คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 77 กรรโชกทรัพย์ (1)
ภายในเรือนหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงส่วนลึกของ
ตรอกซึ่งเฉียงออกจากถนนสายหลัก โจวอิ๋นจือ
ลุกไปส่งเจียงเสวี่ยหนิงถึงนอกประตู “หาก
คุณหนูรองต้องการไปเยี่ยมโหยวฟางอิ๋นผู้นั้น คง
ต้องรอให้ค่ำสักหน่อย จะได้เลี่ยงหูตาผู้คน
ขอรับ”
เยาเหนียงตามอยู่ข้างหลังเขา ออกมาส่งเจียง
เสวี่ยหนิงด้วยเช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงตอบว่า “เช่นนั้นรอให้ค่ำ
หน่อย ข้าค่อยไป”
นางเดินออกจากประตูอันมีตะไคร่เกาะตรง
ซอกแล้วลงบันได แต่ต่อมากลับหยุดฝีเท้า หัน
ศีรษะกลับมามองเยาเหนียงพร้อมกล่าวระคนยิ้ม
“ขอบใจนะสำหรับน้ำชาที่ชงให้ข้าในวันนี้”
เยาเหนียงตื่นตระหนก
นางไม่รู้เลยว่าเหตุใดท่านผู้สูงส่งซึ่งมีพระคุณ
เป็นล้นพ้นต่อนายท่านของตนถึงมีท่าทีเกรงใจกัน
เช่นนี้ ทั้งที่ตนเป็นเพียงสาวใช้ของโจวอิ๋นจือ
เท่านั้น นางรีบเอ่ยว่า “ตอนท่านมาเยือนครั้ง
ก่อนข้าไม่ได้ใช้น้ำชาชั้นดีต้อนรับ เยาเหนียงฝีมือ
หยาบกระด้าง เกรงว่าคุณหนูดื่มแล้วจะรับไม่ได้
ท่านชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงได้บอกลากลับจวน
*****
ขณะนี้ข่าวเรื่องโหยวเย่ว์กับโหยวฟางอิ๋นถูก
องครักษ์เสื้อแพรจับกุมไปไต่สวนแพร่ถึงจวนชิง
หย่วนปั๋อแล้ว
คราแรกทุกคนเพียงคิดว่าโหยวเย่ว์ออกไป
เที่ยวเล่น ค่ำสักหน่อยเดี๋ยวก็กลับ
ไหนเลยจะคาดคิดว่าผ่านไปเนิ่นนานแล้วยัง
ไม่เห็นตัวคน ถึงกับถูกจับกุมตัวไปเลยหรือนี่
ทั่วทั้งจวนโกลาหลในบัดดล ปั๋อฮูหยินได้ยิน
ข่าวก็แทบจะเป็นลมล้มพับ ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่
โหยวซวงที่คุมสติอยู่ เอ่ยถามบ่าวผู้มาแจ้งข่าวว่า
“น้องหญิงทำผิดอันใด เหตุใดถึงถูกจับตัว?”
บ่าวผู้นั้นตอบ “ได้ยินว่าลงมือกับคุณหนูสาม
ที่โรงน้ำชาขอรับ คุณหนูรองจากจวนท่านรอง
เสนาบดีเจียงก็อยู่ข้าง ๆ และเป็นผู้ไปแจ้งความ
คิดไม่ถึงว่าพอองครักษ์เสื้อแพรมาถึงก็จับกุมตัว
ไปทั้งสองคน บอกว่าไม่อาจซักถามในโรงน้ำชา
ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ไม่สู้กลับไปไต่
สวนที่ที่ว่าการจะดีกว่า”
คำพูดเหล่านี้ล้วนฟังผู้อื่นเล่ามาอีกที
ความจริงตอนนั้นโหยวฟางอิ๋นเป็นผู้ลงมือ
แต่พอทุกคนได้ยินว่าถูกจับกุมตัวไปทั้งคู่ ย่อมนึก
ว่าทั้งสองคนต่างฝั่ายต่างลงมือ ถ้อยคำที่บอกต่อ
กันมาจึงเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
ปั๋อฮูหยินด่าทอทันที “นางสารเลวโหยว
ฟางอิ๋นผู้นี้ อยู่กับมันแล้วไม่เคยมีเรื่องดีเลยสัก
นิด!”
โหยวซวงกลับมีไหวพริบจับสังเกตถึงการมีอยู่
ของ ‘คุณหนูรองเจียง’ ได้
ทว่าตนไม่ได้รับคัดเลือกเข้าวังเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษา เพียงเคยได้ยินบุญคุณความแค้น
ระหว่างน้องสาวของตนกับเจียงเสวี่ยหนิงมา
เท่านั้น แต่ไม่ค่อยรู้รายละเอียดมากสักเท่าไร แม้
ค่อนข้างสงสัยว่าเรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงจะมีส่วน
เกี่ยวข้อง ทว่าก็ไม่อาจผลีผลามตั้งข้อสรุป
โหยวซวงจึงเอ่ยว่า “น้องหญิงได้รับคัดเลือก
ให้เข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาแล้ว ถือ
เป็นโอกาสอันหาได้ยาก เดิมทีกลับจวนมาคราวนี้
ก็แค่การออกจากวังมาพักผ่อน นางย่อมไม่กล้า
ก่อเรื่องราวใหญ่โตเป็นอันขาด ไม่ว่าน้องหญิงจะ
เป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ หากข่าวแพร่ถึงวังหลวงก็จะ
ส่งผลเสียอยู่ดี และหากไม่ระวังจนถูกคนเจตนา
ร้ายฉวยโอกาสหาเรื่อง เกรงว่าแม้แต่ตำแหน่ง
พระสหายร่วมศึกษาก็ยากจะรักษาเอาไว้ได้
นอกจากนี้วันมะรืนยังต้องกลับเข้าวังหลวงอีก ถ้า
น้องหญิงยังถูกคุมตัวอยู่ในคุกคงรับมือได้ยากขึ้น
สตรีเช่นพวกเราไม่สะดวกจะจัดการเรื่องนี้
สำหรับการติดต่อกับหน่วยงานพิพากษ์คดีก็
ปล่อยให้ท่านพ่อออกหน้าดีกว่าเจ้าค่ะ”
ปั๋อฮูหยินพูดขึ้นมาทันที “ใช่ ใช่ จะดีจะชั่ว
พวกเราก็เป็นครอบครัวขุนนางมียศศักดิ์! คนของ
องครักษ์เสื้อแพรพวกนี้พอบอกว่าจะจับตัวคนก็
จับไปเลย เคยเห็นพวกเราในสายตาบ้างหรือไม่?
ข้าจะไปพบท่านปั๋อ เพื่อขอให้ท่านปั๋อเป็น
ผู้จัดการ”
ทุกคนจึงรีบรุดไปรายงานชิงหย่วนปั๋อ
ผู้ใดจะคาดคิดว่าหลังจากชิงหย่วนปั๋อถามไถ่
จนทราบรายละเอียดเหตุการณ์แล้วกลับหน้า
เปลี่ยนสีครั้งใหญ่ พลันลุกพรวดเอ่ยถามว่า “ผู้ที่
จับตัวเย่ว์เอ๋อร์คือผู้คุมกองพันโจวประจำหน่วย
องครักษ์เสื้อแพรที่เพิ่งเลื่อนขั้นผู้นั้นรึ?!”
ทุกคนต่างไม่เข้าใจ
ชิงหย่วนปั๋อกลับกราดเกรี้ยว “เหลวไหล!
เย่ว์เอ๋อร์เหลวไหลใหญ่แล้ว! อยู่ดีไม่ว่าดี ไฉนไป
ตอแยองครักษ์เสื้อแพร? ผู้คุมกองพันโจวคนก่อน
ยังพอเคยคบหากับจวนของพวกเราบ้าง ทว่าผู้ที่
เพิ่งได้เลื่อนขั้นคนนี้ แม้จะมีนามเรียกว่า ‘ผู้คุม
กองพันโจว’ เหมือนกัน แต่ข้าส่งคนไปเยี่ยม
คารวะตั้งหลายครั้งก็ไม่เคยตอบรับอะไรกลับมา
เลย องครักษ์เสื้อแพรพวกนี้เป็นผีร้ายที่กินคน
โดยไม่แม้แต่จะคายกระดูก แล้วตอนนี้จะให้ข้า
เอาอะไรไปถมความหิวกระหายของพวกเขาจน
เต็มได้! พวกเจ้ามีแต่หาเรื่องมาให้ข้า!”
ปั๋อฮูหยินร้องไห้ออกมาแล้ว “แต่ท่านปั๋อ
หากท่านไม่ช่วย เย่ว์เอ๋อร์ของพวกเราจะทำ
อย่างไรเล่า? ได้ยินว่าผู้ที่ถูกคุมตัวไปไต่สวน
จะต้องอยู่ในคุกเช่นเดียวกับนักโทษพวกนั้น มี
เพียงสวรรค์ที่รู้ว่านางจะอยู่ในสภาพน่าเวทนา
แบบไหน…”
ชิงหย่วนปั๋อหน้าดำคร่ำเครียด เริ่มขบคิดแล้ว
เช่นกัน
ช่วงนี้มีข่าวลือแพร่มาจากในวังว่ากำลังจะ
คัดเลือกพระชายาให้หลินจืออ๋อง
ไม่ง่ายเลยกว่าเย่ว์เอ๋อร์จะได้อันดับหนึ่งจาก
การวาดภาพในงานเทศกาลฉงหยางคราวนั้น
การถูกคัดเลือกให้เข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาคือโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ภายภาคหน้า
หากหมั้นหมายได้คู่ครองที่ดีจะสร้างคุณูปการ
ใหญ่หลวงแก่จวนปั๋อ
แต่หากเคยติดคุกมาก่อน…
ทายาทที่กำเนิดจากภรรยาเอกไม่เหมือนบุตรี
คนที่สามซึ่งกำเนิดจากอนุภรรยาชั้นต่ำ เขาย่อม
ไม่อาจทอดทิ้งโดยง่าย หากเรื่องแพร่ออกไป
ภายหลังผู้ใดยังจะยินดีมาสู่ขอนางอีก
นี่คือเหตุร้ายซึ่งเกิดขึ้นกะทันหันโดยแท้ แม้
จวนปั๋อจะเป็นตระกูลผู้ดีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่
รุ่น แต่ก็สามรุ่นมาแล้วที่ปราศจากผู้ถือครอง
อำนาจอย่างแท้จริง สถานะของตระกูลในราช
สำนักตอนนี้อยู่ในตำแหน่งที่แทบจะไร้
ความสำคัญ เหลือเพียงเปลือกนอกอันว่างเปล่าดู
ดี ไม่รู้ว่าต้องจ่ายอีกเท่าไรถึงจะทำให้เรื่องนี้สงบ
ได้!
ชิงหย่วนปั๋อยิ่งคิดยิ่งโมโห
แต่เรื่องมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ไร้ซึ่งหนทางอื่น
เขาทำได้เพียงขบฟันกรอดสั่งการพ่อบ้าน “ไป
ไปนับเงินในคลังก่อน ส่วนคนอื่นไปเตรียมรถม้า
ทันที ข้าจะไปดูสถานการณ์ที่ที่ว่าการ!”
*****
ยามเจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงจวนตระกูลเจียง
ตะวันก็คล้อยแล้ว
พอเข้าประตูมา หญิงรับใช้ก็บอกนางว่า
“ยากเย็นนักกว่าท่านจะได้ออกจากวังกลับมาสัก
หน นายท่านกับฮูหยินแจ้งว่าเย็นนี้จะจัดโต๊ะ
รับประทานอาหารที่เรือนหลัก บ่าวยังห่วงอยู่เลย
เจ้าค่ะว่าท่านจะกลับมาสายจนเลยเวลา ตอนนี้ดู
แล้วประจวบเหมาะพอดีเชียว”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ชะงักเล็กน้อย “เข้าใจ
แล้ว”
ไม่ว่าภายในจะมีปฏิสัมพันธ์กันเช่นไร แต่
เปลือกนอกยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่
กลับมากินข้าวกันสักมื้อย่อมเป็นเรื่องสมควร
นางกลับเรือนของตนเพื่อจัดการอะไรต่อมิ
อะไรเล็กน้อย จากนั้นจึงไปที่เรือนหลัก
ยามนี้บนระเบียงทางเดินจุดโคมทั่วทุกแห่ง
หน
เจียงปั๋อโหยวกับเมิ่งซื่อนั่งอยู่ภายในห้องได้
ครู่หนึ่งแล้ว
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ข้างกายเมิ่งซื่อ
บนโต๊ะตัวนั้นมีเทียบเชิญขลิบทองวางอยู่
ฉบับหนึ่ง เจียงปั๋อโหยวกำลังก้มหน้าอ่าน หัวคิ้ว
ขมวดมุ่น
เจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาแล้วก็แสดงการคารวะ
เจียงปั๋อโหยวเรียกให้นางลุกขึ้น มองนางด้วย
ท่าทางอ้ำอึ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกได้ นางเคลื่อนสายตามอง
เทียบเชิญที่เขาถือ ตัวอักษรแข็งแกร่งทรงพลัง
ด้านหน้าเทียบเชิญดูคุ้นหน่อย ๆ …ลายมือ
เยี่ยนหลิน
เจียงปั๋อโหยวรู้สึกว่านางก็ควรได้เห็นเช่นกัน
เขาจึงยื่นเทียบเชิญพลางพูดว่า “เทียบเชิญส่งมา
จากจวนหย่งอี้โหว เชิญให้ไปร่วมพิธีสวมกวาน
ของซื่อจื่อน่ะ”
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงพลิกเปิดเทียบเชิญ นิ้วมือ
ก็สั่นระริกเล็กน้อย
นั่นเพราะเทียบเชิญฉบับนี้เยี่ยนหลินเขียน
เองทุกถ้อยคำ แม้จะไม่ได้เอ่ยถึงนางสักนิดจน
คล้ายเป็นถ้อยคำที่ปรากฏบนเทียบเชิญธรรมดา
ทั่วไป แต่ขอเพียงนางครุ่นคิดก็จะรู้ ในเมื่อจวน
หย่งอี้โหวส่งเทียบเชิญออกมา แสดงว่าไม่มีทางมี
แค่ฉบับเดียว และยิ่งไม่มีทางที่เยี่ยนหลินจะเป็น
ผู้เขียนด้วยมือตนเองทุกฉบับ
เทียบเชิญของนางนั้นพิเศษ
ต่อให้ตัดขาดความสัมพันธ์กับนางต่อหน้า
ธารกำนัลไปแล้ว แต่หนุ่มน้อยผู้นี้ก็ยังคงหวัง
ดังเดิมว่านางจะอยู่เคียงข้างเพื่อเป็นประจักษ์
พยานในช่วงเวลาที่เขาเข้าพิธีสวมกวาน
เจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ ปิดเทียบเชิญ
ครั้นเจียงปั๋อโหยวถามว่า “จะไปตามเวลา
หรือไม่?”
นางจึงตอบ “ไปเจ้าค่ะ”
เมื่อเมิ่งซื่อได้ฟังบทสนทนาของสองพ่อลูก
แววตาก็อดผุดความกังวลหลายส่วนไม่ได้
อยากจะบอกว่าจวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่องแล้ว ยังไม่
รู้เลยว่าจากนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง เกรงว่าตระกูล
ใหญ่ภายในเมืองหลวงส่วนใหญ่คงอยากหลีกลี้
หนีหน้า ไหนเลยจะยังอยากไปเหมือนพวกเขา
บทที่ 77 กรรโชกทรัพย์ (2)
แต่ครั้นเห็นเจียงปั๋อโหยวผงกศีรษะ นางก็ไม่
สะดวกจะพูดอีก
นางเอ่ยว่า “นั่งลงกินข้าวกันก่อนเถอะ”
ฝีมือทำอาหารของแม่ครัวภายในจวนอยู่ใน
ขั้นธรรมดา ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงก็ค่อนข้างเรื่อง
มากกับคำว่า ‘กิน’ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ค่อยอยาก
อาหาร มื้อนี้จึงกินน้อยมาก
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ด้านข้าง ไม่ปริปากเช่นกัน
คนในครอบครัวร่วมรับประทานอาหารอย่าง
เงียบกริบ ทำให้รู้สึกว่าบรรยากาศติดจะหนักอึ้ง
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อถึงเวลาดื่มชาหลังรับประทานอาหาร
เสร็จ เมิ่งซื่อถึงกล่าวขึ้นมาว่า “ถึงอย่างไรนาย
ท่านก็เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องราวภายในจวน มีเรื่อง
บางอย่างที่ข้าไม่สะดวกจะเอ่ยปากเหมือนกัน
เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนต่างรู้ว่าจวนหย่งอี้โหวถูกฝั่า
บาททอดทิ้งเสียแล้ว ที่ผ่านมาลูกหนิงของเรา
ได้รับการดูแลจากท่านโหวน้อยมามาก ถึงแม้จะ
ไม่อาจเกี่ยวดองกันได้อีก แต่หากว่ากันตามน้ำใจ
และเหตุผล พิธีสวมกวานนี้สมควรไปจริง ๆ เรื่อง
นี้ข้าไม่คัดค้าน ทว่าด้านลูกฮุ่ยนั้นไม่เคยไปมาหา
สู่กับจวนโหว ก่อนหน้านี้ตอนข้าดื่มชากับพวก
ติ้งกั๋วกงฮูหยิน เคยได้ยินว่าอีกไม่นานหลินจือ
อ๋องจะทรงคัดเลือกพระชายาแล้ว ข้าว่าวันพิธี
สวมกวานนั้น ลูกหนิงต้องไป ส่วนลูกฮุ่ย น่ะช่าง
เถิด”
ท้ายที่สุดแล้วการที่เจียงเสวี่ยหนิงได้เข้าวัง
เป็นพระสหายร่วมศึกษาก็เป็นหน้าเป็นตาให้
ครอบครัว
แม้จะรู้สึกว่าการที่นางไปเป็นศัตรูคู่แค้นกับ
คุณหนูจากจวนชิงหย่วนปั๋อจะทำให้ผู้ใหญ่เช่น
พวกตนบังเกิดความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยยาม
ได้พบปะกันภายนอก แต่เมิ่งซื่อก็มิได้ว่ากล่าว
อะไรมากนัก คิดเพียงว่าจะดึงลูกฮุ่ยให้ออกห่าง
สักหน่อย เพื่อเหลือโอกาสให้งานมงคลที่จะมีขึ้น
ในภายภาคหน้าบ้าง
แม้เจียงปั๋อโหยวกับจวนหย่งอี้โหวจะมี
ความสัมพันธ์กันไม่น้อย ทว่าเมื่อภยันตรายอัน
ใหญ่หลวงกำลังกล้ำกราย ไม้ซีกย่อมไม่อาจงัดไม้
ซุง จำต้องคิดถึงสถานการณ์ของจวนตนเองก่อน
เป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้โต้แย้งคำพูด
ของเมิ่งซื่อ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เอ่ยอะไรเช่นกัน
เจียงปั๋อโหยวจึงตอบว่า “เช่นนี้ก็ดี”
แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งก่อน
หน้านี้ไม่พูดไม่จาอยู่ด้านข้าง กลับเงยศีรษะ
ขึ้นมากล่าวว่า “ข้าจะไปด้วยเจ้าค่ะ”
เมิ่งซื่อเบิกตาโพลง “ลูกฮุ่ย!”
ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมองเจียงเสวี่ยหนิงแวบหนึ่ง
ไม่คิดเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ “ท่านพ่อเป็น
ประมุขของบ้าน ถึงครานั้นเมื่อไปร่วมพิธีสวม
กวาน การตัดสินใจของพวกลูกอย่างข้าไม่ว่าจะ
ไปหรือไม่ก็มิได้มีความหมายอันใดนัก มิหนำซ้ำ
ยามนี้ใช่ว่าจะไม่อาจกู้สถานการณ์ของจวนหย่งอี้
โหวกลับคืนมาได้เสียหน่อย ท่านพ่อกับน้องหญิง
ไปกันหมด เช่นนั้นท่านแม่กับข้าก็สมควรไปด้วย
เจ้าค่ะ”
เมิ่งซื่อตะลึงงันทันที
แม้แต่เจียงปั๋อโหยวเองยังนึกไม่ถึง
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองนางนิ่ง ๆ เห็น
นางดวงหน้างดงามหมดจด สีหน้าสงบเยือกเย็น
ก็ครุ่นคิดถึงวาจาที่อีกฝั่ายเอ่ยออกมา เจียงเสวี่ย
ฮุ่ยกล่าวสิ่งใดล้วนสมเหตุสมผล บุคลิกสมเป็น
คุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่ได้ดูด้อยไปกว่าเซียวซูเลย
สักนิด
ดังนั้นจึงคลี่ยิ้มอย่างแช่มช้า
ด้านเมิ่งซื่อเมื่อคิด ๆ ดูแล้วก็เห็นด้วย
ส่วนเจียงปั๋อโหยวทอดถอนใจที่ลูกฮุ่ยรู้ความ
และเข้าใจเหตุผลดังที่คิดเอาไว้จริง ๆ
หลังดื่มน้ำชาเสร็จ เจียงเสวี่ยหนิงออกจาก
ห้องพร้อมเจียงเสวี่ยฮุ่ย ขณะเดินอยู่ตรงระเบียง
ทางเดินด้วยกัน นางก็รั้งฝีเท้าและกล่าวขึ้นมาว่า
“หากข้าเป็นเจ้า มีโอกาสดีอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ทั้งทีก็
ไม่ยอมพลาดเหมือนกัน อย่างไรเสียทั่วทั้งเมือง
หลวงต่างรู้กันว่าหลินจืออ๋องทรงคบหาสนิทสนม
กับเยี่ยนหลิน พิธีสวมกวานของเยี่ยนหลิน
พระองค์ย่อมเสด็จไปแน่นอน”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยสีหน้าแปรเปลี่ยน คล้ายคิดไม่
ถึงว่านางจะพูดจาเช่นนี้ออกมา เกร็งไปทั้งร่าง
อย่างห้ามไม่อยู่
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับมีท่าทีปกติ
ครั้นหลุบตาเห็นผ้าเช็ดหน้าลายปักที่เจียง
เสวี่ยฮุ่ยกำลังกำอยู่ ก็ดึงออกจากซอกนิ้วอีกฝั่าย
เบา ๆ มาคลี่บนฝั่ามือตน เผยให้เห็นดอก
กล้วยไม้ฮุ่ยหลานสีครามอ่อนก้านหนึ่งปักอยู่บน
นั้น บริเวณหัวมุมยังปักดอกเจียงสีแดงเล็ก ๆ อีก
ดอกด้วย นางเลิกคิ้วเล็กน้อย มองเจียงเสวี่ยฮุ่ย
พลางเอ่ยว่า “ข้าหวังว่าทางที่ดีที่สุด วันข้างหน้า
เจ้าก็ควรเอาผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนี้เข้าวังไปด้วย
นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคืนผ้าเช็ดหน้าลายปักใส่มือ
เจียงเสวี่ยฮุ่ย
เจียงเสวี่ยฮุ่ยมองคล้ายไม่เข้าใจว่านางกำลัง
พูดเรื่องอะไรอยู่
ที่ผ่านมาเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้สนิทสนมกับอีก
ฝั่าย นางมีแผนการของตัวเอง ไม่ได้คิดอยากให้
คนผู้นี้ฟังเข้าใจ และยิ่งไม่อยากจะอธิบายอะไร
ด้วย หลังจากคืนผ้าเช็ดหน้าลายปักให้แล้วก็หมุน
กายเดินออกไปนอกจวน เนื่องจากยังต้องการไป
เยี่ยมโหยวฟางอิ๋น
ดึกแล้ว ยังจะออกไปข้างนอกอีก
ทว่าผู้ที่อยู่ภายในจวนทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่าง
ต่างไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอันใด เหมือนชินแล้ว
อย่างไรอย่างนั้น
เจียงเสวี่ยฮุ่ยยืนมองแผ่นหลังของนางอยู่ที่
เดิม กฎเกณฑ์สารพัดอย่างบนโลกนี้ที่คอยกดทับ
สตรีซึ่งอยู่แต่ในเรือนหลังประหนึ่งถูกเจียงเสวี่ย
หนิงเหยียบย่ำไว้ใต้ฝั่าเท้า นางไม่แยแสความคิด
ของผู้อื่นโดยสิ้นเชิง ทำเอาเจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้สึกชื่น
ชมขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เพียงชั่วพริบตาก็เก็บความคิดนี้กลับไป
ชีวิตที่ผ่านมาของเจียงเสวี่ยหนิง ตนไม่เคย
ประสบกับตัว ดังนั้นจึงไม่มีนิสัยใจคอเช่นอีกฝั่าย
เป็นธรรมดา หากพูดกันให้ถึงที่สุดแล้ว ต่างคน
ต่างมีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง
*****
ตกค่ำแล้ว โจวอิ๋นจือยังอยู่ในที่ว่าการ ไม่ได้
กลับไป
ผู้ใต้บังคับบัญชาถามเขาว่า “ท่านผู้คุมกอง
พันยังไม่กลับหรือขอรับ?”
โจวอิ๋นจือตอบ “มีธุระ พวกเจ้ากลับกันก่อน
เถอะ”
องครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นไม่กล้าซักไซ้ จับ
กลุ่มกันสามคนบ้างห้าคนบ้าง ถอดชุดขุนนางบน
ร่าง คล้องบ่าโอบหลังกันออกไปดื่มสุรา ทิ้งโจวอิ๋
นจือเอาไว้เพียงผู้เดียว
เจียงเสวี่ยหนิงมาถึงตอนยามซวีพอดี
ภายนอกนางห่อหุ้มตนเองด้วยเสื้อคลุมกันลม
สีนิลและสวมหมวกคลุมหน้าขนาดใหญ่ ภายใน
สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน สอดรับกับ
รูปร่างผอมเพรียวสะโอดสะอง ครั้นเดินมาถึง
ประตูที่ว่าการก็ถอดหมวก ดวงหน้าขาวพิสุทธิ์
เผยออกมาให้เห็น รูปโฉมสะคราญตาดั่งภาพวาด
โจวอิ๋นจือมองนาง ก่อนกดสายตาต่ำ “ตอน
บ่ายทางจวนชิงหย่วนปั๋อส่งคนมาขอตัวคนคืน
แล้ว เพียงแต่คนแซ่โจวจำได้ว่าคุณหนูรองบอกว่า
มีวันหยุดสองวัน ดังนั้นจึงไม่รีบร้อน คิดว่าปล่อย
วันพรุ่งนี้ก็ยังไม่สายขอรับ”
เขาเพิ่งเลื่อนขั้นเป็นผู้คุมกองพันได้ไม่นาน
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าที่แท้การกุมอำนาจอยู่
ในมือมันดีแบบนี้เอง
ช่วงบ่ายชิงหย่วนปั๋อมาด้วยตนเอง ทว่าพอ
เห็นเขาแล้วกลับไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
เพียงส่งตั๋วเงินให้กล่องหนึ่ง จำนวนสามพัน
ตำลึง
โจวอิ๋นจือเหลือบตามองอีกฝั่าย ย่นหัวคิ้ว
กล่าวว่า “ท่านปั๋อไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก
ประเดี๋ยวพอที่ว่าการสอบคนเสร็จแล้วก็จะปล่อย
ตัว อย่างมากคงเจ็ดแปดวัน หากบุตรีท่านไม่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเรื่องทะเลาะวิวาทจริง
ย่อมไม่เป็นอะไรแน่นอน”
ชิงหย่วนปั๋อหนังตากระตุกตลอดเวลา
เขาล้วงหาตั๋วเงินห้าพันตำลึงใบหนึ่งออกมา
จากแขนเสื้อซ้ายและวางลงไป
โจวอิ๋นจือย่นหัวคิ้วลึกกว่าเดิม “นี่เป็นเพียง
เรื่องของผู้เยาว์เท่านั้นเอง องครักษ์เสื้อแพรทาง
นี้ก็รู้จักแยกแยะ ไม่ถึงขั้นนำไปโยงว่ามีส่วน
เกี่ยวข้องกับกบฏนิกายสวรรค์ เชิญท่านปั๋อ
กลับไปเถิดขอรับ”
ชิงหย่วนปั๋อได้ยินแล้วก็ตกใจจนเกือบทรุด
คราวนี้ถึงกับขบกรามแน่น ประหนึ่งรู้สึก
เจ็บปวดราวกับมีเนื้อหลุดจากกายก้อนหนึ่ง เขา
ล้วงหาตั๋วเงินห้าพันตำลึงจากแขนเสื้อขวาแล้ว
วางลงไปอีกครั้ง
ยามเอ่ยปากก็แทบจะร่ำไห้อยู่แล้ว
“นับตั้งแต่บุตรีผู้นั้นของข้าถือกำเนิดก็ไม่เคยต้อง
ทนทุกข์อันใด ที่บ้านทั้งรักใคร่ทั้งเอ็นดู ถึงจะ
ชอบทำเรื่องโง่งมไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยระรานจนทำ
ให้ผู้ใดเสียงาน ยากเย็นนักกว่านางจะได้รับ
คัดเลือกให้เข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษา
อีกไม่ถึงวันก็จะต้องกลับวังหลวงแล้ว ขอท่านผู้
คุมกองพันโปรดให้ความอนุเคราะห์ ช่วย
อะลุ่มอล่วยสักหน่อยเถิด”
โจวอิ๋นจือถึงค่อยพูดว่า “ท่านปั๋อรักบุตรีจน
ร้อนใจ ฟังแล้วน่าสงสารนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้า
จะสั่งให้คนสอบสวนจนโต้รุ่ง ให้ท่านมาพรุ่งนี้
แล้วกันขอรับ”
ในที่สุดชิงหย่วนปั๋อจึงกล่าวขอบคุณอย่างสุด
ซึ้งแล้วจากไป
ส่วนหนึ่งหมื่นสามพันตำลึงนั้นย่อมทิ้งเอาไว้
สำหรับเรื่องที่ว่าเมื่อจากไปแล้วจะก่นด่าเขา
เป็นคนใจดำอำมหิตหรือไม่ เรื่องนั้นก็มิอาจทราบ
ได้
โจวอิ๋นจือดึงซองจดหมายออกมาจากแขน
เสื้อตนฉบับหนึ่งและส่งให้เจียงเสวี่ยหนิง “พรุ่งนี้
จวนปั๋อจะส่งคนมารับตัวโหยวเย่ว์ผู้นั้น เพียงแต่
ไม่ได้เอ่ยถึงบุตรีอนุภรรยาอีกคนของจวนแม้แต่
น้อย ข้าบอกชิงหย่วนปั๋อว่าเรื่องนี้ต้องทิ้งคน
เอาไว้สอบสวน มิหนำซ้ำโหยวฟางอิ๋นยังเป็นผู้ก่อ
เรื่อง ไม่อาจปล่อยตัวได้ชั่วคราว ท่านปั๋อบอกว่า
เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว จากนั้นก็จากไป
ขอรับ”
บทที่ 77 กรรโชกทรัพย์ (3)
เจียงเสวี่ยหนิงรับซองมา
พอแกะดูก็พบว่าเป็นตั๋วเงินห้าพันตำลึงสอง
ใบ
นางยัดตั๋วเงินเก็บไว้ คิดในใจว่า เรือผุพังก็ยัง
หลงเหลือตะปูอยู่สามส่วนจริง ๆ แม้จำนวนเงิน
จะไม่ได้มากมายนัก แต่ก็ไม่น้อยเลย นอกจากนี้
โจวอิ๋นจือเป็นคนเช่นไร นางรู้ดีแก่ใจ เกรงว่าตอน
นั้นชิงหย่วนปั๋อคงให้เขามากกว่านี้อีก แต่เขาให้
นางมาแค่หนึ่งหมื่นเท่านั้นเอง
ไม่รู้ว่าขณะนั้นท่านปั๋อมีสีหน้าเช่นไร แล้ว
หากให้โหยวเย่ว์รู้เข้า นางจะเคียดแค้นมากสัก
เพียงใดนะ
เจียงเสวี่ยหนิงลอบยิ้มอยู่ในใจ
คิดว่าจะนำเงินนี้มาใช้กับเรื่องนาเกลือและ
บ่อเกลือ โปะเพิ่มเข้าไปอีกสักหน่อยก็น่าจะพอ
ไหวแล้ว
นางเอ่ยว่า “ลำพังเอาตัวโหยวเย่ว์กลับไปสัก
คนยังต้องใช้เงินตั้งมากมาย จวนปั๋อย่อมไม่มีทาง
ยอมเสียเปรียบจ่ายเงินเป็นครั้งที่สองแน่ คนหนึ่ง
เป็นบุตรีภรรยาเอก อีกคนเป็นบุตรีอนุภรรยา คน
หนึ่งเข้าวังเป็นพระสหายร่วมศึกษา อีกคนบิดา
มารดาไม่รัก ต่อให้ตายในคุกก็ไม่มีใครสนใจ
นอกจากนี้ผู้อื่นคงคิดว่าเจ้ายังต้องการกุมจุดอ่อน
ของพวกเขาเอาไว้ในกำมือเพื่อความสบายใจ
ดังนั้นจึงจงใจทิ้งโหยวฟางอิ๋นเอาไว้ให้เจ้า จะได้
ให้เจ้ารับเงินก้อนนี้ไปอย่างสบายใจด้วย”
เป็นวิธีการในแวดวงข้าราชการที่เห็นจนชิน
ชา
โจวอิ๋นจือได้ยินแล้วผงกศีรษะ
เจียงเสวี่ยหนิงถามอีกว่า “ฟางอิ๋นเป็นเช่นไร
บ้าง?”
โจวอิ๋นจือจึงพานางไปยังห้องคุมขังทาง
ด้านหลังที่ว่าการ
พัศดีเห็นท่านผู้คุมกองพันพาสตรีเข้ามา ทั้ง
ร่างห่อหุ้มในเสื้อคลุมกันลม แม้จะมองเห็นรูป
โฉมไม่ชัดเจน แต่ก็ไม่กล้าซักไซ้ เมื่อได้รับคำสั่งก็
เปิดประตูพาพวกเขาเข้าไปโดยปราศจากความ
ลังเล
ส่วนใหญ่องครักษ์เสื้อแพรจะจับกุมคนเพื่อ
ฮ่องเต้ ผู้เกี่ยวข้องกับคดีหากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็
ต้องเป็นชนชั้นสูง พวกเขาจึงต้องใช้วิธีการ
บางอย่างเพื่อให้คนเหล่านี้พูด ‘ความจริง’
ออกมาอยู่เสมอ ฉะนั้นในคุกแห่งนี้จึงแขวน
เครื่องมือลงทัณฑ์รูปร่างแปลกประหลาดสารพัด
อย่างอยู่ทุกแห่งหน
ทั้งชาติก่อนและชาติปัจจุบัน เจียงเสวี่ยหนิง
ไม่เคยมาเยือนสถานที่เช่นนี้เลย พอกวาดตามอง
ก็รู้สึกว่าน่าตื่นตระหนกนัก
อย่างไรก็ตาม ชั่วอึดใจต่อมากลับนึกถึงจาง
เจอโดยไม่อาจระงับ
ชาติก่อนคนผู้นั้นถูกจับเข้าคุก ผู้ที่ไต่สวนเขา
คือศัตรูคู่แค้นของเขา ความทุกข์ยากลำบากถา
โถมสารพัดอย่าง จะทุกข์ทรมานปานใดนะ
ผนังทั้งสี่ด้านของคุกไร้ซึ่งหน้าต่าง ภายในจึง
มืดทึบและอับชื้น มิหนำซ้ำยามเหมันต์ยังหนาว
เหน็บเหลือแสน
มีคนถูกกักขังอยู่ภายในห้องขังบางห้อง
โดยมากหลับไปแล้ว
ทว่าก็มีบางส่วนยังลืมตา แต่เมื่อเห็นคนเดิน
ผ่านไปกลับไร้ปฏิกิริยา สายตาแข็งทื่อราวกับศพ
มีชีวิต เห็นแล้วชวนให้จิตใจหวาดหวั่น
ยิ่งเดินมุ่งหน้าเข้าไป จำนวนนักโทษที่ถูกคุม
ขังก็น้อยลงเรื่อย ๆ
ส่วนใหญ่จะว่างเปล่า
กระทั่งมาถึงห้องด้านในสุด เจียงเสวี่ยหนิงถึง
ขั้นมองเห็นแสงเทียนสว่างไสวซึ่งสาดส่องและแผ่
กระจายเป็นดวง ๆ บนพื้นนอกประตูห้องขังได้
ด้วยซ้ำ ครั้นมองเข้าไปข้างในจึงพบว่า แม้จะ
ยังคงเป็นห้องขัง แต่กลับเก็บกวาดสะอาดสะอ้าน
ที่นอนซึ่งปูบริเวณหัวมุมเป็นระเบียบเรียบร้อย
ทั้งยังมีผ้านวมผืนหนาเตอะ บนโต๊ะตำราที่ตั้งชิด
ผนังนั้นมีพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก
ยามนี้คนผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราเล่ม
หนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ใต้แสง
เทียนอันสว่างโรจน์บนโต๊ะ มวยผมที่ปล่อยลงมา
ถูกรวบมัดอย่างเรียบง่าย ปลายผมพาดผ่าน
หัวไหล่ทิ้งตัวถึงบริเวณหน้าอก ทว่าดวงหน้ากลับ
ดูเกลี้ยงเกลา แฝงด้วยอากัปกิริยาอันละมุนละไม
เป็นโหยวฟางอิ๋นนั่นเอง
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งทันที ยืนมองจาก
ภายนอกห้องขังเข้าไปด้านใน ไม่รู้ว่าควรทำอะไร
ไปชั่วขณะ
โจวอิ๋นจือที่เดินอยู่ด้านหลังนางก็ไม่ได้เอ่ย
อะไรเช่นกัน
สถานที่แห่งนี้เงียบสงบ ยามพวกเขาเดินเข้า
มาก็บังเกิดเสียงฝีเท้า โหยวฟางอิ๋นจึงได้ยินอย่าง
ง่ายดาย ครั้นผินหน้ากลับมามองก็เห็นเจียงเสวี่ย
หนิงยืนอยู่เบื้องนอก นางพลันดีอกดีใจเป็นล้น
พ้น รีบลุกขึ้นตรงไปเปิดประตูห้องขังซึ่งกำลังปิด
อยู่ทันที “คุณหนูรองมาได้อย่างไรนี่!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางเหลือบตามองโจวอิ๋นจืออย่างเงียบงัน
จำต้องยอมรับว่า ถึงคนผู้นี้จะใจคอโหดเหี้ยม
อำมหิต แต่สาเหตุที่ชาติก่อนนางมักใช้งานและ
ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเขามากล้วนมีเหตุผล
ทำงานได้หมดจดเสียเหลือเกิน
ประตูห้องขังไม่ได้ลั่นกุญแจแต่แรกแล้ว เพียง
งับปิดเหมือนประตูบ้านของคนธรรมดาทั่วไป
โจวอิ๋นจือเห็นภาพเช่นนี้จึงถอยไปห่าง ๆ
ก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปพลางมองสำรวจครา
หนึ่ง สุดท้ายยังรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ออกจะคับ
แคบมากเกินไปอยู่ดี นางมองโหยวฟางอิ๋นแล้ว
เอ่ยว่า “ข้าคิดเรื่องนี้ได้กะทันหัน พลอยทำให้เจ้า
ต้องประสบคราเคราะห์เข้าคุกไปด้วย…”
โหยวฟางอิ๋นกลับไม่เคยรู้สึกยินดีปรีดาเช่นนี้
มาก่อน
นางเหลียวซ้ายแลขวามองห้องคุมขังของตน
กลับรู้สึกว่าสุขสบายยิ่งนัก เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของ
เจียงเสวี่ยหนิงก็รีบส่ายหน้า “ไม่ ไม่เลยเจ้าค่ะ!
ใต้เท้าโจวดูแลข้าดีมาก ข้ารู้ดีว่าคุณหนูรองไม่
อยากให้ข้ากลับไปรับการลงโทษที่จวน ต้องโทษ
ข้าที่เลือดขึ้นหน้าจนวู่วามเกินไป ข้า ข้าอยู่ในนี้มี
ความสุขมาก มีความสุขเหลือเกินเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน “มีความสุข?”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะหนัก ๆ ไม่อาจปิดบัง
ความยินดีบนใบหน้า อยากจะบอกนางว่าสถานที่
แห่งนี้ดีกว่าห้องเก็บฟืนไม่รู้ตั้งเท่าไร มิหนำซ้ำยัง
มีตะเกียงส่องสว่างและมีสมุดบัญชีให้เรียนรู้
เพียงแต่ขณะกำลังจะเอ่ยออกไปก็สบกับสายตา
เจียงเสวี่ยหนิง โหยวฟางอิ๋นจึงนึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่
อาจให้นางล่วงรู้
ดังนั้นพออ้าปากแล้วก็หุบลงไปอีก
ศีรษะเองก็ก้มต่ำปราศจากความลิงโลดเมื่อ
สักครู่ กลับมามีท่าทางขลาดกลัวอย่างที่เคยพบ
เห็นเป็นประจำ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นนางเป็นเช่นนี้ ต่อให้ไม่รู้ก็
คาดเดาไปได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าซูบผอมอิดโรยของนาง ไหน
เลยจะไม่รู้อีกว่าช่วงที่ตนอยู่ในวัง โหยวฟางอิ๋นใช้
ชีวิตอยู่ภายในจวนด้วยความยากลำบาก
นางพลันรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงฝืนยิ้ม จูงมือโหยวฟางอิ๋นไป
นั่งบนที่นอนสะอาดสะอ้านด้วยเบ้าตาผ่าวชื้น
เล็กน้อย “ข้ารู้ว่าตอนเจ้าอยู่ในจวนถูกพวกนาง
รังแก แต่ตัวข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง
ภายในจวนปั๋อได้ยาก ด้วยความจนใจถึงได้คิด
วิธีการนี้ขึ้นมา โชคยังดีที่นี่มีท่านผู้คุมกองพัน
ดูแลเจ้าได้ ส่วนเรื่องอื่นข้าจำต้องมองข้ามไปก่อน
เพราะอย่างน้อยในสถานที่ซึ่งไม่สมควรให้คนอยู่
เช่นนี้ก็ยังทำให้เจ้ามีชีวิตเหมือนคนขึ้นมาบ้าง รอ
ผ่านไปอีกสักสองวันข้าจะบอกให้ใต้เท้าโจวผ่อน
ผัน แอบปล่อยเจ้าออกไปสักหน่อย อีกไม่ถึงวัน
ข้าก็ต้องเข้าวังแล้ว เรื่องบ่อเกลือและเรื่องเหริน
เหวยจื้ออะไรนั่นยังต้องพึ่งพาเจ้า เมื่อเจ้าต้องมา
อยู่ในสถานที่แบบนี้ หากมีความสุข ข้าย่อมดีใจ
แต่หากไม่มีความสุขก็ห้ามทอดอาลัยเป็นอันขาด
ข้ายังมีเรื่องต้องให้ฟางอิ๋นมาช่วยจัดการให้อยู่
นะ”
นางพูดไปยิ้มไป ทว่าความรวดร้าวที่แฝงอยู่
ในน้ำเสียงกลับทำให้โหยวฟางอิ๋นระทมทุกข์
เช่นกัน รีบรับประกันว่า “คุณหนูรองโปรดวางใจ
ถึงฟางอิ๋นจะโง่เขลา แต่ช่วงหลายวันนี้พอได้อ่าน
สมุดบัญชีก็ทำเป็นแล้ว ตอนไปพบคุณชายเหรินก็
เจรจากันแล้วด้วย พอพี่หญิงรองรู้เรื่องนี้เข้าก็
อยากทำการค้า ฟางอิ๋นยังจดจำสิ่งที่ท่านเคยพูด
เอาไว้ได้ ในเมื่อออกจากที่คุมขังแห่งนี้ได้ แสดง
ว่าย่อมออกไปคุยการค้าได้เช่นกัน ใต้หล้านี้ไม่มี
สถานที่ใดดีไปยิ่งกว่านี้อีกแล้ว ข้า…ท่าน…ข้าดีใจ
มากเลยเจ้าค่ะ…”
นางพูดจาวกไปวนมาเหลือหลาย
ครั้นกล่าวจบก็คิดจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อ
ปลอบใจเจียงเสวี่ยหนิง แต่นางพูดไม่เก่ง ไม่รู้ว่า
ควรเลือกใช้ถ้อยคำเช่นไร
ใต้หล้านี้กลับมีคนรู้สึกว่าการอยู่ในคุกสุขสบาย
กว่าอยู่บ้านเสียอีก…
เจียงเสวี่ยหนิงฟังทีแรกก็วางใจ ทว่าพอใช้
ความคิดอีกหนกลับรู้สึกว่านอกจากน่าขันแล้วยัง
น่าเวทนานัก
นางเองก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้มาก ด้วยกลัวตน
จะอดถามไม่ได้ว่าตอนอีกฝั่ายอยู่ในจวนมีชีวิต
เป็นเช่นไร
ดังนั้นจึงหยิบซองที่โจวอิ๋นจือมอบให้ออกมา
จากแขนเสื้อและส่งใส่มือโหยวฟางอิ๋น “ต่อให้
เป็นอูฐที่ผอมแห้งใกล้ตายก็ยังมีขนาดใหญ่กว่า
อาชา บ่อเกลือของตระกูลเหรินต่อให้ตกต่ำอีก
เพียงใด ก็ยังเหนือล้ำกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะ
จินตนาการได้ หากไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทองย่อมไม่
อาจทำงานสำเร็จ เงินพวกนี้เจ้าจงเก็บเอาไว้
เถิด”
เมื่อโหยวฟางอิ๋นเปิดออกดูก็ตกตะลึง
ชีวิตนี้นางไม่เคยเห็นเงินจำนวนมากขนาดนี้
มาก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเงินก้อนนี้มาจากจวนชิง
หย่วนปั๋อ จึงคิดว่าควรอยู่ในมือโหยวฟางอิ๋นเพื่อ
ถือเป็นการชดเชยถึงจะถูก เพียงแต่ไม่สะดวกจะ
บอก ครั้นนึกถึงสภาพอันยากลำบากของนางใน
ตอนนี้จึงพูดว่า “จวนชิงหย่วนปั๋อไม่เห็นคนเป็น
คน ไหนจะมีพี่สาวที่ชอบทำร้ายคนขนาดนั้นเช่น
โหยวเย่ว์อีก เดิมทีไม่ควรให้เจ้าทนลำบากอยู่ที่
บ้านต่อ แต่เนื่องด้วยเวลากระชั้นชิด ข้าจึงยังคิด
วิธีทำให้เจ้าหลุดพ้นไม่ออกเลย…”
โหยวฟางอิ๋นรีบปลอบ “ไม่เป็นไร ฟางอิ๋นไม่
เป็นไรจริง ๆ ต่อให้ต้องอยู่ที่นี่ไปทั้งชาติก็ไม่
เป็นไรเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ยิ้ม
นางมองโหยวฟางอิ๋น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า
แม่นางผู้นี้ช่างน่าสังเวชเสียเหลือเกิน “ปกติ
วิธีการที่ดีและถูกต้องเปิดเผยมากที่สุดซึ่งจะทำ
ให้เจ้าได้ออกจากจวนปั๋อคือหาผู้ที่เหมาะสมและ
แต่งงานออกไปเสีย เช่นนี้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจพูด
อะไรได้ เพียงแต่ตอนนั้นข้าดันอยากปกปั้องเจ้า
และทำได้เพียงใช้วิธีการที่ไม่ค่อยฉลาดแบบนี้ ทำ
ให้เจ้าต้องมาอยู่ในคุกครั้งหนึ่ง การแต่งงานใน
ภายภาคหน้าจึงยากเสียแล้ว”
วิธีออกไปจากจวนปั๋อที่ดีที่สุดคือการแต่งงาน
โหยวฟางอิ๋นกะพริบตา
นางหลุบตามองดูซองจดหมายบรรจุตั๋วเงิน
จำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงในมือตน แล้วเริ่ม
ใคร่ครวญ