คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 72 เรื่องราวแต่หนหลัง (1)
เจียงปั๋อโหยวรออยู่ในห้องอักษรมาสักพัก
หนึ่งแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นภายในวังหลวงเมื่อหลายวันก่อน
แพร่มาถึงเขาตั้งนานแล้ว ทว่าท้ายที่สุดเขาก็
เพียงรู้สึกตระหนก ไม่ได้ประสบภยันตรายใด ๆ
มิหนำซ้ำฝั่าบาทยังพระราชทานสิ่งของให้เจียง
เสวี่ยหนิงอีกด้วย แม้แต่ทางบ้านเองยังได้รับมา
ไม่น้อย บิดาเช่นเขาจึงทำได้เพียงกล่าวขอบ
พระทัยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่กล้าถาม
ไถ่อะไรให้มากความ
แต่กระนั้นเมื่อหวนคิดดูอีกที
เริ่มจากจวนหย่งอี้โหวถูกกักบริเวณก่อน
ต่อมายายหนูหนิงก็ถูกคนให้ร้ายในวังหลวง ไหน
เลยจะเป็นเรื่องเรียบง่ายเช่นนั้นได้
เจียงปั๋อโหยวอายุสี่สิบกว่าปี แม้โชคดีได้ดำรง
ตำแหน่งทางราชการจนถึงขั้นรองเสนาบดีกรม
คลัง แต่บัดนี้คิด ๆ ดูก็พบว่าเหตุที่เขาพอจะมีที่
ยืนในราชสำนักก็อันเนื่องมาจากสมัยก่อนเคย
ช่วยเซี่ยเวยเดินทางเข้าเมืองหลวง และเคยช่วย
ให้ฝั่าบาทพระองค์ปัจจุบันได้ขึ้นครองราชย์ จึง
นับเป็นขุนนางผู้พอจะมีความดีความชอบกับเขา
อยู่บ้าง
แต่ตัวเขาเองไม่เคยคิดจะเป็นขุนนางใหญ่เลย
สักนิด
ครั้นเขาขึ้นดำรงตำแหน่งก็ประสบอันตราย
มากล้น หากตำแหน่งสูงขึ้นอีกก็จะยิ่งมีแต่การ
วางแผนหลอกลวงกันไปมา เจ้าต้องตายข้าถึงจะ
รอด โยงใยเกี่ยวพันเป็นวงกว้าง ผู้ที่ถอนตัวเมื่อ
ประสบความสำเร็จแล้วมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ส่วนใหญ่ล้วนเสพสุขกับลาภยศสรรเสริญ ตาม
ด้วยประสบเภทภัยไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เฉกเช่นจวนหย่งอี้โหวในยามนี้…
“เฮ้อ…”
เจียงปั๋อโหยวมองบันทึกประวัติศาสตร์จั่วจ้
วน[1]ตรงหน้า จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจพลิกอ่าน
ต่อ เขาระบายลมหายใจยาว
พ่อบ้านเฒ่าเลิกผ้าม่านก้าวเข้ามารายงาน
“นายท่าน คุณหนูรองกลับมาแล้วขอรับ”
ครั้นพูดจบก็ขยับหลบไปด้านข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงลงจากรถม้าก็มุ่งตรงมายังห้อง
อักษรของเจียงปั๋อโหยวทันที ขณะนี้กำลังเดินก้ม
หน้าเล็กน้อยผ่านประตูเข้ามา ก่อนจะค้อมกาย
คารวะเจียงปั๋อโหยวซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะ “ลูกคารวะ
ท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ยายหนูหนิงถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในจวน ที่ผ่านมา
นิสัยดื้อรั้นหัวแข็งยิ่งนัก ทว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งก่อน
เข้าวังที่ดูเหมือนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและ
สุขุมกว่าเก่าหน่อย ๆ แต่กระนั้นเมื่อเจียงปั๋อ
โหยวนึกถึงสถานการณ์ภายในวังหลวงทีไรก็
มักจะพานกลัดกลุ้มเป็นล้นพ้น
ยามนี้พอเห็นนางยืนอยู่เบื้องหน้าตนอย่าง
ปลอดภัย จึงนึกเสียใจภายหลังอยู่บ้าง
เขาลุกจากที่นั่งเดินมาแตะบ่านาง มองพินิจ
อย่างถ้วนถี่ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าครู่หนึ่ง แล้ว
ผงกศีรษะเอ่ยว่า “ดี ดี นั่งลงคุยกันเถอะ”
มีเตียงเตาสร้างติดกับเตียงนอน ปูเบาะผ้า
แพรและวางหมอนอิงไว้บนนั้น
เจียงปั๋อโหยวนั่งตรงที่นั่งประธาน
สาวใช้ซึ่งคอยปรนนิบัติรับใช้ภายในห้องยก
เก้าอี้กลมมาวางตรงตำแหน่งถัดไป เจียงเสวี่ย
หนิงนั่งลง มองสำรวจสีหน้าเจียงปั๋อโหยว
จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ถังเอ๋อร์บอกว่าท่านพ่อตั้งใจ
รอข้าอยู่ในจวน ไม่ทราบมีเรื่องอันใดหรือเจ้า
คะ?”
นางมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ปราศจากอาการที่
ต้องคอยข่มกลั้นความดุร้ายปั่าเถื่อนอันไร้เหตุผล
ยามพบหน้าผู้อื่นอย่างที่เคยเป็นมา การได้เข้าวัง
ครั้งหนึ่งกลับทำให้นางมีบุคลิกเยี่ยงผู้ได้รับการ
อบรมสั่งสอนเฉกเช่นกุลสตรีในตระกูลใหญ่
มากกว่าเมื่อก่อนไม่รู้ตั้งเท่าใด
ทว่าความอัดอั้นตันใจบางอย่างกลับแผ่ซ่าน
โดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ
ที่ผ่านมาเจียงปั๋อโหยวมักหวังว่านางจะทำตัว
รู้ความและมีจรรยามารยาทเช่นเดียวกับเสวี่ยฮุ่ย
แต่ยามนี้ครั้นนึกถึงเด็กสาวนิสัยโอหังอวดดีผู้นั้น
เขากลับรู้สึกว่าหากนางยังเป็นเช่นนั้นได้ตลอดไป
ก็คงดี
เขาหัวเราะเยาะตัวเองเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนกำลัง
จะพูดออกไป จู่ ๆ ก็รู้สึกยากจะเอ่ยปากไป
ชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงก้มศีรษะกล่าวว่า “ข้า
ได้ยินเรื่องที่เกิดกับเจ้าตอนอยู่ในวังแล้ว เช่นนั้น
เจ้าเองก็คงได้ยินเรื่องของจวนหย่งอี้โหวที่อยู่
ภายนอกมาแล้วเหมือนกันสินะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เจียงปั๋อโหยว “หลายวันก่อนเกิดเรื่องใหญ่
ภายในวังหลวงเรื่องหนึ่ง หยกหรูอี้ที่สำนัก
พระราชวังถวายแด่ไทเฮาแกะสลักถ้อยคำมิ
บังควร เดิมทีถ้อยคำหลายประโยคนี้เป็นคำขวัญ
ที่ใช้เพื่อ ‘ผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์’ ของ
นิกายสวรรค์ ทว่าครั้นสืบต่อไปก็พบว่า หากเรื่อง
นี้เป็นเพียงฝีมือของพวกกากเดนกบฏผิงหนาน
อ๋องน่ะช่างมันเถิด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดกลับดึง
เอาจวนหย่งอี้โหวเข้าไปพัวพันด้วยได้ สงสัยว่า
จวนหย่งอี้โหวจะสมคบคิดกับพรรคพวกที่
หลงเหลือของผิงหนานอ๋อง ถึงขั้นยังบอกอีกว่า
พวกเขาสมคบคิดกับนิกายสวรรค์ ซ้ำยังอ้างว่ามี
หลักฐานเป็นจดหมายติดต่อสื่อสารระหว่างจวน
หย่งอี้โหวกับพวกนั้น บัดนี้แม้จะยังสืบหาความ
จริงได้ไม่กระจ่างชัด แต่เพื่อปั้องกันไม่ให้จวนโหว
หลบหนีหรือก่อเหตุวุ่นวาย ราชสำนักจึงปิดล้อม
จวนโหว รอความจริงปรากฏเมื่อใดค่อยตัดสิน
โทษ ข้าว่าจุดจบของพวกเขาน่าจะร้ายมากกว่า
ดี!”
จดหมาย!
แม้จะเตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่เมื่อได้ฟัง
ข้อมูลที่แม่นยำยิ่งกว่าจากเจียงปั๋อโหยว เจียง
เสวี่ยหนิงก็ยังคงรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล
ของชะตากรรมได้อยู่ดี
ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้
สาเหตุที่จวนหย่งอี้โหวถูกตัดสินโทษ เป็น
เพราะราชสำนักสืบได้ว่าจวนโหวติดต่อกับกลุ่ม
กบฏผิงหนานอ๋องจริง มิหนำซ้ำยังมีจดหมายเป็น
หลักฐานด้วย แต่เรื่องนี้ก็เป็นจุดที่นางสงสัยมาก
ที่สุดในชาติที่แล้วเหมือนกัน…
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปทางเจียงปั๋อโหยว “ว่า
กันว่ากลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องล้มตายหมดสิ้น ยิ่ง
ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่แม้แต่ตัวผิงหนานอ๋องเองยัง
สิ้นชีพไปแล้ว กลุ่มกบฏตอนนี้ก็เหมือนทรายที่
แตกฉานซ่านเซ็น จำนวนคนยังสู้นิกายสวรรค์
ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ด้านจวนหย่งอี้โหวนั้นกุมอำนาจ
ทางการทหารถึงสามส่วนของแผ่นดิน ยี่สิบปีก่อน
ถึงกับเคยนำทัพร่วมกับจวนติ้งกั๋วกงโจมตีกลุ่ม
กบฏผิงหนานอ๋องและนิกายสวรรค์ให้ถอยร่น ทั้ง
ยังช่วยคลายวงล้อมให้เมืองหลวงอีกด้วย ตาม
หลักแล้วจวนหย่งอี้โหวควรเคียดแค้นจนไม่อาจ
อยู่ร่วมแผ่นดินกับกลุ่มคนเหล่านั้นต่างหาก แต่
เหตุใดกลับติดต่อกับกลุ่มกบฏหลังจากเหตุการณ์
ผ่านมาตั้งหลายปีล่ะเจ้าคะ?”
“เป็นดังที่ข้าคิด แม้แต่เจ้ายังรู้สึกว่าไม่
สมเหตุสมผลใช่หรือไม่?” เจียงปั๋อโหยวส่งเสียง
หัวเราะขื่น “ก็เพราะเช่นนี้ถึงยิ่งทำให้เรื่องนี้ดู
ถูกต้องเป็นจริง สุดท้ายแล้วจิตใจของบุพการีใน
ใต้หล้าก็น่าสงสารเวทนายิ่งนัก!”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจียงปั๋อโหยวถึงกล่าว
เช่นนี้
เจียงปั๋อโหยวเห็นนางฉงนจึงเอ่ยอย่างเนิบช้า
“ต้นเหตุทั้งหมดของเภทภัยนี้มาจากเหตุน่าสลด
ของ ‘เด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน’ เมื่อยี่สิบปี
ก่อน ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ ถึงทั้งสาม
ตระกูลจะไม่เคยปั่าวประกาศให้บุคคลภายนอก
รับรู้และทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่บัดนี้
คลื่นใต้น้ำเอ่อท้น ทำให้เพิ่งรู้ว่าพวกเขาไม่เคยลืม
เลือนเลย โดยเฉพาะจวนหย่งอี้โหวที่ยิ่งระลึกถึง
เรื่องนี้อยู่ภายในใจมาโดยตลอด…”
นี่เป็นเรื่องเล่าซึ่งก่อนหน้านี้เจียงเสวี่ยหนิง
เคยทราบมา
เพียงแต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ฟางเมี่ยวเล่าใน
เรือนหยางจื่อ ถ้อยคำของเจียงปั๋อโหยวกลับมี
เนื้อหาที่ฟางเมี่ยวไม่รู้อยู่ด้วย
บางทีนี่ก็อาจยังเป็นแค่มุมหนึ่งของภูเขา
น้ำแข็ง
“ตระกูลเซียวกับตระกูลเยี่ยนเคยวิวาห์เชื่อม
สัมพันธ์กัน ขณะนั้นเซียวไทเฮาดำรงพระยศเป็น
ฮองเฮาอยู่ในวังหลวง เซียวหย่วนรับสืบทอด
บรรดาศักดิ์เป็นติ้งกั๋วกง อีกทั้งได้เซียวไทเฮาเป็น
แม่สื่อ จึงสู่ขอสตรีแซ่เยี่ยนผู้เป็นพี่สาวของหย่งอี้
โหวเป็นภรรยา ไม่นานนักก็มีบุตรชายหนึ่งคน ตั้ง
ชื่อว่า ‘ติ้งเฟย’ และแต่งตั้งให้เป็นซื่อจื่อมาแต่
เนิ่น ๆ”
“ราชวงศ์ ตระกูลเซียว และตระกูลเยี่ยนจึง
เป็นทองแผ่นเดียวกันเพราะเหตุนี้”
“สมัยนั้นขณะผิงหนานอ๋องและกบฏนิกาย
สวรรค์นำกองทัพรุกรานเข้าเมืองหลวง เยี่ยนฮู
หยินกำลังพาติ้งเฟยซื่อจื่อซึ่งยังเล็กเข้าร่วมงาน
เลี้ยงภายในวังหลวงร่วมกับฮองเฮาและองค์รัช
ทายาท หรือก็คือเซียวไทเฮาและฝั่าบาทพระองค์
ปัจจุบันนั่นเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงจับจุดที่แตกต่างกันได้ทันควัน
“แต่ฟังจากที่เล่ากันมา สมัยนั้นฝั่าบาททรงรอด
พ้นจากเหตุร้ายได้เพราะประทับอยู่ในวังหลวง
ส่วนซื่อจื่อถูกนิกายสวรรค์กับกบฏผิงหนานอ๋อง
จับตัวไป กลายเป็นหนึ่งใน ‘เด็กผู้ทรงคุณธรรม
สามร้อยคน’ เพราะอายุใกล้เคียงกับฝั่าบาทซึ่งยัง
เป็นรัชทายาทในขณะนั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
——————–
1. บันทึกประวัติศาสตร์จั่วจ้วน ประพันธ์โดย
จั่วชิวหมิง กล่าวถึงสังคมประเพณีในสมัย
ชุนชิว
บทที่ 72 เรื่องราวแต่หนหลัง (2)
หากตอนนั้นซื่อจื่อน้อยอยู่ในวัง แล้วจะถูกจับ
ตัวได้อย่างไร
หากซื่อจื่อน้อยถูกจับตัวได้ แล้วรัชทายาทจะ
รอดพ้นเภทภัยได้อย่างไร
ยามนั้นเจียงปั๋อโหยวเองก็อยู่ในเมืองหลวง
แม้จะเป็นแค่ซิ่วไฉ[1]ตัวเล็ก ๆ แต่ก็ถือว่าประสบ
เหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อได้ฟังเรื่องเล่า
เกี่ยวข้องกับ ‘เด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคน’
ส่วนใหญ่ในใต้หล้ามากเข้าก็ทำได้เพียงยิ้มรับ
แต่ครั้นยิ้มแล้ว สุดท้ายกลับต้องทอดถอนใจ
เขาพรูลมหายใจ “กบฏจับตัวเด็กไปสามร้อย
คนแต่ยังตามหาองค์รัชทายาทไม่พบ จึงปั่าว
ประกาศทั่วทั้งเมืองหลวงหวังใช้ชีวิตของเด็กสาม
ร้อยคนนี้มาข่มขู่และบีบบังคับให้ราชวงศ์ส่งตัว
องค์รัชทายาท แม้ว่าแต่ไหนแต่ไรแผ่นดินถือเจ้า
ผู้ปกครองอยู่เบื้องบน ขุนนางอยู่เบื้องล่าง อาณา
ประชาราษฎร์เทิดทูนโอรสสวรรค์ ทว่าบุพการี
ของเด็กเหล่านี้จะทนดูเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
จบสิ้นชีพได้อย่างไรเล่า? เมืองหลวงถูกตีแตกแล้ว
ราชวงศ์กำลังจะล่มสลาย ในเมืองหลวงมีแต่เสียง
ซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์แพร่สะพัดไปทั่วทุกหัว
ระแหง บอกว่าราชวงศ์ก็ต้องลองนึกถึงจิตใจของ
ชาวบ้านดูบ้าง อย่างไรก็ตาม องค์รัชทายาทเป็น
เชื้อพระวงศ์ เป็นรัชทายาทผู้สูงส่ง เป็นผู้สืบทอด
ราชบัลลังก์ซึ่งอนาคตจะได้เป็นโอรสสวรรค์! แล้ว
จะไปตกอยู่ในเงื้อมมือกลุ่มกบฏเพื่อลูกชาวบ้าน
สามร้อยคนได้อย่างไรกัน?”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจกระตุกวูบทันที
เจียงปั๋อโหยวหัวเราะเสียงแปลกแปร่ง
“ภายหลังเมืองหลวงได้รับการคลายวงล้อม เหตุ
ที่ผู้คนในวังหลวงยังรอดชีวิตเป็นเพราะตอนนั้น
วังหลวงมีเพียงซื่อจื่อซึ่งอายุใกล้เคียงองค์รัช
ทายาท ทั้งยังคุ้นเคยกับเรื่องราวภายในวังหลวง
เป็นอย่างดี จรรยามารยาทและบุคลิกท่าทางก็
ล้วนไร้ข้อบกพร่อง แม้ติ้งเฟยซื่อจื่อจะอายุยัง
น้อยแต่กลับมีใจรักบ้านเมือง มีคุณธรรมของขุน
นาง ประการแรก เพื่อความปลอดภัยขององค์รัช
ทายาท ประการที่สอง เพื่อชีวิตของเด็กสามร้อย
คน ดังนั้นจึงยืดอกออกไปด้วยความกล้าหาญ
อ้างว่าตนเป็นรัชทายาท มอบศีรษะให้พวกกบฏ
ด้วยตนเอง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าโจรกบฏกลับไร้
มนุษยธรรม ครั้นได้ตัวคนแล้วกลับไม่ปล่อยเด็ก
พวกนั้นตามสัญญา ตรงกันข้าม ก่อนที่กำลังเสริม
ของราชสำนักจะมาถึงก็ยังสังหารเด็กเหล่านั้นจน
หมดสิ้น ไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!”
ภาพอันน่าสังเวชในสมัยนั้นยังคล้ายปรากฏ
ให้เห็นตรงหน้า
เจียงปั๋อโหยวส่ายศีรษะ “ซื่อจื่อน้อยในเวลา
นั้นน่าจะสิ้นชีพไปแล้ว ทว่าตอนเกิดเรื่องอยู่ใน
เดือนสิบเอ็ด พอขุดเอาคนออกมาจากน้ำแข็งก็
ยากจะจำแนก แต่เยี่ยนฮูหยินยังคงมีความหวัง
คิดว่าลูกตนไม่ได้อยู่ในนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้อง
ตามหาให้จงได้ กระทั่งแตกหักกับตระกูลเซียวจน
แยกทางจากสามีและกลับจวนหย่งอี้โหว แม้ว่า
นางจะล้มปั่วยจนจากโลกนี้ไปภายในช่วงเวลาไม่
ถึงสองปี แต่หลายปีมานี้จวนหย่งอี้โหวก็ยังคงสืบ
สานเจตจำนงของนาง ตามหาเบาะแสของซื่อจื่อ
น้อยเป็นการลับมาตลอด”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วใจหายวาบ พอเข้าใจ
อะไรได้ราง ๆ “ความหมายของท่านพ่อก็คือ
สาเหตุที่พบจดหมายที่จวนหย่งอี้โหวติดต่อกับ
กลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง เป็นเพราะพวกเขายังคง
ตามหาเบาะแสของซื่อจื่อน้อย และคนที่รู้เรื่องใน
สมัยก่อนดีมากที่สุดนอกจากนิกายสวรรค์แล้ว ก็
มีแต่พรรคพวกของผิงหนานอ๋อง…”
เจียงปั๋อโหยวผงกศีรษะ “เรื่องนี้ถือเป็นปมใน
ใจเชื้อพระวงศ์และตระกูลเซียวเลยทีเดียว!”
ซื่อจื่อน้อยตอนนั้นเพิ่งจะหกเจ็ดขวบ คำกล่าว
ที่ว่า ‘แม้จะอายุน้อยแต่กลับมีใจรักบ้านเมือง มี
คุณธรรมของขุนนาง ยืดอกออกไปด้วยความกล้า
หาญ’ อะไรนั่นเพียงพูดให้ชาวบ้านฟังก็เท่านั้น
จะดีจะชั่วอย่างไรเขาก็คลุกคลีอยู่ในวงราชการมา
นานหลายปี ไม่เชื่อถ้อยคำเต็มไปด้วยเหตุผลสวย
หรูพวกนี้จริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงเบาะแสต่าง ๆ ที่มีใน
ชาติก่อน
ที่แท้พวกเขาก็ส่งสารติดต่อกับกลุ่มกบฏผิง
หนานอ๋อง เจตนาคือตามหา ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ ซึ่ง
อาจไม่ได้อยู่บนโลกนี้ตั้งนานแล้วผู้นั้น…
นางสับสนทำอะไรไม่ถูก “แสดงว่าไม่มี
ทางแก้ไขคราเคราะห์ของจวนหย่งอี้โหวได้เลย
หรือเจ้าคะ?”
เจียงปั๋อโหยวรู้ว่านางกับเยี่ยนหลินนับว่าเป็น
สหายที่คบหากันมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ยามนี้
ภายในใจของนางต้องเป็นทุกข์แน่ แต่เมื่อเทียบ
กับตระกูลใหญ่ซึ่งเพียงขยี้เท้าก็สั่นคลอนทั้งราช
สำนักได้ ครอบครัวของพวกตนก็ไม่มีน้ำหนัก
ความสำคัญอะไรเลย
เขาเงียบอยู่นาน จากนั้นจึงกล่าวด้วย
ความรู้สึกผิด “เป็นเพราะข้าไร้ความสามารถ
หลายเดือนก่อนท่านโหวเคยเอ่ยถาม ทั้งยังเคย
พูดถึงเรื่องงานมงคลของเจ้ากับเยี่ยนหลินอีกด้วย
บอกว่ารอให้เจ้าหนุ่มนั่นทำพิธีสวมกวานแล้วจะ
เริ่มเตรียมการ แม้ยามปกติท่านโหวน้อยจะชอบ
ปีนกำแพงจวนเราทำให้ข้าต้องดุด่าอยู่บ่อยครั้ง
แต่ข้าเองก็ชื่นชมจิตใจของคนหนุ่มเช่นเขา มี
ความสามารถทั้งเชิงอักษรและเชิงยุทธ์ ต่างจาก
พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ไร้แก่นสารภายในเมือง
หลวง ข้าพอใจในตัวเขามาก ทว่าน่าเสียดายที่
ชะตาเล่นตลกกับมนุษย์ จวนตระกูลเจียงของเรา
ไม่ถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วยก็นับว่าโชคดีเป็นล้นพ้น
แล้ว แม้จะทำใจร้ายไปเหยียบย่ำซ้ำเติมไม่ลง แต่
หากให้ความช่วยเหลือ เกรงว่าจะชักนำภัยมาสู่
ตัวเช่นกัน…”
ความหมายคือต้องการบอกว่าเรื่องมงคลของ
นางกับเยี่ยนหลินจะไม่เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง
เจียงปั๋อโหยวคงรู้สึกว่านางกับเยี่ยนหลินมีใจ
ให้กันอย่างลึกซึ้ง หากไม่บอกเรื่องนี้ให้ทราบ
ตั้งแต่เนิ่น ๆ เกรงว่าพอนางรู้กะทันหันก็อาจ
กระทำเรื่องน่าตื่นตระหนกและเสียสติเอาได้
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วกลับสงบเยือก
เย็นยิ่งนัก
ก็เป็นเรื่องที่นางคาดเดาได้อยู่แล้วนี่นา
มิหนำซ้ำตั้งแต่วันแรกที่ย้อนเวลากลับมา
นางครุ่นคิดไว้แล้วว่าจะเผชิญหน้าเหตุการณ์
ดังกล่าวเช่นไร บัดนี้ในที่สุดมันก็มาถึง แต่นาง
กลับด้านชาอย่างน่าประหลาด สภาพจิตใจ
กระจ่างใสดุจผืนทะเลสาบ ปราศจากความร้อน
รนกระวนกระวายที่เคยมีในอดีต
ห้องอักษรเงียบสงัด
เจียงปั๋อโหยวเพียงมองนางด้วยสายตากลัด
กลุ้ม
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้น
อย่างแช่มช้าและคารวะเจียงปั๋อโหยวอีกครา
“ยามนี้จวนหย่งอี้โหวกำลังจะเผชิญเคราะห์ร้าย
ลูกทราบว่าท่านพ่อไม่อาจทำให้กระแสน้ำอัน
เชี่ยวกรากไหลทวนกลับ แต่จวนโหวมีบุญคุณต่อ
จวนตระกูลเจียง เยี่ยนหลินมีบุญคุณต่อลูก วันนี้
เสวี่ยหนิงบังอาจขอร้องเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวไม่เคยเห็นนางจริงจังเช่นนี้มา
ก่อน จึงอดนิ่งอึ้งไปไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงบอกกล่าวความคิดตนอย่าง
สุขุม “ที่ผ่านมาเยี่ยนซื่อจื่อเคยมอบของล้ำค่าให้
มากมาย หากจวนโหวประสบกาลอับโชคจะต้อง
ถูกยึดทรัพย์เป็นแน่แท้ เรื่องราวในราชสำนักล้วน
ใช้เงินเพื่อเดินเรื่องไม่ใช่หรือเจ้าคะ? แม้ภายภาค
หน้าจะมีความผิด คนในครอบครัวต้องถูก
เนรเทศ แต่ก็ยังต้องใช้เงินทองไปเสียทุกเรื่องอยู่
ดี ลูกอยากขายของเก่า ๆ แต่ก็กลัวจะได้ราคาต่ำ
เพราะความรีบร้อน และยิ่งกลัวว่าจะเกิด
เรื่องราวมากมายจนดึงจวนของเราเข้าไปพัวพัน
ด้วย ดังนั้นจึงใคร่ขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อ
เจ้าค่ะ”
ใช่แล้ว
จวนหย่งอี้โหวประสบเหตุโดยไม่รู้ล่วงหน้า
ขณะนี้กองทหารปิดล้อมจวนไม่ต่างจากการกัก
บริเวณแม้แต่น้อย ต่อให้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล
เพียงใดก็ไม่มีที่ให้ใช้ ครั้นตัดสินโทษเป็นที่
แน่นอนแล้ว การถูกยึดทรัพย์ย่อมถือเป็นโทษ
สถานเบาที่สุด
เจียงปั๋อโหยวรู้ว่าเยี่ยนหลินทุ่มเทให้ยายหนูห
นิงหมดหน้าตัก ยังคิดอยู่เลยว่ายายหนูหนิงเป็น
คนแล้งน้ำใจ
คาดไม่ถึงว่านางยังจำความดีของผู้อื่นได้
ถึงกับคิดจะตอบแทนบุญคุณ
เขาน้ำตารื้นเล็กน้อย กำลังจะตอบตกลง
เพียงแต่พอครุ่นคิดก็กลุ้มใจอยู่บ้าง “แต่ตอนนี้อยู่
ในช่วงวิกฤติ ทั้งราชสำนักไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากให้
จวนโหว ต่อให้เตรียมเงินทองเอาไว้เรียบร้อยก็ไม่
รู้ว่าควรติดต่อผู้ใด และยิ่งไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดกล้า
ติดต่อให้จวนโหวอีกด้วย…”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาลงเล็กน้อย “ท่านพ่อ
ไม่ต้องกังวล เรื่องที่เหลือลูกย่อมมีวิธีเจ้าค่ะ”
แม้บางครั้งกลัวว่าการเลี้ยงเสือไว้จะเป็นภัย
แต่ยามจำเป็นก็คงต้องปั้อนอาหารให้มันบ้างสัก
ครั้ง
*****
จวนหย่งอี้โหวซึ่งมีผู้คนไปมาหาสู่คลาคล่ำใน
กาลก่อน บัดนี้ถูกทหารโอบล้อมแน่นหนา แม้
นกกระจอกยังไม่กล้ารั้งอยู่บนขั้นบันไดเลยสักตัว
นิวาสสถานอันยิ่งใหญ่อลังการเต็มไปด้วย
ความอ้างว้างและหดหู่
ความรุ่งโรจน์ที่มีมาช้านานประดุจความฝัน
ตื่นหนึ่ง ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงภยันตรายที่กำลัง
ย่างกรายมาถึงตัว ไม่รู้ว่าดาบสังหารที่กำลังเงื้อ
ขึ้นสูงนั้นจะบั่นคอเมื่อใด
ท่านโหวเยี่ยนมู่นอนอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้า
ขาวซีดเล็กน้อย ยังคงไอไม่หยุด
เยี่ยนหลินยกชามยามานั่งหน้าเตียง ยิ้มเอ่ย
กับเขาว่า “หลายวันก่อนตอนฝนตก บอกให้ท่าน
อย่าดื่มสุราท่านก็ไม่ฟัง ซ้ำยังต้องลากข้ามาดื่ม
ด้วย ตอนนี้ลมเย็นคุกคาม ทั้งยังปวดศีรษะอีก
ทราบว่าตนทำผิดไปแล้วสินะขอรับ?”
เยี่ยนมู่กล่าวด้วยความรังเกียจ “ยานี้มันขม”
ชิงเฟิงซึ่งเป็นผู้คอยปรนนิบัติรับใช้เยี่ยนหลิน
เพิ่งก้าวเข้ามา เขาช้อนตามองถามเสียงเบา
“ท่านโหว ซื่อจื่อขอรับ หลิงอวิ้นเซวียนมาส่ง
เทียบเชิญที่สั่งทำไปเมื่อเดือนที่แล้วสำหรับพิธี
สวมกวานของซื่อจื่อ พ่อบ้านกำลังตรวจสอบ
ร่วมกับทหารพวกนั้นอยู่ตรงหน้าประตูและส่ง
ข้าน้อยมาถามเป็นการเฉพาะ เทียบเชิญเหล่านี้…
ยังจะส่งไปอีกหรือไม่ขอรับ?”
เยี่ยนมู่ชายตามองเยี่ยนหลินคราหนึ่ง
มือของเยี่ยนหลินที่กำลังใช้ช้อนไม้คนยาใน
ชามชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่เหลือบสายตาขึ้นมา
แม้แต่น้อย เพียงตอบว่า “ต้องสิ ยังต้องส่ง ไฉน
จึงจะไม่ส่งกันเล่า?”
เยี่ยนมู่ถอนหายใจ “ปัจจุบันจวนโหวมีสภาพ
เยี่ยงนี้ ต่อให้ส่งเทียบเชิญ จะมีสักกี่คนที่กล้ามา
เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า?”
เยี่ยนหลินไม่แยแส ใบหน้าสงบเยือกเย็นยิ่ง
นัก “หากไม่ประสบคราเคราะห์ย่อมไม่ล่วงรู้ใจ
คน บัดนี้ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสให้พวกเรา
ได้มองเห็นอย่างถ่องแท้ แล้วท่านพ่อกับข้าไยต้อง
ทำให้สวรรค์ผิดหวังด้วยเล่า?”
เยี่ยนมู่อึ้งงัน
เยี่ยนหลินเพียงเอ่ยกับชิงเฟิงว่า “ไปตอบ
พ่อบ้านเถอะ”
ชิงเฟิงมองซื่อจื่อของตนอย่างค่อนข้างแปลก
ใจ คล้ายคิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเช่นนี้ออกมาได้
ผ่านไปเนิ่นนานถึงรู้สึกตัว ค่อยค้อมกายตอบรับ
และถอยออกไป
เยี่ยนหลินคอยปรนนิบัติให้เยี่ยนมู่ดื่มยา
เยี่ยนมู่นิ่งเงียบอยู่นาน
เมื่อดื่มยาหมดแล้วถึงเอนกายบนหมอนอิงที่
บุตรชายยกขึ้นมา กะพริบตาเอ่ยปากด้วยความ
ขมขื่นเล็กน้อย “ ‘น้ำหยดศิลายังกัดกร่อน
รวบรวมทรายก่อเป็นรูปร่างได้’ ศึกษาพิณมา
ยี่สิบสามปี เซี่ยเซียนเซิงผู้นั้นบอกเจ้าเช่นนี้จริง
หรือ?”
เยี่ยนหลินจ้องมองชามยาว่างเปล่า “ขอรับ”
เยี่ยนมู่หัวเราะออกมาทันที น้ำตาผู้เฒ่าค่อยๆ
ไหลรินจากหางตาอันเต็มไปด้วยรอยยับย่น
——————–
1. ซิ่วไฉ เป็นยศของบัณฑิตที่ผ่านการสอบถง
เซิงซึ่งเป็นการสอบเบื้องต้นในระดับท้องถิ่น
มีด้วยกันสามระดับ ได้แก่ การสอบระดับ
อำเภอ (เซี่ยนซื่อ) การสอบระดับเมือง (ฝู
ซื่อ) และการสอบซึ่งจัดโดยขุนนางที่ราช
สำนักมอบหมายหน้าที่มาโดยตรง (ย่วน
ซื่อ) ผู้สอบผ่านครบสามระดับจะได้วุฒิซิ่ว
ไฉ