คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 73 เก็งกำไรหุ้น (1)
ก่อนจะจากไป เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง
แล้วพูดขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ
ครึ่งปีต่อจากนี้ลูกคงจะอยู่ในวังหลวงเป็นส่วน
ใหญ่ นับดูแล้วราวสิบวันถึงจะได้กลับจวนสักครั้ง
ระยะเวลาที่ได้อยู่จวนมีไม่มากจริง ๆ ทว่าที่เรือน
ของลูกกลับมีสาวใช้และหญิงรับใช้ทำงานอยู่กลุ่ม
หนึ่ง ถึงยามปกติต้องมีคนคอยปัดกวาดเช็ดถู แต่
ก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานมากขนาดนี้ ไม่สู้ประเดี๋ยว
ลูกตัดออกไปหลายคนหน่อย ส่วนถังเอ๋อร์กับ
เหลียนเอ๋อร์สองคนนี้ถือว่าจงรักภักดีกับลูก ไม่
ทราบว่าพอจะขอให้หญิงรับใช้และผู้ดูแลจวน
ช่วยสอนพวกนางดูบัญชีได้หรือเปล่าเจ้าคะ หรือ
หากที่ชนบทมีกิจการไร่นาสาโทอันใด พอจะพา
พวกนางไปเปิดหูเปิดตาเพื่อเรียนรู้ให้มากสัก
หน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
เจียงปั๋อโหยวยังคงจมจ่อมกับความชื่นชม
ระคนสับสนที่ในที่สุดบุตรีคนรองก็รู้ความเสียที
ครั้นได้ฟังคำพูดนี้ของนางจึงงุนงงอยู่บ้าง “พวก
สาวใช้และหญิงรับใช้ที่ไม่ได้ใช้งานจะตัดออกไป
สักครึ่งหนึ่งก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ไฉนต้องให้สาวใช้
ประจำตัวสองคนนั้นของเจ้าไปเรียนรู้การทำ
บัญชีการดูแลกิจการด้วย?”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตอนนี้ถือเป็นโอกาสอัน
ดียิ่งแล้ว
นางใคร่ครวญก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อท่านพ่อ
ทราบเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวังหลวง ก็น่าจะ
ทราบว่าตอนนั้นลูกตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงอันตราย
ปานใด และต้องโชคดีเพียงไรถึงรอดพ้นหายนะ
หนนี้มาได้ ลูกได้รับการเลี้ยงดูจากอี๋เหนียงจน
เติบใหญ่ในชนบท คราแรกที่ได้เข้าเมืองหลวงก็
รู้สึกว่าเมืองหลวงแสนจะเจริญรุ่งเรืองไปเสียทุก
สิ่ง ช่างต่างจากการเดินเตร็ดเตร่ตามท้องร่อง
ท้องนายิ่งนัก ทว่าครั้นประสบเหตุการณ์เหล่านี้
จึงรู้สึกว่าเมืองหลวงเฟืองฟูก็จริง แต่ใช่จะมี
อิสรเสรีเช่นบ้านนอกคอกนา ความคิดความอ่าน
ของลูกไร้เดียงสา ขอท่านพ่ออย่าได้หัวเราะเยาะ
เลย ลูกคิดว่าหลังจากสิ้นสุดการเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาแล้วจะออกจากเมืองหลวง กลับไปพัก
อยู่ที่บ้านพักในชนบทสักระยะเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวนิ่งงัน
เขารู้สึกว่าคำพูดของยายหนูหนิงน่าเหลือเชื่อ
ชวนตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง อยู่เหนือความ
คาดหมายของเขามากทีเดียว แต่เมื่อลอง
พิจารณาต้นสายปลายเหตุที่นางอธิบายอย่าง
ละเอียด ก็รู้สึกว่าหากคนผู้หนึ่งประสบเหตุการณ์
เช่นนี้ อาจจะเกิดความคิดแบบนางขึ้นมาก็ได้
ความรู้สึกผิดในยามนี้จึงไม่อาจกล้ำกลืนยิ่ง
กว่าเดิม
เขาอ้าปาก ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยว่า “เป็น
สาวเป็นนาง ยังไม่ได้แต่งงานแต่งการเสียด้วยซ้ำ
มาพูดเรื่องออกจากบ้านได้อย่างไรกัน? ถึงแม้เจ้า
กับเยี่ยนหลินจะมีบุญแต่ไร้วาสนา แต่ไม่แน่ว่า
ภายภาคหน้าอาจได้พบคนที่ดีต่อเจ้าเช่นเยี่ยนห
ลินหรือกระทั่งอาจดีกว่าก็เป็นได้ ต่อให้อยาก
ออกไปจากเมืองหลวง ถึงอย่างไรทางที่ดีที่สุดก็
คือต้องฝากผีฝากไข้กับคนดี ๆ เจ้าวางใจเถอะ
ข้ารู้ว่าเจ้าทุกข์ใจ เพียงแต่ท่านแม่ของเจ้านั้น
นาง นาง เฮ้อ…”
เขานึกอยากอธิบายแทนเมิ่งซื่อสักหลาย
ประโยค
แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากและมองสบดวง
เนตรงามกระจ่างสุกใสของเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่
มีเสียงใดเล็ดลอด สุดท้ายก็ทำได้แค่เปลี่ยนเป็น
เสียงถอนหายใจเฮือก
เจียงปั๋อโหยวตบบ่านาง พูดเพียงว่า “เจ้าเอง
ก็เหนื่อยแล้ว เกรงว่าตอนอยู่ในวังคงนอนหลับไม่
สนิทด้วยซ้ำสินะ? กลับห้องไปพักผ่อนให้ดี ๆ
เถิด ส่วนถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์สองคนนั้น ใน
เมื่อเจ้าต้องการ ประเดี๋ยวข้าจะสั่งการผู้ดูแลให้
ไปทำตามที่เจ้าบอก”
การที่เจียงเสวี่ยหนิงเลือกพูดออกมาในตอนนี้
ก็เพียงเพื่อกรุยทางไว้ก่อน ปั้องกันไม่ให้อีกครึ่งปี
ต่อมาพอตนบอกจะไปจากเมืองหลวงอย่างปุบ
ปับแล้วคนในครอบครัวจะยอมรับไม่ได้ ฉะนั้น
การที่เจียงปั๋อโหยวไม่ได้อนุญาตทันทีจึงอยู่ใน
ความคาดหมาย
นางทั้งไม่ได้เรียกร้องและไม่ได้คัดค้านอันใด
เพียงผงกศีรษะอย่างว่าง่าย กล่าวอำลาและ
ค้อมกายคารวะ ก่อนเดินออกไปจากห้องอักษร
ตอนสนทนากับเจียงปั๋อโหยวระยะหนึ่งเสร็จสิ้น
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ก็สืบข่าวกลับมาได้ พวก
นางยืนรออยู่ตรงระเบียงทางเดิน เมื่อเห็นเจียง
เสวี่ยหนิงเดินออกมาก็ก้าวตามหลังกระซิบเสียง
เบา “แย่แล้วเจ้าค่ะ! หญิงรับใช้ของจวนชิงหย่วน
ปั๋อบอกว่า ครั้งก่อนหลังจากแม่นางฟางอิ๋นมีเรื่อง
กับคุณหนูโหยวเย่ว์ก็ถูกขังเอาไว้หกเจ็ดวันถึง
ค่อยปล่อยตัวออกมา แต่นี่เพิ่งจะอยู่อย่างสงบได้
แค่ไม่กี่วันเอง คุณหนูโหยวเย่ว์ก็กลับมาจากวังอีก
แล้ว ไม่รู้จะทรมานนางอีกเช่นไรบ้างเจ้าค่ะ!”
*****
ขณะนี้โหยวเย่ว์ไม่มีเวลาไปทรมานโหยว
ฟางอิ๋น นางนั่งอยู่ในห้องตัวเอง เมื่อฟังสิ่งที่บ่าว
รับใช้และหญิงรับใช้กลับมารายงาน ดวงตาทั้ง
สองข้างก็เปล่งประกาย “เรื่องที่พวกเจ้าพูดเป็น
ความจริงหรือ?”
หญิงรับใช้รู้สึกงุนงงสงสัยอยู่บ้าง ไม่รู้เพราะ
เหตุใดคุณหนูถึงใส่ใจมากเพียงนี้
แต่ในเมื่อคุณหนูใส่ใจแสดงว่าเรื่องนี้สำคัญ
ดังนั้นจึงยิ่งตอบด้วยความมั่นใจ “จริงทั้งสิ้นเจ้า
ค่ะ เหรินเหวยจื้อผู้นั้นพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงใน
เมืองหลวง วัน ๆ เอาแต่บอกผู้อื่นว่าสิ่งที่ตน
คิดค้นขึ้นมาใหม่จะช่วยให้ขุดบ่อได้ลึกขึ้นอะไรนี่
แหละเจ้าค่ะ แต่ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นพวก
สิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งยังต้องการเงินจำนวนมาก
จึงไม่มีผู้ใดกล้าลงทุนด้วย ตอนพวกบ่าวไปสืบ
ข่าวตามที่คุณหนูสั่ง ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมแห่งนั้นกำลัง
เร่งรัดเขาให้จ่ายค่าห้อง บอกว่าถ้ายังไม่จ่ายอีก
จะตะเพิดออกไปเสีย สมัยนี้ไฉนยังมีคน
หลอกลวงเช่นนี้อยู่อีกนะ”
ดูท่าตอนนี้เหรินเหวยจื้อจะกำลังค่อนข้าง
ลำบาก
แต่หากเรื่องเครื่องขุดบ่อเป็นความจริง…
โหยวเย่ว์ลุกขึ้นเดินวนไปเวียนมา เมื่อมอง
ออกไปเบื้องนอกจึงเห็นว่ายังเช้าอยู่ “ข้าออก
จากวังก็อยู่บ้านได้แค่ไม่กี่วัน โอกาสเช่นนี้หาก
พลาดไปวันหน้าไหนเลยยังจะหามาได้อีก? พวก
เจ้าไม่ต้องมัวพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ รีบสั่งคนไป
เตรียมรถม้าให้ข้าทันที ออกไปข้างนอกกัน”
หญิงรับใช้ตกใจ “ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ?”
โหยวเย่ว์มองอีกฝั่ายอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง
รู้สึกชัดเจนว่าหญิงรับใช้นางนี้หัวทึบแล้วยังจะพูด
มากอีก นางตอบอย่างหัวเสียว่า “ก็ต้องไป
โรงเตี๊ยมสู่เซียงน่ะสิ!”
ครั้นพูดจบก็นึกถึงโหยวฟางอิ๋น “ช่วงนี้นาง
สารเลวนั่นทำตัวว่าง่ายหรือไม่?”
หญิงรับใช้ตอบ “ให้กินข้าวแค่วันละมื้อ ทำ
ตัวว่าง่ายมากเลยเจ้าค่ะ”
โหยวเย่ว์กลอกตา เริ่มขบคิด “ข้าเป็นถึง
คุณหนูตระกูลใหญ่ แล้วจะไปเผยโฉมเช่นคนชั้น
ต่ำพวกนั้นได้อย่างไร? ดูท่านางสารเลวนั่นคงเคย
แอบแล่นไปขลุกตามท้องถนนถึงได้รู้เรื่องพวกนี้
เจ้าจงไปพาตัวนางสารเลวคนนั้นมา เปลี่ยนชุดให้
สะอาดสะอ้านหน่อยแล้วให้นางออกไปข้างนอก
พร้อมพวกเรา”
หญิงรับใช้หลากใจยิ่งนัก
นางไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าคุณหนูของตน
ต้องการทำสิ่งใด อยากจะไต่ถามสักหลาย
ประโยคแต่ก็กลัวถูกลงโทษ ฉะนั้นจึงทำได้เพียง
ไปหิ้วตัวคนมาจากห้องเก็บฟืนด้วยความสงสัย
เต็มทน
*****
สภาพอากาศยามย่างเข้าเหมันต์เริ่มหนาว
เย็น ห้องเก็บฟืนมืดครึ้มเย็นเยียบมีลมโกรก
โหยวฟางอิ๋นได้รับเพียงผ้านวมผืนเดียว
นางนั่งกอดเข่าขดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง
ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าสกปรก และ
เนื่องจากทั้งหิวทั้งหนาวเหน็บอยู่เสมอ ยามราตรี
จึงมักจะนอนไม่ค่อยหลับ ดวงตาทั้งสองข้างเต็ม
ไปด้วยเส้นเลือดฝอย ส่วนใต้ตาก็ยิ่งดำคล้ำ ร่างดู
อิดโรยทรุดโทรมกว่าสิบวันก่อนไม่รู้ตั้งเท่าไร
นางเงยศีรษะในตอนที่หญิงรับใช้เดินเข้ามา
จากภายนอก เวลามองคนยังเห็นเป็นภาพซ้อน
จวบจนได้ยินเสียง นางถึงได้สติ
ยามเอ่ยปากลำคอแห้งผาก สุ้มเสียงแหบพร่า
“พี่หญิงรองจะปล่อยข้าออกไปหรือ?”
หญิงรับใช้ปกติยามอยู่กับโหยวเย่ว์ไม่กล้าทำ
อะไรสักอย่าง ทว่าครั้นเผชิญหน้านางกลับเชิด
หน้าแค่นเสียงออกจมูกเบา ๆ ไม่ตอบคำถามด้วย
ซ้ำ เพียงบอกให้หญิงรับใช้ซึ่งทำงานจิปาถะทั่วไป
วางถังน้ำเย็นบนพื้น จากนั้นโยนชุดกระโปรงของ
สาวใช้ให้แล้วกล่าวว่า “รีบจัดการตัวเองให้
เรียบร้อย ประเดี๋ยวต้องตามคุณหนูรองออกไป
ข้างนอก”
พูดจบก็แค่นเสียงเหอะแล้วเดินจากไป
บทที่ 73 เก็งกำไรหุ้น (2)
โหยวฟางอิ๋นนิ่งงันอยู่ตรงมุมกำแพงครู่หนึ่ง
ถึงรู้สึกตัว นางผุดลุกพรวดพราดจนรู้สึกถึงเลือด
ลมฉีดพุ่งขึ้นหัวสมอง ฟั้าดินพลิกคว่ำพลิกหงาย
จนเกือบเซล้ม โชคยังดีที่รีบยึดกองฟืนด้านข้าง
เอาไว้ได้ทัน ถึงค่อย ๆ ฟืนฟูกำลังวังชากลับมา
พี่หญิงรองรังเกียจนางมาตลอด ทว่าวันนี้
กลับจะจับนางเปลี่ยนชุดสะอาด ๆ และให้
ออกไปข้างนอกด้วยกัน…
เพราะเรื่องบ่อเกลือใช่หรือไม่
ในที่สุดภายในหัวสมองของโหยวฟางอิ๋นก็
ค่อย ๆ ผุดภาพอากัปกิริยาของเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะเล่าเรื่องนี้ให้ตนฟัง และนึกถึงภาพขณะอีก
ฝั่ายหลุบตาไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องที่ตัวเองถูกรังแกใน
วังหลวง พลันรู้สึกว่าความทรมานตลอดสิบวันนี้
ได้รับผลตอบแทนแล้ว ผืนฟั้าอันทะมึนมืดที่กด
ทับนางจนหายใจไม่ออกคล้ายจะสว่างสดใส
ขึ้นมาหลายส่วน
นางขบกรามแน่น ฝืนอดทนความหนาวเย็นที่
ทำให้ร่างสั่นสะท้าน ถอดชุดสกปรกโสมมของ
ตนเองออกในห้องเก็บฟืน ใช้น้ำเย็นเฉียบ
ปราศจากความอุ่นร้อนในถังไม้เช็ดเรือนกายอันมี
แต่บาดแผลทั้งเก่าและใหม่
จากนั้นก็สวมชุดกระโปรงผ้าแบบเรียบง่ายตัว
นั้นให้เรียบร้อย
หลังรวบผมจัดทรงใหม่แล้ว นางก็เงยศีรษะ
ก้าวออกจากห้องเก็บฟืนด้วยใบหน้าสะอาด
สะอ้านไร้เครื่องประทินโฉม
โหยวเย่ว์รอบนรถม้านอกประตูข้างอย่าง
รำคาญใจอยู่นาน พอเห็นโหยวฟางอิ๋นเดินตาม
หญิงรับใช้มาด้วยท่าทางราวกับผีอดอยากก็เยาะ
เย้ยถากถาง “ดูท่าทางผอมแห้งแรงน้อยน่า
สมเพชของเจ้าสิ ช่างเหมือนมารดาชั้นต่ำผู้นั้น
ของเจ้านัก ว่าอย่างไรเล่า ตอนนี้ไม่มีแรงจะต่อ
ปากต่อคำแล้วละสิ?”
โหยวฟางอิ๋นแสดงการคารวะ “คารวะพี่หญิง
รองเจ้าค่ะ”
โหยวเย่ว์กลอกตาค้อน ปล่อยผ้าม่านลงทันที
“เจ้าไปนั่งตรงที่นั่งสารถีข้างนอก อย่าเข้ามาทำ
ให้รถม้าข้าสกปรก”
โหยวฟางอิ๋นยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้าง “นี่พี่
หญิงรองกำลังจะไปที่ใด แล้วพาข้าไปด้วยเหตุใด
หรือเจ้าคะ?”
โหยวเย่ว์ตอบเพียงว่า “ให้โอกาสเจ้าทำคุณ
ไถ่โทษ ตอนนี้ข้าจะไปโรงเตี๊ยมสู่เซียง ไปพบเห
รินเหวยจื้อผู้นั้นสักหน่อย หากเจ้าช่วยข้าทำงาน
นี้สำเร็จ ตอนข้าเข้าวังครั้งหน้าจะไม่ลงโทษให้เจ้า
ไปอยู่ห้องเก็บฟืน ทั้งยังจะปล่อยเจ้าออกไปเซ่น
ไหว้มารดาที่ตายไปแล้วด้วย!”
โหยวฟางอิ๋นพลันใจสั่นสะท้าน
โหยวเย่ว์หัวเราะดูแคลนขณะกล่าวเตือน
“เพียงแต่อย่าได้เล่นลูกไม้ใด ๆ เด็ดขาด มิ
เช่นนั้นข้ามีวิธีจัดการเจ้าแน่!”
โหยวฟางอิ๋นรู้ว่าโอกาสอันล้ำเลิศมาถึงแล้ว
นางเติบใหญ่ท่ามกลางการดูหมิ่นเหยียดหยาม
และการด่าทอทุบตีของผู้อื่นมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ได้
รู้สึกอะไรกับพฤติกรรมและคำพูดชั่วร้ายเช่นนี้
ของโหยวเย่ว์ ความอดทนของนางนับว่าน่าทึ่งยิ่ง
นัก
นางรับคำด้วยอาการละล้าละลัง “เจ้าค่ะ”
จากนั้นจึงปีนขึ้นที่นั่งด้านนอกของรถม้าอย่าง
ว่าง่าย เกาะแน่นด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
สารถีปรายตามองอย่างเห็นใจพร้อมหวดแส้ใส่ม้า
รถม้าจึงเคลื่อนออกจากจวนตระกูลโหยว มุ่งหน้า
ไปยังโรงเตี๊ยมสู่เซียง
*****
เจียงเสวี่ยหนิงได้ฟังรายงานจากถังเอ๋อร์กับ
เหลียนเอ๋อร์ก็รู้สึกหัวสมองพองโต
โหยวฟางอิ๋นย่อมเชื่อฟัง ย่อมน่าสงสาร และ
ย่อมยอมตั้งหน้าตั้งตาเพียรพยายามอยู่แล้ว ทว่า
การจะกระทำตามใจชอบในเรือนหลังนั้นเป็น
เรื่องยากลำบากนัก แม้แต่อิสรภาพจะได้ออก
จากจวนยังไม่มี มิหนำซ้ำยังถูกโหยวเย่ว์ควบคุม
ทุกวี่วัน ไร้กำลังจะต่อต้าน ช่างน่ากังวลเสียจริง
เจียงเสวี่ยหนิงรับประทานอาหารกลางวันไป
พลางถอนหายใจไปพลาง
ถังเอ๋อร์คอยปลอบใจนางอยู่เรื่อย ๆ “แม่นาง
โหยวได้ท่านออกโรงให้ความช่วยเหลือก็ถือเป็น
บุญที่หาได้ยากแล้ว สตรีในใต้หล้านี้แต่ละคนยาม
อยู่บ้านต้องเชื่อฟังบุพการี นางไม่อาจหลุดพ้น
จากสถานการณ์เช่นนี้ภายในช่วงระยะเวลาอัน
สั้นได้อยู่ดีเจ้าค่ะ ท่านกินข้าวก็กินข้าวไปเถิด
อย่าถอนหายใจอีกเลย ได้ยินแล้วพวกบ่าวก็
พลอยกลุ้มใจไปด้วยนะเจ้าคะ”
เหลียนเอ๋อร์หน้าตาอมทุกข์เช่นกัน “นั่นสิเจ้า
คะ ถึงอย่างไรก็คิดวิธีช่วยเหลือไม่ได้อยู่ดี”
เจียงเสวี่ยหนิงวางตะเกียบ เลือกไม่กินต่อ
แล้ว เพียงเอ่ยว่า “ใครบอกว่าไร้วิธีช่วยกัน? แค่ดู
ว่ากล้าทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
หลังจากโหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนหาเงินจนได้
เป็น ‘เศรษฐีนีอันดับหนึ่ง’ ไม่นานนักก็หาโอกาส
ช่วงที่คนในจวนไม่ทันสังเกตหลบหนีออกจาก
จวนตระกูลโหยว แล้วไปหาคนที่นางได้รู้จักจาก
กลุ่มก้อนต่าง ๆ เพื่อซื้อปั้ายผ่านทาง จากนั้นใช้
สายสัมพันธ์ทางการค้าเดินทางออกจากเมือง
หลวง ระหกระเหินจากบ้านเกิดไปยังเจียงหนาน
เพื่อขยับขยายอาณาจักรของตนเอง
ทางด้านจวนชิงหย่วนปั๋อเล่า
ก็แค่บุตรีอนุภรรยาไร้ค่าหายไปคนหนึ่ง แจ้ง
ความเสร็จก็ทำเหมือนนางถูกพ่อค้าทาสจับตัวไป
ขาย ไม่ได้ให้ความสนใจอีก กระทั่งหลายปีต่อมา
โหยวฟางอิ๋นกลายร่างเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งมา
เยือนเมืองหลวง คนจวนชิงหย่วนปั๋อถึงจะเพิ่ง
จดจำนางได้ ทว่ายามนั้นจวนปั๋อตกอับไปแล้ว ยิ่ง
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเงินของโหยวฟางอิ๋นสามารถซื้อ
ตัวเทพยดาได้ด้วยซ้ำไป นางจึงไม่กริ่งเกรงจวน
ปั๋อเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแม้แต่น้อย ไม่เกิดปัญหาใด ๆ
ทั้งสิ้น
เพียงแต่โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้จะกี่มากน้อยก็
ขี้ขลาดและอ่อนแออยู่บ้าง มิหนำซ้ำกระทั่งตัว
เจียงเสวี่ยหนิงเองยังไม่กล้าออกจากจวนไปผจญ
ภัยสุดหล้าฟั้าเขียวเพียงลำพังเหมือนอย่างโหยว
ฟางอิ๋นในชาติก่อนเลย เช่นนี้แล้วจะกล้าหวังให้
โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้ทำแบบนั้นได้อย่างไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงหนักใจแล้วจริง ๆ
คิดแล้วคิดอีกก็ยังหาวิธีการดี ๆ ที่จะทำให้
โหยวฟางอิ๋นหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ไม่ได้ นางจึง
พักเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวและเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น
แทน “หากมีข่าวคราวจากทางฝังของฟางอิ๋นก็
คอยฟังต่อ ไปเตรียมรถม้ากันก่อน พวกเราไปที่
โรงเตี๊ยมสู่เซียงกัน”
เหรินเหวยจื้อที่เล่าขานกันผู้นั้น เจียงเสวี่ย
หนิงยังไม่เคยพบหน้า
แม้ตอนนี้ยังไม่ได้คิดจะลงมือ แต่หากได้ลอง
พบหน้าเจ้าตัวดูก่อน อาจบังเกิดความมั่นใจ
เพิ่มขึ้นบ้างก็ได้
เพียงแต่นางไม่นึกเลยว่ารถม้าเพิ่งออกจาก
จวนไม่ถึงหนึ่งเค่อ ยังห่างจากโรงเตี๊ยมสู่เซียงซึ่ง
ตั้งอยู่ทางทิศประจิมของเมืองถึงสองช่วงถนน
เหลียนเอ๋อร์ซึ่งกำลังแอบมองนอกตัวรถก็เบิกตา
โพลง ดึงนางด้วยสีหน้าประหลาดใจพร้อมชี้ไป
นอกตัวรถ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ! ท่านดูสิ บ่าว
ตาฝาดไปหรือไม่ นั่นไม่ใช่แม่นางฟางอิ๋นหรือเจ้า
คะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เชื่อ “อะไรนะ?”
นางรีบเข้าประชิดทันที เคลื่อนสายตามอง
ตามนิ้วมือเหลียนเอ๋อร์ เยื้องไปด้านหน้าไม่ไกล
นัก รถม้าคันหนึ่งกำลังเปลี่ยนทิศทาง บน
กระดานไม้นอกจากจะมีสารถีผู้หนึ่งนั่งอยู่ ยังมี
ดรุณีดวงหน้าหมดจดอีกคนด้วย แม้จะซูบเซียว
และอิดโรยลงไปมาก แต่รูปร่างหน้าตาเช่นนั้น
หากไม่ใช่โหยวฟางอิ๋น ที่นางอยากจะพบอยู่เมื่อ
สักครู่แล้วยังจะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง “นั่นคือรถม้าของจวน
ตระกูลโหยว?”
เหลียนเอ๋อร์ผงกศีรษะถี่ ๆ “ใช่เจ้าค่ะ เป็นรถ
ม้าจวนตระกูลโหยว แปลกเกินไปแล้ว!”
ไม่รู้ว่าหมายถึงเรื่องที่โหยวฟางอิ๋นออกมา
จากจวนได้เป็นเรื่องแปลก หรือการที่นางนั่งอยู่
บนที่นั่งข้างสารถีกันแน่ที่แปลก
หรือจะทั้งสองอย่าง
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองฝั่ายนั้นอยู่นาน ต่อมา
ก็พลันหัวเราะ เอ่ยว่า “บอกไปว่าให้สารถีตามอยู่
ห่าง ๆ และอย่าเข้าใกล้มากนัก ข้าว่าพวกนางไป
ทางเดียวกับเรา ไม่สู้เดินทางให้ช้าลงสักหน่อย
ดีกว่า ดูซิว่าพวกนางจะทำอะไร”
ถังเอ๋อร์ลังเล “แต่ท่านกำลังจะไปหาเหริน
เหวยจื้อผู้นั้นเพื่อร่วมหุ้นอะไรนั่นไม่ใช่หรือเจ้า
คะ?”
หากถูกผู้อื่นชิงไปก่อนเล่า…
เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจโหยวฟางอิ๋นอยู่
นาน เมื่อแน่ใจแล้วว่าถึงจะดูเหมือนอิดโรย แต่
ร่างกายไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงปล่อยผ้าม่านลง
อย่างแช่มช้า “เรื่องนี้ไม่รีบร้อน”
ถังเอ๋อร์แปลกใจยิ่งนัก “เหตุใดถึงไม่รีบร้อน
ล่ะเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สะดวกจะอธิบายความ
พิสดารที่แฝงอยู่ในนั้น เพียงแต่จู่ ๆ ก็นึกถึงคำ
บางคำที่ทำให้นางตราตรึงอย่างลึกซึ้งจากชาติที่
แล้วขึ้นมาได้ จึงกล่าวกลั้วหัวเราะ “เคยได้ยินคำ
ว่า ‘เก็งกำไรหุ้น’ หรือไม่?”
ไม่ใช่ว่าผู้ใดเข้าร่วมได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะเสีย
หน่อย