คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 75 เจียงเสวี่ยหนิงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (1)
เหตุการณ์ภายในโรงน้ำชาพลันอึกทึก
ครึกโครม
คนหนึ่งวิ่งไล่ ส่วนอีกคนวิ่งหนี
คนที่วิ่งไล่ตามดวงตาสองข้างซ่อนงำเพลิง
โทสะอันเย็นเยียบ นางไม่เหลือท่าทางอ่อนแอถูก
รังแกได้โดยง่ายที่มีอยู่แต่เดิมไปนานแล้ว ส่วนคน
ที่วิ่งหนีนั้นก็ยิ่งสภาพดูไม่จืด เผลอสะดุดขาโต๊ะ
ล้มลงกับพื้นอีกต่างหาก
เด็กรับใช้ประจำโรงน้ำชาต้องสิ้นเปลือง
เรี่ยวแรงเป็นอันมากกว่าจะแย่งม้านั่งตัวนั้น
กลับคืนมาได้
โหยวฟางอิ๋นแม้ปราศจากอาวุธแล้ว ทว่าก็ยัง
ไม่ยอมเลิกราแต่โดยดี คว้าตัวโหยวเย่ว์ผู้อยู่ใกล้
แค่ตรงหน้ามาทุบตี กระชากมวยผมที่จัดแต่ง
อย่างประณีตของอีกฝั่ายจนยุ่งเหยิง เครื่องประ
ทิมโฉมซึ่งแต่งแต้มมางดงามพริ้มเพราลายพร้อย
ไปหมด แม้แต่ปินมุกประดับศีรษะยังถูกดึงทึ้งลง
มา โหยวเย่ว์ทั้งเอะอะโวยวายทั้งร้องไห้ ไหนเลย
จะยังหลงเหลือความยโสโอหังของคุณหนูจวนปั๋อ
ที่เคยมี
ถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์กลัวว่าจะเกิดเรื่อง
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเปล่งวาจาแล้วทั้งสองคนก็
วิ่งเข้าไปหา คนหนึ่งอยู่ทางซ้าย อีกคนอยู่
ทางขวา ต้องทุ่มเทกำลังไม่น้อยกว่าจะดึงโหยว
ฟางอิ๋นเอาไว้ได้ ก่อนรีบห้ามปราม “แม่นาง
ฟางอิ๋นอย่าโกรธเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เลย
อย่าวู่วามเลยนะเจ้าคะ!”
โหยวฟางอิ๋นสองตาแดงก่ำ แม้จะถูกดึงตัวไว้
แต่ร่างกายยังสั่นเทิ้มไม่หยุด คล้ายไม่ได้ยินคำพูด
ของถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์ จับจ้องโหยวเย่ว์ที่ล้ม
กระแทกพื้นเขม็ง “เจ้าลองแตะต้องคุณหนูรอง
อีกทีสิ!”
โหยวเย่ว์ตกใจจนขวัญกระเจิงมาตั้งแต่แรก
ยังอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย
เจียงเสวี่ยหนิงมองดูภาพเหตุการณ์นี้ มุมปาก
ซึ่งเมื่อครู่ยังยกขึ้นเล็กน้อยกลับค่อย ๆ ลดต่ำ
พลันรู้สึกรวดร้าวใจอย่างบอกไม่ถูก แม่นางผู้โง่
เขลาผู้นี้ถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยนาง
บัดนี้สาวใช้ซึ่งคอยปรนนิบัติรับใช้ข้างกาย
โหยวเย่ว์ถึงค่อยรู้สึกตัว รีบเข้ามาพยุงคุณหนูของ
ตน ถามปนสะอื้นว่า “คุณหนู ท่านไม่เป็นอะไร
นะเจ้าคะ?”
โหยวเย่ว์ลุกขึ้นตัวสั่นงันงก
แต่นางกลัวว่าโหยวฟางอิ๋นยังอาละวาดไม่จบ
จึงไม่กล้าเข้าใกล้อีกฝั่าย เพียงถอยกลับไปยังมุม
โต๊ะด้านข้าง พูดเสียงสั่นว่า “ต่อต้านเสียแล้ว
ต่อต้านเสียแล้ว ข้าว่าเจ้าคงลืมแม้กระทั่งตนเอง
แซ่อะไรแล้วสินะ!”
ท่าทางเช่นนี้เห็นชัดว่าเปลือกนอกดุร้าย
ภายในขี้ขลาด แข็งนอกอ่อนใน
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเห็นนางหน้าซีดเผือด สอง
ขายังคงสั่นระริก ก็รู้แล้วว่าเป็นพวกหมอนปัก
ลายดอกไม้[1] ตอนนี้แค่กล่าววาจาดุร้ายเพื่อ
รักษาหน้าเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้กลับจวน…
โหยวเย่ว์เป็นพวกลู่ตามลม รังแกผู้อ่อนแอแต่
หวาดกลัวผู้แข็งแกร่งกว่า คราวนี้คงถูกโหยว
ฟางอิ๋นทำเอาตื่นตระหนกจนมึนงง แต่หากกลับ
จวนซึ่งทั้งตลอดเบื้องบนจนเบื้องล่างต่างเชื่อฟัง
นาง หากได้สติคืนกลับมา เกรงว่าคงไม่มีทางละ
เว้นโหยวฟางอิ๋นโดยง่าย
ด้วยเหตุนี้โหยวฟางอิ๋นจึงไม่อาจกลับไป
เจียงเสวี่ยหนิงใช้สมองเร็วรี่ ความคิดอันอุก
อาจอย่างหนึ่งพลันผุดออกมา มิหนำซ้ำยังค่อย ๆ
ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
โหยวเย่ว์เอ่ยไปพลางจับจ้องสายตาน่า
หวาดหวั่นของโหยวฟางอิ๋นไปพลาง รู้สึกอกสั่น
ขวัญแขวน กลัวเป็นอย่างยิ่งว่าหากพูดมากไป
กว่านี้จะกลายเป็นกระตุ้นให้อีกฝั่ายดุร้ายกว่าเดิม
จึงรีบหันหัวหอกเปลี่ยนไปเล็งเจียงเสวี่ยหนิงแทน
“ต่อให้เป็นพระสหายร่วมศึกษาภายในวังหลวง
ร่วมกันมาราวสิบวัน แต่ข้าดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้า
มันคนถ่อยไร้ยางอาย ทำเรื่องชั่วช้าน่ารังเกียจถึง
เพียงนี้!”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงใช้มือทาบหน้าอก “ไย
เจ้าถึงพูดจาใส่ความผู้อื่นเช่นนี้เล่า…”
เมื่อโหยวเย่ว์เห็นนางเสแสร้ง เพลิงโทสะพลัน
พวยพุ่งถึงศีรษะ ชี้หน้าด่าทอ “เป็นปีศาจจิ้งจอก
พันปีเหมือนกันแท้ ๆ ยังจะมาเสแสร้งต่อหน้าข้า
ทำไมอีก? ใช้ลูกไม้เดียวกันมาหลอกให้คนอื่นหลง
กลซ้ำสอง จะเปลี่ยนสักหน่อยก็ไม่เปลี่ยน เจ้าไม่
เบื่อบ้างหรือไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงชำเลืองมองนาง สายตาพลัน
แปลกประหลาด
พอฟังโหยวเย่ว์กล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกว่าตนต้อง
เปลี่ยนลูกเล่นแล้วงั้นสิ
ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้นะ…
ขณะคำพูดเพิ่งหลุดจากปาก โหยวเย่ว์ยังไม่
รู้สึกถึงความผิดปกติอันใด ก็แค่ด่าทอเจียงเสวี่ย
หนิงเพื่อระบายความโกรธ แต่เมื่อช้อนตาขึ้นมา
เห็นสายตาที่เจียงเสวี่ยหนิงกำลังมองสำรวจตน
ราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างก็รู้สึกถึงไอเย็นสาย
หนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายเท้า
ครั้นได้สติก็แทบอยากตบปากตัวเองสักสอง
ฉาด!
ทึ่มทื่อหรือไรถึงได้มาพูดเรื่องนี้กับเจียงเสวี่ย
หนิง! จะให้วันหน้านางเปลี่ยนวิธีการกลั่นแกล้ง
ตนอีกกระนั้นหรือ?!
เมื่อโหยวฟางอิ๋นเห็นโหยวเย่ว์กระทำการ
กำเริบเสิบสานกับเจียงเสวี่ยหนิงถึงเพียงนี้ ความ
ขุ่นเคืองซึ่งเพิ่งจะสะกดกลั้นลงไปได้ก็พุ่งพรวดอีก
รอบ ขยับร่างกายหมายจะเข้าไปทำอะไร
บางอย่าง
คิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับกดมือนางไว้
เบา ๆ
โหยวฟางอิ๋นชะงักงันทันที ไม่กล้าขยับเขยื้อน
อีก เกรงว่าจะเผลอทำร้ายอีกฝั่ายด้วยความวู่วาม
ของตนเอง ขณะเดียวกันก็เงยศีรษะขึ้นมองด้วย
ความฉงนสนเท่ห์หน่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้เบือนศีรษะกลับไป
นัยน์ตาหลุบลงเล็กน้อย แพขนตากระเพื่อมไหว
นางถอนหายใจเบา ๆ ด้วยท่าทางขวัญอ่อนกลัว
ว่าจะมีเรื่อง “ขอคุณหนูรองโหยวโปรดระงับ
โทสะด้วยเถิด วันนี้เสวี่ยหนิงไม่ได้เจตนา เพียง
ผ่านทางเข้ามาพักเท้าที่โรงน้ำชาแห่งนี้เท่านั้น
ไหนเลยจะคิดว่าจะได้พบท่านโดยบังเอิญเช่นนี้?
ท่านเข้าใจผิดว่าข้าไม่ให้เกียรติท่าน ท่านถึงได้ลง
ไม้ลงมือกับข้า แต่ตัวข้าเองไม่คิดจะสู้กลับแม้แต่
น้อย ต้องโทษโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ทั้งสิ้น!”
ต้นประโยคนางยังพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
พอถึงท้ายประโยคเสียงกลับเน้นหนักขึ้นมา
โหยวเย่ว์นิ่งอึ้ง ไม่ทันได้สติ มีสีหน้างุนงง
โหยวฟางอิ๋นเองก็มองเจียงเสวี่ยหนิงอย่าง
แปลกใจยิ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางต้องกล่าวเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ครู่ต่อมานางรู้สึกได้ว่ามือของเจียง
เสวี่ยหนิงข้างที่กุมมือตนอยู่ออกแรงบีบเล็กน้อย
คล้ายลอบบอกเป็นนัยบางอย่าง
ต่อมามือข้างนี้ก็ดึงกลับไป
เจียงเสวี่ยหนิงพูดตำหนิติเตียนด้วยความ
ฉุนเฉียวราวกับเมื่อครู่นี้ตนไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ
ทั้งสิ้น “ถึงแม้ข้าจะเคยช่วยชีวิตนาง แต่ข้ากับ
นางก็ไม่เคยติดต่ออะไรกัน คิดไม่ถึงว่านางจะ
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเราผิดไป กลับคว้า
ของน่ากลัวอย่างม้านั่งยาวตัวนั้นขึ้นมาทำร้ายคน
โดยไม่บอกกล่าวกันเสียได้! กลางวันแสก ๆ ทั้งยัง
อยู่ใต้ฝั่าพระบาทโอรสสวรรค์แท้ ๆ ช่างไม่เห็น
ผู้ใดอยู่ในสายตาเสียจริง ยังมีกฎฟั้า[2]อยู่หรือไม่
ยังมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่หรือไม่!”
โหยวเย่ว์รู้สึกหน่อย ๆ ว่าสมองของตนมีให้ใช้
งานไม่เพียงพอ
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางพลางพูดอย่างหนัก
แน่น “คุณหนูรองโหยว ท่านได้รับความอ
ยุติธรรมเป็นล้นพ้น เกือบต้องสิ้นชีวิตไปเสียแล้ว
จะเลิกราแต่โดยดีได้อย่างไรเล่า? พวกเราแจ้ง
ความกันเถอะ!”
โหยวเย่ว์ทึ่มทื่อไปแล้ว “หา?”
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงท่าทีคล้ายต้องการตัด
ขาดความสัมพันธ์กับโหยวฟางอิ๋น “แจ้งความ
จับตัวนางไป! คนไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่
รู้จักที่ต่ำที่สูงพรรค์นี้ จับนางขังคุกสักหลาย ๆ
เดือน รับรองจะทำตัวว่าง่ายแน่นอน!”
แจ้งความ จับตัวโหยวฟางอิ๋นไป?
เจียงเสวี่ยหนิงจะใจดีขนาดนี้เชียวหรือ?!
ต่อให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก โหยว
เย่ว์ก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด!
นางถูกเจียงเสวี่ยหนิงเล่นงานมาหลายครั้ง
เกินไปแล้ว ใช้นิ้วนับยังนับไม่หมด! คราวนี้ถึงกับ
รู้สึกว่าในสมองมีแต่ขี้เลื่อย ลางสังหรณ์บอกว่ามี
บางอย่างไม่ถูกต้อง แม้กายจะอยู่ในโรงน้ำชา แต่
กระทั่งโต๊ะที่วางอยู่ในห้องโถงนางยังเห็นเหมือน
เป็นกับดักที่กำลังโอบล้อม รอคอยให้นางเผลอ
ถลำเข้าไป!
ไม่ จะแจ้งความไม่ได้เด็ดขาด!
ต่อให้นางไม่รู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงต้องการอะไร
แต่ขอเพียงทำตรงข้ามกับสิ่งที่อีกฝั่ายต้องการ
ย่อมไม่มีวันผิดพลาดแน่!
ด้วยเหตุนี้ ครู่ถัดมาเด็กรับใช้ประจำโรงน้ำชา
ซึ่งเพิ่งจะวางม้านั่งยาวกลับลงไปทางด้านข้าง
และลูกค้าซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนก็เห็นภาพเหตุการณ์
ชวนพิศวง…
——————–
1. หมอนปักลายดอกไม้ หมายถึงคนที่
ภายนอกดูดี แต่แท้จริงแล้วไร้ซึ่งความรู้
ความสามารถ
2. กฎฟั้า หมายถึงกฎทางธรรมชาติที่ยึดถือ
กันโดยทั่ว อาจหมายถึงหลักจรรยา
มารยาทก็ได้
บทที่ 75 เจียงเสวี่ยหนิงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (2)
โหยวเย่ว์พลันปฏิเสธด้วยความระแวง “อย่า
อย่าแจ้งความ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่เห็นต้องแจ้ง
ความเลย!”
เจียงเสวี่ยหนิงมีไมตรีจิตยิ่งนัก “เหตุใดถึงพูด
ว่าเป็นเรื่องเล็กเล่า? ถึงกับเงื้อม้านั่งยาวจะทำ
ร้ายเจ้า นี่มันต้องการเอาชีวิตกันเลยนะ อย่าง
น้อยที่สุดก็เป็นการเจตนาหาเรื่องทำร้ายร่างกาย
และทำลายการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน
เมืองหลวง! กรณีเช่นนี้บัดนี้อยู่ภายใต้การกำกับ
ดูแลขององครักษ์เสื้อแพร มีผู้ใดไม่รู้ถึงฝีมืออัน
ร้ายกาจขององครักษ์เสื้อแพรบ้าง? หากพวกเรา
แจ้งความแล้วจับตัวนางไป นางต้องเจอดีแน่! อีก
อย่างถึงเจ้าบอกว่าตนจะไม่แจ้งความ แต่ก็ต้อง
ทวงความเป็นธรรมให้โรงน้ำชาของผู้อื่นที่อยู่ดีไม่
ว่าดีก็สูญเสียข้าวของไปจำนวนมากบ้างสิ?”
เด็กรับใช้ประจำโรงน้ำชา “…”
อันที่จริงก็ไม่ได้มีราคาค่างวดสักเท่าใดหรอก
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดเหมือนกัน
โหยวเย่ว์เริ่มรู้สึกว่าตนใกล้จะเสียสติแล้ว
ทว่าก็ยังหลงเหลือความหวังอยู่ส่วนหนึ่ง คิดจะ
คุยด้วยเหตุผลกับเจียงเสวี่ยหนิง “ข้าไม่ได้
บาดเจ็บ ไม่ได้ล้มปั่วย ไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น อีก
ทั้งนางก็ไม่ได้ทำร้ายข้าด้วย…”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่สนใจอีกฝั่ายแล้ว
นางหมุนกายไปกล่าวกับถังเอ๋อร์ทันที “ไป
แจ้งความ ไปเชิญพวกใต้เท้าองครักษ์เสื้อแพรมา
ดูเสียหน่อย วันนี้ข้าต้องทวงความเป็นธรรมให้
คุณหนูรองโหยวให้จงได้!”
โหยวเย่ว์แทบสติแตกเต็มที “ใครอยากให้เจ้า
มาทวงความยุติธรรมให้กัน หา!”
ถังเอ๋อร์ซึ่งเห็นการกระทำของเจียงเสวี่ยหนิง
มาตั้งแต่ต้นจนจบและเข้าใจในความนัยของ
คำพูดนางก็รู้สึกเพียงว่าศีรษะหลั่งเหงื่อเย็นไม่
หยุด ครั้นเงยศีรษะขึ้นมาก็เห็นคุณหนูของตน
ยังคงสงบนิ่งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน แสดงละครโดย
ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเรื่องจริงอย่างไร
อย่างนั้น
ถังเอ๋อร์รับคำแล้วออกไปจากโรงน้ำชา
ย่อมออกไปแจ้งความตามคำสั่งคุณหนูของ
ตนเป็นธรรมดา
โหยวเย่ว์เห็นความผิดปกติจึงชักเท้าคิดจะ
จากไป
นึกไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะมือไวตาไวคว้า
ตัวนางเอาไว้ได้ ทั้งยังกล่าวด้วยใบหน้างุนงง
สงสัยว่า “ส่งคนไปแจ้งความแล้วละ คุณหนูรอง
โหยว เจ้าเป็นเจ้าทุกข์นะ อย่าไปสิ!”
โหยวเย่ว์หนังตากระตุก “คนแจ้งความมัน
เจ้าต่างหาก ไม่ใช่ข้า ปล่อยข้านะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ยอมปล่อยมือ คลี่ยิ้ม
เป็นมิตร “ก็เพราะข้ากลัวว่าเจ้าจะโกรธไม่ใช่หรือ
ไร?”
โหยวเย่ว์โมโหจนควันออกเจ็ดทวาร ลาง
สังหรณ์ไม่ดีอย่างหนึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นาง
สะบัดมือเจียงเสวี่ยหนิงออกโดยไม่สนใจสิ่งใด
ทั้งสิ้น ทว่าเพิ่งจะเงื้อมือก็สบสายตายั่วเย้าของ
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าพอดี
ประหนึ่งกำลังพูดว่า ‘เจ้าก็ลองทำดูสิ!’
เมื่อครู่ภาพเหตุการณ์ที่ตนยังไม่ทันแตะต้อง
เจียงเสวี่ยหนิง แต่กลับถูกนาง ‘แสดงละครเป็น
ผู้เสียหาย’ ล้มลงกับพื้นยังคงตราตรึงในใจ โหยว
เย่ว์แทบไม่กล้าทำอะไรขึ้นมาทันที ด้วยกลัวว่า
หากฝั่ามือนี้ของตนสะบัดออกไป เจียงเสวี่ยหนิง
จะล้มลงและใส่ความอีกครา หากจู่ ๆ โดยรอบมี
เสิ่นจื่ออีเอย เยี่ยนหลินเอย ใครต่อใครเอยโผล่มา
อีก นางคงแบกรับผลที่จะตามมาไม่ไหวแน่!
คนหนึ่งตั้งใจรั้งอย่างอุกอาจปราศจากความ
กริ่งเกรง ส่วนอีกคนมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังจน
ไม่กล้าพอจะหลบหนี
สถานการณ์จึงหาทางออกไม่ได้
ในขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงมีท่าทีผ่อนคลาย
สบายอารมณ์ โหยวเย่ว์กลับร้อนรุ่มดั่งเพลิงสุม
อก
โชคยังดีที่ที่ว่าการขององครักษ์เสื้อแพรตั้งอยู่
ไม่ไกลนัก ผู้เกี่ยวข้องและขามุงรอเพียงไม่นานก็มี
คนมาถึงแล้ว
องครักษ์เสื้อแพรก่อตั้งเมื่อยี่สิบปีก่อน เวลา
นั้นการก่อจลาจลของกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องเพิ่ง
จะสงบ อดีตฮ่องเต้จึงทรงก่อตั้งองครักษ์เสื้อแพร
ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือทั้งศาลาว่าการเมืองซุ่นเทียน
และทั้งกองบัญชาการนวทิศรักษานคร[1]เพื่อ
ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลวง
เพียงแต่ต่อมาองครักษ์เสื้อแพรค่อย ๆ ขยับ
ขยาย ผู้บัญชาการทุกรุ่นล้วนเป็นขุนนางใกล้ชิด
โอรสสวรรค์ มือจึงยื่นออกไปได้ค่อนข้างยาว
ทั้งสืบข่าวสารข้อมูล ทั้งก้าวก่ายการตัดสิน
โทษในคุกหลวง ทั้งสืบสวนและจับกุมคน…
ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักก็
ย่อมเห็นมือขององครักษ์เสื้อแพรยื่นเข้าไปสอด
มันเสียทุกเรื่อง
ด้วยเหตุนี้ องครักษ์เสื้อแพรจึงถูกขุนนางทั้ง
ฝั่ายทหารและพลเรือนพากันรังเกียจเดียดฉันท์
แต่กระนั้นแม้ว่ายามนี้เมืองหลวงจะบังเกิด
เรื่องน้อยมากแล้ว ทว่ากฎเกณฑ์ที่อดีตฮ่องเต้
ทรงกำหนดเอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนก็ยังไม่ได้
เปลี่ยนแปลง หากเกิดสิ่งใดขึ้นภายในเมืองหลวง
ก็ยังต้องให้องครักษ์เสื้อแพรเข้ามาดูแลดังเดิม
เพียงแต่เรื่องหยุมหยิมอย่างคนสองคน
ทะเลาะตบตีกันเช่นนี้ ศาลาว่าการเมืองซุ่นเทียน
ก็จัดการได้ ไฉนเจ้าคนตาบอดพวกนี้ต้องแจ้ง
ความให้คนขององครักษ์เสื้อแพรมาด้วยเล่า
มิหนำซ้ำแม้แต่ท่านผู้คุมกองพันยังมา…
องครักษ์เสื้อแพรผู้มาปฏิบัติหน้าที่มีหน้าตา
ขึงขัง ตอนก้าวข้ามธรณีประตูโรงน้ำชามาจาก
เบื้องนอกก็อดพร่ำบ่นในใจไม่ได้ ทั้งยังเหลือบ
มองด้านข้างแวบหนึ่งด้วย ขณะนี้โจวอิ๋นจือผู้คุม
กองพันองครักษ์เสื้อแพรคนใหม่กำลังเดินอยู่
ทางซ้ายมือของเขา
ด้ายเงินชั้นดีปักลวดลายอันวิจิตรบรรจงบน
ชุดเฟยอวี๋สีนิล ดาบซิ่วชุนซึ่งอยู่ในฝักคาดบริเวณ
เอว ฝั่ามือของโจวอิ๋นจือแตะด้ามจับสีเงิน
ขมุกขมัวเบา ๆ
เขามีเรือนกายสูงมาก ยามเดินเข้ามาจึงสร้าง
แรงกดดันให้ผู้อื่นอยู่หลายส่วน
ครั้นเขาช้อนนัยน์ตาอันประดุจพญาอินทรี
ขึ้นมากวาดมองโดยรอบก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิง
กำลังนั่งดื่มน้ำชาด้วยท่าทีสงบนิ่งสบายอารมณ์
อยู่ภายในห้องโถงใหญ่ของโรงน้ำชา มีคุณหนู
ตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งนั่งทำหน้าบูดบึ้งอยู่ฝังตรงข้าม
และข้างกายเจียงเสวี่ยหนิงยังมีแม่นางที่กำลังยืน
ก้มหน้าก้มตาอย่างเงียบงันอีกราย
ส่วนอีกสองคนทางด้านหลังเขาเองก็ไม่รู้จัก
องครักษ์เสื้อแพรซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็น
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา
เดิมทีเรื่องเล็กน้อยภายในเมืองหลวงเหล่านี้
ไม่จำเป็นต้องให้ผู้คุมกองพันเช่นเขาออกหน้า แต่
เนื่องด้วยผู้มายังที่ว่าการคือถังเอ๋อร์ซึ่งระบุว่า
ต้องการแจ้งความกับเขา โจวอิ๋นจือจึงรู้ว่าเจียง
เสวี่ยหนิงต้องการให้ตนทำงานนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกตัวผู้ใต้บังคับบัญชามา
หลายนาย ส่วนตนเองก็ติดตามมาด้วย
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่นำอยู่หน้าสุดมีนามว่าเฝิง
เฉิง รูปร่างห้าใหญ่สามหนา[2] ดวงตาทั้งสองข้าง
โตราวกับระฆังทองแดง ค่อนข้างน่ากลัว ทว่า
ยามนี้กลับกำลังมองเขาด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อย
โจวอิ๋นจือผงกศีรษะเบา ๆ
เฝิงเฉิงรับทราบ ยืนตัวตรง เดินเข้าไปในห้อง
โถงพร้อมส่งเสียงตวาด “ผู้ใดแจ้งความ?”
เจียงเสวี่ยหนิงปรายตามองโจวอิ๋นจือผาด
หนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนสายตามองเฝิงเฉิง ลุกขึ้นมา
กล่าวเสียงเรียบ “ข้าเป็นผู้แจ้งความเจ้าค่ะ”
โหยวเย่ว์ลุกตาม ทว่าอยากจะหายตัวไปจาก
ที่นี่ให้มันรู้แล้วรู้รอด
เฝิงเฉิงเหลียวซ้ายแลขวา ทั้งไม่มีคนตายและ
เหมือนไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ จึงอดสงสัยไม่ได้
“เจ้าคือเจ้าทุกข์หรือ? เหตุใดถึงแจ้งความ? บอก
ว่ามีคนก่อเรื่องทะเลาะวิวาทไม่ใช่หรือไร? แล้ว
คนอยู่ที่ใด?”
เจียงเสวี่ยหนิงชี้นิ้ว “อยู่ตรงนี้กันหมดเลยเจ้า
ค่ะ”
นางชี้โหยวเย่ว์ก่อน จากนั้นก็ชี้โหยวฟางอิ๋น
โหยวเย่ว์โมโหจนตาถลน
ส่วนโหยวฟางอิ๋นกลับกะพริบตา พูดกันตาม
ความสัตย์จริง นางไม่รู้หรอกว่าเจียงเสวี่ยหนิง
ต้องการทำสิ่งใด แต่การถูกอีกฝั่ายบีบมืออย่าง
อ่อนโยนเมื่อสักครู่ทำให้นางเชื่อว่าคุณหนูรองไม่
มีวันทำร้ายตนแน่ ดังนั้นจึงไม่เอ่ยวาจา เพียง
มองดูเฉย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเล่าเหตุการณ์รอบหนึ่ง “ใต้
เท้า ท่านลองคิดดู อยู่ใต้พระบาทแห่งโอรส
สวรรค์แท้ ๆ แม้แต่ม้านั่งก็ยังจะยกขึ้นมา หาก
ไม่ใช่เพราะพวกข้าขวางไว้ทันท่วงที เกรงว่าคง
เกิดเหตุถึงแก่ชีวิตไปแล้ว! ผู้นี้คือคุณหนูรองโหยว
แห่งจวนชิงหย่วนปั๋อ นางคือเจ้าทุกข์ หากไม่เชื่อ
ท่านลองไต่ถามนางดูก็ได้เจ้าค่ะ”
ครั้นเฝิงเฉิงได้ยินว่าเป็นจวนปั๋อก็เริ่มใส่ใจ
ขึ้นมาหน่อย
เขาหันหน้าไปมองโหยวเย่ว์ “สิ่งที่นางพูด
เป็นความจริงหรือ?”
ขณะโหยวเย่ว์กับเจียงเสวี่ยหนิงไม่ยอมลงให้
กันเมื่อสักครู่ โหยวเย่ว์ก็ดื่มชาไปครึ่งถ้วยแล้ว
ระหว่างนั้นนางใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ ถึงองครักษ์
เสื้อแพรยังคงควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย
ภายในเมืองหลวง แต่เรื่องนี้ก็ช่างเล็กน้อยเสียจน
ไม่ควรค่าจะเอ่ยถึงด้วยซ้ำ ต่อให้มาแล้วจริง ๆ
ทว่าคนเขาก็งานรัดตัว เกรงว่าคงไม่อยากจะ
สนใจสักเท่าไร
——————–
1. กองบัญชาการนวทิศรักษานคร เป็น
หน่วยงานที่รับผิดชอบการลาดตระเวน
ภายในเมืองหลวง คอยจับกุมผู้กระทำ
ความผิด
2. ห้าใหญ่สามหนา เป็นลักษณะของบุรุษใน
สมัยโบราณ ห้าใหญ่ประกอบด้วยสองมือ
สองเท้า และหนึ่งศีรษะ ส่วนสามหนา
ประกอบด้วยขา เอว และคอ
บทที่ 75 เจียงเสวี่ยหนิงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (3)
นอกจากนี้ไม่ว่าอย่างไร นางต่างหากที่เป็น
เจ้าทุกข์
หากเจ้าทุกข์ไม่ถือสาหาความเสียอย่าง เจียง
เสวี่ยหนิงก็อย่าได้คิดจะใช้เรื่องนี้มาก่อกวนและ
วางแผนกลั่นแกล้งนางเลย
ฉะนั้นยามนี้โหยวเย่ว์จึงปฏิเสธโดยไร้ความ
ลังเล “ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “แต่
เมื่อครู่ทุกคนเห็นกันหมดเลยนะ”
โหยวเย่ว์สีหน้าย่ำแย่ในบัดดล กัดฟันกรอด
ขณะฝืนข่มความคิดวู่วาม พูดเน้นทีละคำว่า “ขอ
ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย อันที่จริงผู้ลงมือคือ
บุตรีอนุภรรยาของจวนปั๋อเรา มิหนำซ้ำนางยังไม่
ทันได้ลงไม้ลงมือเลย หรือหากมีเรื่องอะไรขึ้นมา
จริง ๆ พอกลับไปค่อยให้บิดาข้าเป็นผู้ลงโทษก็ได้
ไม่จำเป็นต้องถือสาหาความเจ้าค่ะ”
เฝิงเฉิงรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก “ท่านไม่
ถือสาหาความ?”
โหยวเย่ว์พูดอย่างเฉียบขาด “เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงดีดลูกคิดวางแผนอยู่ในใจมา
ตั้งแต่แรก รู้สึกว่าไม่มีแผนใดจะยิงเกาทัณฑ์ดอก
เดียวได้อินทรีถึงสองตัวที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ครั้น
เห็นโหยวเย่ว์หลงกล ไหนเลยจะยอมให้เป็ดต้ม
สุกอย่างนางหลุดลอยไป[1]
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สนใจหรอกว่าโหยวเย่ว์จะ
คิดเช่นไร
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอยู่ด้านข้างทันที
“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง หากโหยวฟางอิ๋
นกระทำความผิดภายในบ้าน จวนปั๋อเป็น
ผู้จัดการย่อมไม่มีสิ่งใดผิด ทว่าหากกระทำผิด
ภายนอก ก็ต้องใช้กฎหมายบ้านเมืองมาจัดการ
สถานเบาคือการทะเลาะเบาะแว้ง ส่วนสถาน
หนักคือการพยายามฆ่านะ! แล้วจะยังไม่ร้ายแรง
อีกได้อย่างไร?”
“ไม่สิ สตรีอย่างเจ้านี่มันอย่างไรกันนะ?”
เฝิงเฉิงไม่รู้สถานะของเจียงเสวี่ยหนิง เมื่อรู้ว่า
โหยวเย่ว์คือคุณหนูรองบุตรีภรรยาเอกแห่งจวน
ปั๋อ ก็นึกว่าโจวอิ๋นจือมาเพราะโหยวเย่ว์ไปโดย
ปริยาย นอกจากนี้องครักษ์เสื้อแพรมักไม่ใคร่จะ
สนใจเรื่องสัพเพเหระเช่นนี้อยู่แล้ว มีผู้ใดบ้างไม่
อยากทำงานให้น้อยลง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ถูกชะตากับเจียงเสวี่ย
หนิงเป็นอันมาก
เฝิงเฉิงพลันย่นหัวคิ้วจ้องนาง พูดเสียงดังโดย
ไม่รู้ตัว “เจ้าทุกข์บอกแล้วว่าไม่ถือสาหาความ
เรื่องนี้ คนอื่นเช่นเจ้ามาแหกปากโวยวายอะไร?”
โหยวเย่ว์พลันเผยสีหน้ายินดี
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอีกหน
เฝิงเฉิงรู้สึกว่าไฉนสตรีนางนี้ถึงทำตัวมาก
ความนักนะ ปกติองครักษ์เสื้อแพรมักถือ
อำนาจบาตรใหญ่จนเคยชิน เขาจึงคิดจะตำหนิสั่ง
สอนนางต่อ คาดไม่ถึงว่ายามนี้พลันมีเสียงอัน
เรียบเย็นแว่วมาจากด้านหลัง “แล้วเจ้าน่ะแหก
ปากโวยวายอะไร?”
เฝิงเฉิงลำคอเย็นวาบ
เขาฟังออกว่านี่คือเสียงของโจวอิ๋นจือ จึง
หมุนกายกลับไปมองด้วยร่างอันแข็งทื่อ เมื่อเห็น
ว่าโจวอิ๋นจือกำลังขมวดคิ้วมองเขา ดวงตาสีดำ
ลุ่มลึกซึ่งทั้งเฉยชาและไร้ไมตรีคู่นั้นทำเอาเขาร่าง
เย็นเฉียบราวกับตกลงไปในโพรงน้ำแข็ง!
นี่ นี่มันอะไรกัน?
เขาแค่ตำหนิสตรีที่ไม่รู้จักมองสถานการณ์
และไม่รู้ความผู้นั้นประโยคเดียวเองนะ ไยท่านผู้
คุมกองพันถึงมีท่าทีเช่นนี้
หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเป็นหน่วยซึ่งมีแต่การ
แข่งขันและแก่งแย่งชิงดี ยากเย็นนักกว่าเฝิงเฉิง
จะเข้ามาได้ จึงนับว่าพอมีไหวพริบอยู่บ้าง เขา
รู้สึกตัวแทบจะทันที เกรงว่าตนคงตวาดผิดคนไป
เสียแล้ว!
มุมปากที่โค้งขึ้นของโหยวเย่ว์แข็งค้าง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับมีรอยยิ้มเย้ยหยันประดับ
บนริมฝีปาก
ทั่วทั้งโรงน้ำชาเงียบกริบ เด็กรับใช้ประจำ
ร้านมองกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรภายในห้องโถงตัว
สั่นงันงก ตัดพ้ออยู่ในใจ ‘สวรรค์ เหตุใดถึงเกิด
เรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นมาได้?’
โจวอิ๋นจือเดินขึ้นหน้า เขาประสานมือค้อม
กายคารวะเจียงเสวี่ยหนิง “ผู้ใต้บังคับบัญชาพวก
นี้ไม่รู้จักแยกแยะ พูดจาล่วงเกินคุณหนูรอง หวัง
ว่าคุณหนูรองจะไม่ถือสา”
ยามอยู่ในจวน ทั้งเจียงเสวี่ยหนิงและโหยวเย่ว์
ต่างอยู่ลำดับที่สอง
ทว่าเวลานี้ไม่มีทางที่ใครจะเข้าใจผิดคิดว่า
‘คุณหนูรอง’ ซึ่งโจวอิ๋นจือเอ่ยถึงนั้นคือโหยวเย่ว์
แน่
เฝิงเฉิงอันเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งกล่าววาจา
ตำหนิสั่งสอนเจียงเสวี่ยหนิงก่อนหน้านี้ ตกใจจน
หลั่งเหงื่อเย็นบนหน้าผากแล้ว
ส่วนโหยวเย่ว์ยิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่!
ถึงตอนนี้ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิง
กำลังวางแผนอะไรอยู่!
อีกฝั่ายเปลี่ยนวิธีมาจัดการนางจริง ๆ ด้วย!
ครั้นเห็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่สวมชุดเฟ
ยอวี๋ที่อยู่ตรงหน้า นางก็ตัวสั่นงันงก พูดจา
ตะกุกตะกัก “พะ…พวกเจ้า ข้าเป็นเจ้าทุกข์นะ!
ข้า…พวกเจ้าจะมาจับตัวข้าไม่ได้นะ…”
โจวอิ๋นจือไม่ยิ้มแย้ม และยิ่งไม่สนใจว่าโหยว
เย่ว์จะมีปฏิกิริยาเช่นไร เพียงเอ่ยว่า “หลายวัน
มานี้ในเมืองหลวงมีกลุ่มกบฏคอยสร้างความ
วุ่นวาย มีคำสั่งลงมาตั้งแต่แรกแล้วว่าห้ามก่อเหตุ
ทะเลาะวิวาท แต่พวกเจ้ากลับกระทำความผิดทั้ง
ที่รู้อย่างแจ่มแจ้ง มิหนำซ้ำการไต่สวนให้รู้ผลและ
การตัดสินว่าเป็นการพยายามฆ่าหรือเปล่าก็ไม่
อาจทำได้ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ขณะอยู่ใน
โรงน้ำชาแห่งนี้ด้วย เด็ก ๆ จงคุมตัวผู้กระทำ
ความผิดสองคนนี้กลับไปรอการไต่สวน ณ ที่ว่า
การ”
องครักษ์เสื้อแพรหลายนายทางด้านหลังขาน
รับทันที “ขอรับ!”
คนเหล่านี้จับกุมชนชั้นสูงมาไม่รู้ตั้งเท่าไร
ยามลงมือกับสตรีมิได้ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย ไม่สนใจ
หรอกว่าผู้อื่นจะดิ้นรนขัดขืนเช่นไร พากันเข้าคุม
ตัวในบัดดล
โหยวฟางอิ๋นนั้นยังดี ไม่ได้ขัดขืน แสดง
ท่าทางยอมจำนนแต่โดยดี
ทว่าโหยวเย่ว์กลับขัดขืนอย่างเอาเป็นเอาตาย
ก่อนหน้านี้จวนปั๋อของพวกนางเคยมี
ความสัมพันธ์กับองครักษ์เสื้อแพรอยู่บ้าง ย่อมรู้
ว่าคนพวกนี้ใช้วิธีการเช่นไรยามไต่สวน เคยได้ยิน
ว่าขุนนางราชสำนักซึ่งเคยตกอยู่ใต้เงื้อมมือของ
หน่วยนี้ต่างอยู่ไม่สู้ตาย แล้วนางจะกล้าไปได้
อย่างไรเล่า
นางพลันตะโกนร่ำไห้ “เจียงเสวี่ยหนิง เจ้า
ช่างใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตนัก ถึงกับสมคบคิดกับ
คนพวกนี้มาเอาชีวิตข้า! พวกเจ้ากล้าจับ
แม้กระทั่งเจ้าทุกข์เชียวหรือ…”
ที่จะจับกุมก็คือ ‘เจ้าทุกข์’ เช่นเจ้านั่นแหละ!
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้ว บัดนี้ใบหน้าเมตตาที่
เคยเสแสร้งรวมถึงความอ่อนโยนภายในดวงตา
พลันหายวับ เพียงมองดูนาง กล่าวด้วยน้ำเสียง
เรียบเฉยปราศจากอารมณ์ใด ๆ “เจ้าแหกปาก
โวยวายหาอะไร?”
ตัวคนยืนอยู่กลางห้องโถง เย็นเยียบดุจ
น้ำแข็ง
ความเฉยชาจนถึงขั้นอำมหิตหน่อย ๆ
แผ่ซ่านจากทั่วร่าง แม้มองเห็นแวบเดียวยังชวน
ให้ใจหายวาบโดยไม่รู้ตัว
แม้คำพูดนี้จะกล่าวกับโหยวเย่ว์ แต่เฝิงเฉิง
องครักษ์เสื้อแพรผู้ต่อว่านางอย่างมีตาหามีแววไม่
ก่อนหน้านี้ได้ฟังแล้วไม่กล้าเงยศีรษะด้วยซ้ำ
ลอบนึกเสียใจเป็นล้นพ้น
ส่วนโหยวเย่ว์ก็ยิ่งหุบปากทันควัน
นางเหลียวมองรอบด้าน ขามุงสลายตัวไป
หมดตั้งนานแล้ว ส่วนองครักษ์เสื้อแพรก็ยืนอยู่
อย่างแน่นขนัดโดยมีโจวอิ๋นจือเป็นผู้นำ นางพลัน
สิ้นหวัง ทว่าไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกแม้แต่ประโยค
เดียว
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าคนพวกนี้จะทรมานนาง
เช่นไรบ้าง!
โหยวเย่ว์ถูกองครักษ์เสื้อแพรคุมตัวจากไป
ด้วยสีหน้าเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง
ไปแล้ว
ขณะโหยวฟางอิ๋นถูกควบคุมตัวไป เจียงเสวี่ย
หนิงกลับเผยรอยยิ้มบางให้นาง
โหยวฟางอิ๋นจึงยิ้มตอบ
ครั้นโจวอิ๋นจือเห็นคนจากไปไกลแล้ว ถึงหัน
หน้ากลับมามองเจียงเสวี่ยหนิง “หลายวันก่อนได้
ยินว่าท่านจะหยุดพักทุกสิบวัน คนแซ่โจวจึงคิด
จะหาโอกาสไปเยี่ยมคารวะแสดงความขอบคุณ
ด้วยตนเอง นึกไม่ถึงว่าวันนี้กลับได้พบโดยบังเอิญ
ทั้งยังได้ทุ่มเทแรงกายทำงานเล็กน้อยให้ท่าน
อย่างสุดความสามารถอีกด้วย เพียงแต่ไม่ทราบ
ว่าเรื่องนี้คุณหนูคิดจะจัดการเช่นไรขอรับ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ
นางยกถ้วยชาซึ่งยังดื่มไม่หมดของตนขึ้นมา
ยิ้มน้อย ๆ เอ่ยว่า “โหยวฟางอิ๋นเป็นคนของข้า
ท่านผู้คุมกองพันจัดการตามสมควรก็พอ ส่วน
จวนชิงหย่วนปั๋อแม้จะเสียอำนาจไปแล้ว แต่คน
มักกล่าวกันว่า ต่อให้เรือผุพังก็ยังหลงเหลือตะปู
อยู่สามส่วน[2] เฮ้อ วันนี้ขามาถูกใจพิณคันหนึ่ง
น่าเสียดายที่ราคาออกจะแพงไปสักหน่อย…”
ช่วงนี้เงินทองค่อนข้างขัดสน
——————–
1. เป็ดต้มสุกต้องหลุดลอยไป เป็นสำนวน
หมายถึงโอกาสหลุดมือ
2. ต่อให้เรือผุพังก็ยังหลงเหลือตะปูอยู่สาม
ส่วน หมายถึงต่อให้เลวร้ายสักเพียงใดก็ยัง
มีประโยชน์ให้ใช้สอยอยู่บ้าง