คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 78 เผยความในใจ ณ วังหลัง (1)
“นางสารเลวนั่นลงมือกับข้าจริง ๆ นะเจ้าคะ
นางเงื้อม้านั่งยาวขึ้นมาแล้ว ข้ายังไม่กล้าลงมือ
กับนางด้วยซ้ำ! เป็นเพราะเจียงเสวี่ยหนิงผู้นั้น
คอยยั่วยุอยู่ด้านข้าง จงใจกระตุ้นให้นางสารเลว
นั่นทำเช่นนี้เจ้าค่ะ!”
“นางมีแต่เคยถูกเจ้ารังแก ไฉนจะมากล้าทำ
ร้ายเจ้าได้เล่า?!”
“จริง ๆ นะเจ้าคะท่านพ่อ ข้าไม่ได้โปั้ปด
ท่านโปรดฟังข้าอธิบาย…”
“ที่ผ่านมาเจ้าทำตัวโอหังอวดดีอยู่ภายใน
จวนน่ะช่างเถอะ แต่ออกไปข้างนอกแล้วยังจะลง
ไม้ลงมือกับนางอีก หากเรื่องแพร่กระจายออกไป
จะให้คนพูดถึงจวนปั๋อว่าอย่างไร? ซ้ำยังทำให้คน
จับได้จนเรียกคนขององครักษ์เสื้อแพรมาคุมตัว!
รู้หรือไม่ว่าที่จวนต้องจ่ายเงินเพื่อเจ้าไปตั้ง
เท่าไหร่?”
“อะไรนะเจ้าคะ?”
“หนึ่งหมื่นสามพันตำลึง หนึ่งหมื่นสามพัน
ตำลึงเต็ม ๆ เชียวนะ หายวับไปหมดแล้ว!”
…
เนื่องจากผู้คนลือกันว่านางกับโหยว
ฟางอิ๋นลงไม้ลงมือกัน เพราะฉะนั้นทั่วทั้งจวนปั๋อ
จึงเข้าใจว่านางออกไปข้างนอกก็ยังไม่วายลงมือ
กับโหยวฟางอิ๋นอีก การกระทำเช่นนี้ต่างหากถือ
ว่าร้ายแรง
แม้แต่ชิงหย่วนปั๋อยังคิดเช่นนี้
อย่างไรเสียผู้ใดจะเชื่อเล่าว่าคนขี้ขลาดตา
ขาวอย่างโหยวฟางอิ๋น ซึ่งยามปกติแม้แต่สาวใช้
ระดับล่างภายในจวนยังรังแกนางได้ จะเป็นฝั่าย
เงื้อม้านั่งขึ้นมาจนเกือบเอาชีวิตของโหยวเย่ว์ซึ่ง
เป็นบุตรีภรรยาเอก
อย่างกับโหยวเย่ว์คิดจะโกหก แต่ดันไม่รู้จัก
เลือกคำแก้ต่างที่มันน่าเชื่อถือ!
โหยวเย่ว์ต้องทนรับความเดือดดาลของชิงหย่วน
ปั๋อ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายเช่นไรแล้วจริง ๆ !
นางถูกขังคุกมาหนึ่งคืน ทั้งหนาวทั้งหิว
นอกจากนี้พัศดียังโหดเหี้ยมเป็นพิเศษ ให้ข้าวเย็น
ชืดส่งกลิ่นเหม็นหืนแก่นาง กลางคืนก็ไม่จุด
ตะเกียงให้ ซ้ำนางยังได้ยินเสียงหนูร้องและวิ่ง
ท่ามกลางความมืด ตกใจจนกรีดร้องสุดชีวิต…
หนึ่งคืนผ่านพ้นโดยไม่กล้าแม้แต่จะหลับตา
ครั้นจวนปั๋อส่งคนมารับตัวนางในเช้าวัน
ต่อมา ดวงตาทั้งสองข้างก็ผ่านการร้องไห้จนบวม
แดงตั้งแต่แรกแล้ว ภายในดวงตาเต็มไปด้วยเส้น
เลือดฝอย เสื้อผ้าที่สวมก็สกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง
ครั้นได้โถมร่างเข้าสู่อ้อมอกปั๋อฮูหยินก็ฟูมฟาย
สะอึกสะอื้น
โหยวเย่ว์นึกว่าพอกลับจวนแล้ว ฝันร้ายฉากนี้
จะจบลง
คิดไม่ถึงว่านั่นเป็นเพียงการเริ่มต้น
เพิ่งกลับมาถึงจวนก็ถูกบิดาตำหนิต่อว่าและ
สั่งให้นางคุกเข่าบนพื้น เขาถามอย่างเอาผิดว่าไย
นางถึงก่อเรื่องครั้งใหญ่เช่นนี้ได้ ทั้งยังบอกอีกว่า
หากไม่ใช่เพราะนางทุบตีรังแกโหยวฟางอิ๋น ก็คง
ไม่ถึงขั้นชักนำองครักษ์เสื้อแพรมาหรอก!
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่า ความจริงแล้วโหยวฟางอิ๋
นต่างหากที่เงื้อม้านั่งคิดจะทำร้ายนางก่อน!
ตอนนั้นนางไร้ความกล้าจะโต้กลับเสียด้วย
ซ้ำ!
แต่ใครใช้ให้ยามปกตินางรังแกโหยวฟางอิ๋น
จนเป็นนิสัยกันเล่า เป็นเหตุให้เมื่อเอาความจริง
มาแก้ต่าง เบื้องบนจดบุพการี เบื้องล่างจดสาวใช้
ไม่มีผู้ใดเชื่อนางแม้แต่คนเดียว ตรงกันข้ามกลับ
ขมวดคิ้วคิดว่านางกำลังหาข้อแก้ตัว ผลักไสความ
รับผิดชอบ!
มิหนำซ้ำ หนึ่งหมื่นสามพันตำลึง!
นั่นมันเงินตั้งเท่าไร!
โหยวเย่ว์สองตาเบิกโพลง “ท่านพ่อ ท่านเสีย
สติไปแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงให้พวกเขาไปตั้ง
หนึ่งหมื่นสามพันตำลึง?! ผู้คุมกองพันโจวที่มา
ใหม่ขององครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นเป็นพรรคพวก
เดียวกันกับเจียงเสวี่ยหนิง! เมื่อเงินพวกนี้ตกถึง
มือเขาแล้วก็เหมือนตกถึงมือเจียงเสวี่ยหนิงด้วย!
ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว…”
พอพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยว
“นี่เป็นกับดัก เป็นกลลวง! ท่านพ่อ ท่านเชื่อ
ข้านะเจ้าคะ เป็นเพราะนางสารเลวเจียงเสวี่ย
หนิงจงใจยุยงให้โหยวฟางอิ๋นมาทำร้ายข้า
ต่างหาก นางยังจงใจไปแจ้งความเพื่อเรียกให้เจ้า
คนแซ่โจวผู้นั้นมา จะได้หลอกเอาเงินจากจวนปั๋อ
ของพวกเรา! ในเมื่อพวกมันกล้าทำเรื่องพรรค์นี้
ออกมาได้ ทั้งยังบีบบังคับเอาเงินจากท่านพ่ออีก
พวกเราไม่สู้เข้าไปร้องเรียนในวังจะดีกว่า เช่นนั้น
แล้วต้องทำให้พวกมันได้รับผลกรรมอย่าง
แน่นอนเจ้าค่ะ!”
เพียงชิงหย่วนปั๋อนึกถึงเงินหนึ่งหมื่นสามพัน
ตำลึงนั้นก็เหมือนมีโลหิตกลั่นหยดจากดวงใจ ถึง
จะช่วยโหยวเย่ว์ออกมาได้ ทว่ายามนี้จวนปั๋อ
กำลังอยู่ในช่วงขัดสน เงินจำนวนหนึ่งหมื่นกว่า
ตำลึงนี้จึงทำให้เจ็บปวดราวกับถูกดึงเอ็นกระชาก
หนังก็ไม่ปาน
ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นบุตรีสุดที่รักกลับมา นอกจาก
จะปราศจากความดีใจแม้แต่น้อยแล้ว เขายังหัว
เสียยิ่งกว่าเดิม
ครั้นตอนนี้ได้ฟังนางพูดจาเหลวไหลอีก ชิง
หย่วนปั๋อก็หมดความอดทน!
เพียะ!
ในที่สุดฝั่ามือจากโทสะอันลุกโชนก็ฟาด
กระทบใบหน้าโหยวเย่ว์!
โหยวเย่ว์ซึ่งกำลังพูดว่าจะไปแจ้งความ
ฟั้องร้องว่าโจวอิ๋นจือรับสินบนถูกตบจนหน้าหัน
บังเกิดเสียงดัง ‘หึ่ง’ ภายในศีรษะ ทรงตัวไม่
มั่นคง ล้มลงด้านข้างทันที!
“เย่ว์เอ๋อร์!”
“ท่านพ่อ!”
“ท่านปั๋อ ท่านทำอะไรน่ะ?!”
มีคนรีบเข้าไปประคองโหยวเย่ว์และมีคนไป
ดึงตัวชิงหย่วนปั๋อเอาไว้ ภายในห้องโถงโกลาหล
ไปหมด
โหยวเย่ว์ไม่กล้าเชื่อว่าบิดาที่รักใคร่ทะนุ
ถนอมนางมาตลอดจะตบนางได้ลง มิหนำซ้ำยัง
ลงมือกับนางเพราะนางถูกใส่ความจนต้องเข้าคุก
อีกด้วย นางนิ่งงัน น้ำตาร่วงเผาะ
โหยวเย่ว์ถึงกับผลักพวกคนที่กำลังประคอง
ตนออกไป
นางลุกขึ้น พุ่งตัวออกจากห้องโถงทันที วิ่ง
ตะบึงกลับห้องของตนเอง
จากนั้นจึงหยิบกุญแจออกมา คว่ำหีบ พลิก
ค้นลิ้นชัก สิ่งใดที่มีราคาค่างวดล้วนนำออกมาจน
หมดสิ้น
บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้เห็นว่านางมีสีหน้าดู
น่ากลัว ดังนั้นจึงไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง
แต่ยามนี้ก็ไม่ทราบเช่นกันว่านางคิดจะทำสิ่ง
ใด
ปั๋อฮูหยินยังรั้งอยู่ในห้องโถงเพื่อปลอบให้
ท่านปั๋อคลายโทสะ มีเพียงคุณหนูใหญ่โหยวซวง
ที่เป็นห่วงและรีบวิ่งมาหา เมื่อเห็นนางรื้อค้นเงิน
เก็บของตัวเองออกมาก็สะดุ้งตกใจ “นี่เจ้าจะทำ
อะไรน่ะ? ท่านพ่อแค่เลือดขึ้นหน้าชั่วขณะเท่า
นั้นเอง ปกติเจ้ามักจะรังแกโหยวฟางอิ๋น จับไปขัง
ในห้องเก็บฟืนทีก็สิบวัน คราวนี้ยังจะไปทุบตีนาง
ข้างนอกอีกถึงได้เกิดเรื่องเกิดราว หรือว่าตอนนี้
ยังคิดจะหนีออกจากจวนไปข่มขู่ใครอีก?”
“แม้แต่ท่านก็เชื่อพวกมันแต่ไม่เชื่อข้าอย่าง
นั้นหรือ?”
โหยวเย่ว์คิดมาตลอดว่าพี่สาวผู้นี้เป็นพี่น้อง
ร่วมอุทร ในจวนปั๋อมีเพียงพวกนางสองคน
เท่านั้นที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอก ส่วนนาง
แพศยาโหยวฟางอิ๋นซึ่งถือกำเนิดจากอนุ ไม่คู่ควร
แม้แต่จะถือรองเท้าให้พวกนางเสียด้วยซ้ำ
ปกติยามนางกระทำเรื่องเกินเลยต่อโหยว
ฟางอิ๋น ก็ไม่เห็นโหยวซวงจะออกมาพูดจาอันใด
คราวนี้กลับเสแสร้งทำตัวเป็นคนดี!
นางหัวเราะอย่างเย็นชา “ได้ ได้ ท่านไม่เชื่อก็
ไม่ต้องเชื่อ! นางเจียงเสวี่ยหนิงนั่นเป็นผีร้ายที่กัด
กินคนโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูก ทุกคนล้วนอยู่ใน
เมืองหลวง ไม่ช้าก็เร็วต้องมีสักวันที่ได้เจอนาง ข้า
อยากดูซิว่าถึงตอนนั้นพวกท่านจะมีจุดจบเช่น
ไร!”
โหยวซวงรู้สึกว่าอีกฝั่ายถูกขังอยู่ในคุกวันหนึ่ง
จนเสียสติไปแล้ว พอได้ฟังคำพูดนี้ก็ยิ่งตะลึงงัน
โหยวเย่ว์ค้นเงินเก็บส่วนตัวออกมานับ
ใบหน้านางปรากฏความดื้อดึงไร้เหตุผลอัน
น่ากลัวขึ้นมาหลายส่วน เพียงเอ่ยว่า “ส่วนเรื่อง
หนีออกจากจวนน่ะหรือ? ท่านวางใจเถอะ ข้ายัง
ไม่ได้โง่เง่าถึงขั้นนั้น เป็นเพราะเงินหนึ่งหมื่นกว่า
ตำลึงนั้นไม่ใช่หรือถึงได้ตำหนิติเตียนข้าอย่าง
รุนแรงถึงเพียงนี้? ข้าจะทำให้พวกท่านได้เห็นว่า
เงินแค่หนึ่งหมื่นกว่าตำลึงจะนับเป็นอะไรได้!”
บทที่ 78 เผยความในใจ ณ วังหลัง (2)
“เจ้าจะนับเงินไปทำไม?”
โหยวซวงรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมา
โหยวเย่ว์กลับแย้มยิ้มมองนาง “ไม่ได้จะทำ
อะไรเสียหน่อย”
แต่ภายในใจกลับคิดว่า ตอนนี้นางสารเลว
โหยวฟางอิ๋นนั่นยังคงถูกขังคุก กำลังประสบ
ความทุกข์ทรมาน ไม่ว่าอย่างไรก็น่าอนาถกว่าตน
ตั้งหลายเท่า ทว่าต้องมีสักวันที่ได้กลับจวนอยู่ดี
เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องเอาคืนเป็นสิบเท่าร้อย
เท่าให้จงได้!
กล่าวจบ นางก็หมุนกายเรียกบ่าวคนที่ไปสืบ
ข่าวคราวที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงเข้ามา ถามว่า “ทางเห
รินเหวยจื้อเป็นเช่นไรบ้างแล้ว?”
ช่วงหลายวันมานี้ บ่าวผู้นั้นลอบสืบข่าวคราว
เช้าวันนี้ได้รับข่าวสารสำคัญมาพอดี ครั้นได้ยิน
โหยวเย่ว์เอ่ยถาม จึงรีบตอบมาจากด้านนอก
“เมื่อวานเถ้าแก่หลี่ว์แห่งร้านโยวหวงที่มีชื่อเสียง
ในเมืองหลวงไปเยี่ยมเยียนคุณชายเหรินที่
โรงเตี๊ยม เช้าวันนี้ก็ไปอีกรอบ มีข่าวลือว่าเถ้า
แก่หลี่ว์ออกเงินร่วมหุ้นไปจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่
ทราบว่าจริงหรือเท็จขอรับ”
โหยวเย่ว์ได้ยินแล้วก็ยินดี
มีพ่อค้าใหญ่เช่นนี้เข้าร่วม แสดงว่าเรื่องราว
น่าเชื่อถือแล้ว
ทว่าจากนั้นก็ร้อนใจดั่งไฟสุมขึ้นมาอีก
หากเรื่องนี้ถูกผู้อื่นชิงตัดหน้า นางอาจไม่ได้
อะไรกลับมาเป็นแน่
ตอนนี้นางจึงพูดเพียงว่า “เข้าใจแล้ว” ก่อน
จะหอบตั๋วเงินในกล่อง หันหน้าเดินออกนอก
ประตูไป
โหยวซวงเห็นแล้วหนังตากระตุกตลอดเวลา
ดึงตัวนางไว้และถามว่า “เจ้ากำลังจะทำอะไรกัน
แน่?”
โหยวเย่ว์สะบัดนางทิ้งด้วยความรำคาญยิ่งนัก
“ไม่ต้องมายุ่ง!”
*****
วันพักผ่อนสองวัน พริบตาเดียวก็ผ่านไป
ถึงเวลาที่พระสหายร่วมศึกษาต้องกลับวัง
หลวงอีกครั้งแล้ว
คนทยอยเข้ามาในเรือนหยางจื่อ บรรยากาศ
เริ่มคึกคัก
ค่ำคืนก่อนเจียงเสวี่ยหนิงสนทนาอยู่ภายใน
ห้องขังของโหยวฟางอิ๋นอยู่ครู่ใหญ่ถึงจากไป ทว่า
พอกลับไปแล้วไม่รู้เหตุใดจึงมีมารฝันมารบกวน
แทบข่มตาหลับสนิทไม่ได้ตลอดคืน ช่วงกลางวัน
ก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการสรุปรายการข้าวของที่
เยี่ยนหลินเคยส่งให้ จากนั้นก็บรรจุลงหีบทีละชิ้น
แล้วมอบให้เจียงปั๋อโหยวจัดการ เป็นเหตุให้เมื่อ
กลับวังมาคราวนี้ กำลังวังชาจึงยังไม่ฟืนคืนอยู่
บ้าง
ทว่านางเพียงดูง่วงงุนนิดหน่อยก็เท่านั้น
ยังมีพระสหายร่วมศึกษาคนอื่นที่ดูอิดโรยทรุด
โทรมกว่านางอีกมาก
เมื่อผ่านการไต่สวนถ้อยคำของพวกกบฏครั้ง
ก่อน นางกำนัลในเรือนหยางจื่อก็ถูกเปลี่ยนใหม่
ยกชุด เห็นแล้วไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย
นางกำนัลต่างก้มหน้าก้มตายืนอยู่ไกล ๆ
ภายในหอหลิวสุ่ย เฉินซูอี๋กำลังชงชา เซียวซู
กำลังดื่มชา ส่วนโจวเปั่าอิงกำลังกินของว่างแกล้ม
น้ำชา เหยาหรงหรงซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมีท่าทาง
ระแวดระวัง มองสำรวจทุกคนโดยไม่กล้าปริปาก
เหยาซีกับโหยวเย่ว์นั่งประจันหน้ากัน
เบ้าตาของทั้งสองคนแดงเรื่อ เพียงแต่เหยาซี
ก้มหน้ามองถ้วยชาตรงหน้าตนอย่างบึ้งตึง เผย
ความหม่นหมองให้เห็นเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยอันใด
ส่วนโหยวเย่ว์สองตาบวมแดงยังไม่หายดี แม้ว่า
จะใช้ไข่ไก่ต้มประคบมาแล้วก็ตาม สภาพดูไม่จืด
ราวกับถูกทุบตีมาอย่างไรอย่างนั้น นางช้อน
ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่งจะ
เดินเข้ามาเขม็งโดยปราศจากการปิดบัง
บรรยากาศเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังรู้ว่า
ผิดปกติ
ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งเข้ามายังไม่ทัน
สังเกตเห็นเหยาซี เนื่องจากโหยวเย่ว์ในตอนนี้
เห็นแล้วน่าสังเวชจนสะดุดตาเสียเหลือเกิน ทำให้
คนไม่อาจสังเกตเห็นเหยาซีได้ตั้งแต่แวบแรก
ก่อนหน้านี้นางก็คิดอยู่หรอกว่าสภาพโหยว
เย่ว์ต้องน่าเวทนามาก แต่ไม่คาดเลยว่าจะน่า
สมเพชถึงขั้นนี้
ดูจากสายตาเคียดแค้นที่ไม่อาจกลืนกินเจียง
เสวี่ยหนิงลงไปได้ โหยวเย่ว์คงรู้เรื่องเงินหนึ่งหมื่น
ตำลึงนั่นแล้วกระมัง
เพียงแต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้สึกละอายใจแม้แต่
นิดเดียว
นางเดินเข้ามาพร้อมอมยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เพียงมองตอบโหยวเย่ว์ตรง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง พูด
เหมือนกำลังล้อเล่นว่า “ดูจากสภาพของคุณหนู
โหยวแล้ว เหตุใดเหมือนกลับจวนไปประสบ
เคราะห์กันเล่า? แม้แต่เครื่องประทินโฉมยังไม่
อาจปิดบังร่องรอยบนใบหน้าได้เลย นี่ไปเจอเรื่อง
อะไรมาหรือ?”
โหยวเย่ว์แค้นนางจริง ๆ
แต่เมื่อประสบเหตุที่โรงน้ำชา นางถึงเข้าใจ
ถ่องแท้ ไม่ว่าจะอยู่ในวังหรือนอกวัง นางไม่มีทาง
เอาชนะสตรีผู้นี้ได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็สู้ไม่ได้!
สตรีผู้นี้ใจคอดั่งอสรพิษ อำมหิตยิ่งนัก!
นางทั้งเกลียดทั้งกลัวเจียงเสวี่ยหนิง และรู้ว่า
ในเรือนหยางจื่อแห่งนี้ตนไม่ได้เปรียบแม้แต่น้อย
เมื่อต้องเผชิญการหาเรื่องและถากถางอย่าง
โจ่งแจ้งของอีกฝั่าย ก็ทำได้เพียงกลืนฟันที่บดจน
ละเอียดลงท้องไปพร้อมโลหิต ไม่กล้าตอบโต้สัก
ประโยค
ทุกคนในที่แห่งนี้เป็นคนฉลาด การโต้ตอบ
เรียบง่ายยกเดียวของพวกนางก็ทำให้เดาได้แล้ว
ว่า ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้นนอกวังแค่สองวัน
มานี้ เกรงว่าโหยวเย่ว์คงเสียเปรียบเจียงเสวี่ย
หนิงมาครั้งใหญ่ จนถึงขั้นแม้ยามนี้จะเคียดแค้น
ชิงชัง แต่กลับคร้ามเกรงจนไม่กล้าส่งเสียงเลย
ด้วยซ้ำไป
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเห็นว่านางรู้จักกลัวแล้วก็
วางใจ
เพียงแต่ขณะกำลังนั่งลงด้วยท่วงท่าเรียบร้อย
สง่างาม นางก็เงยศีรษะทันสบเข้ากับสายตาดุดัน
เย็นยะเยือกแวบหนึ่งของเหยาซีก่อนที่อีกฝั่ายจะ
เก็บกลับไป
เหยาซีถึงกับกระตุกมุมปากส่งยิ้มมาให้นาง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันนึกถึงตอนกลางดึกภายใน
วังหลวงคืนนั้นขึ้นมาได้ จางเจอบอกตนว่าจะ
ถอนหมั้น จากนั้นพอนึกถึงรอยยิ้มในเวลานี้ของ
เหยาซี แผ่นหลังก็เย็นวาบในบัดดล เหยาซีเป็น
คนใจคอคับแคบ ความคิดความอ่านก็ไม่บริสุทธิ์
เที่ยงตรง คงไม่ได้คิดว่าข้าไปแอบฟั้องลับหลังจน
ทำลายงานมงคลของนางหรอกนะ
แต่เหยาซีไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
เจียงเสวี่ยหนิงจึงยิ่งไม่สะดวกจะเอ่ยถาม
รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการประสาน
สายตากันชั่วครู่สั้น ๆ นี้ประหนึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมา
ก่อน มิได้ก่อระลอกคลื่นอันใดทั้งสิ้น
พระสหายร่วมศึกษาทั้งแปดเช่นพวกนาง
ส่วนใหญ่จะมาถึงช่วงเย็น
ตอนออกจากวังครั้งก่อน องค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางเสิ่นจื่ออียังถูกไทเฮาสั่งกักบริเวณอยู่
คราวนี้เมื่อพวกนางกลับมา การกักบริเวณ
ของเสิ่นจื่ออีก็ถูกยกเลิกแล้ว ผนวกกับพวกนาง
ได้อยู่ร่วมศึกษากันมาได้สักระยะ พอจะถือว่า
สนิทสนมคุ้นเคยกับเสิ่นจื่ออี ดังนั้นจึงทำตาม
ข้อเสนอเซียวซู ครั้นถึงยามโพล้เพล้ก็พากัน
คำนวณฤกษ์งามยามดีแล้วไปหานางที่ตำหนักห
มิงเฟิงเพื่อช่วยคลายความเบื่อหน่าย
เสิ่นจื่ออีกำลังเบื่อหน่ายอย่างยิ่งยวดอยู่จริงๆ
เนื่องด้วยไปขอร้องให้จวนหย่งอี้โหว นางจึง
พูดจาไม่ลงรอยกับเสด็จแม่จนทะเลาะกัน เสด็จ
แม่รับสั่งว่าจะกักบริเวณนางเพื่อให้สำนึก แต่นาง
ไม่รู้ว่าตนกระทำผิดอันใด ฉะนั้นแม้วันนี้การกัก
บริเวณจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังแง่งอนไม่ยอม
ไปถวายพระพรที่ตำหนักฉือหนิงอยู่ดี
เหล่าพระสหายร่วมศึกษามาได้จังหวะพอดี
ตำหนักหมิงเฟิงคือตำหนักบรรทมของนาง
ของเล่นให้ความบันเทิงต่าง ๆ ล้วนมีครบครัน
นางจึงลากทุกคนมาเล่นสนุก ประเดี๋ยวก็เล่นหุ่น
เชิดเงา ประเดี๋ยวก็ปาลูกดอกลงกระบอก ทั้งยัง
เล่นซ่อนแอบไปหลายรอบ จวบจนดึกมากแล้ว
และซูหมัวมัวมากล่าวเตือนถึงจะหยุด
บทที่ 78 เผยความในใจ ณ วังหลัง (3)
เมื่อคืนเจียงเสวี่ยหนิงนอนไม่หลับ ช่วง
กลางวันทั้งวันก็ไม่ได้หลับตาแม้แต่น้อย ขณะ
กำลังเล่นสนุกกันจึงใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ระหว่างดูพวกนางเล่นปาลูกดอกลงกระบอก
ศีรษะก็ค่อย ๆ ลดต่ำทีละน้อย เกือบหลับสัปหงก
เสิ่นจื่ออีเห็นเหตุการณ์นี้อยู่ในสายตา
นางไม่สนใจว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไร บอกให้คน
เหล่านั้นแยกย้ายกันไปก่อนแล้วจับมือเจียงเสวี่ย
หนิงเอาไว้ พองแก้มเอ่ยว่า “หนิงหนิง เจ้าง่วงใช่
หรือไม่? เรือนหยางจื่ออยู่ห่างจากตำหนักบรรทม
ของข้าตั้งไกลโข คืนนี้เจ้านอนตำหนักข้าแล้วกัน
นะ”
ให้นอนที่นี่?
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘นอน’ ก็สั่น
สะท้านไปทั้งร่างทันที ไม่ว่าจะง่วงเหงาหาวนอน
สักเพียงใด ก็ตกใจจนตื่นในบัดดล!
นางอ้าปากจะปฏิเสธ
ทว่าสีหน้าโสมนัสซึ่งเสิ่นจื่ออีมีขณะได้เล่น
สนุกกับผู้อื่นอันตรธานไปสิ้น นางหลุบตา แม้จะ
หัวเราะแต่กลับคล้ายแฝงด้วยความหดหู่และ
เศร้าหมอง พูดเสียงเบาว่า “ข้าอยากหาคนมาคุย
ด้วย”
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงพบว่าตนเหมือนจะ
เป็นพวกชอบโดนไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง
นางรู้ว่าเสิ่นจื่ออีถูกกักบริเวณเพราะสาเหตุใด
และรู้ว่าคนผู้นี้สนิทสนมกับเยี่ยนหลินมาตั้งแต่
ครั้งเยาว์วัย คิดดูแล้ว ยามนี้แม้เสิ่นจื่ออีจะมี
สถานะสูงส่งเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ แต่กระนั้นกลับ
ทำได้เพียงมองดูเสด็จพี่ฮ่องเต้ของตนออกคำสั่ง
ให้กองทหารโอบล้อมจวนหย่งอี้โหวโดยที่ไม่อาจ
ทำอะไรได้เลย…
วาจาซึ่งเดิมทีมาถึงริมฝีปากแล้วกลับไม่อาจ
กล่าวออกมาได้
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็เปล่งเสียงคำหนึ่ง
“เพคะ”
ตำหนักบรรทมขององค์หญิงใหญ่ควรหรูหรา
เท่าใดก็หรูหราเท่านั้น ทั้งมีตะขอทองคำเกี่ยวมุ้ง
หอมและมีที่นอนนุ่มสบาย
เสิ่นจื่ออีดึงตัวเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นไปบนเตียง
นางให้เจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนเป็นสวมชุด
บรรทมของตน ไล่นางกำนัลและหมัวมัวที่คอย
ถวายการปรนนิบัติรับใช้ภายในตำหนักออกไป
ก่อนจะเดินเท้าเปล่ากอดหมอนผ้าแพรลายปัก
มาถึงข้างกายเจียงเสวี่ยหนิงเพื่อนอนบนเตียง
ด้วยกัน
ทั่วทั้งวังหลังเงียบสงัด
ตะเกียงในตำหนักดับหมดแล้ว มีเพียงแสง
สว่างเล็กน้อยลอดจากภายนอกเข้ามาผ่าน
กระดาษเกาลี่[1]ซึ่งกรุบานหน้าต่าง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกใจลอยอยู่บ้าง
เสิ่นจื่ออีอยู่ข้างกายนาง กำลังมองยอดมุ้ง
ก่อนกะพริบตาเอ่ยว่า “หนิงหนิง เจ้าว่าเหตุใดสิ่ง
ที่พวกผู้ใหญ่ทั้งหลายคิดจึงไม่เหมือนพวกเรา?
เยี่ยนหลินเป็นคนดีเช่นนั้น จวนโหวเองก็ดี
เช่นนั้น สมัยเด็กข้ายังเคยไปจวนของพวกเขา
ด้วย ต้นอิงเถาต้นนั้นสูงมาก อิงเถาบนกิ่งมีสีแดง
สด ได้ยินว่าสมัยก่อนบิดาของเยี่ยนหลินเป็นผู้
ปลูก ข้าตอนนั้นน่ะตะกละมาก แล้วก็ซุกซนมาก
ด้วย คิดแต่จะปีนขึ้นไปเด็ดอิงเถาบนต้นลงมากิน
อยู่เสมอ เยี่ยนหลินมักจะบอกว่ายังไม่สุก คอย
ห้ามไม่ให้ข้าขึ้นไป มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าหลอกเขาว่า
ท่านลุงเรียกเขาไปฝึกยุทธ์ แล้วตัวเองแอบปีนขึ้น
ต้นไม้ไปเด็ดอิงเถาลงมากิน ผลลัพธ์คือเปรี้ยวจน
เข็ดฟันเลยจริง ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตารินไหลผ่านหางตา
เสิ่นจื่ออีประสานสองมือบนลำตัว อยากจะร่ำ
ไห้เสียเหลือเกิน “ต่อมาเยี่ยนหลินกลับมาหาข้า
แต่หาไม่พบเพราะข้าหลบบนต้นไม้ คิดจะหลอก
ให้เขาตกใจเสียหน่อย กลายเป็นว่าไม่ทันระวังให้
ดีจึงร่วงจากต้นลงมากระแทกพื้น เจ็บจนร้องไห้
จ้า เยี่ยนหลินตกใจจนอึ้งเลย พอได้สติก็ไม่กล้า
แตะต้องข้า หลังจากเรียกคนมาแล้วก็ตีหน้าขรึม
สั่งสอนข้า บอกว่าสมน้ำหน้า ท่านปั้าเห็นเขาดุข้า
แบบนั้นจึงใช้ไม้คัดกฎตระกูล[2]ตีเขาไปยกหนึ่ง
เพื่อให้ข้าหายโมโห ข้าลืมไปแล้วว่าตอนนั้นอายุกี่
ขวบ และลืมไปแล้วว่าหลังจากนั้นเกิดเรื่องอะไร
อีกบ้าง จำได้แค่ว่าต้นไม้นั่นสูงมาก ดวงอาทิตย์ก็
โตมาก รวมทั้งผลอิงเถานั่นอีก ทั้งที่จำได้ว่า
เปรี้ยวมากแท้ ๆ แต่ครั้นย้อนนึกถึงกลับรู้สึก
หวานเหลือเกิน…”
นางพูดไปพูดมาก็หลั่งน้ำตา
หลายวันมานี้ต่อให้อาละวาดก็ไม่ได้ร้องไห้
เลยสักหน แต่อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าหนิงหนิงผิด
แผกจากผู้อื่น ครั้งแรกที่ได้พบกันอีกฝั่ายก็กล่าว
วาจาเข้าถึงจิตใจตนแล้ว จึงรู้สึกว่าสามารถพูด
เช่นนี้กับหนิงหนิงได้
นางย่อมสนิทสนมกับเซียวซู ทว่าความสนิท
สนมนี้มีสิ่งขวางกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง…
กระทั่งว่าบางครั้งนางยังรู้สึกอึดอัดเสียด้วย
ซ้ำ
ทั้งที่นางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีสถานะสูงส่ง
ภายในวังหลวง แต่มุมมองที่ผู้อื่นมีต่อเซียวซูและ
สิ่งที่เสด็จแม่ปฏิบัติต่อเซียวซูเหมือนจะไม่ได้ด้อย
ไปกว่าตนเช่นกัน นอกจากนี้นางยังมักรู้สึกว่าห
นิงหนิงกับอาซูไม่เหมือนกัน
เสิ่นจื่ออีไม่เคยรู้สึกเสียใจเช่นนี้มาก่อน
นางอดกอดเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ ซุกใบหน้า
กับร่างอีกฝั่าย ปล่อยให้น้ำตาไหลพรั่งพรูจนหมด
สิ้น ทว่าก็ไม่กล้าให้เหล่าข้าราชบริพารนอก
ตำหนักได้ยิน ดังนั้นจึงข่มเสียงร่ำไห้เอาไว้
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าซอกคอเปียกชุ่มไปหมด
เพียงได้ยินเสียงอู้อี้ของเสิ่นจื่ออี “ข้ากลัวมาก
กลัวว่าภายหน้าจะไม่ได้เจอเยี่ยนหลิน ไม่ได้เจอ
สหายร่วมศึกษา ไม่ได้เจอทุกคน แม้แต่เจ้าก็จะ
ไม่ได้เจอแล้ว เหลือแต่ข้าเพียงผู้เดียว…”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกจุกแน่นในลำคอ
เสิ่นจื่ออีต้องพยายามฝืนเบิกตาให้กว้างและ
สะกดกลั้นอย่างหนักจึงจะไม่ทำให้อารมณ์ของ
ตัวเองระเบิดออกมาในค่ำคืนภายในวังหลังเช่นนี้
ต่อให้มีสถานะสูงส่งเป็นถึงองค์หญิง แต่ก็มี
ช่วงเวลาที่เสียใจและหวาดกลัวเยี่ยงนี้เช่นกัน…
คนเรามีชีวิตอยู่บนโลก ผู้ใดบ้างที่จะหลุดพ้น
จากห้วงอารมณ์ทั้งหลายได้
เสิ่นจื่ออีร่ำไห้อยู่นาน กระทั่งเหนื่อยอ่อนก็
รู้สึกง่วงงุนทีละน้อย ลงท้ายก็ค่อย ๆ ผล็อยหลับ
ข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง
นางสอดมุมผ้านวมให้เสิ่นจื่ออี แล้วเบี่ยงกาย
จ้องมององค์หญิงซึ่งเดิมทีควรได้รับความรักใคร่
โปรดปรานเป็นล้นพ้น หวนนึกถึงโชคชะตาอันน่า
เศร้าจนถึงขั้นแสนรันทดในชาติก่อนของอีกฝั่าย
ผ่านไปเนิ่นนานนางก็โน้มตัวจุมพิตหน้าผากองค์
หญิงใหญ่เบา ๆ จากนั้นจึงผละออก เดินย่ำเท้า
อันเปลือยเปล่าลงบนพื้นเย็นเฉียบของตำหนัก
บรรทมไปจนถึงบานหน้าต่างแกะสลัก เปิดเบา ๆ
ให้บังเกิดรอยแยก แล้วทอดสายตามองออกไป
โคมวังหลวงแขวนอยู่บนที่สูงดวงแล้วดวงเล่า
กำแพงสีชาดประกอบชายคาโค้งทับซ้อนกัน
เป็นชั้น ๆ
ตำหนักหมิงเฟิงแห่งนี้เมื่อเทียบกับเรือนห
ยางจื่ออันเรียบง่ายแล้ว ช่างให้ความรู้สึกไม่ต่าง
จากตำหนักคุนหนิงเลยแม้แต่น้อย เจียงเสวี่ย
หนิงนอนไม่หลับ และไม่กล้าหลับอีกด้วย
——————–
1. กระดาษเกาลี่ เป็นกระดาษทำมือสมัยโบราณ
ส่งเป็นเครื่องบรรณาการมาจากประเทศ
เกาหลีเหนือ
2. ไม้คัดกฎตระกูล เป็นไม้บรรทัดท่อนหนาที่
ด้านบนสลักกฎความประพฤติเอาไว้ นิยมใช้
ตีสั่งสอนลูกหลานหรือบ่าวรับใช้