คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 79 ชุดชาววัง (1)
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ยามใกล้
รุ่งถึงนึกได้ว่าต้องไปเข้าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉิน
ยามฟั้าสางอีก ฉะนั้นจึงฝืนบังคับให้ตนเองลืม
เลือนความไม่สบายใจที่วังหลวงแห่งนี้มอบให้
แล้วงีบหลับ
แต่ก็งีบไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
เรื่องอย่างการนอนตื่นสาย เจียงเสวี่ยหนิงทำ
ในจวนได้ แต่เสิ่นจื่ออีกลับยากจะทำในวังหลวง
เนื่องด้วยยิ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ กฎเกณฑ์ก็ยิ่ง
เข้มงวดเป็นล้นพ้น เสิ่นจื่ออีใช้ชีวิตในวังมานาน
หลายปี เมื่อถึงเวลาต้องตื่นก็ไม่ต้องให้นางกำนัล
มาปลุก นางลืมตาขึ้นมาเอง ลุกขึ้นแล้วให้นาง
กำนัลปรนนิบัติดูแลการชำระล้างหน้าตา แปรง
ฟัน และสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ เห็นได้ชัดว่าทำจน
ติดเป็นนิสัยมานานแล้ว
อาจเพราะเมื่อคืนได้ร้องไห้ระบายความรู้สึก
ออกไปยกหนึ่ง ครั้นตื่นขึ้นมาในเช้านี้ก็กลับมา
กระปรี้กระเปร่าดังที่เคยเป็น มีเพียงเบ้าตาที่บวม
เล็กน้อย
นางไม่เพียงล้างหน้าล้างตาด้วยตนเอง ยังสั่ง
ให้เหล่านางกำนัลไปปรนนิบัติรับใช้เจียงเสวี่ย
หนิงด้วย
คืนวานซืนเจียงเสวี่ยหนิงนอนหลับไม่สนิท
ส่วนเมื่อคืนก็วุ่นวายจนเหนื่อยล้ากว่าเดิม
เพียงแต่ครั้นเห็นเสิ่นจื่ออีกลับมายิ้มแย้มแจ่มใส
อย่างหาได้ยากยิ่ง ก็รู้สึกไม่ดีที่จะแสดงอาการผิด
สังเกตจนทำลายความเบิกบานของอีกฝั่าย ด้วย
เหตุนี้จึงพยายามฝืนทำเป็นลืมอาการปวดตุบ ๆ
ที่ส่งมาจากบริเวณขมับทั้งสองข้าง ริมฝีปาก
ประดับรอยยิ้ม สนทนากับเสิ่นจื่ออีไปพลาง รับ
การปรนนิบัติจากเหล่านางกำนัลไปพลาง
นางกำนัลที่เรือนหยางจื่อไม่ได้ปรนนิบัติดูแล
การดำเนินชีวิตประจำวันแบบที่นี่
ทว่าชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงคือผู้ที่เคยดำรง
ตำแหน่งเป็นฮองเฮามาแล้ว เมื่อได้รับการ
ปรนนิบัติรับใช้จากนางกำนัลเช่นนี้จึงไม่ได้รู้สึก
อึดอัดไม่สะดวกใจอะไร เพียงแต่ขณะส่ง
ผ้าเช็ดหน้าลายปักให้นางกำนัลด้วยท่าทางเป็น
ธรรมชาติอย่างยิ่งก็เผลอโบกมือให้พวกนางถอย
ตามจิตใต้สำนึก ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งพลัน
ชำแรกขึ้นมาจากฝั่าเท้าจนนางตัวสั่นสะท้าน
เสิ่นจื่ออีไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติ
นางข้าหลวงซึ่งถวายการปรนนิบัติรับใช้
ภายในตำหนักบรรทมมองเจียงเสวี่ยหนิงผาด
หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถามเสิ่นจื่ออีด้วยความลำบากใจ
เล็กน้อย “องค์หญิง เมื่อคืนพระองค์ทรงนึกสนุก
รั้งตัวพระสหายร่วมศึกษาเจียงให้พักค้างคืนใน
ตำหนัก แต่พวกหม่อมฉันยังไม่ได้ไปหยิบชุด
กระโปรงที่พระสหายร่วมศึกษาเจียงสวมใส่เป็น
ประจำที่เรือนหยางจื่อ ไม่ทราบว่าตอนนี้…”
ควรสวมชุดอะไรดี
เสิ่นจื่ออีหันกลับไปมองเช่นกัน เจียงเสวี่ย
หนิงกำลังยืนอยู่ตรงนั้นโดยสวมเพียงเสื้อทับชั้น
กลางสีขาวหิมะ หญิงงามดวงหน้าเปลือยเปล่าไร้
การแต่งแต้ม คงเพราะเพิ่งตื่นจึงดูเกียจคร้าน
บอบบางหน่อย ๆ ราวกับโฉมสะคราญผู้อ่อนแอ
อมโรคซึ่งกำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกลัดกลุ้มใน
ภาพวาดของพวกบัณฑิตยิ่งนัก
ช่างงามเกินไปแล้วจริง ๆ
ดวงตานางลุกวาว พลันกล่าวว่า “หนิงหนิง
รูปร่างของเจ้าใกล้เคียงกับข้า หากสวมชุดของข้า
ต้องเฉิดฉายที่สุดเป็นแน่แท้! หนิงหนิง ข้าจะ
เลือกตัวที่งามที่สุดให้เจ้าเอง!”
เจียงเสวี่ยหนิง “???”
นางกำลังนึกถึงความคุ้นชินขณะใช้ชีวิตใน
สภาพแวดล้อมอันหรูหราเมื่อครั้งพำนักอยู่ใน
ตำหนักคุนหนิงของตนเอง ไม่ได้สนใจเลยว่าพวก
นางกำลังคุยเรื่องอะไรกัน ยังไม่ทันรู้สึกตัวก็ถูก
เสิ่นจื่ออีลากไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแปั้งแล้ว
จากนั้นก็ได้ยินเสิ่นจื่ออีสั่งการสารพัดอย่าง
ประเดี๋ยวก็เรียกให้นางกำนัลมาผัดแปั้งแต่ง
แต้มคิ้ว ประเดี๋ยวก็เรียกให้นางกำนัลผู้นั้นนำชุด
ชาววังตัวใหม่มา ตามด้วยเปิดหีบเครื่องประดับ
ของตัวเอง นำต่างหูทับทิม กำไลข้อมือจิ่งไท่
หลาน[1]และอะไรต่อมิอะไรมาเทียบบนร่างเจียง
เสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
ทันที รู้สึกว่าจู่ ๆ เสิ่นจื่ออีก็เหมือนเด็กสาวตัว
น้อยกำลังเล่นตุ๊กตา ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้
นางสวย ๆ ถึงจะยอมเลิกรา
นางรู้สึกง่วงเล็กน้อย ไม่มีอารมณ์จะขัดขวาง
บัดเดี๋ยวยืนบัดเดี๋ยวนั่ง ปล่อยให้เสิ่นจื่ออีทำ
ตามใจชอบ
เสิ่นจื่ออีเปลี่ยนต่างหูอีกคู่หนึ่งมาเทียบ
บริเวณติ่งหูนางอีกหน รู้สึกว่ามีเพียงลำคองาม
ระหงและผิวพรรณขาวดั่งหิมะของสตรีผู้นี้เท่านั้น
ถึงจะประชันกับต่างหูหลิวหลี[2]สีม่วงอ่อนดุจ
เมฆหมอกคู่นี้ได้ น่าพิศเสียจนทำให้คนไม่อยาก
ละสายตา
เพียงแต่มองไปมองมา ดวงตาซึ่งเปียมไปด้วย
ความกระตือรือร้นก่อนหน้านี้ของเสิ่นจื่ออีก็หลุบ
ลง
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบเห็นเข้าพอดี นางจึง
ถาม “ไม่งามหรือเพคะ?”
เสิ่นจื่ออีลดมือ จ้องตานางไม่ผละจากโดย
แฝงความรู้สึกปวดใจเล็กน้อย “งาม แต่ก็งาม
เกินไปแล้ว ข้าอดคิดไม่ได้ว่า เจ้ามีนิสัยไม่
แก่งแย่งชิงดีเช่นนี้ มิหนำซ้ำยามอยู่ในวังหลวงยัง
ถูกคนวางแผนให้ร้าย หากวันหน้าไม่มีเยี่ยนหลิน
อีกต่อไป ควรให้ผู้ใดมาปกปั้องเจ้าดี”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนวาจา
เสิ่นจื่ออีตรึกตรองอย่างจริงจังพิกล ดวงตา
กลอกไปมาทีหนึ่ง ก่อนจะสว่างวาบ เอ่ยถามนาง
ขึ้นมาว่า “เจ้ารู้สึกว่าเสด็จพี่ของข้าเป็น
อย่างไร?”
เสิ่นเจี้ย?!
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก พลันนึกถึงวง
ล้อแห่งโชคชะตาของตนเมื่อชาติก่อน ตอบโดยไม่
ต้องคิดทันที “ขอบพระทัยพระเมตตาขององค์
หญิงเพคะ หลินจืออ๋องสุภาพสง่างาม เสวี่ยหนิง
ต่ำต้อย ใคร่ขอใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเท่านั้น อย่า
ทรงล้อเล่นเลยเพคะ”
เสิ่นจื่ออีขบคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ “เสด็จพี่ของ
ข้ามีอะไรไม่ดีอย่างนั้นหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ เสด็จพี่ของท่านดีทุก
อย่าง แค่ไม่เหมาะกับข้าเท่านั้นเอง
เสิ่นจื่ออีนึกถึงเรื่องนี้ก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ใน
ตำหนักต่างเป็นคนของนาง ด้วยเหตุนี้จึงไม่กลัว
ว่าจะมีคนอื่นมาได้ยินเข้า นางนั่งยองตรงหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงแล้วกล่าวว่า “จริง ๆ นะ หนิงหนิง
ข้าได้ยินเสด็จแม่ตรัสกับเสด็จพี่ว่า อีกไม่นานจะ
ทรงคัดเลือกพระชายาให้เสด็จพี่ของข้า ภายหน้า
เสด็จพี่มีโอกาสสูงที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น
พระอนุชารัชทายาท อนาคตจะพำนักอยู่ในวัง
หลวง หากเจ้าได้เป็นพระชายาของเสด็จพี่ข้า
เช่นนี้เจ้าก็จะได้อยู่ในวังหลวงเช่นกัน นั่นจะไม่
เท่ากับได้อยู่กับข้าทุกวี่วัน ได้พบหน้ากันบ่อย ๆ
ได้กินได้เล่นได้นอนร่วมกันหรอกหรือ?”
ดวงตาทั้งสองของนางเปล่งประกาย
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่า ชาตินี้เสิ่นจื่ออี
จริงใจกับตนยิ่งนัก เดิมทีนางอยากปฏิเสธ แต่
เมื่อมองสบสายตาเช่นนี้เข้า แม้คำพูดจะมาถึงริม
ฝีปากแล้วก็ไม่กล้าเปล่งออกมา
แต่หากไม่พูดจาให้ชัดเจนแล้วละก็…
เรื่องก่อนหน้านี้ผุดขึ้นในหัวสมองนางอีกครา
ทั้งที่ไม่ได้เสนอชื่อนางขึ้นมาแท้ ๆ กลับจับพลัด
จับผลูได้เข้าวังมาเป็นพระสหายร่วมศึกษา
จากนั้นภาพทุกเหตุการณ์ซึ่งเคยประสบพบเจอ
หลังเข้าวังหลวงรวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดในภาย
ภาคหน้าก็ผุดตามมา
นางกลัวเหลือเกิน และเหนื่อยเหลือเกิน
ในเมื่อเคยใช้ชีวิตอย่างหรูหราและสูงศักดิ์มาใน
ชาติที่แล้ว เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่อยากซ้ำรอยเดิม
อีก
นางพลันหันกลับไปมองเสิ่นจื่ออีด้วยสายตา
จริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หยิบต่างหูหลิวหลี
สีม่วงคู่นั้นมาจากมือองค์หญิงใหญ่ แล้ววางกลับ
ลงไปในหีบเครื่องประดับ “เสวี่ยหนิงเข้าวังมาได้
เป็นกรณีพิเศษเพราะองค์หญิง ความ
สลับซับซ้อนซึ่งเกิดขึ้นระหว่างนั้น คิดว่าทรง
กระจ่างแจ้งยิ่งกว่าหม่อมฉันแน่ เช่นนั้นก็น่าจะ
ทรงทราบดีว่า คนที่จวนตระกูลเจียงส่งชื่อขึ้นมา
ในคราแรกหาใช่หม่อมฉันไม่ การได้รับความ
โปรดปรานจากองค์หญิงจนได้รับพระบัญชาให้
เข้าวัง และยังได้รับการดูแลเอาใจใส่จากองค์
หญิงอยู่หลายครา ทำให้เสวี่ยหนิงรู้สึกปีติยิ่งที่ได้
รู้จักกับพระองค์ ทว่าชีวิตภายในวังหลวงกลับ
มิใช่สิ่งที่เสวี่ยหนิงชอบ เสวี่ยหนิงมีชาติกำเนิดต่ำ
ต้อย ไร้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพียงต้องการหวนคืน
สู่ชนบทที่เคยอยู่ครั้งวัยเยาว์เพื่อปลดปล่อยจิตใจ
เพคะ…”
เสิ่นจื่ออีนิ่งอึ้ง
นางคิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะกล่าวเช่นนี้
ออกมา
ต่างหูหลิวหลีสีม่วงคู่นั้นในมือหายไปแล้ว สิ่ง
ที่มาแทนที่คือฝั่ามือซึ่งกอปรด้วยความอบอุ่น
นิดๆ ของเจียงเสวี่ยหนิง
ทว่าเสิ่นจื่ออีกลับมีโทสะขุมหนึ่งผุดขึ้นภายใน
จิตใจ
เสิ่นจื่ออีใคร่เอ่ยว่า ‘ข้าดีต่อเจ้าเช่นนี้ ไฉนเจ้า
จึงกล้าคิดจะจากไป’ แต่ครั้นสบกับแววตาอัน
อบอุ่นจริงใจของเจียงเสวี่ยหนิง เพลิงโทสะซึ่งเพิ่ง
จะบังเกิดก็ค่อย ๆ ถูกสายน้ำหลั่งชโลมกระทั่งดับ
มอด แปรเปลี่ยนเป็นความอ้างว้างและความน่า
สงสารอยู่หลายส่วน
นางถามว่า “เจ้าไม่ชอบอยู่ในวังหลวง?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “การใช้ชีวิตในสถานที่
แห่งนี้ทำให้คนไม่มีความสุขเพคะ”
เสิ่นจื่ออีกลั้นลมหายใจ “เช่นนั้นเจ้าบอกมา
ว่าผู้ใดทำให้เจ้าไม่มีความสุข ข้าจะเล่นงานพวก
นั้นให้ไม่มีความสุข จะได้ทำให้เจ้ามีความสุขสุด
ๆ !”
นิสัยเหมือนเด็กน้อยเสียจริง
สองตาของเสิ่นจื่ออีเบิกกว้าง คิ้วเรียวเล็กเลิก
ขึ้น แม้จะมีรอยแผลเป็นบริเวณหางตา แต่ถึง
กระนั้นกลับไม่อาจทำลายความสูงศักดิ์เยี่ยงองค์
หญิง พวงแก้มทั้งสองข้างพองขึ้นมา ริมฝีปาก
เม้มเหยียดเป็นเส้นตรง เห็นชัดว่าไม่ยอมเลิกรา
แต่โดยดี
เจียงเสวี่ยหนิงจนใจยิ่งนัก
ตอนนี้เกรงว่าหากสนทนาเรื่องนี้กันต่อจะ
กลายเป็นกระตุ้นอารมณ์ของเสิ่นจื่ออีเสียเปล่า ๆ
สุดท้ายคงพัวพันไม่ยอมเลิกรา และลอบทำให้ตน
ได้แต่งงานกับเสิ่นเจี้ยจนได้ ถึงครานั้นคงไร้
โอกาสจะอธิบายเหตุผลอะไรต่อแล้ว เจียงเสวี่ย
หนิงถอนหายใจ คิดจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ดู
ว่าวันนี้จะสวมอะไรดีกว่าเพคะ ต่างหูก็งามมาก
เช่นกัน…”
——————–
1. กำไลจิ่งไท่หลาน เป็นกำไลที่ใช้ลวดทอง
หรือเงินมาดัดเป็นรูปร่างลวดลาย ก่อนจะ
นำไปลงยาให้มีสีสันสวยงาม
2. หลิวหลี เป็นแก้วคริสตัลที่มนุษย์สร้างขึ้น มี
หลากสีสัน หลอมที่อุณหภูมิกว่าหนึ่งพัน
องศาเซลเซียส ถือเป็นหนึ่งในห้าของล้ำค่า
ของชาวจีนโบราณ
บทที่ 79 ชุดชาววัง (2)
ทว่าเสิ่นจื่ออีหาใช่คนที่ถูกหลอกได้ง่าย
เช่นนั้นไม่
นางชอบเพื่อนเล่นเช่นเจียงเสวี่ยหนิง
ด้านหนึ่งก็แต่งตัวประทินโฉมกับอีกฝั่ายไป
พลาง อีกด้านกลับพยายามเค้นสมอง ขบคิดหา
หนทางเพื่อหลอกถามเจียงเสวี่ยหนิงสุด
ความสามารถ “นางกำนัลในเรือนหยางจื่อปฏิบัติ
ต่อเจ้าไม่ดี? เจ้าพวกสุนัขจากสำนักพระราชวัง
เล่นตุกติกกับข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องแจกจ่ายให้
เจ้า? ผู้ที่ชื่อโหยวเย่ว์คนนั้นมารังแกเจ้าอีกแล้ว?
เจ้าว่ามาสิ ใครที่ทำให้เจ้าไม่มีความสุขกันแน่?
หนิงหนิง…”
ท่าทีเช่นนี้ ถ้าหากตอบมาคนหนึ่ง อีกฝั่ายมี
หวังไปกำจัดคนหนึ่ง!
ศีรษะของเจียงเสวี่ยหนิงผุดเหงื่อเย็น
แต่คำถามของเสิ่นจื่ออีโถมมาระลอกแล้ว
ระลอกเล่า การคาดเดาแปลกประหลาดพิสดาร
มากขึ้นเรื่อย ๆ
ครั้นอ้าปากก็พูดจาไม่รู้จักจบสิ้น อย่างกับ
นกขุนทองที่พูดจาเจื้อยแจ้วเสียงดัง
เจียงเสวี่ยหนิงแหงนศีรษะมองท้องฟั้า นาง
ถอนหายใจยาว
เป็นครั้งแรกที่นึกอยากตบปากตนเองฉาด
ใหญ่ถึงเพียงนี้ หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก
นางคงบอกเสิ่นจื่ออีไปเลยว่า ‘หม่อมฉันยินดีเป็น
พระสหายร่วมศึกษาของพระองค์มากกว่า แต่
มิใช่พี่สะใภ้ของพระองค์เพคะ’ เกรงว่าเสิ่นจื่ออี
คงล้มเลิกความคิดจะให้นางแต่งงานกับเสิ่นเจี้ย
ทันทีเชียวละ ไหนเลยตนจะต้องมาถูกซักไซ้ไล่
เลียงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างปัจจุบัน
ทำดีไม่ได้ดีเลยจริง ๆ !
ในที่สุดหลังจากเสิ่นจื่ออีพูดการคาดเดาอัน
แสนจะพิสดารข้อที่ยี่สิบสามจบ เจียงเสวี่ยหนิงก็
ไม่อาจต้านทานการทดสอบอันแสนเย้ายวนได้
ลองเอ่ยปากเลียบเคียงว่า “ในเมื่อพระองค์ใส่
พระทัยว่าหม่อมฉันจะมีความสุขหรือไม่ถึงเพียงนี้
เช่นนั้นหม่อมฉัน…ก็จะขอกราบทูล ที่จริงแล้ว
การออกจากวังมีความสุขมากกว่าเพคะ…”
เสิ่นจื่ออีเผยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้นาง
“หนิงหนิง เจ้าฝันไปเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เสิ่นจื่ออีสวมต่างหูหลิวหลีสีม่วงคู่นั้นให้นาง
เกลี้ยกล่อมอย่างร่าเริงสดใสยิ่งนัก “เปลี่ยนเป็น
ข้อแม้อื่นเถอะ หากเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น เปินกงจู่
จะทำให้เจ้าได้แน่!”
เจียงเสวี่ยหนิงลอบหลั่งน้ำตาในใจ ครุ่นคิด
อยู่ครึ่งค่อนวัน สมองพลันผุดความคิดอันอุกอาจ
ขวัญกล้าขึ้นมาอย่างหนึ่ง “เช่นนั้นสิ่งที่ทำให้
หม่อมฉันไม่มีความสุขมากที่สุดก็คือการเรียนพิณ
เพคะ ทั้งยังเข้มงวดเรื่องมาตรฐานยิ่งนัก…”
เสิ่นจื่ออี “…”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ “พระองค์
ตรัสว่าจะทำให้หม่อมฉันได้แน่นี่เพคะ”
เสิ่นจื่ออี “…”
คราวนี้ถึงตาเสิ่นจื่ออีที่ลอบหลั่งน้ำตาในใจ
บ้าง ขุนนางทั้งฝั่ายบุ๋นและบู๊ทั่วราชสำนักทราบ
ระดับความรู้ความสามารถของเซี่ยเซียนเซิงดี พึง
รู้ว่าเรื่องที่นางใคร่จะศึกษาเล่าเรียนอยู่ในวัง
หลวงนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั้งราช
สำนักแล้ว หากไม่ได้รับการอนุญาตจากเซี่ยเซียน
เซิง เกรงว่าเรื่องนี้คงไม่สำเร็จเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ด้วยบุคลิกท่าทางขณะกำลังสอนใน
ยามปกติของเซี่ยเซียนเซิง ต่อให้มอบความกล้า
ให้นางอีกหนึ่งร้อยเท่า นางก็ไม่กล้าไปทำตัวโอหัง
ต่อหน้าเขาโดยการสั่งห้ามไม่ให้พาตัวเจียงเสวี่ย
หนิงไปเรียนพิณหรอกนะ!
อะไรก็สูญเสียได้ แต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
จะเสียหน้าไม่ได้!
เสิ่นจื่ออีฝืนข่มอาการร้อนตัว กล่าววาจา
เปียมเหตุผลว่า “เซี่ยเซียนเซิงยอมสอนเจ้าอย่าง
ตั้งใจ ทั้งที่งานราชกิจยุ่งวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น ทว่า
ทุกวันยังต้องเจียดเวลากว่าครึ่งชั่วยามมาสอน
พิณเจ้าอีก นี่เป็นเรื่องที่ผู้อื่นต่างอิจฉาตาร้อน
เหตุใดเจ้าถึงรังเกียจความเข้มงวดกวดขันของเซี่ย
เซียนเซิงเล่า? มันจะเกินไปแล้วนะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดจะเอ่ยปาก “แต่…”
เสิ่นจื่ออีชิงบอกก่อนว่า “หากเจ้าพูดมากอีก
ประโยคเดียว ข้าจะบอกเซี่ยเซียนเซิงเรื่องที่เจ้า
เกลียดการเรียนพิณ!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เมื่อก่อนข้าไม่เห็นรู้เลยว่าท่านจะเอาการขี้
ฟั้องมาใช้ข่มขู่คนกับเขาด้วย?!
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
เสิ่นจื่ออีกระแอมทีหนึ่ง กล่าวอย่างไม่สะทก
สะท้าน “ไอ๊หยา เปินกงจู่ก็ใช่จะทำได้ทุกอย่าง
เหมือนกันนี่นา นอกจากสองเรื่องนี้ยังมีผู้ใดทำให้
เจ้าไม่มีความสุขอีก เจ้าว่ามาเลย ข้าต้องทวง
ความยุติธรรมให้เจ้าแน่!”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน แล้วจึงกลั้น
หายใจตอบไปประโยคหนึ่ง “ไม่มีแล้วเพคะ”
เพียงแต่รอจนแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ยาม
รับประทานอาหารเช้าร่วมกับเสิ่นจื่ออี เจียงเสวี่ย
หนิงมองซูปิง[1]ยัดไส้ดอกกุหลาบจนเป็นรูปครึ่ง
ดอกกล้วยไม้ในชาม คีบขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ ก่อน
จะหลุบตาอย่างแช่มช้า
เสิ่นจื่ออีถาม “มีอะไรหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงดวงตาวาววามเล็กน้อย มองซู
ปิงขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มชิ้นนั้น เพียงเอ่ยว่า “ไม่มี
อะไรเพคะ เพียงแต่จู่ ๆ ก็นึกถึงพี่สาวที่จวน
ขึ้นมาว่านางเองก็ทำขนมชนิดนี้ได้ จึงคิดถึงอยู่
บ้างเพคะ…”
นางพูดจบก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง กิน
ขนมต่อไป
เสิ่นจื่ออีหลุบตาครุ่นคิดครู่หนึ่ง จดจำคำพูด
ประโยคนี้ใส่ใจอย่างจริงจัง
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ทั้งสองก็
ไปเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉิน
เมื่อพวกนางไปถึง ผู้อื่นต่างมากันก่อนแล้ว
ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่ ครั้นได้ยินว่าองค์
หญิงใหญ่เล่อหยางเสด็จมาจึงหันศีรษะไปมอง
ผู้ใดจะคาดคิดว่าการมองครั้งนี้กลับไม่อาจ
ถอนสายตา…
เพียงแต่สายตานี้หาได้อยู่บนร่างองค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางไม่ กลับไปอยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
แทน!
เข้าวังหลวงมานาน สิ่งที่พระสหายร่วมศึกษา
สวมใส่ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ตนนำมา
ทั้งสิ้น
การแต่งกายที่ผ่านมาของเจียงเสวี่ยหนิง
ค่อนข้างเรียบง่ายสง่างาม แฝงความเอาแต่ใจ
เล็กน้อยด้วยถือว่าตนมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว จึง
คร้านจะแต่งตัว แต่วันนี้นางมาจากตำหนักหมิง
เฟิง สิ่งที่สวมใส่คือชุดชาววังตัวเก่าของเสิ่นจื่ออีที่
เหล่านางกำนัลใช้เวลาเลือกเฟั้นอยู่นาน
บนเนื้อผ้าสีขาวสะอาดประดับด้ายทองเส้น
เล็กละเอียดแน่นขนัดเป็นชั้น ๆ
ตรงชายกระโปรงปักลายมวลหมู่นกกระเรียน
คาบเมฆาสีน้ำเงินเข้มทยอยโผผิน บนแขนเสื้อ
หลวมกว้างทั้งสองข้างมีลายธาราไหลซ้อนทับ
ลดหลั่นกัน นอกจากนี้ยังห้อยประดับห่วงหยกสี
ขาวอันวิจิตรประณีตที่เอวชิ้นหนึ่ง มีเพียงถุง
เครื่องหอมสีขาวปักลายดอกโบตั๋นเท่านั้นที่เป็น
ของนาง
ส่วนใบหน้าก็ยิ่งงามเพริศพรายเข้าไปใหญ่
นางมีผิวพรรณขาวละเอียด เมื่อเขียนคิ้ว แต่ง
แต้มดวงตา และเติมชาดบนริมฝีปาก ก็ทำให้ยาม
ชม้ายชายตากอปรไปด้วยชีวิตชีวา ยามขมวดคิ้ว
หรือแย้มยิ้มล้วนน่าลุ่มหลง
ทว่าสิ่งที่ทำให้คนหลากใจยิ่งกว่าคือ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงปราศจากความไม่เหมาะสม
และความกระสับกระส่ายไม่สบายตัวเช่นดรุณี
น้อยที่แอบขโมยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรามาสวมใส่
ครั้นนางสวมชุดชาววังตัวนี้ ความเหลาะแหละทำ
ตัวไม่ยี่หระซึ่งมีอยู่แต่เดิมคล้ายพลอยเก็บงำ
กลับไปสองส่วน นางจับมือนางกำนัลเยื้องย่างมา
ใกล้ทีละก้าว ความสูงศักดิ์เย็นชาเช่นผู้ที่อาศัยใน
พระราชวังแห่งนี้แผ่ซ่าน
เซียวซูมองอยู่เนิ่นนาน ไม่อาจได้สติกลับคืน
มา
ส่วนองค์หญิงใหญ่เล่อหยางอวดทุกคนด้วย
ความยินดีว่านี่คือผลลัพธ์ที่นางแต่งกายให้ตลอด
เช้า
ครั้นทุกคนเห็นกิริยาท่าทีและรูปโฉมหลังผ่าน
การแต่งแต้มอย่างงดงามพิถีพิถันของเจียงเสวี่ย
หนิงแล้ว นอกจากตื่นตะลึงก็อิจฉาอยู่บ้าง แต่ถึง
กระนั้นเปลือกนอกกลับจำต้องชื่นชมสรรเสริญ
บังเกิดเป็นความรู้สึกอันแสนจะสลับซับซ้อน
ก่อนออกมาจากตำหนักหมิงเฟิง เจียงเสวี่ย
หนิงส่องกระจกมาแล้ว นางรู้สึกว่าเมื่อสวมชุด
ชาววังอันงดงามหรูหรานี้บนร่าง ที่ควรน่าดูชมก็
ย่อมน่าดูชม แต่เมื่อมองทะลุผ่านกระจกไป สิ่งที่
มองเห็นหาใช่ตนเองไม่ กลับเป็นฮองเฮาในชาติ
ก่อนผู้ไม่อาจรุกถอยตามใจชอบ ลุ่มหลงกับความ
วิจิตรตระการตา ประหนึ่งตกอยู่ในฝันร้าย
นางอยากเปลี่ยนชุด
แต่ด้วยใกล้จะถึงเวลาเรียน ไม่อาจเปลี่ยนได้
ทันแล้ว ฉะนั้นจึงทำได้เพียงสวมชุดนี้มา
ตำหนักเฟิงเฉิน
นางนอนไม่หลับทั้งคืน ความคิดก็ฟุั้งซ่าน ทำ
ให้เรียนวิชาแรกด้วยความใจลอย จวบจนจบคาบ
และเห็นว่าทุกคนตั้งพิณบนโต๊ะ นางถึงนึกได้ว่า
คาบต่อไปเซี่ยเวยจะสอนพิณ
นางนวดหัวคิ้ว คราวนี้สติถึงคืนกลับ
เจียวอันคันนั้นยังอยู่ตำหนักข้าง เจียงเสวี่ย
หนิงจึงออกจากตำหนักแล้วมุ่งไปยังตำหนักข้าง
คิดไม่ถึงว่าวันนี้เซี่ยเวยจะอยู่ที่ตำหนักข้าง
ก่อนนานแล้ว
ขันทีน้อยซึ่งประจำตรงประตูตำหนักมองนาง
ด้วยความแปลกใจเล็กน้อยผาดหนึ่ง หลังจาก
รายงานผ่านประตูแล้วก็เปิดให้นางเข้าไป
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าประตูมา
เช้านี้เซี่ยเวยไม่มีการบรรยายประจำวัน และ
ไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งกับตาแก่พวกนั้นที่
สำนักมหาบัณฑิต เขาจึงมาจัดการเอกสาร
ทางการตรงตำหนักข้าง ขณะนี้กำลังลุกขึ้นเพื่อ
ปลด ‘เอ๋อเหมย’ ของตนลงมาจากผนัง ครั้นหัน
ศีรษะกลับมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็จังงัง
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงการคารวะแก่เขา
“คารวะเซี่ยเซียนเซิง”
ทว่าสายตาของเซี่ยเวยกลับรั้งอยู่บนร่างนาง
เนิ่นนาน เขาสำรวจเสื้อผ้าอาภรณ์และการ
แต่งหน้าของนาง ก่อนจะค่อย ๆ ย่นหัวคิ้วและ
เอ่ยขึ้นมาว่า “ไม่สวย”
กล่าวจบก็อุ้มตะแคงเอ๋อเหมย เดินออกนอก
ประตูตำหนักไป
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ที่เดิม รู้สึกหงุดหงิด
รำคาญใจ
คนผู้นี้เป็นอะไรไปเนี่ย?
แม้นางจะไม่ชอบชุดนี้มากเช่นกัน แต่ครั้น
เซี่ยเวยเอ่ยเรื่องนี้ออกมาจากปาก เหตุใดถึงไม่น่า
ฟังแบบนี้นะ? สตรีจะแต่งหน้าและมีเสื้อผ้า
อาภรณ์เช่นไร บุรุษหน้าเหม็นดูตื้นลึกหนาบาง
อะไรไม่ออก แล้วยังจะมีหน้ามาค่อนขอดอีกหรือ
ยิ่งไปกว่านั้นนางจะ ไม่! สวย! ได้! อย่าง! ไร!
เรื่องที่ยามปกติคนแซ่เซี่ยเอาแต่ศึกษาพระ
คัมภีร์ตำราเต๋าและชาติก่อนไม่แตะต้องสตรีนั้น
เกรงว่าคงเป็นเพราะไม่เป็นที่ชมชอบของสตรีเสีย
เองมากกว่ากระมัง! สมแล้วที่ไม่มีภรรยา!
——————–
1. ซูปิง เป็นขนมพื้นเมือง ลักษณะคล้ายขนม
เปียะ เนื้อแปั้งบางมีสีเหลืองทองกับขาวทับ
กันเป็นชั้น ๆ ให้สัมผัสกรอบนุ่ม