คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 74 ทักษะพิเศษ (1)
“ถึงจะไม่รู้ว่าเจ้าไปฟังข่าวมาจากที่ใด แต่ข้า
ส่งคนไปสืบมาแล้ว คนชื่อเหรินเหวยจื้อผู้นี้มีอยู่
จริง ครอบครัวเขามีนาเกลือซึ่งดำเนินกิจการมา
นานหลายปีแล้วจริง ๆ เพียงแต่ปัจจุบันไม่มีเกลือ
ออกมาแล้ว แม้แต่คนงานยังเหลือไม่กี่คน” ครั้น
เห็นโรงเตี๊ยมสู่เซียงอยู่ในระยะสายตา โหยวเย่ว์ก็
เริ่มสั่งการโหยวฟางอิ๋น “สถานะของข้าต่างจาก
เจ้า โรงเตี๊ยมสู่เซียงอะไรนี่ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่
สกปรกโสมมเช่นใด พอไปถึงแล้วข้าจะให้รถม้า
รอด้านนอก ส่วนตัวข้าจะรอเจ้าอยู่ฝังตรงข้าม
โรงเตี๊ยม เมื่อเจ้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้วจง
สอบถามให้ชัดเจน อีกสักครู่ค่อยกลับมาหาข้า
หากผู้อื่นถามถึงสถานะของข้า จงบอกว่าเจ้าแค่
มาสืบข่าวคราว เบื้องหลังยังมีนายจ้างคนใหญ่คน
โตอยู่ อย่าเสแสร้งทำตัวเป็นหมาปั่าหางโต[1]ต่อ
หน้าผู้อื่นเชียวนะ!”
โหยวเย่ว์ใช้งานโหยวฟางอิ๋นราวกับเป็นสาว
ใช้อย่างไรอย่างนั้น
มิหนำซ้ำยังใช้งานได้สบายใจยิ่งกว่าสาวใช้
เสียอีก
ในเมื่อนางสารเลวคนนี้มีเงินซึ่งไม่ทราบที่มา
ที่ไป ไม่แน่อาจจะหามาได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าข่าวที่
ได้รับรู้มานี้จะจริงหรือเท็จ การส่งโหยวฟางอิ๋นไป
ที่โรงเตี๊ยมนั้น ประการแรกจะได้ช่วยปิดบังหูตา
ผู้คน หลีกเลี่ยงมิให้โหยวเย่ว์ต้องออกหน้าเอง
ประการที่สองจะได้ทดสอบตื้นลึกหนาบางของ
นางสารเลวนี่ด้วย ดูซิว่าจะซุกซ่อนความไม่ชอบ
มาพากลอะไรไว้หรือไม่ ประการที่สาม หากเกิด
เหตุไม่คาดฝันก็โยนความผิดให้โหยวฟางอิ๋นได้
สะดวก
หากใช้งานสาวใช้และหญิงรับใช้ของตน บาง
ทีอาจไม่ราบรื่นเท่าก็ได้
โหยวเย่ว์พอใจแผนการตัวเองเป็นอันมาก
ครั้นโหยวฟางอิ๋นได้ฟังสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เอ่ยวาจา
มีท่าทียอมรับแต่โดยดี
รถม้าจอดเมื่อมาถึงฝังตรงข้ามโรงเตี๊ยมสู่
เซียง
โหยวฟางอิ๋นลงจากรถ
โหยวเย่ว์เพียงเอ่ยว่า “จำไว้นะ อย่าบอกว่า
ตัวเองมาจากจวนชิงหย่วนปั๋อ เวลาถามก็ซักมา
ให้ละเอียดหน่อย โดยเฉพาะสถานการณ์ของบ่อ
เกลือกับจำนวนเงินที่เขาต้องการ ต้องจดจำให้
ขึ้นใจ”
โหยวฟางอิ๋นพยักหน้า ก่อนจะเดินไปทาง
โรงเตี๊ยมสู่เซียง
โรงเตี๊ยมสู่เซียง แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าก่อตั้งโดย
พ่อค้าจากดินแดนสู่
ทิศประจิมของเมืองหลวงแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่
ที่ตั้งของจวนสกุลชนชั้นสูงและราชนิกุล กลับเป็น
สถานที่ซึ่งมีโรงละครโรงมหรสพจำนวนมาก ผู้
สัญจรบนท้องถนนส่วนใหญ่เป็นบุคคลหลาก
อาชีพสารพัดชนชั้นที่มาจากทั้งเหนือและใต้
กระทั่งขอทานนั่งขอเงินขอข้าวตามท้องถนนก็ยัง
มี
ยังดีที่โหยวฟางอิ๋นเคยผ่านประสบการณ์
เช่นนี้มาแล้ว
อย่างไรเสียครั้งก่อนก็เคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับ
การค้าเส้นไหมดิบ เข้านอกออกในสมาคม
เจียงเจ้อ เดินผ่านสมาคมการค้าน้อยใหญ่นับ
หลายสิบแห่ง ยามนี้ถึงจะกระสับกระส่ายอยู่
บ้าง ทว่าเพียงโรงเตี๊ยมสู่เซียงเล็ก ๆ นางยัง
ไม่ถึงขั้นทำอะไรไม่ถูก
และขณะนี้เอง นางก็ตระหนักได้อย่างชัดเจน
…
ตนต่างจากเมื่อก่อนแล้ว
นางยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยม กำหมัดแน่น
สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสองชั้น ขนาดพื้นที่ไม่เล็ก
แต่การประดับประดาภายในธรรมดายิ่งนัก ถึง
ขั้นว่ามองดูแล้วออกจะเก่าแก่ทรุดโทรมเสียด้วย
ซ้ำ โต๊ะในห้องโถงจำนวนไม่น้อยมีรอยดาบเหลือ
ทิ้งเอาไว้ ไม่รู้ว่าในอดีตเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
เลยยามอู่ไปแล้ว ลูกค้าตรงชั้นล่างมีไม่มาก
นัก
มีแค่พ่อค้าเล็ก ๆ กับคนเดินทางที่มาพักเท้า
สั่งสุราพร้อมกับแกล้มนั่งกินตรงหัวมุมเพียง
ประปราย
ผู้ดูแลร้านยืนอยู่หลังโต๊ะเก็บเงินอย่างเบื่อ
หน่าย
ตอนโหยวฟางอิ๋นเดินเข้ามาเขาก็เหลือบมอง
ผาดหนึ่ง หาวหวอดราวกับมองไม่เห็น จวบจน
หนังตาจวนจะกระทบกันถึงรู้สึกตัวว่ามีลูกค้าเข้า
มาแล้ว
เพียงแต่พอลืมตามองสำรวจโหยวฟางอิ๋น
ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าก็รู้สึกงุนงงสงสัยหน่อยๆ
บัดนี้เมืองหลวงสถานการณ์ไม่สงบสุข การมี
สตรีออกมาข้างนอกตามลำพังจึงพบเห็นได้ไม่
มากนัก
เขายิ้มแย้ม เอ่ยถามด้วยความสงสัย “แม่นาง
มาหยุดพักรับประทานอาหารหรือว่าจะค้างแรม
ขอรับ?”
โหยวฟางอิ๋นปรายตามองบันไดด้านข้าง “มา
หาคน”
รอยยิ้มบนใบหน้าผู้ดูแลร้านเจื่อนลง เริ่มมีสี
หน้าแปลกประหลาด ถึงกับถามออกไปว่า
“เป็นไปไม่ได้ มาหาคนอีกแล้ว? แม่นาง ท่านอย่า
บอกข้านะว่าท่านก็มาหาคนแซ่เหรินชั้นบนด้วย
เหมือนกัน?”
โหยวฟางอิ๋นตื่นเต้นยินดีเล็กน้อย “คุณชาย
เหรินอยู่หรือไม่?”
เดิมทีผู้ดูแลร้านพลิกเปิดสมุดบัญชี หยิบ
ลูกคิดออกมา กำลังจะต้อนรับลูกค้าอยู่แล้ว ทว่า
ยามนี้กลอกตาค้อนปิดสมุดบัญชีทันที ชี้บันได
ทางซ้ายมือโดยไม่แม้แต่จะเงยศีรษะ “ชั้นบน
เลี้ยวซ้าย ห้องด้านในสุด เพียงแต่เพิ่งจะมีคนมา
หาเขาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ตอนนี้ยังไม่จากไป”
ถ้ารู้แต่แรกว่าจะมีคนมาหามากมายเช่นนี้ คง
เก็บเงินตามจำนวนคนแล้ว
มาหาเขาคนหนึ่งก็เก็บหลาย ๆ อีแปะ จะได้
นำมาชดเชยค่าเช่าห้องที่เจ้าผียาจกติดค้างไว้
แต่โหยวฟางอิ๋นไม่รู้ว่าตอนนี้เหรินเหวยจื้อมี
สภาพความเป็นอยู่เช่นไร ครั้นได้ยินผู้ดูแลร้าน
บอกทางก็ซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ค้อมกายคารวะเขา
แล้วพูดว่า “ขอบคุณผู้ดูแลร้าน เช่นนั้นข้าขอรอ
ข้างล่างสักครู่ก่อนแล้วกัน”
ไม่รู้ว่ากำลังเจรจาการค้ากันอยู่หรือไม่ หาก
ไปรบกวนผู้อื่นคงไม่ดี
นางไม่มีเงิน ไม่อาจสั่งอะไรได้ ฉะนั้นเมื่อ
กล่าวจบจึงยืนรออยู่ด้านข้าง
จะว่าไปก็บังเอิญนัก ยืนได้ไม่ทันไรก็มีคนเดิน
ลงมาแล้ว
เท้าย่ำลงบนขั้นบันไดไม้เก่าแก่ ส่งเสียงดัง
เอี๊ยดอ๊าด
พอโหยวฟางอิ๋นเงยศีรษะก็มองเห็นชายหนุ่ม
สวมเสื้อคลุมตัวยาวเดินลงมาจากชั้นบน รูปโฉม
ธรรมดาสามัญ ร่างกายผอมซูบ ทว่ากลับมี
ท่าทางสำราญอารมณ์ เอามือไพล่หลัง นิ้วมือยัง
เล่นตุ้มหยกประดับพัดซึ่งทำมาจากหยกเหลือง
เหอเถียนอีกด้วย
เขาเดินลงมาหยุดหน้าโต๊ะเก็บเงิน ควักตั๋ว
เงินออกจากแขนเสื้อและวางตรงหน้าผู้ดูแลร้าน
ทันที “นี่เป็นเงินค่าห้องของคุณชายเหรินที่อยู่ชั้น
บน ส่วนที่เกินมาคือค่าใช้จ่ายหลังจากนี้ หากเขา
พักอยู่นานกว่านั้นให้จดใส่บัญชีเอาไว้ ทุกวันที่สิบ
ห้าของเดือนให้ไปเก็บเงินที่ร้านโยวหวงทางทิศ
ตะวันออกของเมือง”
ผู้ดูแลร้านตกใจจนสะดุ้งโหยง “สวรรค์ ใจปา
นัก!”
เขาหยิบตั๋วเงินขึ้นมาดู ครั้นเห็นตัวอักษร ‘ตั๋ว
เงินหนึ่งร้อยตำลึงของร้านแลกเงินทงเหอ’ ที่
แสดงอยู่ด้านบนอย่างแจ่มชัดก็หน้าชื่นตาบาน
ทันควัน “ดูท่าคงต้องขอแสดงความยินดีกับแขก
ผู้สูงส่งท่านนี้ และต้องขอแสดงความยินดีกับ
คุณชายเหรินอีกด้วย แสดงว่าเจรจาการค้าสำเร็จ
แล้วสินะขอรับ!”
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่นไม่ เป็นหลี่ว์เสี่ยนเจ้าของ
ร้านโยวหวงผู้ไม่ชอบทำงานทำการคนปัจจุบัน
นั่นเอง เขาเคยพบเจอคนค้าขายที่มีสีหน้าท่าทาง
แบบผู้ดูแลร้านคนนี้มานักต่อนัก จึงโบกมือเอ่ยว่า
“ก็แค่ช่วยสนับสนุนด้านการเงินเท่านั้นเอง ยัง
ไม่ได้เจรจาการค้าอะไรสักหน่อย”
ผู้ดูแลร้านพูดทันที “ทราบขอรับ ทราบ
ขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนนึกด่าทอในใจว่าเจ้าทราบผายลม
อะไรล่ะ ก่อนจะแค่นเสียงออกจมูกหนหนึ่ง
คร้านจะพูดคุยอะไรอีก หมุนกายแล้วเดินจากไป
ยามนี้ผู้ดูแลร้านอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย จึงกล่าว
กับโหยวฟางอิ๋นซึ่งยืนอยู่อีกด้านว่า “แม่นาง
ตอนนี้แขกของคุณชายเหรินจากไปแล้ว ท่านขึ้น
ไปหาได้แล้วละขอรับ”
โหยวฟางอิ๋นเลยได้รู้ว่าบัณฑิตหนุ่มคือแขก
ของเหรินเหวยจื้อ
นางอดมองเพิ่มอีกครั้งไม่ได้
หลี่ว์เสี่ยนเดิมทีตอนเห็นสตรีนางนี้อยู่ใน
สถานที่ซึ่งมีผู้คนสารพัดรูปแบบมารวมตัวกัน แม้
จะแปลกใจอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียง
เดินผ่านไปเท่านั้น
แต่ครั้นได้ยินเสียงของผู้ดูแลร้าน ฝีเท้าเขาก็
หยุดชะงักในบัดดล
แม่นางผู้นี้มาหาเหรินเหวยจื้อเช่นนั้นหรือ?
หลี่ว์เสี่ยนอดรนทนไม่ไหว หมุนกายกลับไป
มอง ครานี้กลับบังเอิญสบสายตาโหยวฟางอิ๋นเข้า
พอดี
ช่างสมกับคำว่า ‘ใช้กิ่งหนามเป็นปิน ใช้ผ้า
หยาบเป็นกระโปรง’ เสียจริง ชุดนี้เรียบง่ายจนดู
ยาจกเกินไปหน่อย องคาพยพบนใบหน้าไม่เลว
นับว่าหมดจด แต่ดูแล้วค่อนข้างซูบเซียวอมโรค
จนกลายเป็นการขับเน้นให้ดวงตายิ่งดูโตและมี
ประกายเป็นพิเศษ พอเขาเห็นเข้าก็เล่นเอาผงะ
อยู่บ้าง
เขาตะลึงงันทันที
แม่นางผู้นั้นคล้ายคิดไม่ถึงเช่นกันว่าเขาจะหัน
กลับไปมอง จึงตกใจจนสะดุ้งเฮือก ทั้งร่างราวกับ
กระต่ายตื่น รีบถอนสายตากลับ ค้อมกาย
เล็กน้อยสื่อความหมายว่าขออภัย ก่อนจะเดินขึ้น
ชั้นบนไป
หลี่ว์เสี่ยนอดย่นหัวคิ้วไม่ได้ หรือนางจะเป็น
ญาติของเหรินเหวยจื้อ? แต่ไม่ยักเคยได้ยินว่าเขา
มีพี่น้อง และยิ่งไม่เคยได้ยินด้วยว่าเขาแต่งงานมี
ครอบครัวแล้ว
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกคลางแคลงอยู่บ้าง
——————–
1. ทำตัวเป็นหมาปั่าหางโต หมายถึงทำตัว
ยิ่งใหญ่ เรียกร้องความสนใจประหนึ่งหมา
ปั่าที่อวดหางตัวเอง
บทที่ 74 ทักษะพิเศษ (2)
เขาหันเหฝีเท้าเดินออกไปจากโรงเตี๊ยม
โกโรโกโสแห่งนี้ ผู้ใดจะคาดคิดว่าพอเคลื่อน
สายตาขึ้นมาจะแลเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ถนน
ฝังตรงข้าม เมื่อเหลือบมองตราสัญลักษณ์บนนั้น
หนังตาก็กระตุกอย่างรุนแรง บังเกิดแสงวาบ
เพียงชั่วประกายไฟภายในห้วงสมอง นั่นเป็นรถ
ม้าจวนตระกูลโหยว คงมีเจ้านายของจวนตระกูล
โหยวอยู่ในโรงน้ำชาฝังตรงข้ามเป็นแน่ แม่นางที่
เขาได้พบเมื่อครู่ซูบผอมอิดโรย แม้จะสวมเสื้อผ้า
ของสาวใช้แต่ก็ไม่อาจนำสาวใช้มาเทียบได้
เพราะพิศดูสีหน้าท่าทางแล้วยิ่งไม่เหมือนสาวใช้
เลย หรือว่าจะเป็น…
“บุตรีอนุภรรยาของชิงหย่วนปั๋อผู้นั้น?” หลี่ว์
เสี่ยนหันหน้ากลับไปมองด้านในโรงเตี๊ยมสู่เซีย
งอีกรอบประหนึ่งเห็นผี ดวงตาสาดประกาย
ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายก็หัวเราะออกมา
“น่าสนใจ! น่าสนใจจริง ๆ …”
เขาปรบมือเบา ๆ ตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะ
เดิมทีกะจะตรงกลับร้านโยวหวงทันที ทว่า
ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว เขาขึ้นเสลี่ยงที่รออยู่
ข้างทางก่อนเอ่ยว่า “ไปจวนตระกูลเซี่ย”
*****
โหยวฟางอิ๋นขึ้นชั้นบน
เลี้ยวซ้ายไปยังห้องด้านในสุด
นางหยุดฝีเท้าอยู่นอกประตู ยื่นมือเคาะเบาๆ
“ขอเรียนถามว่าคุณชายเหรินอยู่หรือไม่?”
ปีนี้เหรินเหวยจื้ออายุยี่สิบสี่ปี สอบมาหลาย
ครั้งก็ไม่ติดอันดับ ช่วงก่อนอายุยี่สิบแม้กระทั่งถง
เซิงยังไม่เคยสอบผ่าน ฉะนั้นเขาจึงหยุดพัก
ความคิดดังกล่าว ครั้นบิดาจากโลกนี้ไปก็รับช่วง
กิจการนาเกลือต่อจากบิดา เพียงแต่นาเกลือของ
ครอบครัวสืบทอดกันมาแล้วสามชั่วอายุคน ผ่าน
การใช้งานมานับร้อยปีจนเกือบจะเหือดแห้งหมด
สิ้น ส่วนเขาก็เอาแต่ศึกษาตำรับตำรา ไม่
เชี่ยวชาญเรื่องการดำเนินกิจการ เป็นเหตุให้ผ่าน
ไปเพียงสองปีสภาพของครอบครัวก็ต่างจากกาล
ก่อนอย่างยิ่งยวด ทั้งยังถึงขั้นถดถอยลงเรื่อย ๆ
จนบัดนี้คนงานดั้งเดิมต่างก็จากไปกันหมด
เขาพยายามหยิบยืมเงินทองทุกแห่งหนทว่า
ไม่สำเร็จ จำต้องขายสมบัติบรรพชนจำนวนหนึ่ง
ถึงจะพอมีเงินเดินทางเข้าเมืองหลวง ยามนี้พำนัก
ในเมืองหลวงมาเกือบเดือน มีหลายคนได้ยินว่า
เขาคิดค้นเครื่องขุดบ่อได้จึงมาสืบข่าวที่โรงเตี๊ยม
ทว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ต้องการจะให้
เขาหยิบยืมเงินหรือออกเงินร่วมหุ้นด้วยจริง ๆ
แค่อยากจะหลอกดูภาพร่างในมือเขาเท่านั้น
ไป ๆ มา ๆ พอหลอกไม่สำเร็จก็ย่อมแยกย้าย
หายหน้าเป็นธรรมดา
คนที่มาหาเขา ณ โรงเตี๊ยมแห่งนี้ลดลงเรื่อยๆ
ถึงขั้นมีคนจำนวนไม่น้อยบอกว่าเขาเป็นพวก
หลอกลวง ไม่เพียงถลุงทรัพย์สินของบรรพชนจน
หมดสิ้น ยังดำเนินกิจการนาเกลือไม่ได้ความ จึง
มาแพร่ข่าวลวงที่เมืองหลวงว่าตนเองคิดค้นอะไร
ขึ้นมาได้
หากให้กล่าวตามคำพูดของคนเหล่านั้นละก็…
‘หลายร้อยปีที่ผ่านมามีคนตั้งมากมายคิดหา
วิธีขุดเจาะบ่อให้ลึกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ ทว่าเจ้าซึ่ง
เป็นหนอนหนังสือที่วัน ๆ เอาแต่ซุกหัวอยู่กับ
ตำรา แม้แต่นาเกลือยังเคยไปไม่กี่ครั้ง และยิ่งไม่
เคยสูบน้ำเกลือด้วยตนเองมาก่อน กลับบอกว่า
ตนมีหนทาง แค่คิดก็รู้แล้วว่าเป็นพวกเก่งแต่ปาก
ดีแต่พูดจาน่าฟัง!’
เพิ่งส่งหลี่ว์เสี่ยนจากไป เหรินเหวยจื้อยังคง
รู้สึกท้อแท้ห่อเหี่ยวใจอยู่บ้าง
อีกฝั่ายทั้งเคยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตั้ง
มากมาย ทั้งยังเคยเข้าสนามสอบเคอจวี่ เขาย่อม
ดูออกว่าหลี่ว์จ้าวอิ่นผู้นี้มิใช่ชนชั้นกระจอก
แน่นอน เพียงแต่อีกฝั่ายหาได้รีบร้อนเช่นผู้อื่นไม่
แม้จะมาถามไถ่สถานการณ์ของนาเกลือและบ่อ
เกลือรวมถึงเครื่องขุดบ่อของเขา มิหนำซ้ำถึงกับ
ยินดีช่วยออกเงินด้วยซ้ำ ทว่ากลับไม่ได้เอ่ยปาก
เรื่องการออกเงินร่วมลงทุนแม้แต่น้อย เพียงบอก
ว่ารอให้ผ่านไปอีกสักหลายวันค่อยมาหาอีกรอบ
เหรินเหวยจื้อไม่รู้ว่าตนจะทนไปได้อีกนาน
เพียงใด
เขาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรตัวยาวสีน้ำเงินเข้ม
ปลายแขนเสื้อมีรอยยับย่นเล็กน้อย บนใบหน้า
ขาวสะอาดประดับเนตรหงส์อันน่าพิศ ริมฝีปาก
ไม่บางไม่หนา เป็นนรลักษณ์ของผู้ที่ไม่เคยตก
ระกำลำบากมาตั้งแต่เด็ก คิ้วตาแฝงความเชื่อมั่น
ในตนเองที่ไม่อาจปล่อยวางอยู่บ้าง
ยามนี้กลุ้มใจจนเดินย่ำไปมาภายในห้อง
ครั้นได้ยินเสียงเคาะประตูพร้อมเสียงไต่ถาม
แรกเริ่มเขาก็ตะลึงงัน จากนั้นถึงรีบไปเปิดประตู
ตอบไปว่า “อยู่”
เสียงเปิดประตูดัง ‘แอ๊ด’
เหรินเหวยจื้อมองผู้ที่ยืนอยู่นอกประตู พบว่า
เป็นแม่นางสวมชุดรูปแบบสีสันเรียบง่ายนางหนึ่ง
เขามองไปทางด้านหลังนาง เมื่อมั่นใจว่าไม่
เห็นผู้อื่นแล้วก็อดงุนงงสงสัยไม่ได้ “แม่นางมาหา
ข้าหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นคิดไม่ถึงว่าเขาจะเปิดประตูเร็ว
เช่นนี้ มือที่เคาะประตูยังคงค้างอยู่กลางอากาศ
ตอนนี้จึงปล่อยลงไปอย่างกระอักกระอ่วน “หาก
ท่านคือคุณชายเหริน เช่นนั้นผู้ที่ข้ามาหาก็คือ
ท่าน”
เหรินเหวยจื้อไม่รู้จักนาง เพียงเอ่ยว่า “แม่
นางมีธุระอันใดหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นนึกถึงคำพูดที่สี่ว์เหวินอี้สอนตน
ช่วงที่ค้าเส้นไหมดิบว่าควรพูดสั้นกระชับได้
ใจความ ห้ามอ้อมค้อมเด็ดขาด จึงเอ่ยด้วย
ถ้อยคำแสนสั้น “บ่อเกลือ นาเกลือ เครื่องขุดบ่อ
ออกเงินร่วมลงทุน”
เหรินเหวยจื้อพลันเผยอริมฝีปาก รู้สึก
เหลือเชื่อ แม่นางผู้นี้ดูไม่เหมือนคนมีเงินเลย!
ทว่าถึงอย่างไรในเมืองหลวงก็มีผู้คนอยู่ทุก
รูปแบบอยู่แล้ว
ตัวเขาสิ้นไร้ไม้ตอก คงไม่มีผู้ใดคิดจะใช้แผน
หญิงงามมาหลอกเอาภาพร่างหรอกกระมัง
เมื่อเขานึกถึงตรงนี้ก็หัวเราะเย้ยหยันตนเอง
ถอยหลังก้าวหนึ่งเปิดทางให้ เชิญโหยวฟางอิ๋น
เข้ามาข้างใน “ที่แท้ก็มาเพราะเรื่องเกลือ
เหมือนกันนี่เอง เชิญเข้ามา ยังไม่ทราบเลยว่าแม่
นางมีนามเรียกขานว่าอันใด?”
แม้ก่อนหน้านี้โหยวฟางอิ๋นจะเคยเจรจา
การค้ากับสี่ว์เหวินอี้มาแล้ว แต่สี่ว์เหวินอี้อายุไม่
น้อย อีกทั้งยังมีลูกแล้วด้วย นางจึงเห็นสี่ว์เหวินอี้
เป็นผู้อาวุโส
ทว่าเหรินเหวยจื้อผู้นี้อายุรุ่นราวคราว
เดียวกับนาง
ครั้นเข้ามาในห้องพักซอมซ่อของเขา นางก็
อดระมัดระวังตัวหน่อย ๆ ไม่ได้ ตอบเพียงว่า
“ข้าแซ่โหยว”
เหรินเหวยจื้อผงกศีรษะ “เช่นนั้นข้าน้อยจะ
เรียกท่านว่า ‘แม่นางโหยว’ ก็แล้วกัน เชิญนั่ง”
ภายในห้องพักมีเพียงโต๊ะสี่เหลี่ยมกว้างโล่ง
วางขนมเล่าปิง[1]ข้าวโพดที่เย็นชืดจานหนึ่งไว้
รวมถึงถ้วยชาไม่กี่ใบและกาน้ำชาอีกใบ
มีเก้าอี้สามตัวอยู่ข้างโต๊ะ
เขาเชิญให้โหยวฟางอิ๋นนั่งลงฝังตรงข้าม
จากนั้นก็ยกการินชาให้นางถ้วยหนึ่งพลางหัวเราะ
ด้วยความละอายใจ “ยามใช้น้ำชาจืดชืดราคาถูก
เช่นนี้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนเมื่อหลายวันก่อน
ข้าน้อยยังรู้สึกขายหน้าอยู่บ้าง ทว่าตกอยู่ใน
ภาวะขัดสนถึงเพียงนี้ ต่อให้อยากมีหน้ามีตาคง
ทำไม่ได้ ด้วยสภาวะบีบบังคับ หวังว่าแม่นางโหย
วจะไม่รังเกียจ”
โหยวฟางอิ๋นกลับตื่นตระหนกเสียอีกที่ได้รับ
การดูแล รับถ้วยชามาด้วยสองมือ คิดเพียงว่า
ยามตนอยู่ในจวนปั๋อ แม้แต่น้ำชาราคาถูกยังไม่มี
โอกาสได้ดื่มเลย พลันรู้สึกระทดใจเล็กน้อย เอ่ย
เสียงเบาว่า “ไม่รังเกียจหรอก”
เหรินเหวยจื้อทอดสายตามองนาง
โหยวฟางอิ๋นประคองถ้วยชาดื่มไปอึกหนึ่ง
ขณะหลุบสายตาก็เห็นขนมเล่าปิงข้าวโพดเย็นชืด
จานนั้นเข้า นางจึงช้อนดวงตาขึ้นมองเหริน
เหวยจื้อพร้อมกล่าวช้า ๆ “นี่ข้ากินได้หรือไม่?”
เหรินเหวยจื้อตะลึงมองเล่าปิงจานนั้น
ใบหน้าแทบจะร้อนลวก คำพูดคำจาเริ่มอึกอัก
“นี่ นี่เป็นอาหารเที่ยง จะกินก็กินได้นะ เพียงแต่
วางทิ้งไว้จนเย็นหมดแล้วนี่สิ…”
โหยวฟางอิ๋นยกยิ้ม “ข้าไม่ถือสา”
นางแค่หิวอยู่บ้าง
เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของ โหยวฟางอิ๋
นจึงวางถ้วยชา หยิบเล่าปิงข้าวโพดแผ่นหนึ่งจาก
จานแล้วกัดคำเล็ก ๆ ไปคำแล้วคำเล่า
อาหารเย็นชืดตกถึงท้อง อุ่นขึ้นด้วยความ
ร้อนของร่างกาย
ทั้งที่นางไม่ได้รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความอ
ยุติธรรมอันใด ทว่าเพิ่งกินไปไม่กี่คำน้ำตากลับ
หลั่งพรูลงมาเป็นสายโดยไม่รู้ตัวจนเกือบสะอื้นไห้
เหรินเหวยจื้อทีแรกเพียงนึกว่าตนมีลูกค้าที่ไม่
ธรรมดามาหา ไหนเลยจะคาดคิดว่านางกินเล่าปิง
ยังไม่ทันหมดชิ้นก็ร้องไห้เสียแล้ว เขาทำอะไรไม่
ถูกไปชั่วขณะ คิดจะหาผ้าเช็ดหน้าส่งให้ แต่หา
อยู่นานก็หาไม่ได้
สุดท้ายจึงทำได้แค่พูดเสียงแหบเสียงแห้ง
“ท่าน ท่านอย่าร้องไห้เลย ผู้อื่นจะนึกว่าข้าทำ
อะไรท่านนะ!”
โหยวฟางอิ๋นก้มหน้า จ้องมองรอยแหว่งบน
เล่าปิงข้าวโพดชิ้นนั้นที่ตนกัด กลับพูดพึมพำถึง
เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องออกมา “มีชีวิตยังลำบากเช่นนี้
แล้วเกียรติศักดิ์ศรียังจะนับเป็นอะไรได้อีกเล่า…”
เหรินเหวยจื้อตะลึงงันทันที
——————–
1. เล่าปิง เป็นขนมแปั้งทอดชนิดหนึ่ง
โดยมากทำจากแปั้งสาลีผสมน้ำหรือ
ของเหลวอื่น นวดและหมักทิ้งไว้ให้ได้ที่
จากนั้นแผ่เป็นแผ่นบางแล้วนำไปย่างหรือ
ทอดในกระทะก้นแบน
บทที่ 74 ทักษะพิเศษ (3)
เจียงเสวี่ยหนิงรออยู่บนรถม้านานมากแล้ว
เหลียวไปทางซ้าย โหยวเย่ว์ซึ่งอยู่ในโรงน้ำชา
ยังไม่ออกมา เหลียวไปทางขวา โหยวฟางอิ๋นซึ่ง
อยู่ในโรงเตี๊ยมก็ยังไม่ออกมา
นางเบื่อเหลือเกิน
เบื่อแล้วทำอะไรได้บ้างนะ?
โหยวเย่ว์วางอำนาจในจวนของตัวเอง มักจะ
รังแกกระทำทารุณโหยวฟางอิ๋น หากไม่ลงไปหา
เรื่องโหยวเย่ว์ให้ประสบปัญหาเสียหน่อยก็คงไม่
ถูกต้องนัก
เมื่อคิดเช่นนี้ เจียงเสวี่ยหนิงจึงพูดอย่างเฉียบ
ขาดว่า “ลงรถ”
ถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์ประคองนางลงจาก
รถ จากนั้นนางก็มุ่งตรงไปยังโรงน้ำชาด้านข้าง
โรงน้ำชาแห่งนี้มีลักษณะเป็นตัวอักษร ‘回’
ชั้นล่างมีเวทีตั้งสำหรับให้คนมาร้องอุปรากร
หรือไม่ก็เล่านิทานโดยเฉพาะ ทว่ายามนี้ไม่มีทั้ง
การร้องอุปรากรและการเล่านิทาน มองแล้วช่าง
เงียบเหงาวังเวงยิ่ง
โหยวเย่ว์อยู่บนชั้นสอง
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาก็เหลือบมอง
ด้านบนผาดหนึ่ง เห็นที่นั่งของโหยวเย่ว์พอดิบ
พอดี นางจึงชี้ตำแหน่งนั้นให้เด็กรับใช้ประจำร้าน
ที่เข้ามาต้อนรับ เอื้อนเอ่ยเผยความหยิ่งผยองเอา
แต่ใจซึ่งสะกดกลั้นมาหลายวัน “ข้าต้องการนั่ง
ด้านบนตรงนั้น”
ก่อนหน้านี้ตอนเด็กรับใช้ประจำร้านพินิจ
กิริยาท่าทางแล้วมองการแต่งกายของนางอีกหน
จึงรู้ว่ามีฐานะ เขาพลันเค้นรอยยิ้มเต็มใบหน้า
หมายจะลากนางเข้าไปต้อนรับขับสู้ด้านใน ผู้ใด
เล่าจะคาดคิดว่าคุณหนูผู้นี้กลับกล่าววาจาน่าตื่น
ตระหนกออกมา
ใบหน้าของเขาแข็งค้าง
หนังตากระตุกขณะมองไปยังชั้นบน เขากลืน
น้ำลายอึกหนึ่งแล้วตอบว่า “แต่ แต่ตรงนั้นมีคน
อยู่แล้วนะขอรับ…”
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ก็
บอกให้นางไสหัวไปสิ”
เด็กรับใช้ประจำร้าน “…”
เห็นได้ชัดว่าแม่นางคนนี้มีความแค้นกับคนที่
อยู่ด้านบน มาเพื่อหาเรื่องกันเลยนี่นา!
เด็กรับใช้ประจำร้านเหงื่อเย็นผุดซึมหน้าผาก
ไม่รู้ควรจัดการเช่นไรดีไปชั่วขณะ
โรงน้ำชาแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตสักเท่าไร
จากชั้นบนจดชั้นล่างสูงไม่ถึงสองจั้ง ไม่ว่า
ด้านล่างพูดอะไรกัน ด้านบนก็จะได้ยินชัดเจน
โหยวเย่ว์ซึ่งอยู่ด้านบนและกำลังบ่นพึมพำว่า
เหตุใดโหยวฟางอิ๋นยังไม่ออกมาอีกนะ ได้ยินเสียง
คนกำลังสนทนากันด้านล่าง ทั้งยังได้ยินคนเอ่ย
ว่า ‘ให้นางไสหัวไป’ อีกด้วย ต้องรู้ก่อนว่าลูกค้า
ชั้นบนขณะนี้มีจำนวนไม่มาก มิหนำซ้ำฟังเสียง
แล้วก็คุ้นหูนัก
นางย่นหัวคิ้วมองลงไปด้านล่าง
มองครานี้แทบทำเอานางแค้นใจจนเข่นเขี้ยว
เคี้ยวฟัน พลันผุดลุกพรวดจากที่นั่ง “ดีนักนะ พบ
ศัตรูคู่แค้นบนหนทางอันคับแคบ[1]เข้าเสียได้ ถึง
ข้าไม่ไปหาเรื่องเจ้า เจ้าเจียงเสวี่ยหนิงกลับมาหา
เรื่องข้า! แล้วยังมีหน้ามาบอกให้ข้าไสหัวไปอีก
รึ?!”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะ ปั้องปากประหลาด
ใจราวกับเพิ่งจะเห็นนางเอาตอนนี้เอง “ข้าก็นึก
ว่าด้านบนใครกันนะไม่มีตามายึดที่นั่งที่ข้าหมาย
ปอง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคุณหนูรองโหยวนี่เอง!”
โหยวเย่ว์โมโหเดือดดาล “เจ้า…”
คำพูดระคายหูจวนจะหลุดจากปาก แต่นาง
กลับกลอกตาและระงับไว้ ก่อนเดินนวยนาดลง
บันไดมาอย่างแช่มช้า เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วว่า “เฮ้อ
เดิมทีก็ถือสาหาความเจ้าอยู่หรอก แต่พอคิดว่า
ตอนนี้เจ้ากลายเป็นเฟิงหวงขนร่วงที่สู้ไก่ตัวหนึ่ง
ยังไม่ได้ ก็รู้สึกสงสารขึ้นมา”
ถ้อยคำประชดประชันเช่นนี้ ชาติก่อนเจียง
เสวี่ยหนิงได้ยินได้ฟังมาไม่รู้ตั้งเท่าไร ย่อมไม่อาจ
กระตุ้นโทสะได้มากนัก เพียงยิ้มมองพลางเดิน
เข้าหาโหยวเย่ว์
นางสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน แต่โหยวเย่ว์สิหน้า
เปลี่ยนสีแล้ว
พอเห็นว่าคำพูดไม่ประสบผลสำเร็จ แค้นเก่า
แค้นใหม่ภายในใจก็ถั่งท้น ยิ่งกล่าววาจาร้ายกาจ
กว่าเดิม “เจ้าลองดูตัวเจ้าสิ ถือกำเนิดในตระกูล
ต่ำต้อย เป็นเพียงคนปั่าเติบโตมาจากบ้านนอก
คอกนา ทั้งที่ไม่รู้จักเรื่องจรรยามารยาทสัก
กระผีก กลับคิดจะเป็นเฟิงหวงปีนปั่ายขึ้นกิ่งไม้
สูง ยามอยู่ในวังข้าไม่กล้าพูด แต่พอออกมาข้าง
นอกก็ขอเตือนเจ้าสักประโยค เป็นสตรีไม่รู้จักรัก
นวลสงวนตัว ไปเกาะแกะบุรุษทำลายชื่อเสียง
ของสตรีน่ะช่างมันเถอะ แต่นี่ยังตาบอดไม่ยอม
เลือกผู้ที่อายุขัยยืนยาวอีก กาลก่อนผู้ใดอาศัย
จวนหย่งอี้โหวถืออำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน
บัดนี้ตระกูลนั้นจะต้องโทษประหารกันหมด
เยี่ยนหลินซื่อจื่อเป็นอันดับแรก แล้วไม่รู้นะว่า
ต่อไปจางเจอผู้นั้นจะเป็นเช่นไร!”
ในที่สุดแววตาของเจียงเสวี่ยหนิงก็เข้มขึ้น
เล็กน้อย
นางค่อย ๆ หยักยกมุมปากพลางกวาด
สายตาสำรวจรอบโรงน้ำชา
สุดท้ายก็กล่าวพึมพำคล้ายรำพันกับตนเอง
“แปลกจริง เหตุใดโรงน้ำชาแห่งนี้ถึงไม่มีอ่าง
เลี้ยงปลาสักใบเลยนะ…”
อ่างเลี้ยงปลา!
ครั้นโหยวเย่ว์ได้ยินคำนี้ก็แทบขนลุกชันใน
บัดดล จำเหตุการณ์ที่หญิงวิปลาสตรงหน้าทำสี
หน้าอำมหิตขณะจับศีรษะตนกดอ่างเลี้ยงปลา
อย่างเอาเป็นเอาตายขึ้นมาได้ทันที!
ความรู้สึกว่ากำลังจะตกอยู่ในอันตรายพลัน
คืบคลานขึ้นมาบนร่าง!
นางเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเบนสายตากลับมาจับ
บนร่างนางนิด ๆ ทั้งยังเอื้อมมือมาแตะบ่าอีก
นางพลันกรีดร้องตกใจและปัดมือออก
สมัยอาศัยอยู่ที่บ้านพักในชนบท เจียงเสวี่ย
หนิงคือนางมารน้อยที่ผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว ยิ่งไม่
ต้องเอ่ยถึงว่าครั้นกลับมาเกิดใหม่ก็เก็บสั่งสม
ความร้ายกาจอันไม่อาจระบายออก นางย่อมไม่
เกรงกลัวโหยวเย่ว์ตัวเล็ก ๆ แม้แต่น้อย
นางอยากทำให้โหยวเย่ว์บังเกิดความทรงจำที่
‘ตราตรึง’ ต่อตนเองมากกว่านี้สักหน่อย
ทว่ายังไม่ทันลงมือ ก็ได้ยินถังเอ๋อร์ทาง
ด้านหลังกระซิบว่า “แม่นางฟางอิ๋นมาแล้วเจ้า
ค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก นึกถึงถ้อยคำ
โกหกที่ตนเคยกล่าวต่อหน้าโหยวฟางอิ๋นขึ้นมาได้
ทันที ต้องเป็นตนต่างหากเล่าที่ถูกโหยวเย่ว์รังแก
จนไม่กล้าเอ่ยปาก
จะเผยพิรุธไม่ได้!
นางปรับตัวตามสถานการณ์ฉับไวมาก โหยว
เย่ว์ยังไม่ทันตั้งตัวเจียงเสวี่ยหนิงก็งอขาทั้งสอง
ข้างร้องอุทานด้วยความตกใจ ล้มฮวบลงบนพื้น
มือข้างหนึ่งทาบอกตัวเอง ส่วนมืออีกข้างปิด
ใบหน้าร่ำไห้ “คุณหนูโหยว ไย ไยเจ้าถึงทำเช่นนี้
…”
“…”
โหยวเย่ว์รู้สึกว่าเหตุการณ์เช่นนี้แลดูคุ้นตา
หน่อย ๆ ท้ายทอยเริ่มชาวาบตามไปโดยปริยาย
นางกวาดตามองรอบด้านคราหนึ่ง หลังจาก
แน่ใจแล้วว่าไม่มีทั้งองค์หญิงใหญ่และเยี่ยนหลิน
คราวนี้ถึงค่อยโล่งอก เมื่อหันหน้ากลับมาเห็นว่า
เจียงเสวี่ยหนิงยังเล่นละครไม่เลิก ในที่สุดความ
ไม่พอใจที่เก็บสั่งสมมานานก็ระเบิด นางตวาดด่า
ทออย่างหัวเสีย “เจ้ามันคนบ้า! วัน ๆ เอาแต่เส
แสร้ง ทำให้ใครดูกันหา? ข้าผลักเจ้าหรือไร? ต่อ
ให้ผลักจริงแล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้? นึกว่าตอนนี้
จะมีผู้ใดเห็นรึ?”
โหยวเย่ว์เพิ่งจะพูดจบ หางตาก็แลเห็นโหยว
ฟางอิ๋นยืนอยู่นอกประตูโรงน้ำชา
ผู้ที่ว่านอนสอนง่ายและถูกรังแกได้ง่าย ๆ คน
นี้ในสายตานางกำลังใช้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมา
เขม็ง เบ้าตาแดงก่ำ เอ่ยถามเน้นทีละคำว่า “เจ้า
ผลักคุณหนูรองอย่างนั้นหรือ?”
โหยวเย่ว์ถึงค่อยนึกได้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นผู้
มีพระคุณที่ช่วยชีวิตโหยวฟางอิ๋น
แต่นางไม่รู้สึกว่าตนจะต้องเกรงกลัวโหยว
ฟางอิ๋นสักหน่อย อีกฝั่ายมันก็แค่บุตรีอนุภรรยาที่
เกิดจากอนุตัวเล็ก ๆ
นางพลันแค่นหัวเราะเสียงเย็น ทั้งยังกะจะ
เยาะเย้ยถากถาง
ไหนเลยจะคาดคิดว่าชั่วขณะต่อมากลับเห็น
โหยวฟางอิ๋นยกม้านั่งตัวยาวภายในห้องโถงของ
โรงน้ำชาขึ้นมาตัวหนึ่ง เดินดุ่ม ๆ ตรงเข้าหาโดย
ไม่พูดไม่จา!
“กรี๊ด เจ้าจะทำอะไรของเจ้า!”
“เจ้าเสียสติไปแล้ว!”
“ใครก็ได้ ช่วยด้วย ช่วยด้วย!!!”
โหยวฟางอิ๋นเพิ่งเดินมาจากโรงเตี๊ยมฝังตรง
ข้าม ขณะเพิ่งมองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงนั้นรู้สึกยินดี
ปรีดายิ่ง ทว่าต่อมาก็เห็นพี่หญิงรองของตนผลัก
คุณหนูรองล้มลงกับพื้น ชั่วอึดใจนั้นนางรู้สึก
หัวใจเย็นวาบ
เพียงพริบตาความเย็นเยียบนี้ก็แปรสภาพ
เป็นเปลวเพลิงแห่งความเดือดดาลที่ไม่มีวันมอด
ดับ!
นางก็ไม่รู้เช่นกันว่าที่แท้ตนเสียสติไปแล้วหรือ
เปล่า แต่ชั่วขณะนี้นางจะไม่ยอมอ่อนข้อแล้ว
และยิ่งไม่อยากหดหัวยอมประนีประนอมอีก
เพียงอยากให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอีกนิด
แข็งแกร่งกว่านี้อีกสักนิดเพื่อปกปั้องผู้ที่ตนเอง
ต้องการปกปั้องเอาไว้ให้ได้
นางถือม้านั่งยาวตัวนั้น มองไม่เห็นผู้อื่นซึ่ง
กำลังแตกตื่นภายในโรงน้ำชา ในครรลองจักษุมี
โหยวเย่ว์แต่เพียงผู้เดียว เดินรุกคืบเข้าหาอีกฝั่าย
ทีละก้าว ทีละก้าว
โหยวเย่ว์ไหนเลยจะเคยพานพบผู้ที่ไม่กลัว
ตายเช่นนี้
ต่อให้เป็นคนพูดจาร้ายกาจ แต่นางก็เป็น
เพียงสตรีในห้องหอ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เคยเห็น
ท่าทางปั่าเถื่อนดุร้ายราวกับปีศาจเข้าสิงของ
โหยวฟางอิ๋นเช่นนี้มาก่อน นางตกใจจนถอยกรูด
น้ำตาไหลพรั่งพรู “เจ้า เจ้าไสหัวไปนะ ช่วยด้วย
ช่วยด้วย!”
นางแหกปากตะโกนกรีดร้อง
ทว่าแม้แต่สาวใช้ยังตกใจจนตะลึงงัน พากัน
หวีดร้องถอยหลังกรูด
โหยวเย่ว์ล้มก้นกระแทกพื้นระหว่างกำลังลน
ลาน ยามส่งสายตาไปโดยรอบเพื่อขอความ
ช่วยเหลือ กลับเหลือบเห็นเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่ง
จะล้มกระแทกพื้นเมื่อสักครู่เข้าพอดี…
นางแพศยาผู้นี้ไหนเลยจะยังดูอ่อนแอน่า
สงสารเหมือนตอนก่อนหน้าอีก
ไม่เพียงมีท่าทางเกียจคร้าน แต่ยังจัดแต่ง
ปอยผมที่ปรกลงมาเบา ๆ อย่างสบายอารมณ์ ถึง
ขั้นมองนางพลางถอนหายใจด้วยความเวทนา
สงสารอยู่หลายส่วนด้วย
นอกจากนี้ยังโบกมือน้อย ๆ และสั่งการสาว
ใช้ข้างกายว่า “ไปห้ามปรามสักหน่อยว่าอย่าให้
ถึงแก่ชีวิต”
โหยวเย่ว์โมโหแทบเสียสติ!
เจียงเสวี่ยหนิงเล่นลูกไม้เดิมถึงสองครั้ง เคย
เห็นไปหนหนึ่งแล้วแท้ ๆ ยังมิวายหลงกลอีก!
กรี๊ดดดด!
นางแพศยาบัดซบคนนี้นี่!!!
——————–
1. พบศัตรูคู่แค้นบนหนทางอันคับแคบ เป็น
สำนวน หมายถึงมักจะพบศัตรูหรือคนที่ไม่
อยากเจอหน้าได้อย่างง่ายดาย ยากจะ
หลีกเลี่ยง