่รู้ด้วยเหตุผลบางประการ หรือมิ
เช่นนั้นในชาติก่อนอาจเกิดเหตุพลิกผันจนอีกฝั่าย
ให้ร้ายไม่สำเร็จกันแน่นะ
เซียวซูกล่าวเรียบ ๆ “องค์หญิงใหญ่และ
หลินจืออ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ ฮองเฮาและฝั่าบาท
กริ้วชั่วขณะจึงเพิ่มบทลงโทษก็เท่านั้น จะนำมา
เทียบกับผู้อื่นได้อย่างไรกัน?”
เหยาหรงหรงเงียบเสียงทันที
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับบังเกิดความคิด จงใจ
เผยรอยยิ้มออกมา พูดต่ออีกประโยคว่า “คุณหนู
ใหญ่เซียวกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึง
เรื่องที่เชื้อพระวงศ์มีฐานะสูงส่ง แม้โดนลงทัณฑ์ก็
เพียงเพราะอยากให้พวกเขาทบทวนให้ดีเท่านั้น
ไม่มีทางลงทัณฑ์อะไรจริง ๆ หรอก ต่อให้ถูกกัก
บริเวณและต้องคุกเข่าสำนึกผิดหลายวันจริง องค์
หญิงใหญ่อาจรู้สึกเบื่อหน่ายแต่หลินจืออ๋องมิแน่
จะรู้สึกแบบเดียวกัน ตอนนี้ใกล้ถึงวันเหมายัน
แล้ว เป็นช่วงเวลาดีในการหลบอยู่ในจวนเพื่อ
วาดภาพยามเหมันต์พอดี บางทีท่านอ๋องอาจจะดี
ใจที่สามารถอยู่ว่างหลายวันก็เป็นได้”
เดิมทีเซียวซูเดินอยู่ข้างหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง
แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ภาพยามเหมันต์’ ฝีเท้ากลับ
ชะงักทันที อดหันกลับมามองเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว
กล่าวระคนยิ้มไม่ได้ “คุณหนูรองเจียงช่างรู้อะไร
มากมายเสียจริง”
แม้เสิ่นเจี้ยจะมีสถานะสูงส่งเป็นถึงหลินจือ
อ๋อง และต่อมาก็ยิ่งได้รับการสถาปนาให้เป็น
‘พระอนุชารัชทายาท’ แต่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่อง
การปกครองสักเท่าไรนัก อีกทั้งยังมีอุปนิสัย
สุภาพนุ่มนวล อารมณ์สุนทรีมาตลอด เขามีงาน
อดิเรกที่น้อยคนนักจะรู้ นั่นคือการวาดภาพ
ทิวทัศน์ยามฤดูเหมันต์ ชาติก่อนนางแต่งงาน
กับเสิ่นเจี้ยไปแล้วถึงได้รู้ ส่วนคนธรรมดาทั่วไปคง
ยากจะรู้เรื่องนี้
คิดไม่ถึงว่าเซียวซูก็รู้ด้วยเช่นกัน
ต้องรู้ก่อนว่าขณะนี้เสิ่นเจี้ยยังไม่ได้รับการ
สถาปนาให้เป็นพระอนุชารัชทายาท มิหนำซ้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงเคยได้ยินแค่ว่าเซียวซู
กับเสิ่นจื่ออีสนิทสนมกัน ไม่ยักเคยได้ยินว่า
เซียวซูคุ้นเคยกับเสิ่นเจี้ยด้วย…
คิดแล้วเจียงเสวี่ยหนิงก็แค่นหัวเราะในใจ
ทว่าบนใบหน้ากลับยกยิ้มด้วยความอ่อนโยนและ
เป็นมิตร แสดงสีหน้าว่าตนไม่ค่อยเข้าใจ
ความหมายของเซียวซูสักเท่าใดนัก
เซียวซูไม่เอ่ยอะไรอีก
ไม่นานนักประตูวังก็อยู่ใกล้เพียงตรงหน้า รถ
ม้าและเกี้ยวที่แต่ละจวนส่งมารับคนต่างรออยู่
ภายนอก
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้พบคุณหนูของ
ตนมาสิบวันเต็มแล้ว
ทั้งสองต่างรอคอยอยู่หน้ารถม้า
เจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมาจากประตูวัง ครั้น
เห็นคนทั้งสองก็นิ่งอึ้ง เด็กสาวสองคนนี้สวมเสื้อ
นวมซึ่งทั้งหนาและอบอุ่น ผมเผ้าหน้าตาเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ดูไปแล้ว
ผิวพรรณขาวผุดผ่องสดใส ใบหน้ามีเลือดฝาด
ประดับรอยยิ้มปีติยินดี เมื่อเห็นนางก็โบกมือด้วย
ความดีอกดีใจ
บทที่ 71 นิกายสวรรค์ (2)
“คุณหนูรอง ร่ำเรียนอยู่ภายในวังหลวงคงไม่
เหน็ดเหนื่อยนะเจ้าคะ?”
“ไม่ได้พบกันตั้งนาน คิดถึงท่านมากจริง ๆ
เจ้าค่ะ!”
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าวันเวลาที่ปราศจากเจียง
เสวี่ยหนิงในจวน พวกนางทั้งสองที่เป็นสาวใช้ขั้น
หนึ่ง[1]นั้นสุขสบายเพียงใด ทั้งที่ได้รับเบี้ยหวัด
ตามเวลา แต่กลับไม่ต้องปรนนิบัติรับใช้ผู้ใดและ
ยิ่งไม่ต้องห่วงว่าอยู่ดีไม่ว่าดีคุณหนูจะไปมีเรื่อง
ทะเลาะเบาะแว้งกับนายหญิงและคุณหนูใหญ่
หรือไม่ ช่วงแรกเริ่มยังปรับตัวไม่ได้ผ่อนคลายไม่
ค่อยลง แต่พอพ้นสามวันก็เริ่มคุ้นชิน สุขกาย
สบายใจ กินอิ่มนอนหลับจริง ๆ ไม่ปวดเอวปวด
ขา ผมไม่ร่วงเป็นกองอีกแล้ว
ขอถามว่า…
ใต้หล้านี้ยังมีเรื่องน่าเบิกบานใจยิ่งกว่าการ
ปรนนิบัติรับใช้คุณหนูซึ่งต้องเข้าวังไปเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาอีกหรือ
ดังนั้นยามนี้เมื่อเหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์เห็น
เจียงเสวี่ยหนิงถึงแสดงอาการดีใจ นั่นเพราะต้อง
ปรนนิบัตินางแค่สองวัน อีกไม่นานก็จะได้พบ
‘วันหยุดยาว’ ถึงสิบวันเต็มแล้ว มิหนำซ้ำ
เหตุการณ์เช่นนี้ยังดำเนินไปถึงครึ่งปีอีกด้วย
รู้สึกขอบคุณฟั้าดินเสียจริง
สองคนนั้น คนหนึ่งเข้ามาประคองนางขึ้นรถ
ม้า อีกคนก็ดูแลเรื่องน้ำชาด้วยความตั้งอกตั้งใจ
และพิถีพิถัน
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงยังรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ทว่า
พอนั่งลงและไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ก็เข้าใจความ
พิสดารที่แฝงอยู่อย่างแจ่มแจ้ง ถังเอ๋อร์ยังดีหน่อย
จะกี่มากน้อยก็ยังเก็บอาการทำตัวหนักแน่นไม่
แสดงออกตำตา แต่เหลียนเอ๋อร์นี่สิดวงตาทั้งสอง
ข้างหยีจนจะใกล้เป็นจันทร์เสี้ยวอยู่แล้ว แทบจะ
เขียนคำว่า ‘ยินดี’ แปะบนหน้า
นางอดหัวเราะตามไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงจงใจพูดกระเซ้าพวกนาง “เห็น
คุณหนูของพวกเจ้ากลับมาก็ดีใจขนาดนี้เชียว
หรือ? เช่นนั้นดูท่าคงคิดถึงข้าจะแย่เป็นแน่แท้ ถ้า
อย่างนั้นข้าจะไปกราบทูลองค์หญิงใหญ่ว่าไม่ขอ
เป็นพระสหายร่วมศึกษาแล้วดีกว่า วัน ๆ อยู่แต่
ในจวน จะได้ไม่ต้องทำให้พวกเจ้าคิดถึง”
ถังเอ๋อร์ “…”
เหลียนเอ๋อร์ “หา? อย่านะเจ้าคะ โอกาสอัน
ดีที่จะได้เข้าวังเป็นพระสหายร่วมศึกษาเช่นนี้…”
พอกล่าวจบก็สบเข้ากับสายตาคล้ายยิ้มคล้าย
ไม่ยิ้มของเจียงเสวี่ยหนิง พลันบังเกิดปัญญา
รู้สึกตัวขึ้นมาทันที รีบปั้องปากของตน เผยสีหน้า
น่าเวทนาสงสาร
เจียงเสวี่ยหนิงพิงหมอนอิงที่วางอยู่ในตัวรถ
มองดูพวกนางแสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าทั้งหมด
จวบจนตอนนี้นางถึงผ่อนคลายลงเล็กน้อยอย่างที่
ไม่มีมานาน
สายลมเอื่อยพัดผ้าม่านของตัวรถให้เลิกขึ้น
นางทอดสายตาผ่านมุมนั้น ขณะสารถีกวัด
แกว่งแส้ม้า สะบัดบังเหียนเพื่อบังคับให้รถม้า
เปลี่ยนทิศทาง พระราชวังอันโอฬารซึ่งตั้ง
ตระหง่านอยู่ท่ามกลางไอหมอกยามเช้าอันหนา
ทึบปรากฏวูบผ่านมุมแคบ ๆ เบื้องหน้าหน้าต่าง
รถของนางพอดี จากนั้นก็ค่อย ๆ เลือนลับไป…
ช่วงเวลาในการเป็นพระสหายร่วมศึกษาอัน
สงบสุขที่แสนสั้นนี้ ในที่สุดก็สิ้นสุดลง
———-
ระหว่างทางที่รถม้าเดินทางกลับจวนตระกูล
เจียง เจียงเสวี่ยหนิงก็ไต่ถามถึงเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นในช่วงนี้
สาวใช้สองคนเช่นเหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์จะ
เสพสุขก็เสพสุขไป จะอยู่ว่าง ๆ ก็อยู่ว่าง ๆ ไป
แต่เรื่องที่ควรรู้ก็สืบมาอย่างชัดแจ้ง ไม่ตกหล่น
แม้แต่เรื่องเดียว
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยถาม พวกนางก็เล่าให้
ฟังเป็นฉาก ๆ
เมื่อนางเข้าวัง ทุกคนภายในจวนต่างยินดี
หน้าชื่นตาบาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบ่าว
ไพร่ที่เคยถูกนางบีบเค้นและกลั่นแกล้ง แต่ละคน
ดีอกดีใจราวกับฉลองวันตรุษ
เมิ่งซื่อก็มีช่วงเวลาที่รู้สึกสบายใจอย่างหาได้
ยากด้วยเช่นกัน
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยได้รับคำเชิญจากคุณหนู
ตระกูลสูงศักดิ์จำนวนหนึ่ง ร่วมฟังการบรรเลง
พิณ ชมบุปผา และแต่งโคลงกลอนดังเดิม
นอกจากเคยมีตระกูลผู้รากมากดีภายในเมือง
หลวงมาถามไถ่เรื่องงานมงคลอยู่บ้าง กลับไม่ได้
แตกต่างอะไรจากที่ผ่านมา
เพียงแต่ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงกำลังฟังและ
เลิกผ้าม่านมองออกไปเบื้องนอก กลับเห็นผู้คนที่
สัญจรอยู่ตามท้องถนนต่างเดินอย่างรีบร้อน ใคร่
จะเอาศีรษะซุกพื้นดินให้มันรู้แล้วรู้รอด คล้าย
กลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งกับผู้อื่น
ต้องรู้ว่าเมืองหลวงเป็นสถานที่อันพลุกพล่าน
ไฉนจึงเงียบเหงาวังเวงถึงเพียงนี้
จวนหย่งอี้โหวยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่แถวประตูจูเชวี่ย
มีศาลาหอสูงเรียงราย กำแพงสูงเชื่อมต่อกันเป็น
ชั้น ๆ ทอดยาวแผ่ขยายไปถึงครึ่งถนน รถม้าจวน
ตระกูลเจียงต้องผ่านปลายถนนเส้นนี้ยามกลับ
จวนด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นขณะนี้กลับเป็นทหารที่
ยืนแถวเรียงรายเฝั้าอยู่ทั้งหัวและท้ายถนน แต่ละ
คนสวมชุดเกราะบนร่าง มือถืออาวุธ ใบหน้าขึง
ขัง ดวงตาประดุจเหยี่ยวคู่แล้วคู่เล่ากวาดมอง
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมา
รถม้าจวนตระกูลเจียงเพิ่งจะผ่านเข้าไปก็มี
คนจับจ้องแล้ว
จวบจนมองเห็นตราประจำตระกูลเจียงบนรถ
ม้าและจดจำได้ถึงถอนสายตากลับ ไม่มีผู้ใดรุดมา
ขวางพวกนางไว้
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบงันไม่กล่าวคำ
ถังเอ๋อร์เห็นสีหน้านางจึงพูดเสียงค่อยอย่าง
ระมัดระวัง “จู่ ๆ หลายวันก่อนก็มีทหารมาปิด
ล้อมจวนหย่งอี้โหว พอจวนตระกูลเจียงของเรา
ได้รับข่าวก็ตระหนกตกใจ ส่วนนายท่านก็ยิ่งลุก
ขึ้นสั่งให้คนออกไปสืบสถานการณ์กลางดึก
อย่างไรก็ตามต่างพูดกันว่าเรื่องคราวนี้ใหญ่หลวง
นัก มิหนำซ้ำพักนี้ยังมีพวกหัวขโมยและคนจรจัด
เร่ร่อนอยู่ทั่วเมืองหลวง กลางคืนแอบย่องไปปิด
ประกาศบนประตูร้านค้าและประตูเมือง บนนั้น
เขียนถ้อยคำอันบังอาจหยาบช้า ทำให้ศาลาว่า
การเมืองซุ่นเทียน[2]และหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
พากันออกโรงไล่จับกุมคนไปทั่วทุกแห่งหน มีคน
ถูกจับขังอยู่จนเต็มคุก ว่ากันว่าต่างเป็นสาวก
‘นิกายสวรรค์’ อะไรนี่แหละเจ้าค่ะ…”
นิกายสวรรค์!
ตามที่เล่าขานกันมานิกายนี้ก่อตั้งมาหลายสิบ
ปีแล้ว คราแรกเป็นเหมือนพุทธและเต๋า คิดไม่ถึง
ว่าภายหลังกลับรับคนเร่ร่อนและจอมยุทธ์พเนจร
จำนวนมาก พวกบ้านแตกสาแหรกขาดขาดการ
อบรมสั่งสอนไม่รู้จักทำมาหากินในยุทธภพที่มีอยู่
มากมายล้วนเข้าร่วม นิกายนี้ใช้คำว่า ‘สวรรค์’
เป็นคำเรียก สมาชิกต่างเคารพบูชาเจ้านิกาย
ส่วนภารกิจทั้งหมดล้วนฟังคำสั่งเจ้านิกายทั้งสิ้น
ยี่สิบปีก่อนผิงหนานอ๋องร่วมมือกับนิกาย
สวรรค์
แต่ภายหลังผิงหนานอ๋องล้มเหลว เจ้านิกายผู้
ลึกลับคนนี้ก็นำผู้คนถอยออกจากเมืองหลวงทันที
การโอบล้อมและกวาดล้างของราชสำนักทำให้
ขุมกำลังของนิกายสวรรค์มีขนาดเล็กลงไปมาก
เพียงแต่นิกายสวรรค์เผยแผ่กว้างขวาง ส่วน
ข้างกายเจ้านิกายเองก็มีผู้ที่มีสติปัญญาเจ้า
แผนการอยู่สองคน
คนหนึ่งอาวุโส ต่างขนานนามกันว่า ‘กงอี๋
เซียนเซิง’
ส่วนอีกคนโผล่หน้าค่าตาให้เห็นน้อยเสียยิ่ง
กว่า ผู้คนเพียงเรียกขานกันว่า ‘ตู้จวินซานเหริน’
แม้ว่าจะมีน้อยคนที่เคยพบเห็นพวกเขา แต่ก็
รู้กันโดยทั่วว่าพวกเขาชำนาญการคาดการณ์ศัตรู
ล่วงหน้า ถึงราชสำนักจะมีขุมกำลังยิ่งใหญ่และมี
กำลังทหารกล้าแกร่ง ทว่าก็มักเดินหมากช้าไปตัว
หนึ่งเสมอ มิหนำซ้ำส่วนใหญ่คนของนิกายสวรรค์
จะเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เคารพบูชากันเป็น
การลับ ทำให้จนแล้วจนรอดก็ยากจะกวาดล้าง
นิกายสวรรค์ให้สิ้นซาก หลายปีนี้ราชสำนัก
กระทำการค่อนข้างเชื่องช้า นิกายสวรรค์จึงมี
โอกาสเริ่มเคลื่อนไหวแผ่ขยายขุมกำลังในแถบ
เจียงหนานซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง
บัดนี้คิดจะหวนคืนสู่ถิ่นเดิมแล้วหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้เพียงว่าชาติที่แล้วตน
เผชิญการลอบสังหารจากนิกายสวรรค์หลายต่อ
หลายครั้ง แม้ภายหลังเซี่ยเวยแทบจะขุดรากถอน
โคนนิกายสวรรค์แล้วก็ตาม แต่นางกลับรู้เรื่อง
นิกายลี้ลับนี้น้อยยิ่งนัก และยิ่งไม่รู้ว่าขณะนี้คน
กลุ่มดังกล่าวกำลังคิดอะไรอยู่
นางรู้แค่ว่าจวนหย่งอี้โหวกำลังจะเกิดเรื่อง
แล้ว
การที่ขุมกำลังของนิกายสวรรค์ปรากฏตัวใน
เมืองหลวงกะทันหันย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ กลัว
เพียงว่าจะถูกผู้ประสงค์ร้ายนำไปสร้างประเด็น
นางยกมือกดขมับ รู้สึกได้ว่าด้านในมี
เส้นประสาทบางเส้นที่เขม็งเกลียวแน่นจนรู้สึก
เจ็บ “ท่านพ่ออยู่ที่จวนหรือไม่?”
ถังเอ๋อร์ตอบอย่างระมัดระวัง “อยู่เจ้าค่ะ พอ
ทราบว่าวันนี้คุณหนูจะกลับมาจากวังหลวง ก็รอ
ท่านกลับไปสนทนาโดยเฉพาะ”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ “ประเดี๋ยวพอกลับ
ถึงจวนแล้วข้าจะไปคารวะท่านพ่อ พวกเจ้าช่วย
ไปสืบข่าวที่จวนชิงหย่วนปั๋อให้ข้าที โดยเฉพาะ
ด้านของโหยวฟางอิ๋น”
——————–
1. สาวใช้ขั้นหนึ่ง เป็นสาวใช้ที่รับใช้ใกล้ชิด
เจ้านายมากที่สุด
2. เมืองซุ่นเทียน หมายถึงเมืองปักกิ่ง ศาลาว่า
การเมืองซุ่นเทียนจะเทียบเท่ากับเทศบาล
นครปักกิ่งของประเทศจีนในปัจจุบัน
จบเล่ม 2
โปรดติดตามเล่มถัดไป