คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 76 บุตรกตัญู (1)
โจวอิ๋นจือทำงานในหน่วยงานพิพากษ์คดี
หน่วยเช่นนี้แต่ไหนแต่ไรมามีคำที่คนพูดถึงอยู่
ประโยคหนึ่ง นั่นคือ ‘พอเข้าที่ว่าการก็เหมือนถูก
ถลกหนัง’ เรื่องแบบนี้ในสมัยปกครองโดย
คุณธรรมก็มีให้เห็นไม่น้อย ยามบ้านเมืองวุ่นวาย
ยิ่งมีให้เห็นโดยทั่ว องครักษ์เสื้อแพรก่อให้เกิด
เสียงก่นด่าด้วยความไม่พอใจไปทั่วราชสำนักมา
ตั้งนานแล้ว เรื่องประเภทนี้ยิ่งกระทำจนคุ้นชิน
และช่ำชอง เรียกได้ว่า ‘โดดเด่นในหมู่คน’
หากผู้กระทำผิดมีทรัพย์สินเงินทองทว่าไร้
อำนาจก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ จับขังคุกสักเจ็ดวันก็
ตระหนกตกใจจนขวัญผวาแล้ว คนในครอบครัว
ย่อมกังวลเป็นล้นพ้น ต้องพากันหอบเงินมา
วิ่งเต้นตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่าง กลัวเพียงว่า
บรรดาใต้เท้าในหน่วยงานพิพากษ์คดีทั้งหลายจะ
ไม่รับ
นี่ถือว่ามีเมตตาแล้ว
หากใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต อีกหน่อยจะไม่
สนใจเลยว่าเจ้าคือเจ้าทุกข์หรือผู้กระทำความผิด
ขอเพียงเจ้ามีส่วนพัวพันกับคดีความ ก็จะอ้างว่า
มาจับกุมไปคุมขังเพื่อรอการไต่สวน ถึงตอนนั้น
หากผู้กระทำผิดจะติดสินบนเจ้าหน้าที่ก็ถือเป็น
เรื่องธรรมดา แต่กระทั่งเจ้าทุกข์เองก็เกรงว่า
จะต้องเสียทรัพย์มหาศาลเพื่อยุติเรื่องเหมือนกัน
หากไม่ให้เงิน เช่นนั้นก็ง่ายดาย
ขุนนางเลอะเลือนจะตัดสินคดีความอย่าง
เลอะเลือน ไม่ว่าเจ้าจะมีความผิดหรือว่าเป็นผู้
บริสุทธิ์ก็ต้องไปรับโทษทัณฑ์ทั้งสิ้น
วันนี้ตอนมาจากที่ว่าการ โจวอิ๋นจือก็ครุ่นคิด
ระหว่างทางว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะทำสิ่งใดกัน เมื่อ
ไปถึงโรงน้ำชาและได้เห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกว่า แม้
ทุกถ้อยคำของเจียงเสวี่ยหนิงจะเผยว่าตนไม่
เกี่ยวข้องกับโหยวฟางอิ๋น อีกทั้งยังคอยประคบ
ประหงมดูแลโหยวเย่ว์ คล้ายทุกสิ่งที่กำลังพูดอยู่
ล้วนทำเพื่อนาง ทว่าครั้นดูสีหน้าของ ‘เจ้าทุกข์’
ผู้นี้แล้วกลับมิใช่เช่นนั้นเลย
เขาใช้ความคิดเพียงเล็กน้อยก็เดาออกว่านาง
อยากจัดการโหยวเย่ว์
องครักษ์เสื้อแพรยามทำงานอยู่ข้างนอกไม่
ควรทำเรื่องใหญ่โต มิหนำซ้ำเขาก็เพิ่งขึ้นมาดำรง
ตำแหน่งเป็นผู้คุมกองพัน จึงยังไม่กล้าแสดงท่าที
โน้มเอียงไปทางเจียงเสวี่ยหนิงอย่างเปิดเผย แต่
กระนั้นก็ยังทำงานด้วยความชัดเจน เขาจับกุม
คนโดยไม่สนใจสิ่งใดก่อน หลังจากนั้นจะจัดการ
เช่นไรก็แล้วแต่เจียงเสวี่ยหนิงสั่งการ
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า นางจะมีเจตนาเช่นนี้
พิณแพงเกินไป…
ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเงินขาดมือ
โจวอิ๋นจือพยักหน้า ทั้งไม่ได้แสดงความ
ประหลาดใจและยิ่งไม่พูดจาให้มากความ เพียง
เอ่ยว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
สมัยก่อนเยี่ยนหลินมอบสิ่งของให้นางตั้ง
มากมาย แต่หากจะนำข้าวของเหล่านี้ออกขาย
เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินก็ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เจียง
เสวี่ยหนิงย่อมมีเงินในมือจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว ทว่า
เหตุการณ์จวนหย่งอี้โหวประสบเคราะห์ภัยเช่นนี้
ต่อให้มีเงินมากพอจะทะลวงแผ่นฟั้าเกรงว่าคงยัง
ไม่พอใช้อยู่ดี มิหนำซ้ำนางตั้งใจแล้วว่าจะต้อง
จัดการเรื่องนาเกลือและบ่อเกลือให้สำเร็จ หากมี
เงินอยู่ในมือเพียงพอก็จะปั้องกันเหตุไม่คาดฝัน
และรับรองได้ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
ในเมื่อโหยวเย่ว์มาตกอยู่ในกำมือตน ก็ถือว่า
ฝั่ายนั้นดวงไม่ดีแล้ว
วันนี้ที่นางแสดงละครนั้น เดิมทีคาดไม่ถึง
หรอกว่าโหยวฟางอิ๋นจะยอมเสี่ยงชีวิตมาปกปั้อง
ตน ถึงกับเงื้อม้านั่งขึ้นมาคิดจะจัดการกับโหยว
เย่ว์ หากยอมเลิกรากันเพียงแค่นี้และปล่อยให้
โหยวเย่ว์พานางกลับจวน โหยวฟางอิ๋นต้องโดน
ทารุณแสนสาหัสเป็นแน่แท้
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์แบบ
นั้นเลยจริง ๆ
และไม่กล้าคิดด้วย
ฉะนั้นนางจึงยอมแจ้งความและจับกุมคนเข้า
คุกก่อน ให้โจวอิ๋นจือดูแลให้กินดีอยู่ดี ดีกว่ากลับ
จวนไปแล้วต้องโดนทรมาน ไม่ว่าอย่างไรก็ให้พ้น
ช่วงนี้ไปก่อน วันหลังค่อยขบคิดว่ามีหนทาง
ใดบ้างที่จะหลีกหนีไปได้ตลอดกาล
เจียงเสวี่ยหนิงนวดหว่างคิ้วเบา ๆ พลางเอ่ย
ว่า “โหยวเย่ว์เองก็เป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง เมื่อได้หยุดพักครบสอง
วันแล้วก็ควรกลับวังหลวง เรื่องนี้เจ้าจงทำแต่
พอดี อย่าให้เรื่องวุ่นวายใหญ่โตเกินไป ถึงอย่างไร
ตำแหน่งผู้คุมกองพันของเจ้าก็เพิ่งเป็นได้ไม่นาน
ต่อให้มีความชอบจากการแทรกซึมเข้าไปสืบคดีที่
จวนหย่งอี้โหวจนพบว่าพวกเขาคบคิดกับกบฏผิง
หนานอ๋อง แต่ขณะเดียวกันคดีนี้ก็ทำให้ตัวเจ้าเอง
โดดเด่นมาก หากมีคนเห็นเป็นหนามตำตาเข้าจะ
ไม่ดีเอา”
รูม่านตาโจวอิ๋นจือหดแคบทันที
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงมีท่าทางปกติประหนึ่ง
ไม่ได้พูดอะไร กล่าวต่อไปว่า “ช่วงหลายวันมานี้
ข้าอยู่แต่ในวังหลวง ทำให้ไม่ค่อยรู้เรื่องของจวน
หย่งอี้โหวอย่างละเอียดมากนัก เจ้าลองเล่ามาให้
ฟังหน่อย”
โรงน้ำชาแห่งนี้เวิ้งว้างว่างเปล่า ครั้นคนของ
องครักษ์เสื้อแพรมาจับกุมคน ฝูงชนก็แยกย้ายกัน
ไปหมดแล้ว
แต่อย่างไรเสียเมื่อครู่ก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่โต
ถึงเพียงนั้น
โจวอิ๋นจือเป็นคนระมัดระวังและละเอียด
รอบคอบ บอกเพียงว่าสถานที่แห่งนี้ไม่สะดวกจะ
พูดคุย ใคร่ขอเชิญเจียงเสวี่ยหนิงไปสนทนาที่
บ้านอันซอมซ่อของเขาแทน
เดิมทีการที่เจียงเสวี่ยหนิงมาวันนี้เพราะ
อยากจะพบหน้าเหรินเหวยจื้อสักหน่อย ทว่าตน
กลับประสบเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างการ
สังเกตเห็นโหยวเย่ว์เข้าเสียก่อน ไม่ว่าจะมองเช่น
ไร วันนี้ก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับทำธุระ
นอกจากนี้ในเมื่อโหยวฟางอิ๋นได้พบเขาแล้ว อันที่
จริงนางไม่จำเป็นต้องออกโรงอีก
ด้วยเหตุนี้นางจึงตอบตกลง
เจียงเสวี่ยหนิงวางถ้วยชา จากนั้นก็เดินออก
จากโรงน้ำชาพร้อมโจวอิ๋นจือ
รถม้าของนางจอดอยู่ข้างทาง
ส่วนโจวอิ๋นจือขี่ม้ามา
เพียงแต่บัดนี้อาชาสีขาวตัวนี้หาใช่ม้าสุดที่รัก
ซึ่งเขาเลี้ยงดูมาสองปีตัวเดิมไม่
เจียงเสวี่ยหนิงมองแวบหนึ่ง นึกถึงเรื่องที่เคย
ได้ฟังจากปากเยี่ยนหลินเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นมาได้
โจวอิ๋นจือฆ่าม้า…
ชาติก่อนโจวอิ๋นจือสู่ขอเหยาซีมาเป็นภรรยา
มิหนำซ้ำภายหลังคนผู้นี้ยังร่วมมือกับเฉินอิ๋ง
ให้ร้ายจางเจอ ทำให้เขาต้องติดคุกอย่างอ
ยุติธรรมอยู่หลายเดือน จวบจนเซี่ยเวยก่อกบฏ
ศีรษะของโจวอิ๋นจือถึงได้ถูกเซี่ยเวยเด็ดลงมา
แขวนเหนือประตูวัง
พอนึกถึงตรงนี้ อารมณ์นางก็ขุ่นมัวขึ้นมา
หลายส่วน
สารถีวางที่รองเท้าใต้คานรถแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปยึดมือของถังเอ๋อร์
และเหลียนเอ๋อร์เพื่อขึ้นรถ
แต่นางคาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่าชั่วขณะที่
เคลื่อนสายตาขึ้นมาโดยบังเอิญและกวาดมอง
ประตูร้านขายยาฝังตรงข้าม จะสบเข้ากับดวงตา
นิ่งขรึมคู่หนึ่งเข้าพอดี…
เขาใช้ปินสีครามเกล้าผมอย่างเป็นระเบียบ
เรียบร้อยปราศจากความยุ่งเหยิง สวมเสื้อคลุม
ยาวสีฟั้าซึ่งดูเรียบง่ายเป็นพิเศษ ทว่ายามสวมบน
ร่างเขาแล้วกลับเหมาะสมอย่างหาที่เปรียบมิได้
ในมือยังหิ้วห่อยาขนาดเล็กห่อหนึ่งไว้ด้วย
จางเจอยืนนิ่งอยู่ตรงประตูร้านขายยา ไม่รู้
เช่นกันว่าเขาเพิ่งจะออกมาหรือว่ายืนมองอยู่ตรง
นั้นนานมากแล้ว
ชั่วพริบตาร่างของเจียงเสวี่ยหนิงพลันแข็งทื่อ
ความเคลื่อนไหวทุกอย่างล้วนชะงักงัน บังเกิด
เสียงดัง ‘หึ่ง’ ในสมอง หัวสมองถึงกับขาวโพลน
ไปหมด
จางเจอกลับถอนสายตาไปในตอนนี้เอง
เขาทั้งถอนสายตาที่มองนาง และทั้งถอน
สายตาที่มองโจวอิ๋นจือข้างกายนางอีกด้วย จาง
เจอผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นการคารวะ ก่อนจะ
หมุนกายเดินไปตามถนนที่มีผู้คนสัญจรขวักไขว่
หิ้วยาที่เพิ่งซื้อมาค่อย ๆ เดินจากไปไกล
เหลียนเอ๋อร์มองตามสายตานางก็เห็นเพียง
เงาร่างผอมซูบ เนื่องด้วยไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด จึงรู้สึก
งุนงงเล็กน้อย “คุณหนู?”
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือ ออกแรงกดเล็กน้อยบน
หน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจ
นางอัดอั้นตันใจเหลือเกิน
บทที่ 76 บุตรกตัญู (2)
ทั้งที่เป็นเพียงสายตาธรรมดา จางเจอในยาม
นี้อาจยังไม่รู้จักโจวอิ๋นจือผู้คุมกองพันองครักษ์
เสื้อแพรที่เพิ่งจะขึ้นดำรงตำแหน่งได้ไม่นานด้วย
ซ้ำ แต่กระนั้นนางกลับรู้สึกถึงความทรมานและ
ความรู้สึกผิดที่บังเกิดอย่างต่อเนื่อง…
โจวอิ๋นจือหาใช่คนดีอย่างไม่ต้องสงสัย
ชาติก่อนจางเจอรังเกียจที่นางคบหาคนพรรค์
นี้ แต่ชาตินี้นางยังไม่อาจหลุดพ้นได้ชั่วคราว ใน
เมื่อยังต้องวนเวียนอยู่ในสมรภูมิอันดุเดือดก็
จำต้องใช้งานคนเช่นนี้อยู่
โจวอิ๋นจือมองออกว่าสีหน้านางผิดปกติ จึง
ลอบประเมินสถานะของคนเมื่อสักครู่
เจียงเสวี่ยหนิงกลับผินหน้ามองเขาอย่างแช่ม
ช้า
สายตานั้นดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง ประหนึ่ง
มองเห็นอะไรบางอย่างผ่านตัวเขา สุดท้ายก็เผย
ความกลัดกลุ้มทุกข์ใจออกมาให้เห็นราง ๆ …
โจวอิ๋นจือไม่เคยปฏิเสธความงามของสตรี
ตรงหน้า เขารับรู้มาตั้งแต่สมัยยังอยู่บ้านนอก
แล้ว
แต่นี่กลับเป็นครั้งแรก…
เป็นครั้งแรกที่เขาหวั่นไหวกับสายตาชวนฉงน
ของนาง
เขาถาม “คุณหนูรอง มีอันใดหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา มองดูบุรุษรูปร่าง
สูงใหญ่ในชุดเฟยอวี๋ผู้นี้ ขณะเอ่ยวาจาเนิบช้า
ประหนึ่งยังอยู่ในห้วงแห่งความฝัน “ข้าหวังจริงๆ
ว่าวันหน้าเจ้าจะไม่ทำเรื่องที่เลวร้ายจนเกินไป
หรือไม่ก็ทำแล้วช่วยปิดบังให้ดีเสียบ้าง อย่าทำให้
ข้ารู้…”
โจวอิ๋นจือช้อนตามองนาง
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับหลุบตา ยกมุมปากไม่
กล่าวคำอีก นางหมุนกายเหยียบที่พักเท้าแล้วขึ้น
รถม้าไป
*****
หลังยามอู่ของต้นเหมันต์ เรือนรูปแบบสี่ชั้น
ประตู[1]ของจวนเสนาบดีเหยาซึ่งตั้งอยู่ทางทิศ
บูรพาของเมืองดูงามสง่าและสงบเงียบ แม้ประตู
ด้านนอกจะปิดสนิท ทว่าบนระเบียงทางเดินซึ่ง
ทอดยาวอยู่ภายในกลับมีร่างของสาวใช้และหญิง
รับใช้กำลังเดินหัวร่อต่อกระซิกเป็นระยะ
เหยาซีที่ได้ยินคนมารายงานวิ่งกระโดดโลด
เต้นด้วยความลิงโลดไปยังห้องอักษรของบิดา
ทั้งยังถึงขั้นเอ่ยถามด้วยความอดรนทนไม่ไหว
โดยไม่รอให้คนเข้าไปแจ้งก่อน “ท่านพ่อ จางเจอ
ใช้ให้คนส่งจดหมายมาใช่หรือไม่? เขียนอะไรบ้าง
หรือเจ้าคะ?”
ปีนี้เหยาชิ่งอวี๋อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว เขามี
เหยาซีเป็นบุตรีคนเล็กและยังเป็นบุตรีเพียงหนึ่ง
เดียว แต่ไหนแต่ไรมาก็รักใคร่ประดุจไข่มุกบนฝั่า
มือ[2]ดังนั้นยามปกติต่อให้ทำสิ่งใดไม่เหมาะสม
ไปบ้าง ก็ไม่เคยมีผู้ใดตำหนิติเตียน
เมื่อเด็กรับใช้เห็นนางเข้าไปจึงไม่ได้แจ้งให้
ทราบ
เหยาชิ่งอวี๋ขณะนี้นั่งอยู่หลังโต๊ะตำรา กำลัง
อ่านจดหมายที่เปิดแล้วฉบับนั้น ใบหน้าสูงวัย
ค่อย ๆ ปรากฏความบึ้งตึง
เหยาซีปกติได้รับการพะเน้าพะนอมาตลอด
ยิ่งยามนี้นางสนใจใคร่รู้เพียงข่าวคราวที่เกี่ยวพัน
ถึงงานมงคลของตน ครั้นเข้ามาจึงไม่ได้สังเกตสี
หน้าเหยาชิ่งอวี๋ มองผาดเดียวก็เห็นจดหมายที่
เปิดแล้วฉบับนั้น ถึงรู้ว่าเหยาชิ่งอวี๋กำลังอ่าน
จดหมายอยู่
นางประชิดเข้าหาทันที “ลูกขออ่านด้วยเจ้า
ค่ะ!”
เหยาซีหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา
สิ่งที่อยู่บนกระดาษขาวบริสุทธิ์คือลายมืออัน
คุ้นตาซึ่งเหยาซีเคยแอบอ่านอยู่หลายรอบตอน
อยู่ในวังหลวง แต่ละเส้นแต่ละขีดล้วนคมชัด
น้ำหนักพู่กันสม่ำเสมอ แรงกดพู่กันส่งไปถึงหลัง
แผ่นกระดาษ หนักแน่นเฉกเช่นตัวคนที่นางเคย
เห็นในตำหนักฉือหนิงวันนั้น
แม้จดหมายจะเขียนถึงเหยาชิ่งอวี๋ แต่ไม่รู้
เพราะเหตุใด เมื่อนางเห็นตัวอักษรนี้กลับเต็มไป
ด้วยความเขินอาย รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว
พอสงบสติอารมณ์ได้ถึงค่อยมอง
ในจดหมาย จางเจอไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ของเหยาชิ่งอวี๋ก่อน ถัดมาก็สาธยายความเป็นมา
ของการหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลอีกครั้ง
จากนั้นเอ่ยถึงความดีงามของคุณหนูตระกูลเหยา
ส่งผลให้เหยาซียิ่งอ่านก็ยิ่งขวยเขิน อดคิดไม่ได้ว่า
คนผู้นี้ดูเหมือนแข็งกร้าวและเย็นชา แต่ใน
จดหมายกลับยังรู้จักประจบเอาใจ ทว่าความคิด
นี้เพิ่งจะบังเกิด ตัวอักษรบรรทัดต่อมาก็กระโดด
เข้าสู่ม่านจักษุ ทำให้สีหน้าปีติยินดีที่นางมีก่อน
หน้านี้แข็งค้าง!
“เป็นไปได้อย่างไร…”
นางรีบอ่านตัวอักษรหลายบรรทัดนี้อีกสอง
รอบ ใบหน้าซึ่งเดิมทียังน่าดูชมกลับเหยเก
เล็กน้อย ร่างกายสั่นระริก กำจดหมายแน่นอย่าง
ไม่อยากจะเชื่อ
“เหตุใดเขายังอยากจะถอนหมั้นอีก ท่านพ่อ
เหตุใดเขาถึงยังอยากจะถอนหมั้นอีกล่ะเจ้าคะ!”
เหยาซีน้ำตาคลอหน่วย รู้สึกเพียงว่าความ
เขินอายและความยินดีที่เคยมีกลายร่างเป็นฝั่า
มือขนาดยักษ์ฟาดกระทบใบหน้าจนนางมึนงงไป
หมด
กระทั่งว่าไม่อาจเก็บงำสีหน้าเอาไว้ได้
นางไม่อาจยอมรับ ได้แต่ซักถามเหยาชิ่งอวี๋ไม่
หยุด
เหยาชิ่งอวี๋กลับช้อนดวงตาอันมาก
ประสบการณ์ตามวัยคู่นั้นขึ้นมา มองบุตรีซึ่งตน
มอบความรักใคร่เอ็นดูให้มาตลอด แล้วย้อน
ระลึกถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดที่ตนสั่งให้คนไป
สืบมาก่อนหน้านี้
เขาต่างหากที่ไม่กล้าเชื่อ
ยามนี้เขาไม่ตอบเหยาซี กลับถามนางว่า
“ตอนเจ้าอยู่ในวังเคยพูดอะไร คิดจะทำอะไร
ตอนนี้ลืมเสียเองแล้วหรือ?”
เหยาซีไม่เข้าใจ “อะไรนะเจ้าคะ?”
นับตั้งแต่เหยาชิ่งอวี๋เห็นจดหมายฉบับนี้ก็
พยายามระงับความขุ่นเคืองมาตลอด สุดท้ายก็
ระเบิดจนได้ เขาตบโต๊ะปัง ลุกพรวดถามเสียงดัง
ลั่น “ทีแรกตอนที่อยากให้จางเจอถอนหมั้น เจ้า
ร่วมวางแผนกับผู้อื่นในวังหลวง คิดจะทำลาย
ชื่อเสียงอันดีงามของเขาใช่หรือไม่?!”
เหยาซีไม่เคยเห็นบิดามีโทสะเช่นนี้มาก่อน
นางไม่ทันรู้สึกตัวไปชั่วขณะ ถามด้วยท่าทาง
อึ้ง ๆ “ท่านพ่อทราบได้อย่างไร…”
เหยาชิ่งอวี๋ได้ยินประโยคนี้ของนางก็เกือบ
ห้ามใจไม่อยู่ อยากเงื้อฝั่ามือตบหน้านางสักฉาด!
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นบุตรีคนเล็กผู้เป็นแก้วตา
ดวงใจ
มือที่เงื้อขึ้นสูงข้างนั้นสุดท้ายก็ไม่ได้ฟาดลงไป
กลับขว้างที่ทับกระดาษบนโต๊ะแทน เขาโมโหเสีย
จนน้ำเสียงเปลี่ยน “ข้าเลี้ยงลูกสาวเช่นเจ้า
ออกมาได้อย่างไรนะ! จางเจอผู้นั้นเดิมก็เป็นคนที่
ข้าตั้งใจเฟั้นหามาให้เจ้า เขาเป็นคนดีนิสัยหนัก
แน่น มีความอดทนอดกลั้น แม้ยามนี้ชื่อเสียงจะ
ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ แต่หากให้เวลาอีกสักระยะ
จะต้องมีผลงานอันยิ่งใหญ่แน่! เจ้ามันคนเลอะ
เลือน เรื่องที่เจ้าอยากถอนหมั้นเพราะเห็นเขาขัด
สนน่ะยังเข้าใจได้ ถึงอย่างไรบิดาเช่นข้าก็ไม่อาจ
ทนเห็นเจ้าแต่งงานไปแล้วต้องตกระกำลำบาก
หรอก แต่ผู้ใดจะคาดว่าเจ้ากลับคิดวางแผนให้
ร้ายผู้อื่นเพื่อให้ได้ถอนหมั้น! จางเจอเห็นแก่หน้า
เจ้าที่เป็นอิสตรีจึงไม่สะดวกบอกกล่าวต้นสาย
ปลายเหตุกับข้าอย่างชัดเจนในจดหมาย เพียงนำ
เรื่องถอนหมั้นไปโทษตนเองแทน แต่เจ้ากระทำ
เรื่องอะไรไป อีกฝั่ายล้วนทราบทั้งสิ้น! จวน
ตระกูลเหยาของข้าถูกเจ้าทำให้อับอายขายหน้า
หมดแล้ว!”
ราวกับมีสายอสุนีบาตฟาดใส่ศีรษะตอน
กลางวันแสก ๆ แล้วจริง ๆ
เหยาซีตะลึงงัน
นางเพิ่งทราบว่าจางเจอถอนหมั้นเพราะเหตุ
ใด พลันรู้สึกสิ้นหวัง ซวนเซถอยหลังสองก้าว
คล้ายยืนไม่ค่อยมั่นคง พูดพึมพำว่า “เขารู้ได้
อย่างไร เขารู้ได้อย่างไรกัน…”
เหยาชิ่งอวี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากไม่
อยากให้คนรู้ ไม่ต้องทำเสียตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง!
ในเมื่อเจ้าทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ ผู้อื่นจะรู้ก็ไม่
แปลก!”
——————–
1. เรือนรูปแบบสี่ชั้นประตู จวนประเภทนี้จะ
แบ่งเป็นสี่เขต ประตูใหญ่ประตูแรกเป็น
ทางเข้าเขตจวน ประตูที่สองอาจเป็น
ทางเข้าเรือนหลักหรือเรือนรับแขก ประตูที่
สามเป็นทางเข้าเรือนหลักที่พักอาศัย
ประตูที่สี่เป็นทางเข้าเขตหลังจวนอันเป็น
ที่ตั้งของห้องครัว ที่พักคนรับใช้ เป็นต้น
2. ไข่มุกบนฝั่ามือ ใช้เปรียบบุตรีผู้เป็นที่รัก
และทะนุถนอมของบิดามารดา
บทที่ 76 บุตรกตัญู (3)
เหยาซีกลับรู้สึกเสียหน้า นางขยำจดหมายจน
ยับย่น กัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้!
นั่นเป็นเพียงคำล้อเล่นในวังหลวงเท่านั้น แล้วจาง
เจอจะล่วงรู้ได้อย่างไร! ทั้งที่ตระกูลเหยาของเรา
ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ส่วนเขาเป็นเพียงยาจกที่สอบ
เจ้าพนักงานผ่านจนเข้ารับราชการได้ แล้วจะ
ถอนหมั้นได้อย่างไร? บ้านเขายังมีมารดาชราอยู่
อีกคนนะ ตอนรู้เรื่องงานมงคลนี้ก็ยินดีถึงเพียง
นั้น ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เขาถอนหมั้นเป็นอัน
ขาด! ต้องมีผู้ลอบยุยงอยู่เบื้องหลังแน่เจ้าค่ะ ท่าน
พ่อ จะต้องมีผู้ลอบยุยงอยู่เบื้องหลังแน่ คนผู้นั้นมี
เจตนาจะทำลายงานวิวาห์ครั้งนี้ของข้า…”
เหยาชิ่งอวี๋ได้ฟังคำกล่าวนี้ก็มีแต่ความ
เจ็บปวดใจ
เขาทอดสายตามองนางเงียบ ๆ
ภายในห้วงความคิดของเหยาซีพลันผุดดวง
หน้างามพิลาสทำให้นางริษยาและเคียดแค้น
ชิงชัง น้ำตาที่กำลังคลอเบ้าไหลริน นางขบฟัน
เอ่ยซ้ำอีกครา “ต้องมีผู้ลอบยุยงอยู่เบื้องหลังแน่
…”
*****
จางเจอหิ้วยากลับบ้าน
ครั้นผลักเปิดบานประตูซึ่งดูไม่สะดุดตาใน
ส่วนลึกของตรอกเข้าไป ด้านในนั้นกลับไม่ได้ดู
เหมือนที่พักอาศัยของครอบครัวขุนนาง มีเพียง
ลานเล็กรูปแบบเรียบง่าย ราวไม้ไผ่สำหรับตากผ้า
ตั้งอยู่บนพื้นปูแผ่นศิลาชิงสืออันสะอาดสะอ้าน
บนราวมีชุดขุนนางของเขาตากอยู่
มีเสียงเคลื่อนย้ายโต๊ะเก้าอี้ดังมาจากภายใน
ห้องโถงฝังบูรพาของเรือนบ้าน
บ่งบอกว่ามีคนกำลังปัดกวาดเช็ดถู
สตรีสูงวัยผู้หนึ่งสวมชุดทำจากผ้าหยาบ คาด
ผ้ากันเปือนตรงเอว กำลังขนย้ายโต๊ะเก้าอี้ในห้อง
เพื่อจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นใช้
ผ้าขี้ริ้วเช็ดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ขณะที่จางเจอเดินเข้าไป นางกำลังนำผ้าขี้ริ้ว
จุ่มลงไปซักในอ่างน้ำ
เมื่อเงยศีรษะขึ้นเห็นร่างของเขา เจียงซื่อก็ส่ง
ยิ้มให้ “กลับมาแล้วหรือ ตอนเย็นอยากกินอะไร?
เดี๋ยวแม่จะทำให้เจ้า”
สามีของเจียงซื่อเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นาง
จึงครองตัวเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว เลี้ยงดูบุตรชาย
จนเติบใหญ่เพียงลำพัง ร่องรอยแห่งกาลเวลาซึ่ง
ทิ้งอยู่บนร่างช่างโหดร้ายยิ่งนัก สลักบริเวณหาง
ตารอยแล้วรอยเล่า ต่างจากพวกสตรีที่บุตรได้ดิบ
ได้ดีในเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง
สมัยนั้นครอบครัวยากจนข้นแค้น นางต้อง
ทุ่มเทแรงกายมหาศาลถึงจะขอร้องให้อาจารย์ที่
สถานศึกษารับจางเจอเอาไว้สำเร็จ
ทว่าค่าใช้จ่ายอื่นในสถานศึกษาก็สูงมาก
เช่นกัน
ไม่ว่าจะพู่กัน หมึก กระดาษ ตลอดจนจาน
ฝนหมึก ทุกสิ่งล้วนต้องใช้เงิน
เจียงซื่อจึงเก็บเงินซื้อให้เขาด้วยการประหยัด
กินประหยัดใช้ เพียงหวังให้เขาสอบติดเป็นขุน
นางจะได้เชิดหน้าชูตา และต้องมีสักวันที่จะได้
ล้างมลทินเพื่อทวงความบริสุทธิ์ให้บิดาเขา
นางรู้ว่าบุตรชายของตนฉลาดเฉลียว อีกทั้ง
ยังรู้ว่าหากเขาร่ำเรียนเขียนอ่านจะต้องเก่งกาจ
ยิ่งนัก
แต่ใครจะคิดว่าเขาศึกษาเล่าเรียนไปได้ไม่กี่ปี
ปีนั้นกลับไปสอบเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการโดยปิดบัง
นางไว้ เมื่อสอบได้แล้ว พอกลับมาบ้านถึงบอก
นางว่าเขาจะไม่เรียนและไม่สอบเคอจวี่แล้ว
นางเลือดขึ้นหน้าจนหยิบหวายมาเฆี่ยนเขา
เฆี่ยนไปพลางก็ร้องห่มร้องไห้ด่าว่าไปพลาง
“เจ้าลองคิดดูสิว่าท่านพ่อของเจ้าตายด้วยความอ
ยุติธรรมถึงเพียงนั้น ตอนนั้นข้าเคยสอนเจ้าเอาไว้
ว่าอย่างไร! เจ้ามันไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง! คนที่
สอบเจ้าหน้าที่มาจะมีตำแหน่งอะไรได้? ศาลจะ
เรียกตัวมาใช้งานก็ต่อเมื่อมีงานด่วน แต่หากไม่มี
งานก็จะไม่จ้าง! ชาตินี้ได้แต่ต้องทำงานให้ผู้อื่น นี่
เจ้าจะทำให้ข้าโมโหตายอย่างนั้นหรือ!”
ตอนนั้นจางเจอไม่หลบหลีก เขาคุกเข่าอยู่
หน้าปั้ายวิญญาณของบิดา ปล่อยให้นางเฆี่ยนตี
และด่าทอ
แผ่นหลังถูกเฆี่ยนจนมีแต่โลหิต
ครั้นถึงช่วงท้าย เจียงซื่อก็โยนหวายทิ้ง นาง
นั่งร่ำไห้ในห้องโถงด้วยแค้นใจที่ตนไม่เอาไหน
เพราะเป็นเพียงสตรีนางหนึ่งซึ่งไร้ความสามารถ
จะไปหาเงินทอง นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสาเหตุที่
บุตรชายไม่สอบขุนนางแต่ไปสอบเป็นเจ้าหน้าที่
แทน ก็เนื่องจากครอบครัวปราศจากทรัพย์สิน
เงินทอง เขาจึงไม่ต้องการให้นางลำบากเช่นนี้
แต่ยิ่งรู้ นางก็ยิ่งเป็นทุกข์
ต่อมาเมื่อจางเจอเข้าทำงานในศาลาว่าการ
และได้รับเบี้ยหวัดจากทางการเป็นต้นมา แม้
ครอบครัวจะยังยากจนเหมือนเก่า แต่ความ
ลำบากยากแค้นที่มีอยู่แต่เดิมก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
ตามลำดับ
และสิ่งที่ยิ่งทำให้เจียงซื่อคิดไม่ถึงคือ…
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งปี ผู้ตรวจราชการมณฑลเห
อหนานกู้ชุนฟางมาตรวจเยี่ยม ณ ศาลาว่าการ
จางเจอฟั้องร้องทวงความยุติธรรม สุดท้ายก็ทำ
ให้ศาลาว่าการนำคดีเก่าของบิดาเขาขึ้นมาไต่
สวนอีกครั้ง ในที่สุดความอยุติธรรมก็ได้รับการ
ชำระหลังจากกาลเวลาล่วงเลยมาสิบกว่าปี กู้ชุน
ฟางถูกใจจางเจอเพราะเหตุนี้ สองปีกว่าถัด
จากนั้นจึงเสนอชื่อไปยังราชสำนักจนเขาได้ดำรง
ตำแหน่งหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญา ทำ
ให้หลุดพ้นจากสถานะเจ้าหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ
และกลายเป็น ‘ขุนนางในเมืองหลวง’
เรือนขนาดเล็กหลังนี้คือสถานที่ลงหลักปัก
ฐานยามพวกเขาสองแม่ลูกมาถึงเมืองหลวงเป็น
ครั้งแรก
เดิมทีโกโรโกโสมาก
ทว่าเจียงซื่อก็ตั้งอกตั้งใจเก็บกวาด แม้ตัว
เรือนจะยังคงทรุดโทรมจนเพิ่มข้าวของได้ไม่มาก
นัก แต่ก็ดูออกว่ามีสภาพความเป็นบ้านซึ่งมี
มนุษย์อาศัยอยู่มากขึ้น
จางเจอวางห่อยาที่เพิ่งซื้อมาลงบนโต๊ะ ย่นหัว
คิ้วโดยไม่ได้กล่าวอะไร เขาเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วใน
มือเจียงซื่อมาวางในอ่างไม้ แล้วยกอ่างไป
ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยว่า “เมื่อวานก็เช็ดไปแล้ว
รอบหนึ่ง ที่บ้านยามนี้ไม่ได้มีฝุั่นอะไร ท่านยิ่ง
สุขภาพไม่ดีอยู่ด้วย อย่าทำงานหนักอีกเลยนะ
ขอรับ”
ระหว่างที่เขาพูดเช่นนี้ สีหน้าก็เย็นชาเช่นกัน
เจียงซื่อเห็นแล้วก็ส่ายหน้า “เจ้าชอบทำ
หน้าตาไม่เป็นมิตรเช่นนี้ ทั้งยังทำอะไรก็แข็ง
กระด้าง ไม่รู้จักทะนุถนอมผู้อื่นเลยสักนิด แล้ว
วันหน้าจะสู่ขอภรรยามาได้หรือ?”
จางเจอกดนางให้นั่งลง ไม่ได้กล่าวคำใด
เจียงซื่อกลับพร่ำบ่นขึ้นมาอีก “เพียงแต่ถอน
หมั้นกับจวนตระกูลเหยาไปได้ก็ดีเหมือนกัน เดิม
ทีเป็นพวกเราปีนปั่ายขึ้นที่สูงอยู่แล้ว แต่อีกฝั่าย
ไม่เห็นจะต้องถึงกับใช้วิธีการชั้นต่ำมาทำร้ายผู้อื่น
เช่นนี้เลย ส่วนเจ้าที่มีนิสัยแข็งกระด้างจนสาดน้ำ
ก็ไม่ซึม ปักเข็มก็ไม่เข้า น้ำมันกับเกลือยังไม่อาจ
กัดกร่อน กลับเหมือนบิดาเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน หาก
คุณหนูตระกูลใหญ่มาแต่งกับเจ้าแล้วนางจะ
อดทนได้สักกี่น้ำเชียว?”
จางเจอก้มหน้าแกะห่อยา ไม่ตอบคำ
เจียงซื่อเห็นเขาเป็นคนนิ่งเงียบแบบนี้ ก็กล่าว
อย่างอารมณ์เสีย “วันหน้าคงต้องให้แม่ช่วยเจ้าดู
ให้มากสักหน่อย หากหาสตรีที่รู้จักดูแลเอาใจใส่
ได้จากครอบครัวธรรมดาทั่วไปก็คงดี ทางที่ดี
ที่สุดคืออ่อนโยนและมีคุณธรรม ไม่เพียงมีเจ้าอยู่
ในดวงใจ แต่ยังต้องทนเจ้าได้ด้วย ไม่เช่นนั้นวัน
ใดแม่ลงไปพบหน้าท่านพ่อเจ้าที่ปรโลก ใจก็ยังจะ
ยึดติดกับเรื่องนี้อยู่ดี”
“…”
เชือกที่มัดห่อยานั้นถูกแกะออกแล้ว ตัวยาที่
ผสมปนเปกันกระจัด-กระจายบนแผ่นกระดาษ
กลิ่นขมสะอาดแผ่กำจาย นิ้วมือที่มีข้อกระดูก
เด่นชัดของจางเจอกดบนมุมกระดาษ มิได้ขยับ
เขยื้อน
ความทุกข์ทรมานสารพัดอย่างยามอยู่ที่คุกใน
ชาติก่อนคล้ายก่อตัวอีกครั้ง
ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงสะกดกลั้นมันลงได้ ทั้ง
ยังสะกดภาพดวงตาเปียมด้วยความปีติยินดีคู่นั้น
ที่มองสบเขาใต้กำแพงวังอันมืดมนไปได้เช่นกัน
พยายามฝังกลบเสียจนดวงใจรู้สึกเจ็บ จากนั้นถึง
เงยศีรษะขึ้นมามองเจียงซื่อพร้อมกล่าวช้า ๆ
“ถ้อยคำเช่นนี้ ท่านอย่าพูดสุ่มสี่สุ่มห้าสิ
ขอรับ”