คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 80 หลับ
การเรียนพิณในช่วงนี้ โดยพื้นฐานแล้วจะ
เรียนวิธีใช้นิ้วมือข้างขวา ทุกครั้งหลังจากเรียน
วิธีการใช้นิ้วหนึ่งวิธีก็จะถูกสอนให้ฝึกฝนกับบท
เพลงพิณที่เกี่ยวข้อง เซี่ยเวยเข้มงวดกวดขันมาก
ไม่มีผู้ใดกล้าทำอย่างขอไปที
แม้แต่เสิ่นจื่ออียังทำตัวว่านอนสอนง่ายใน
ห้องเรียน
ยกเว้นเพียงเจียงเสวี่ยหนิง คาบเรียนวันนี้
ดวงตาทั้งสองข้างของนางเบิกกว้าง ถึงอย่างไร
นางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องพิณอยู่แล้ว
ฉะนั้นจึงนั่งอยู่ตรงมุมหลังสุดของแถวสาม ใช้
สายตาเย็นชามองเซี่ยเวยประหนึ่งใคร่จะจ้องให้
ทะลุร่าง
เซี่ยเวยไม่เข้าใจเลยว่านางคิดจะทำสิ่งใด
ยังดีที่สองคืนมานี้เจียงเสวี่ยหนิงนอนหลับ
พักผ่อนไม่ค่อยสนิท ดวงตาอ่อนล้าเล็กน้อย
หลังจากถลึงตามองเขาอยู่หนึ่งเค่อความง่วงก็เริ่ม
ก่อตัว ไม่นานก็ทนต่อไปไม่ไหวหาวออกมา ลำพัง
แค่อดทนไม่หลับตาลงไปนอนฟุบโต๊ะยังต้องใช้
ความอุตสาหะถึงขีดสุด ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะ
ถลึงตาใส่เขาอีก
ผ่านไปอีกวิชาด้วยความง่วงงุนอีกครา
หลังเลิกเรียน ทุกคนต่างรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิง
จะถูกเซี่ยเซียนเซิงลากตัวไปเสมอ ไม่มีผู้ใดอยาก
รั้งอยู่กับเขาที่นี่นานนัก พากันสลายตัวไปหมด
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจหลุดพ้น
เซี่ยเวยอุ้มพิณเดินลงมาจากแท่นด้านบน
ถามขึ้นมาว่า “เจ้าถลึงตาใส่ข้าทำไม?”
ยากเย็นนักกว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะทนจนเลิก
เรียนได้ ขณะกำลังจะหาวก็ได้ยินคำพูดประโยคนี้
นางจำต้องฝืนระงับไว้พลางแก้ตัว “จะเป็นไปได้
อย่างไรล่ะเจ้าคะ? ท่านต้องตาฝาดแน่นอน ศิษย์
จะไปกล้าทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?”
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “ไม่เพียงกล้าทำ ซ้ำยัง
กล้าโกหกอีกด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงแสร้งหัวเราะ “เช่นนั้นคงเป็น
เพราะศิษย์ตั้งใจฟังท่านบรรยายจนตกในภวังค์
บังเกิดความรู้สึกเทิดทูนครูบาอาจารย์ต่อท่าน
มองจนเหม่อลอยไปกระมังเจ้าคะ”
เซี่ยเวยไม่คล้อยตาม “อย่างนั้นหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขามีท่าทีเฉยชาก็ขัดเคือง
พลันนึกถึงสีหน้ายามที่คนผู้นี้ย่นหัวคิ้วแล้วพูดว่า
นาง ‘ไม่สวย’ เมื่อสักครู่ ดังนั้นจึงลอบบังเกิด
ความคิดเอาคืน ยิ้มหวานหยาดเยิ้มเป็นพิเศษ
“อาจเป็นเพราะวันนี้เซี่ยเซียนเซิงบรรยายได้จืด
ชืดไร้ซึ่งอรรถรส ย่ำแย่ยิ่งนักก็เป็นได้ ครั้นศิษย์
ฟังแล้วจึงรู้สึกงงงวย ทำได้เพียงมองท่านโดยไม่
รู้ตัวเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวย “…”
จืดชืดไร้ซึ่งอรรถรส ฟังแล้วงงงวย!
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้เขายังคงมีท่าทาง
สบาย ๆ ครานี้พอได้ฟังคำพูดสองประโยคนั้น
ของเจียงเสวี่ยหนิงก็หน้าตาถมึงทึงทันที กระทั่ง
แววตาก็เย็นยะเยือกกว่าเดิมหลายส่วน
ไม่เคยมีผู้ใดวิจารณ์เขาเช่นนี้มาก่อน…
นับตั้งแต่กลับมาเมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อนและ
เริ่มรับหน้าที่เป็นผู้ถวายการบรรยายประจำวันที่
หอเหวินยวน ไม่ว่าจะเป็นเซียนเซิงหรือศิษย์
เพื่อนร่วมงานหรือฮ่องเต้ต่างก็ชื่นชมเขาเป็นหนัก
หนา ทว่าเด็กหัวรั้นที่พูดจาเหลวไหลเพ้อเจ้อหน้า
ตาเฉยเช่นเจียงเสวี่ยหนิง เขากลับเพิ่งเคยพบเห็น
เป็นคนแรก
หัวใจกระตุกวูบคราหนึ่ง ริมฝีปากบางของ
เซี่ยเวยเม้มจนกลายเป็นเส้นตรง มีทีท่าจะสำแดง
โทสะ
แต่ครั้นสายตาตกบนร่างเจียงเสวี่ยหนิงก็ต้อง
สะกดกลั้นอีกครา
เขากล่าวอย่างสงบเยือกเย็น ไม่สะทกสะท้าน
“ตนเองใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนเกือบหลับ
พอฟังไม่เข้าใจกลับมาตำหนิว่าอาจารย์สั่งสอนไม่
เป็น นับว่ามีความสามารถอยู่เหมือนกัน”
รอยยิ้มเจียงเสวี่ยหนิงไม่เปลี่ยนแปร “ท่าน
กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”
ช่างให้ความรู้สึกว่านางหน้าทนไร้ยางอายเสีย
จริง เขาว่าเช่นไร นางก็ว่าเช่นนั้น
เซี่ยเวยเดินออกไปนอกตำหนัก คร้านจะถือ
สาหาความแล้ว
คิดไม่ถึงว่าเขาเพิ่งหมุนกายไป เจียงเสวี่ยหนิง
ก็ขบกรามเบา ๆ งึมงำอยู่ทางด้านหลัง “ตัวเอง
เป็นคนหยาบกระด้างหาภรรยาไม่ได้สักคน ไร้คน
ชื่นชอบ ยังมีหน้ามาบอกว่าข้าไม่สวยอีก! เก่ง
เหลือเกินนะท่านน่ะ!”
“เจ้าพูดอะไรนะ?”
เซี่ยเวยฝีเท้าหยุดชะงัก หันขวับกลับมามอง
นางทันที
เจียงเสวี่ยหนิงหลังคอเย็นวาบ รีบอุ้มพิณ
ตามมาราวกับผู้ที่ส่งเสียงพึมพำเบา ๆ เมื่อสักครู่
มิใช่นาง เดินมาข้างกายเซี่ยเวยด้วยอาการ
ประจบ-ประแจงผิดปกติ “ศิษย์พูดว่าตัวเองเป็น
คนหยาบกระด้าง ไม่รู้จักชื่นชมสิ่งใดทั้งสิ้น ยังดี
ที่เซี่ยเซียนเซิงมีจิตเมตตา ยอมชี้แนะข้ามากขึ้น
พวกเราไปเรียนพิณกันเถอะเจ้าค่ะ”
“…”
นางคิดว่าเขาหูตึงจริง ๆ หรือไร
เซี่ยเวยจ้องนางอยู่นาน รู้สึกว่าลูกศิษย์ผู้นี้
เป็นพวกไม่กลัวฟั้ากลัวดิน ตรงกับสำนวนที่ว่า
‘สามวันไม่ถูกตี เด็กจะปีนหลังคาเลาะกระเบื้อง’
อยู่บ้าง นอกจากนี้ยังนึกถึงข่าวลือเรื่องบรรดา
ความโอหังอวดดีสารพัดอย่างของนางที่
แพร่กระจายไปตามท้องถนนช่วงหลายปีนี้ขึ้นมา
ได้ รู้สึกว่าตนควรควบคุมนางเสียบ้าง นางจะได้
ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนใจดี แล้วนับวันยิ่งได้คืบจะ
เอาศอก
แต่ครั้นจะแสดงอาการโมโหใส่ก็สบกับ
นัยน์ตาแวววาวกระจ่างใสคู่นั้นอีกครั้ง
ท่าทางเช่นนี้ดูว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก
คำพูดสั่งสอนของเซี่ยเวยมาถึงริมฝีปากแล้ว
แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ จำต้องกลืนกลับลงไป
หมด เพียงสะบัดชายแขนเสื้อหลวมกว้างทีหนึ่ง
“รู้ว่าผู้ใดเป็นอาจารย์ผู้ใดเป็นศิษย์ก็ยังดี ไปกัน
เถอะ”
เขาหมุนกายจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงแลบลิ้นใส่แผ่นหลังเขา ก่อน
จะเดินตามไป
ทั้งคู่มาถึงตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินอีก
ครา
เซี่ยเวยวางเอ๋อเหมยลงบนโต๊ะพิณอีกตัวหนึ่ง
“สิ่งที่สอนหลายวันมานี้คือวิธีการใช้นิ้วมือข้าง
ขวาทั้งหมด วันนี้พอสอนเสร็จแล้ว ว่ากันตาม
เหตุผลก็ควรเข้าใจวิธีการใช้นิ้วมือขวาไปบ้างและ
สามารถบรรเลงบทเพลงของพิณที่เกี่ยวข้องได้
ด้วย ยามข้าบรรเลงพิณอยู่ในตำหนักเจ้านั่งไกล
เหลือเกิน เกรงว่าคงมองไม่ค่อยเห็นว่าวิธีใช้นิ้ว
มือเป็นเช่นไร ดังนั้นข้าจะดีดอีกครั้ง เจ้าต้องมอง
รายละเอียดการใช้นิ้วอย่างถ้วนถี่ เมื่อข้าดีดเสร็จ
แล้วจะปล่อยให้เจ้าฝึกฝน ดีดให้ข้าฟังสักรอบ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันหัวสมองพองโตเป็นสอง
เท่า
เซี่ยเวยถามนางต่อ “ฟังเข้าใจแล้วหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะพิณของตนเอง
ผงกศีรษะด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง “ฟังเข้าใจ
แล้วเจ้าค่ะ”
สำหรับเซี่ยเวย วิถีแห่งการบรรเลงพิณถือ
เป็นเรื่องง่ายดาย
เขาบรรเลงบทเพลง ‘เมฆรุ้งกวดจันทร์’ ที่
เคยแสดงให้ทุกคนได้ดูในตำหนักเฟิงเฉินวันนี้
เสียงพิณดังเป็นระลอก ลื่นไหลดั่งสายธาร
บทเพลงพิณซึ่งเหมาะแก่การฝึกฝนการใช้นิ้ว
มือเช่นนี้ จังหวะจะเรียบง่ายทว่ารวดเร็ว
กระฉับกระเฉง ดุจหยดน้ำกระเด้งกระดอนบนผิว
ธารน้ำแร่อันใสเย็น ดั่งใบไผ่ที่ไหลล่องมาตามสาย
ธารา ไม่สลับซับซ้อน เมื่อบรรเลงโดยเซี่ยเวยก็ทำ
ให้บังเกิดความรู้สึกราวกับได้หวนคืนสู่ธรรมชาติ
อยู่หลายส่วน
ยามเขาบรรเลงพิณจะจิตใจแน่วแน่ไม่
วอกแวก
เมื่อเสียงพิณสิ้นสุดถึงลดมือทั้งสองข้างอย่าง
แช่มช้า กดสายพิณซึ่งยังคงมีเสียงก้องกังวาน
เอื่อยเฉื่อย จากนั้นจึงเงยศีรษะขึ้นมาเอ่ยว่า “เจ้า
ดูชัด…”
‘แล้วหรือไม่’ ติดอยู่ตรงลำคอ ชะงักงันไป
ทันที
เซี่ยเวยพลันมีสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด…
ตรงโต๊ะพิณด้านข้างตัวนั้น เจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
ตอนเพิ่งเข้ามายังนั่งด้วยท่วงท่าอันสง่างาม ก่อน
หน้านี้ไม่นานยังเบิกตากว้างรับคำว่า ‘ฟังเข้าใจ
แล้วเจ้าค่ะ’ ไม่รู้ว่าหลับฟุบไปตั้งแต่เมื่อใด
โต๊ะพิณก็มีขนาดเพียงเท่านี้
เมื่อนางฟุบใบหน้าลงไป เจียวอันซึ่งวางอยู่
บนโต๊ะจึงถูกเบียดออกไปด้านข้าง นางยกแขน
สองข้างขึ้นมาหนุนใต้ศีรษะ ดวงตาหลับสนิทตั้ง
นานแล้ว แม้แต่ลมหายใจก็เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ถึงกับหลับไปทั้งอย่างนี้เลยหรือ!
นิ้วมือซึ่งยังคงกดอยู่บนสายพิณของเซี่ยเวย
พลันหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย เขากลัวจะเผลอเกี่ยว
สายจนขาด จึงยกมือขึ้นมาช้า ๆ
ทว่าใบหน้าก็ค่อย ๆ ไร้ความรู้สึกเช่นกัน
ภายในตำหนักข้างปราศจากไม้บรรทัดลง
ทัณฑ์ ทว่าบนโต๊ะยังมีตำราดนตรีที่ใช้สอนวันนี้
วางอยู่ เขาหยิบตำราเล่มนั้นมาแล้วยืนขึ้น จับ
ตำรามาม้วนในมือมุ่งไปหาเจียงเสวี่ยหนิง คิดจะ
ปลุกนาง
เพียงแต่ขณะที่เขาเดินไปหยุดยืนข้างกายนาง
เงื้อตำราซึ่งถูกม้วนจนเป็นรูปทรงกระบอกเพื่อจะ
‘เชิญ’ ให้นางตื่นนั่นเอง กลับชะงักโดยไม่ทราบ
สาเหตุ
ชุดชาววังอันมีลวดลายสลับซับซ้อน มองดู
แล้วย่อมสูงค่าและงดงาม ทว่ายามสวมใส่กลับทำ
ให้ดูทั้งหนาทั้งหนัก
ผิดกับเรือนกายของสาวน้อยซึ่งบอบบางนัก
แผ่นหลังของนางมักเหยียดตรงไม่ว่ายามยืน
หรือยามนั่ง ยามนางชม้ายชายตาก็เปียมชีวิตชีวา
ทำให้ดูแล้วไม่ได้มีอันใดผิดแปลก แต่ยามนี้ขณะ
นางหนุนแขนทั้งสองข้างของตนเองฟุบโต๊ะพิณ
อันคับแคบ จึงต้องขดร่างให้เล็กลงเป็นธรรมดา
ชุดชาววังอันหรูหราตัวนี้พลันเหมือนชุด
เกราะอันแข็งแกร่ง
แต่สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น…
เป็นเพียงเจ้าตัวน้อยผู้อ่อนแอคนหนึ่ง
ดรุณีน้อยน่าจะง่วงมาก ต่อให้ใต้ดวงตาโปะ
แปั้งหนึ่งชั้น แต่ก็มองเห็นรอยคล้ำจาง ๆ จาก
ความอ่อนล้าได้บ้างอยู่ดี
ดวงตาปิดสนิท คิ้วบางเคลื่อนคล้อย
เพราะนางนอนฟุบทำให้ริมฝีปากเสียดสีกับ
แขนเสื้อ สีสดของชาดจึงจางลงเล็กน้อย มองดู
คล้ายกลีบบุปผาโรยมากมาย ทั้งยังคล้ายลายเส้น
พู่กันลากจดลงบนแผ่นกระดาษตามใจชอบหลาย
เส้น
ต่างหูหลิวหลีสีม่วงเส้นบางระอยู่บนแก้มข้าง
ใบหู
แสงตะวันเบื้องนอกไม่จัดจ้ามากนัก ขณะ
ส่องทะลุผ่านหลิวหลีสีม่วงใสก็หักเหจนเกิดเป็น
ประกายแสงอันอ่อนโยนและแจ่มจรัสหลายสาย
ตกกระทบลงบนผิวกายขาวผ่องดั่งหิมะของนาง
ยามเขาบรรยายภายในตำหนักช่วงหลาย
วันที่ผ่านมา เจียงเสวี่ยหนิงตั้งอกตั้งใจฟังมา
ตลอด
ต่อให้เรียกตัวมาสงบจิตใจยังตำหนักข้างแห่ง
นี้ นางก็ทำตัวว่านอนสอนง่ายไม่เคยตัดพ้อแม้แต่
น้อย
ทว่าวันนี้กลับฟุบหลับในตอนที่เขาไม่ทัน
สังเกต
สายตาของเซี่ยเวยทอดมองแพขนตาโค้งงอน
และดกหนาของนาง ก่อนเคลื่อนไปยังหัวคิ้วที่ย่น
เข้าหากันเล็กน้อย บังเกิดความสงสัยว่านางใช่
กำลังฝันร้ายอะไรอยู่หรือไม่ ผ่านไปเนิ่นนาน
สุดท้ายก็เก็บม้วนตำราดนตรีที่กำลังจะฟาดลงบน
ศีรษะนางเล่มนั้นกลับคืน เมื่อมายืนอยู่ข้างกาย
ดรุณีน้อยซึ่งกำลังจมดิ่งในห้วงนิทรา กลับไม่รู้ว่า
ควรทำอย่างไรดีไปชั่วขณะ
ศิษย์ที่ตึงมือเยี่ยงนี้…
เพิ่งเคยสอนเป็นครั้งแรก
หากรู้เช่นนี้ตั้งแต่แรก ไยเขาต้องหาเรื่องใส่ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงจะเสียคนหรือไม่ แล้วมันเกี่ยว
อะไรกับเขาด้วยเล่า…
เขาลอบยิ้มอยู่ในใจ
แม้จะอดคิดไม่ได้ว่า แม่สาวน้อยคนนี้เมื่อคืน
คงเล่นสนุกจนดึกดื่นไม่รู้จักพักผ่อน วันนี้ถึงได้
ง่วงขนาดนี้ใช่หรือไม่ก็ตาม แต่ครั้นผ่านเรื่องที่
เข้าใจผิดนางเรื่อง ‘เตือนสตรี’ คราวก่อนมาหน
หนึ่ง เขาจึงไม่อยากตัดสินอะไรโดยง่ายอีกแล้ว
ยืนอยู่ข้างกายนางนาน สุดท้ายเซี่ยเวยก็ทน
ไม่ไหว ส่ายศีรษะหลุดหัวเราะอย่างไร้เสียง
เขาไม่คิดจะปลุกนาง ปล่อยให้นางนอนหลับ
ไป
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะหมุนกาย เตรียม
ใช้ช่วงเวลานี้สะสางเอกสารทางราชการต่อ กลับ
มีคนเคาะประตูเรียกจากภายนอกและกล่าวกับ
คนด้านในว่า “เซี่ยเซียนเซิง ฝั่าบาทประทับอยู่ที่
ตำหนักเฉียนชิง กำลังหารือข้อราชกิจอยู่ รับสั่ง
ให้ท่านไปเข้าเฝั้าสักคราขอรับ”
เป็นเสียงของขันทีที่ค่อนข้างทุ้มหนัก
คงเพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีคนกำลังหลับอยู่ใน
สถานที่นี้ ทำให้ใช้เสียงค่อนข้างดัง ไม่ได้ลดระดับ
แม้แต่น้อย
เซี่ยเวยได้ยินก็ขมวดคิ้ว หันศีรษะไปมองเจียง
เสวี่ยหนิงโดยไม่รู้ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังถอดถุงเท้าย่ำเหยียบผืน
น้ำไล่จับกุ้งอยู่ในความฝัน ขณะกำลังสนุกสนานก็
ได้ยินคำว่า ‘ตำหนักเฉียนชิง’ ทำให้ตะลึงงันไป
กุ้งยักษ์ตัวนั้นจึงหลุดจากมือนาง และด้วยความ
ร้อนใจ นางจึงโถมตัวไปข้างหน้า ศีรษะโน้มตาม
ไปด้วยเล็กน้อย ตื่นขึ้นมาทันที
แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
นางดีดตัวพรวดขึ้นนั่ง ร้องตะโกนว่า “ปลา
ของข้า กุ้งของข้า!”
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบสายตาขึ้น ฉับพลันนั้น
จึงสบเข้ากับนัยน์ตากอปรด้วยความรู้สึกอัน
สลับซับซ้อนยากจะบรรยายของเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
พิณวางอยู่เบื้องหน้า เซี่ยเวยยืนอยู่ตรงหน้า
นางพลันใจหายวาบ เย็นยะเยือกไปทั้งร่าง
เซี่ยเวยนึกถึงเรื่องที่ก่อนหน้านี้ยังสงสัยอยู่ว่า
นางจะฝันร้ายหรือเปล่า จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าระยะนี้ดู
เหมือนตนจะใจดีมีเมตตามากเกินไปหน่อยแล้ว
ยามนี้ทำได้เพียงจ้องนางเขม็งพลางยิ้มบาง ๆ
“ปลามีแล้ว กุ้งมีแล้ว จะให้ข้าไปขอให้ห้องเครื่อง
ตุ๋นอาหารรสเลิศให้คุณหนูรองหนิงสักมื้อ
หรือไม่?”