คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 81 ความสุข (1)
ปลาอะไร กุ้งอะไรกันเล่า!
ต่อให้มอบความกล้าให้เจียงเสวี่ยหนิงอีกร้อย
เท่า นางก็ไม่กล้ากินอยู่ดี!
เพียงแต่…
เมื่อเอ่ยถึงการกิน ภายในสมองนางก็อดผุด
ภาพขนมแผ่นท้อขึ้นมาไม่ได้ ถ้าหากบุรุษ
ตรงหน้าผู้นี้เป็นฝั่ายเอ่ยปากบอกให้นางกินด้วย
ตนเอง ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เหมือนกันนะ
ไม่ ไม่ ไม่ รีบลบความคิดแสนอันตรายนี้
ออกไปเสีย!
เดิมเซี่ยเวยก็ถือสาเรื่องที่นางล่วงรู้ความลับ
เหล่านั้นของเขาอยู่แล้ว หากนางเผลอหลุดปาก
พูดออกมา มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าคนผู้นี้จะคิดไปถึง
ไหนต่อไหน ถึงตอนนั้นจะกลายเป็นว่าเภทภัย
หลุดจากปากตนของแท้ แบบนั้นคงย่ำแย่แล้ว
เมื่อนึกถึงตรงนี้เจียงเสวี่ยหนิงก็เผยรอยยิ้ม
กระดาก นางรู้สึกร้อนรนกระวนกระวาย พูดแก้
ต่างให้ตนเองด้วยความระมัดระวัง “เมื่อคืนนอน
ที่ตำหนักองค์หญิงใหญ่ ไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่
วันนี้เลยง่วงเจ้าค่ะ…”
เซี่ยเวยคิ้วขยับเล็กน้อย “ตำหนักองค์หญิง
ใหญ่?”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะอย่างจริงใจแปลก ๆ
ซ้ำยังชูแขนขึ้นข้างหนึ่งด้วย แขนเสื้อของชุดชาว
วังอันหลวมกว้างและงามตระการจึงทิ้งตัวคลี่
ออก “จริงนะเจ้าคะ ท่านดูสิ ชุดนี้ก็เป็นองค์หญิง
ใหญ่ประทานให้ข้า”
สายตาที่ดรุณีน้อยมองเขายังแฝงความขลาด
กลัวอยู่บ้าง ราวกับรู้ตัวเช่นกันว่ากระทำความผิด
ครั้งใหญ่ แม้จะเป็นการหาเหตุผลให้ตนเอง แต่ก็
มิได้มีเจตนาจะแก้ตัวไม่ยอมรับอันใด…
เซี่ยเวยมองชุดชาววังบนร่างนาง หัวคิ้วผูก
เป็นปม
ทว่าน้ำเสียงยามเอ่ยปากอ่อนลงกว่าก่อนหน้า
นี้มาก “ในเมื่อนอนหลับไม่สนิท เช่นนั้นก็กลับไป
นอนพักเสียเถอะ วันนี้ข้ามีธุระพอดี”
เจียงเสวี่ยหนิงยินดียิ่ง นึกไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะ
เป็นคนที่คุยง่ายเช่นนี้ นางจึงคิดจะกล่าวชมเชย
เขาสักหน่อย “เซี่ยเซียนเซิงช่างเป็นผู้ที่เข้าอก
เข้าใจและมีเหตุผลจริง ๆ …”
ไหนเลยจะคาดคิดว่านางยังพูดไม่ทันจบ เซี่ย
เวยก็กล่าวเสริมเสียงเรียบ “วิชาที่ขาดเรียนวันนี้
พรุ่งนี้ค่อยมาชดเชย”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ข้าควรรู้มาตั้งแต่แรกแล้ว! คนแซ่เซี่ยย่อมไม่
ละเว้นผู้อื่นหรอก! เป็นข้าเองที่ด่วนดีใจเกินไป!
เซี่ยเวยเห็นถนัดตาว่ารอยยิ้มที่หยักยกบนริม
ฝีปากนางชะงักค้าง ความสดใสซึ่งเพิ่งปรากฏบน
ใบหน้าเมื่อสักครู่มืดหม่นในชั่วพริบตา ไม่รู้เพราะ
เหตุใดมวลเมฆดำซึ่งเคยก่อตัวภายในใจเขาจึง
สลายไปเป็นอันมาก “วิธีการใช้นิ้วที่ข้าสอนวันนี้
พรุ่งนี้เจ้าต้องทำให้ได้ หากทำไม่ได้…”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันผงกศีรษะถี่รัว “ได้ ได้ ได้
ต้องได้แน่นอนเจ้าค่ะ!”
เซี่ยเวยกลั้นหัวเราะ ส่งเสียง “อืม” เรียบ ๆ
คำหนึ่ง เดินนำหน้าออกไปจากตำหนักข้างโดยไม่
สนใจใคร ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียนชิง
พร้อมขันทีที่มารายงานผู้นั้น
ครั้นเห็นเขาเดินจากไปไกลแล้ว เจียงเสวี่ย
หนิงถึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ “ตกใจจะตายอยู่
แล้ว!”
*****
จวนตระกูลเจียงในยามนี้ก็มีคนเจอเรื่องชวน
ตระหนกเช่นกัน
บ่ายวันนี้เมิ่งซื่อจะพาเจียงเสวี่ยฮุ่ยไปขอพรที่
วัดหานซาน
ก่อนออกเดินทางพวกนางนั่งสนทนาและดื่ม
น้ำชากันอยู่ภายในห้อง
เมิ่งซื่อนึกถึงถ้อยคำที่เจียงปั๋อโหยวมักใช้
ปกปั้องเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นมา ถอนหายใจเบา ๆ
แล้วเอ่ยว่า “เดิมทีชื่อพระสหายร่วมศึกษาที่จวน
เราเสนอขึ้นไปเป็นชื่อของเจ้า ไม่รู้เพราะเหตุใด
กลับเป็นลูกหนิงที่ได้ไปแทน นางติดตามหว่าน
เหนียง เรียนรู้จนได้นิสัยไม่ยอมคนมา วันหลัง
เกรงว่าจะยิ่งทำให้เจ้าอยู่ไม่เป็นสุข บัดนี้จวนหย่ง
อี้โหวประสบคราวอับโชค ส่วนทางด้านหลินจือ
อ๋องก็กำลังจะคัดเลือกพระชายา ข้าหวังเพียงว่า
วันนี้เจ้าจะไปเสี่ยงเซียมซีได้ใบดีมา มีโชคดีกับ
เขาบ้าง”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยที่นั่งถัดจากมารดาไม่เอ่ยวาจา
นางหลุบตา สายตาจับบนผ้าเช็ดหน้าลายปัก
บนตัก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมาย
คำพูดของเจียงเสวี่ยหนิงในวันนั้นอยู่ดี
ชั่วขณะนี้เองที่พ่อบ้านพลันวิ่งตะลีตะลาน
จากเบื้องนอกเข้ามาแจ้งข่าว“ฮูหยิน กงกงจากใน
วังมาขอรับ!”
เมิ่งซื่อกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยแทบจะลุกขึ้นพร้อม
กัน
เมิ่งซื่อหน้าซีด เสียงเองก็สั่น “เป็นเรื่องของ
ราชสำนัก? นายท่านเกิดเรื่อง? หรือว่าลูกหนิงก่อ
เรื่องในวังหลวงอีกแล้ว?”
พ่อบ้านไหนเลยจะทราบได้
จู่ ๆ ยามนี้มีคนมาจากวังหลวง ทั้งที่ราช
สำนักระยะนี้ยังไม่สงบสุขดี มิหนำซ้ำทั้งเบื้องบน
จดเบื้องล่างของจวนตระกูลเจียงล้วนรู้กันดีว่า
ก่อนหน้านี้คุณหนูรองของตนเคยประสบเหตุ
ระทึกขวัญในวังหลวงมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้
จึงอดคิดไปในแง่ร้ายกันมิได้
คิดไม่ถึงว่ากงกงที่เดินเข้ามากลับมีใบหน้า
เกลื่อนรอยยิ้ม ค้อมกายคารวะกล่าวว่า
“คารวะฮูหยิน คารวะคุณหนูใหญ่ ข้ารับพระ
บัญชาจากองค์หญิงใหญ่เล่อหยางให้มาเชิญ
คุณหนูใหญ่เจียงเข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาเป็นกรณีพิเศษ ขอให้คุณหนูใหญ่เก็บข้าว
ของสักเล็กน้อยแล้วตามข้าเข้าวังเถิด ขณะนี้องค์
หญิงใหญ่ทรงรออยู่ด้วยความร้อนพระทัยแล้ว”
ผู้ที่มาคือหวงเหรินหลี่ซึ่งถวายการปรนนิบัติ
รับใช้ข้างกายเสิ่นจื่ออี
เพียงแต่เมิ่งซื่อกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยต่างไม่รู้จักเขา
เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงตกใจและสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งซื่อไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง “อยู่ดีไม่ว่าดี
ไฉนองค์หญิงใหญ่ถึงทรงเรียกตัวให้บุตรีคนโต
ของพวกเราเข้าวังได้เล่า?”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ นางยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง
เสียด้วยซ้ำ
“หรือว่าบุตรีคนรองของพวกเราก่อเรื่อง?”
หวงเหรินหลี่เพิ่งออกมาจากวัง เขาจึงรู้เรื่องที่
เมื่อคืนองค์หญิงใหญ่ทรงรั้งให้เจียงเสวี่ยหนิงอยู่
ค้างคืนด้วยเป็นอย่างดี พอได้ยินคำกล่าวนี้ของ
เมิ่งซื่อจึงเลิกคิ้วประหลาดใจ รอยยิ้มบนใบหน้า
เลือนหายไปหลายส่วน “ฮูหยินไม่จำเป็นต้องคิด
มาก องค์หญิงของเราโปรดคุณหนูรองเจียงเป็น
อันมาก เมื่อคืนยังทรงรั้งให้คุณหนูรองค้างคืนใน
ตำหนักอยู่เลย เพียงแต่เช้านี้ขณะคุณหนูรอง
กำลังกินปิงอยู่นั้น นางก็เอ่ยขึ้นมาว่านึกถึงปิงที่
คุณหนูใหญ่เป็นผู้ทำ องค์หญิงของเราทรงจดจำ
ใส่พระทัย ทรงคาดเดาว่านางคงคิดถึงญาติพี่น้อง
จึงส่งข้ามารับตัวคุณหนูใหญ่เข้าวัง อีกทั้งจะได้
เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงด้วย เช่นนี้
แล้วพวกท่านจะได้พบหน้ากันทุกวัน ทีนี้คุณหนู
รองก็จะได้ไม่ต้องคิดออกจากวังอีก”
“…”
เมิ่งซื่อสะอึกจนพูดไม่ออกทันใด
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าวัง
แต่ไม่ใช่เพราะชื่นชอบเจียงเสวี่ยฮุ่ย และไม่ใช่
เพราะเจียงเสวี่ยฮุ่ยมีความรู้ความสามารถโดด
เด่นเหนือผู้ใด กลับเป็นเพราะเช้าวันนี้เจียงเสวี่ย
หนิงเอ่ยปากขึ้นมาประโยคหนึ่งขณะกำลังกินซู
ปิง
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยยิ่งทวีความประหลาดใจ
นางรู้อยู่แก่ใจว่านับตั้งแต่เจียงเสวี่ยหนิง
กลับมาเมืองหลวง อีกฝั่ายรังเกียจเดียดฉันท์ตน
มากเพียงใด ไม่เคยไว้หน้าแม้แต่น้อย ทว่าบัดนี้
กลับเอ่ยกับองค์หญิงใหญ่เล่อหยางถึงซูปิงที่นาง
ทำ…
เจียงเสวี่ยฮุ่ยทำซูปิงเป็นจริง ๆ
ทว่ามีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่านางเคยยกมา
ให้เจียงเสวี่ยหนิง แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับคว่ำ
อาหารว่างที่นางทำลงพื้นต่อหน้าต่อตา! จากนั้น
ก็ยิ้มให้ด้วยท่าทางกระดากใจอย่างยิ่ง “ขอโทษ
ด้วย เผลอทำหล่นไปเสียได้ ทำให้ความปรารถนา
ดีของเจ้าต้องเสียเปล่าแล้ว”
อย่างไรก็ตาม เจียงเสวี่ยฮุ่ยดึงสติกลับมาสู่
สถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ความละล้าละลังของเมิ่งซื่อทำให้หวงเหรินห
ลี่ย่นหัวคิ้วหน่อย ๆ แล้ว
เจียงเสวี่ยฮุ่ยจึงรีบค้อมกายคารวะ “ขอบ
พระทัยองค์หญิงใหญ่ เสวี่ยฮุ่ยได้รับพระมหา
กรุณาธิคุณขององค์หญิงใหญ่แล้ว จะเก็บข้าว
ของติดตามกงกงไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
หวงเหรินหลี่คิดในใจว่า แม่นางผู้นี้นับว่าหัว
ไว ดังนั้นจึงผงกศีรษะ สีหน้าดีขึ้นมาบ้าง
*****
ไม่ง่ายเลยกว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะหนีพ้นภัย
จากเงื้อมมือเซี่ยเวยออกมาได้ นางออกจาก
ตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินกลับไปยังเรือนห
ยางจื่อ จากนั้นมุดศีรษะเข้าไปในเตียงของตนเอง
หลับตาแล้วหลับลึกไปทันทีโดยไม่ได้กินอาหาร
เที่ยงด้วยซ้ำ
จวบจนมีนางกำนัลมาขานเรียกยามบ่าย นาง
ถึงได้ตื่นขึ้นมา
ที่แท้ช่วงนี้องค์หญิงใหญ่เล่อหยางนึกสนุก
เป็นการใหญ่ เรียกให้เหล่าข้าราชบริพารใน
ตำหนักของตนมาร่วมเล่นปาลูกดอกลงกระบอก
และยังเรียกบรรดาพระสหายร่วมศึกษาจาก
เรือนหยางจื่อให้มาร่วมเล่นสนุกกันอีกด้วย
ทุกคนเข้าวังมาด้วยสาเหตุประการแรกคือ
เพื่อร่วมศึกษากับเสิ่นจื่ออี อีกประการหนึ่งก็เพื่อ
มาเป็นเพื่อนเล่นของนาง
เมื่อเสิ่นจื่ออีเป็นผู้เชื้อเชิญ ผู้ใดจะกล้าไม่ไป
เล่า
เจียงเสวี่ยหนิงนับว่าได้หลับกำลังพอดี นาง
จึงรีบลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา แล้วออกไปยัง
ตำหนักหมิงเฟิงพร้อมทุกคน
เสิ่นจื่ออีพาคนเล่นกันอย่างหฤหรรษ์เต็มที่
เหล่าข้าราชบริพารยากนักจะได้เห็นนางร่าเริงถึง
เพียงนี้ จึงร่วมเล่นสนุกเป็นเพื่อนนาง
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงย่างเข้าไปในตำหนัก มุม
ปากก็กระตุก
ไม่รู้ว่าเสิ่นจื่ออีไปเรียนรู้ลวดลายมาจากที่ใด
เนื่องด้วยบนใบหน้าของข้าราชบริพารบางคน
ยามนี้มีแถบกระดาษยาวแปะอยู่ นางถึงขั้นใช้
พู่กันจุ่มหมึกมาวาดจนใบหน้าคนเหล่านั้นลาย
พร้อย ส่วนบางคนก็มีท่าทางหมด อาลัยตาย
อยาก เห็นชัดว่าต่างพ่ายแพ้จนได้รับ
‘บทลงโทษ’ กันทั้งสิ้น
ครั้นเหล่าพระสหายร่วมศึกษามาถึงก็ถูกนาง
ลากตัวไปร่วมเล่นสนุกทันที
ระหว่างนั้นย่อมมีคนคิดฉวยโอกาสนี้ประจบ
เอาใจเสิ่นจื่ออี จึงกระตือรือร้นเป็นอันมาก
เจียงเสวี่ยหนิงกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่
นางไม่ได้กินอาหารเที่ยง ตอนนี้จึงกำลังหิว
พอดี เมื่อเห็นว่ามีผลไม้แช่อิ่มและขนมจำนวน
หนึ่งตั้งอยู่กลางตำหนักก็มิได้รีบรุดเข้าไปร่วมวง
ตรงข้ามกลับแสร้งทำเฉไฉ ขณะทุกคนกำลังเล่น
อย่างสนุกสนานตรงหน้า นางก็นั่งกินอะไรอยู่ข้าง
หลังไปพลาง
เสิ่นจื่ออีย่อมมองเห็นนางในปราดเดียว แต่
ครั้นเห็นว่านางกำลังนั่งกินอยู่ทางนั้น ด้วยความ
เอาใจใส่จึงไม่ได้เรียก
ทุกคนเล่นปาลูกดอกลงกระบอกก่อนรอบ
หนึ่ง
เสิ่นจื่ออีถือลูกดอก นางปาครั้งเดียวก็ลง
กระบอกเสมอ ถือเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง ส่งผลให้
ได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมจากทุกคนอยู่ตลอด เจียง
เสวี่ยหนิงเองก็ร้องตะโกนชื่นชมอยู่ไกล ๆ เช่นกัน
แต่กระนั้นกลับมีคนไม่ค่อยอยากเห็นนางมี
ท่าทางสบายอารมณ์เช่นนี้เท่าใดนัก คนผู้นั้น
กล่าวทักทายนางว่า “คุณหนูรองเจียงไม่มาเล่น
ด้วยกันหรือ? ได้ยินว่าเมื่อก่อนเจ้ามักจะขลุกตาม
ท้องตลาด เช่นนั้นก็คงเชี่ยวชาญการละเล่นอย่าง
การปาลูกดอกลงกระบอกพวกนี้กระมัง ไม่มา
แสดงฝีมือให้พวกเราชมสักหน่อยเล่า?”
บทที่ 81 ความสุข (2)
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้ามอง เป็นเฉินซูอี๋
คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้นี้มุมปากประดับรอยยิ้ม
บาง มองนางด้วยท่าทีแฝงเจตนาอื่น สีหน้านั้นไม่
ว่าจะมองอย่างไรก็มีแต่ความเย้ยหยัน
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะกัดผลไม้แช่อิ่มในมือไป
คำเล็ก ๆ นางวางลงเบา ๆ อ้าปากจะเปล่งวาจา
คิดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่ออีกลับย่นหัวคิ้ว กล่าว
กับเฉินซูอี๋ทันควัน “ไม่เห็นหรือว่าหนิงหนิงกำลัง
กินอยู่ นางกินเสร็จเมื่อไหร่ย่อมมาเล่นเอง ไยเจ้า
จึงต้องพูดมากด้วย?”
ถ้อยคำนี้ตรัสอย่างไม่เกรงใจกันเกินไปแล้ว!
ทุกคนต่างตกตะลึง!
เฉินซูอี๋เองก็คิดไม่ถึง นางอ้าปากหวอเล็กน้อย
ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เฉินซูอี๋เดิมทีเป็นมุกในฝั่ามือของมหาบัณฑิต
เฉินมาโดยตลอด พอจะนับว่ามีสถานะสูงส่งอยู่
บ้าง ยามปกติก็เล่นสนุกอยู่กับเซียวซู ภายในวัง
หลังมีผู้ใดบ้างไม่ไว้หน้านาง
แม้แต่เสิ่นจื่ออีเอง ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทีเป็น
มิตรกับนางเลย
บัดนี้แค่นางถามเจียงเสวี่ยหนิงเพียงประโยค
เดียว เสิ่นจื่ออีถึงกับพูดจาไม่ไว้หน้ากันแล้ว
เฉินซูอี๋รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง ใบหน้าบัดเดี๋ยว
แดงก่ำบัดเดี๋ยวซีดเผือด นางเอ่ยปากอย่างอึกอัก
คิดจะแก้ต่างให้ตนเอง “องค์หญิง หม่อมฉันไม่ได้
…”
เสิ่นจื่ออีใบหน้าไร้ความรู้สึก กล่าวอย่างเย็น
ชา “ถ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นก็หุบปากไปเสีย”
ทั้งตำหนักเงียบสงัดในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงมองเสิ่นจื่ออีอึ้ง ๆ
คนฉลาดล้วนดูออก คล้ายองค์หญิงใหญ่
เล่อหยางจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก มิหนำซ้ำคำพูด
คำจายังปกปั้องแต่เจียงเสวี่ยหนิง แม้กระทั่งกับ
สตรีในห้องหอจากตระกูลใหญ่เช่นเฉินซูอี๋ก็ยังไม่
คิดไว้ไมตรีสักนิด
ที่แท้เจียงเสวี่ยหนิงมีความสามารถใดกันแน่
ถึงทำให้คนลุ่มหลงขนาดนี้
ด้านโหยวเย่ว์ซึ่งผูกใจเจ็บกับเจียงเสวี่ยหนิง
ช่วงวันหยุดพักผ่อน แม้จะแค้นนางเข้ากระดูกดำ
แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา และยิ่งไม่กล้ากระทำ
อันใดด้วย เนื่องจากกลัวจะตกหลุมพรางของฝั่าย
นั้นเข้า บัดนี้จึงทำได้เพียงมองเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
สายตาดูแคลนระคนเดือดดาล
แต่แล้ว…
ขณะยังไม่ทันได้คิดหาวิธีเล่นงาน สายตาซึ่ง
ฉายชัดว่านางกำลังวางแผนยั่วโทสะเจียงเสวี่ย
หนิงอยู่ก็ถูกเสิ่นจื่ออีเห็นเข้าพอดี
เสิ่นจื่ออีจ้องมองนางสักพัก จากนั้นจึงเลิกคิ้ว
“เจ้าใช้สายตาเช่นนี้มองหนิงหนิงหมายความว่า
อย่างไร?”
โหยวเย่ว์ “??????”
นางมึนงงไปหมดแล้ว
เรื่องที่ไม่กล้าพูดไม่อาจทำน่ะช่างเถอะ
ตอนนี้แม้แต่สายตาก็ยังแสดงออกไม่ได้อีกหรือ
นี่?!
โหยวเย่ว์ตกใจจนรีบถอนสายตากลับ กล่าว
เสียงสั่นว่า “หม่อมฉัน หม่อมฉัน…”
เสิ่นจื่ออีไม่ฟังแม้แต่น้อย “ถ้าใช้สายตาเช่นนี้
มองหนิงหนิงอีก ข้าจะสั่งให้คนควักลูกตาเจ้า
ออกมาเสีย!”
โหยวเย่ว์ตัวสั่นงันงก เหงื่อเย็นซึมหน้าผาก
ใบหน้าเผือดสีในบัดดล แทบจะคุกเข่าลงกับพื้น
ยอมรับผิด คราวนี้แม้แต่ศีรษะก็ยังไม่กล้าเงย
ขึ้นมา พูดคำว่า “เพคะ เพคะ” ระรัว
ก่อนหน้านี้เฉินซูอี๋ยังไม่ได้ทำอะไรก็ถูกต่อว่า
ทันที ต่อมาโหยวเย่ว์เพียงใช้สายตายังถูกข่มขู่
อย่างน่าพรั่นพรึง พระสหายร่วมศึกษาคนอื่นต่าง
สัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ
คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเอ่ยวาจา
เหยาซีกลับมองเฉินซูอี๋ทีหนึ่ง จากนั้นก็มอง
โหยวเย่ว์อีกหน ส่งเสียงเบา ๆ ด้วยคิดจะโน้ม
น้าว “พี่หญิงซูอี๋คงมิได้มีเจตนาร้าย ส่วนคุณหนู
รองโหยวก็แค่ใช้สายตามองแวบเดียวเท่านั้นเอง
องค์หญิงใหญ่คงเข้าพระทัยผิดกระมังเพคะ?”
“เข้าใจผิด?”
เดิมทีเสิ่นจื่ออีเรียกพวกนางมาวันนี้ก็ไม่ได้คิด
อยากเล่นปาลูกดอกลงกระบอกจริง ๆ อยู่แล้ว
นางยังไม่ลืมเลือนคำพูดเมื่อตอนเช้าของเจียง
เสวี่ยหนิงที่บอกว่า “การใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้
ทำให้ไม่มีความสุข” ประโยคนั้น ก่อนหน้านี้ไม่ได้
ขบคิดอย่างถ้วนถี่ บัดนี้เมื่อลอบสังเกตด้วยความ
ใส่ใจ ถึงพบเห็นเงื่อนงำจำนวนมาก
นางแค่นหัวเราะคราหนึ่ง
ในมือยังคงถือพู่กันที่วาดภาพบนใบหน้านาง
กำนัลซึ่งพ่ายแพ้เมื่อสักครู่ นางย่างเท้าด้วย
ท่าทางแช่มช้าสบายอารมณ์ไปถึงตรงหน้าเหยาซี
มองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “คุณหนู
เหยาช่างเป็นคนขี้สงสารเสียจริง จะให้ข้าทูล
เสด็จพี่ฮ่องเต้เพื่อส่งตัวเจ้าไปที่สำนักชีไปั๋อวิ๋น
เพื่อเป็นแม่ชีเลยดีหรือไม่ เช่นนี้จิตใจอันแสนดีมี
เมตตาของเจ้าจะได้มีสถานที่ให้ใช้งาน?”
เหยาซีไม่ได้แสดงความประสงค์ร้ายใด ๆ ต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงด้วยซ้ำ เพียงออกมาพูดจาแทน
เฉินซูอี๋กับโหยวเย่ว์เท่านั้นเอง!
แต่กลับโดนข่มขู่ว่าจะส่งตัวไปเป็นแม่ชี!
มีสตรีใดบ้างกล้าเผชิญหน้าเหตุการณ์แบบนี้
ทุกคนสูดลมหายใจหนาวเหน็บเฮือกหนึ่ง
ส่วนเหยาซีก็ยิ่งคาดไม่ถึงว่าตนเพียงพูดอย่าง
มีเหตุผลก็พลอยถูกเกลียดชังไปด้วย ในใจทั้งแค้น
ทั้งหวาดกลัว นิ้วมือที่อยู่ข้างกายกำเข้าหากัน
เงียบ ๆ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีด
สุด ทว่าไม่กล้าปริปากแม้แต่ประโยคเดียว
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงยามนี้ยังมีผลไม้แช่อิ่ม
รสชาติหวานอมเปรี้ยวอยู่ในปาก
นางตกใจจนกลืนไม่ลง
นางเคลื่อนสายตามองสำรวจทุกคน ก่อนจะ
ย้อนกลับไปที่ร่างเสิ่นจื่ออี ไม่รู้เลยว่าองค์หญิงที่
สูงส่งผู้นี้เกิดเสียสติอะไรขึ้นมา เหตุใดพอเห็นใคร
ก็จงเกลียดจงชังไปหมด
แม้นางจะรู้สึกว่า…
สะใจสุด ๆ เลยก็เถอะ!
ระหว่างเสิ่นจื่ออีเคลื่อนสายตาก็สบกับ
สายตาแฝงด้วยความเทิดทูนหลายส่วนของนาง
เข้าพอดี ใบหน้าพลันแดงซ่าน รู้สึกเท้าล่องลอย
บนเมฆา คล้ายว่าร่างจะโบยบินได้อย่างไรอย่าง
นั้น จนต้องแสร้งทำเป็นหลบเลี่ยงสายตานี้
ทว่ายามหันศีรษะหาผู้อื่นกลับมีใบหน้าเย็น
ชา
นางกล่าวเสียงดังว่า “ข้าเคยบอกแล้วนะ
หากผู้ใดคิดจะผิดใจกับหนิงหนิงก็อย่ามาโทษว่า
ข้าไม่เกรงใจ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนชอบทำหูทวนลม
เสียได้ พวกเจ้าอย่านึกนะว่าที่ข้าเรียกมาวันนี้
เพราะอยากเล่นสนุก แต่เป็นเพราะอยากจะเรียก
มาเตือนต่างหากว่า…ขอเพียงเป็นเรื่องที่เปินกงจู่
จัดการได้ หากผู้ใดทำให้หนิงหนิงไม่มีความสุข
ข้าก็จะทำให้คนผู้นั้นไม่มีความสุขมากกว่าเป็นสิบ
เท่าร้อยเท่า!”
ลูกดอกที่ใช้ปาลงกระบอกยังคงวางอยู่บน
โต๊ะ
ใบหน้าเหล่าข้าราชบริพารบ้างยังคงมีแถบ
กระดาษแปะ บ้างยังเป็นคราบดำจากการโดน
หมึกวาด
ทว่าความครื้นเครงและเสียงหัวเราะ
สนุกสนานเมื่อสักครู่กลับสลายไปสิ้นแล้ว
จวบจนตอนนี้เหล่าพระสหายร่วมศึกษา
ทั้งหลายถึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้สาเหตุที่เสิ่นจื่ออีเรียก
ตัวพวกนางมาวันนี้ก็เพื่อสำแดงเดช!
ทั้งนี้ก็เพื่อเจียงเสวี่ยหนิงแต่เพียงผู้เดียว!
ต่างคนต่างมีความคิดภายในใจ แต่เมื่อได้ยิน
ถ้อยคำตอกกลับก่อนหน้าของเสิ่นจื่ออี ก็ไม่มีใคร
กล้าแย้งหรือช่วยพูดจาแทนผู้อื่นอีก ตัวสั่น
สะท้านกันหมดปราศจากข้อยกเว้น
เซียวซูกลับถือว่ายังสงบนิ่ง
นางละสายตาที่กำลังมองเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะก้มศีรษะก็อดทวีความหวาดระแวงและไม่
สบอารมณ์ขึ้นมาอีกหลายส่วนไม่ได้ เนื่องจากคำ
เตือนของเสิ่นจื่ออีย่อมรวมถึงนางด้วยอย่างไร้ข้อ
กังขา
เพียงแต่อย่างไรเสียสถานะของนางก็แตกต่าง
จากผู้อื่น
ในเมื่อมีเซียวไทเฮาอยู่ นางจึงไม่ต้องกริ่งเกรง
ถ้อยคำของเสิ่นจื่ออีมากนัก นอกจากนี้นางไม่ได้
ถึงขั้นโง่งมเท่าคนอื่นที่เหลือด้วย
“ทูลองค์หญิง รับคนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เวลานี้เองหวงเหรินหลี่ก็เดินสะบัดแส้ขนหาง
จามรีในมือเข้ามาในตำหนัก ค้อมกายแสดงความ
เคารพเสิ่นจื่ออีพร้อมใบหน้าประดับรอยยิ้ม แล้ว
ทูลรายงาน
ทุกคนอดมองเขาไม่ได้ ต่างบังเกิดความสงสัย
เป็นอันมาก รับคนมาแล้วเช่นนั้นหรือ เป็นผู้ใด
กัน?
เสิ่นจื่ออีมีสีหน้าผ่อนคลายทันที คล้ายดีใจ
ตามเจียงเสวี่ยหนิงไปด้วย นางเดินมาถึงข้างกาย
เจียงเสวี่ยหนิงและกล่าวกับหวงเหรินหลี่ว่า
“เรียกคนเข้ามามอบความประหลาดใจให้หนิงห
นิงเถอะ!”
หวงเหรินหลี่จึงโบกมือ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งกำลังรอคอยอยู่เบื้องนอก
ค้อมกายก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยใบหน้าเคร่ง
ขรึม สายตาไม่วอกแวก และไม่กล้ามองมากไป
กว่านี้ มือที่กำผ้าเช็ดหน้าลายปักประสานอยู่
ด้านหน้า ค้อมกายคารวะไปเบื้องหน้าด้วยลำตัว
เหยียดตรง “หม่อมฉันเจียงเสวี่ยฮุ่ย คารวะองค์
หญิงใหญ่ ขอองค์หญิงใหญ่ทรงพระเจริญเพคะ!”
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นพี่สาวของเจียงเสวี่ยหนิง นี่
คือเจียงเสวี่ยฮุ่ย คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียง!
ทุกคนพลันคาดไม่ถึงยิ่งนัก
เสิ่นจื่ออีโบกมือ “ลุกขึ้นเถิด นับตั้งแต่วันนี้
เป็นต้นไปเจ้าคือหนึ่งในพระสหายร่วมศึกษาของ
เปินกงจู่ เจ้าเป็นพี่สาวของหนิงหนิง มีเจ้าอยู่เป็น
เพื่อนหนิงหนิงจะได้ทำให้นางมีความสุขขึ้นบ้าง”
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมา ทุกคนล้วนเบิกตา
โพลง ตระกูลเจียงเพียงตระกูลเดียวกลับมีพระ
สหายร่วมศึกษาถึงสองคน? มิหนำซ้ำเมื่อฟังจาก
ความหมายขององค์หญิงใหญ่ นี่คือการเรียกตัว
มาอยู่เป็นเพื่อนเจียงเสวี่ยหนิงโดยเฉพาะเลย
ทีเดียว!
พลันบังเกิดสีหน้าหลากหลายสารพัดอย่าง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยต่างจากเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่ง
กลับเมืองหลวงเมื่ออายุได้สิบสี่ย่างสิบห้า นาง
เป็นคุณหนูผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนจากตระกูล
ใหญ่ในเมืองหลวงของแท้ คำพูดและอากัปกิริยา
อ่อนช้อยละมุนละไม กอปรด้วยความสุขุม
เรียบร้อย ทั้งยังมีวงพักตร์แสนสง่า ต่างจากความ
งามฉูดฉาดจนน่าตื่นตะลึงของเจียงเสวี่ยหนิงโดย
สิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดยินดีกับเรื่องนี้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกล่าวขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่
เล่อหยาง จากนั้นถึงจะลุกขึ้น
ผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นอยู่ระหว่างซอกนิ้ว
คลี่ออกเบา ๆ ตามการลุกของนาง ขยับไหวเผย
ให้เห็นดอกเจียงสีแดงปักอยู่บริเวณมุมผ้าสะอาด
ดอกนั้น
เซียวซูมองเห็นคนผู้นี้คราแรกยังแค่ขยับหัว
คิ้วเข้าหากัน
แต่ครั้นผ้าเช็ดหน้าลายปักรวมถึงดอกเจียงสี
แดงปรากฏในครรลองจักษุ ท่าทางนิ่งเฉยไม่
หวั่นไหววางตัวสูงส่งไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาพลัน
พังทลายและแหลกสลาย สีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อยทันใด!
เสิ่นจื่ออียิ้มพลางจับมือเจียงเสวี่ยหนิงราวกับ
จะขอความดีความชอบ “เป็นอย่างไร ตอนนี้ห
นิงหนิงมีความสุขแล้วใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองเซียวซู จึงเผชิญเข้า
กับสายตานางพอดี เมื่อเห็นสีหน้าก็รับรู้ได้ทันที
ว่า ที่แท้แล้วเซียวซูในวัยนี้มันก็เท่านี้เอง
ในเมื่อเจ้ากล้าใช้ลูกไม้มาเล่นงานข้า ข้าก็กล้า
จับคนที่เจ้ากริ่งเกรงมาไว้ตรงหน้าเจ้าเช่นกัน!
ข้าจะทำให้เจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับเลย
ทีเดียว!
พี่สาวของข้าคนนี้หาใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน
ไม่[1]จะต้องทำให้เจ้าได้เห็นดีกันแน่!
ริมฝีปากของเจียงเสวี่ยหนิงคลี่รอยยิ้มเป็น
มิตร พอเบนสายตากลับไปมองเสิ่นจื่ออีอีกคราก็
หน้าระรื่นจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง กล่าว
เสียงอ่อนเสียงหวานว่า “รบกวนองค์หญิงแล้ว
คราวนี้มีความสุขมากเลยเพคะ!”
——————–
1. หาใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมันไม่ หมายถึงเป็น
คนที่รับมือยาก