คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 82 หนิงรอง (1)
เจียงเสวี่ยหนิงมีความสุข แต่บางคนไม่ได้สุข
ด้วย
จนถึงตอนนี้ยังมีผู้ใดมองไม่ออกอีกล่ะว่า ทุก
สิ่งที่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางทรงทำล้วนเพื่อเจียง
เสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเพิ่งเข้าวังมาแน่นอนว่าต้องเป็น
จุดสนใจ แต่หากเป็นคนฉลาดย่อมสัมผัสได้ว่า
เจียงเสวี่ยหนิงต่างหากคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
ขณะนางพูดคำว่า ‘มีความสุข’ ออกมา ไม่รู้มี
กี่คนในตำหนักลอบทำหน้าบึ้งตึง แม้แต่อารมณ์
สนุกสนานซึ่งมีอยู่แต่เดิมก็พังครืนภายในชั่วอึดใจ
จากนั้นเสิ่นจื่ออียังเรียกให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยมา
เล่นสนุกด้วยกันอีก
มีหลายคนชัดเจนว่าฝืนทำหน้าเบิกบานร่วม
เล่นสนุกด้วย ส่วนเซียวซู นับแต่เจียงเสวี่ยฮุ่ย
ปรากฏตัวพร้อมผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นก็ไม่เอ่ยวาจา
อันใดอีกเลย
เรือนหยางจื่อยามราตรีมีโคมวังหลวงจุดสว่าง
ไสวทุกแห่งหน
หลังกลับจากตำหนักหมิงเฟิง ในที่สุดเซียวซูก็
มาถึงห้องของตนเสียที หลานสาวแท้ ๆ ของ
ไทเฮาผู้ปกครองวังหลัง คุณหนูใหญ่แห่งตระกูล
เซียวผู้นี้ เมื่อปราศจากผู้อื่นจับจ้อง สุดท้ายก็
สลายอารมณ์ความรู้สึกที่ดำรงอยู่บนใบหน้าตน
ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสงบนิ่งจน
เกือบจะเย็นเยียบและวังเวง
นางยกมือกดหน้าผากเบา ๆ
เซียวซูค่อย ๆ หลับตา นิ้วมือยังคงกำแน่น
ครั้นลืมตาขึ้นมาอีกคราก็พลันกวาดถ้วยชาบน
โต๊ะลงพื้น!
นางกำนัลซึ่งคอยรับใช้ข้างกายตกใจจนสะดุ้ง
เฮือก เบิกตาโพลงมองนาง
หน้าอกเซียวซูกระเพื่อมเล็กน้อย แต่มิได้มอง
ผู้ใด
ในสมองนางมีแต่ภาพผ้าเช็ดหน้าลายปักที่
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยทำหล่นจากแขนเสื้อขณะได้
พบโดยบังเอิญตอนนั้น รวมถึงผืนซึ่งนางเห็นที่
เจียงเสวี่ยฮุ่ยวันนี้…
เกรงว่าผู้อื่นคงลืมเลือนไปแล้ว
ทว่านางจดจำได้ชัดเจน
ไม่ใช่เจียงเสวี่ยหนิง คนผู้นั้นกลับไม่ใช่เจียง
เสวี่ยหนิง!
แต่ใครจะคาดคิดได้เล่า?
ระหว่างอยู่ในวังหลวง เสิ่นเจี้ยให้ความใส่ใจ
เจียงเสวี่ยหนิงไปเสียทุกเรื่อง วาจาแฝงเจตนา
ต้องการดูแลพอสมควร ผนวกกับเมื่อจวนหย่งอี้
โหวเกิดเรื่อง เยี่ยนหลินก็ยิ่งตัดขาดความสัมพันธ์
กับเจียงเสวี่ยหนิงไปแล้ว
ทุกเบาะแสต่างชี้ไปที่นาง
ดังนั้นครั้งก่อนตนถึงได้…
นิ้วมือที่วางบนโต๊ะกำแน่นทีละน้อย เซียวซู
รู้สึกประหนึ่งถูกเย้ยหยันที่กระทำเรื่องผิดฝาผิด
ตัว นางไม่เพียงขจัดภัยคุกคามที่แท้จริงไม่ได้ ตรง
ข้ามกลับยังเผยพิรุธ สร้างศัตรูอันแข็งแกร่งโดย
แท้ให้ตัวเองเพิ่มอีกรายด้วย…
ไม่ว่าอย่างไร เจียงเสวี่ยหนิงก็มีประสาท
สัมผัสเฉียบคมยิ่งนัก
*****
ขณะเดียวกัน ภายในห้องของเจียงเสวี่ยหนิง
บรรยากาศค่อนข้างแปลกประหลาดเล็กน้อย
หลังจากสถานที่แห่งนี้ถูกองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางจัดการไปรอบหนึ่ง ของประดับตกแต่งที่ควร
จะมีล้วนมีหมด งดงามวิจิตรบรรจง บนผนังยัง
แขวนภาพอักษรซึ่งเป็นผลงานของแท้ของบัณฑิต
ผู้เลื่องชื่อในรัชสมัยก่อนไว้ภาพหนึ่งด้วย
เจียงเสวี่ยฮุ่ยมีความรู้กว้างขวาง มองปราด
เดียวก็จำแนกได้
เหล่าขันทีและนางกำนัลย่อมตกแต่งห้องของ
นางเป็นอย่างดี เพียงแต่ไม่ได้มีอันใดแตกต่างไป
จากห้องของพระสหายร่วมศึกษาคนอื่น ทว่าเมื่อ
นางรับคำเชิญของเจียงเสวี่ยหนิงให้มาเยี่ยมชม
ห้องก็พบความแตกต่างราวฟั้ากับเหวระหว่าง
ห้องของพวกนางได้อย่างง่ายดาย จึงเข้าใจแจ่ม
ชัดว่าน้องสาวของตนได้รับความโปรดปราน
ภายในวังหลวงมากเพียงใด
เจียงเสวี่ยหนิงถอดชุดชาววังอันหรูหราและมี
รูปแบบลวดลายสลับซับซ้อนตัวนั้นแล้ว สวม
เพียงชุดกระโปรงสีนภาลายปทุมพันเกี่ยวก้านอัน
เรียบง่าย แม้แต่เรือนผมที่เกล้าด้วยความประณีต
ก่อนหน้านี้ก็ปล่อยยาวสยาย เส้นผมสีดำขลับจึง
ปรกแผ่เต็มแผ่นหลัง ปอยผมหลายปอยถูกนางใช้
นิ้วมือเรียวยาวพันเบา ๆ จนขดเป็นวง
นางมองเจียงเสวี่ยฮุ่ยด้วยสายตาคล้ายยิ้ม
คล้ายไม่ยิ้ม
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ฝังตรงข้ามนาง สงบนิ่ง
ประดุจสายน้ำ “เจ้าให้ข้าเข้าวังเช่นนี้ ที่แท้
ต้องการทำสิ่งใดกันแน่?”
เบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงมีพิณวางอยู่คันหนึ่ง
ทว่ามิใช่เจียวอัน เป็นเพียงพิณที่แสนจะธรรมดา
เท่านั้น
นางยื่นนิ้วมือไปดึงสายเบา ๆ ทีหนึ่ง
เมื่อได้ยินเสียงท่วงทำนองซึ่งสายพิณกำลังสั่น
ไหวถึงกล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า “ทั้งที่เข้าวัง
มาแล้วและยังนำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาด้วย หากพี่
หญิงใหญ่จะบอกว่าไม่รู้สาเหตุที่ข้าให้เจ้าเข้าวัง
มาเลยสักนิด มันออกจะเสแสร้งจอมปลอม
เกินไปหน่อยแล้วกระมัง?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยจึงก้มหน้ามองผ้าเช็ดหน้าลาย
ปักผืนนั้น แล้วถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าแค้นข้า
มากเพียงใด ความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นเช่นไร
เจ้ากับข้าล้วนกระจ่างแจ้งแก่ใจยิ่งนัก
เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าบอกว่าเจ้าอยากจะช่วยข้า ข้า
ก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด”
อันที่จริงดวงตานางคล้ายคลึงหว่านเหนียงอยู่
บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงปรายตามอง นิ้วมือซึ่งกำลัง
เล่นสายพิณหยุดชะงัก ประหวัดนึกถึงสิ่งที่ตน
กระทำต่อผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความเคืองแค้น
และอิจฉาริษยาในชาติก่อน หลังจากบังเอิญล่วงรู้
ว่าหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยลอบบังเกิดจิตปฏิพัทธ์ต่อ
เจ้าของผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้น นางก็คิดหา
แผนการขัดขวางไม่ให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าร่วมการ
คัดเลือกพระชายา ส่วนตนก็ ‘บังเอิญ’ นำ
ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไปพบเสิ่นเจี้ยอีกครา ด้วยเหตุนี้
ถึงช่วงชิงบุพเพสันนิวาสของเจียงเสวี่ยฮุ่ยจนได้
เป็นพระชายาหลินจืออ๋อง กระทั่งได้เป็นถึง
ฮองเฮา ในที่สุดก็เหยียบย่ำ ‘พี่สาว’ ที่ตนผูกใจ
เจ็บไว้ใต้ฝั่าเท้าได้โดยสิ้นเชิง
ทว่าท้ายที่สุดแล้วนางมีความสุขสาแก่ใจ
หรือ?
เหมือนจะไม่ได้มีความสุขมากนัก และไม่ได้
สาแก่ใจสักเท่าไรด้วย
เหตุเพราะเจียงเสวี่ยฮุ่ยยังคงอยู่ดีมีสุขดังเดิม
กระทั่งว่าบางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงยังคิดเลยว่า
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้บ้างหรือไม่ว่าถูกนางช่วงชิง
บุพเพสันนิวาสไป
ตั้งแต่ต้นจนจบเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจนำเรื่อง
นี้มาโอ้อวดกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยได้เลย
เนื่องจากหลังนางได้รับคัดเลือกให้เป็นพระ
ชายาหลินจืออ๋องได้ไม่นาน เจียงเสวี่ยฮุ่ยก็
เดินทางออกจากเมืองหลวงไปไกลเพื่อแต่งงาน
นางจึงไม่มีโอกาสได้บอกความจริงและโอ้อวด
เพื่อสร้างความขุ่นแค้นชิงชังให้พี่สาวคนนี้
“เจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าข้าไม่มีทางช่วยให้เจ้า
ได้ดี ในวังหลวงแห่งนี้มีแต่ภยันตรายทุกย่างก้าว
มีคนบางคนเข้าใจผิดบางประการ กระทั่งนำ
ลูกไม้ที่เดิมควรใช้กับเจ้ามาใช้กับข้าแทน ส่งผล
ให้ชีวิตน้อย ๆ ของข้าเกือบจะดับสูญ” เจียงเสวี่ย
หนิงหยักยกริมฝีปากเยาะหยัน เมื่อหวนนึกถึงสี
หน้าซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของเซียวซู
วันนี้ก็รู้สึกสาแก่ใจนัก “มีบางคนที่วันนี้พอเห็น
เจ้านำผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนี้มาก็หน้าเปลี่ยนสี
ข้าคิดว่าวันข้างหน้าชีวิตภายในวังหลวงของพี่
หญิงคงไม่ได้ดั่งใจเป็นแน่ ส่วนข้าน่ะหรือ ย่อมยืน
ดูอยู่ด้านข้าง นั่งบนภูผาชมพยัคฆ์ต่อสู้กัน[1]อยู่
แล้วน่ะสิ”
หากเปลี่ยนผู้ประสบเหตุเป็นคนอื่น อาจเดา
ไม่ออกว่าผู้ใดใส่ความตน
อย่างไรเสียก็ปราศจากเบาะแส
แต่เซียวซูกลับปะเหมาะเคราะห์ร้ายอย่าง
ช่วยไม่ได้ เพราะผู้ที่นางประสบมิใช่เป็นแค่เจียง
เสวี่ยหนิง แต่เป็นเจียงเสวี่ยหนิงที่กลับมาเกิดใหม่
ต่างหาก ช่วงเวลานี้ย่อมยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า
เซียวซูหมายปองตำแหน่งฮองเฮาในอนาคต ทว่า
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงสู้รบตบมือกับนางอย่าง
เอาเป็นเอาตายมาแล้ว จึงรู้ตั้งแต่แรกว่าภายใต้
โฉมหน้าที่ดูเหมือนสูงส่งเหนือผู้ใด กลับซ่อนเร้น
ความทะเยอทะยานและความปรารถนาอันแรง
กล้าเอาไว้
——————–
1. นั่งบนภูผาชมพยัคฆ์ต่อสู้กัน เป็นสำนวน
หมายถึงปล่อยให้สองฝั่ายต่อสู้กันเองโดย
รอจังหวะพลาดพลั้งเพื่อเก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์
บทที่ 82 หนิงรอง (2)
เมื่อเบาะแสทุกอย่างเชื่อมโยงกัน จะไม่สงสัย
อีกฝั่ายก็คงยาก!
ครั้นเจียงเสวี่ยฮุ่ยได้ยินเจียงเสวี่ยหนิงกล่าว
เช่นนี้ก็พลันไพล่นึกถึงสิ่งที่เคยได้ยินมาช่วงหลาย
วันก่อน น้องหญิงหนิงถูกใส่ความว่ามีส่วน
เกี่ยวข้องกับถ้อยคำอันอุกอาจของกลุ่มกบฏ
นิกายสวรรค์จนเกือบสิ้นชีวิตในวัง!
หัวใจกระตุกวูบในบัดดล
ตอนนี้นางถึงค่อยเข้าใจอะไรได้ราง ๆ ว่าที่
แท้เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับตน!
เจียงเสวี่ยหนิงจะอธิบายต้นสายปลายเหตุให้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรับรู้ก็ได้ เพื่อให้นางระแวดระวัง
เซียวซู แต่อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจไม่ถือสาอีก
ฝั่าย มิหนำซ้ำพี่สาวผู้นี้เองก็ไม่ได้โง่งม ตนจึงไม่
จำเป็นต้องพูดออกไป ทั้งยังคร้านจะเอ่ยเสียด้วย
ซ้ำ
ฉะนั้นจึงเบนหัวข้อสนทนา
นางฝึกวิธีการใช้นิ้วพลางครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้
ตอนเรียนพิณกับเซี่ยเวยห้ามผิดพลาดอันใด
เด็ดขาด ทว่ามุมปากกลับประดับรอยยิ้มไม่ยี่หระ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าผ้าเช็ดหน้าที่เจ้าทำหล่นผืนนั้นไป
อยู่ในมือของผู้ใด?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยจ้องนางเขม็ง สุดท้ายก็หลุบตา
กล่าวอย่างแช่มช้า “พอจะรู้อยู่บ้าง”
‘แตร๊ง…’
เจียงเสวี่ยหนิงนิ้วมือสั่นระริกเบา ๆ แม้แต่
เสียงพิณยังสั่นไหวตาม
นางชักมือกลับโดยพลัน มองตอบเจียงเสวี่ย
ฮุ่ยด้วยแววตาคมปลาบ คล้ายต้องการมองให้
ทะลุปรุโปร่ง!
รู้!
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับพูดว่าตัวเอง “พอจะรู้อยู่
บ้าง”!
หากรู้ตั้งแต่ตอนนี้ เช่นนั้นชาติก่อนตอนที่ตน
‘บังเอิญ’ นำผ้าเช็ดหน้าไปพบเสิ่นเจี้ย ทั้งยังช่วง
ชิงบุพเพสันนิวาสของอีกฝั่าย เจียงเสวี่ยฮุ่ยก็
น่าจะรู้ด้วย!
แต่เจ้าตัวไม่เคยแสดงอาการอะไรเลย…
เจียงเสวี่ยหนิงยังนึกว่าอีกฝั่ายไม่รู้เรื่องเสีย
ด้วยซ้ำ!
“มีอะไรหรือ?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนึกว่าการที่น้องหญิงรองผู้เห็น
ตนเป็นศัตรูคู่แค้นมาตลอดกระทำเรื่องในวันนี้
คงเพราะรู้ต้นสายปลายเหตุทุกอย่างแล้ว แต่ไฉน
ครั้นตนตอบไปตามความสัตย์จริง น้องหญิงหนิง
กลับเผยสีหน้าเช่นนี้ออกมาเล่า
นางไม่ค่อยเข้าใจนัก
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้เอ่ยวาจาอยู่นาน
จากนั้นก็หลุบตามองพิณซึ่งวางอยู่เบื้องหน้า
หมดอารมณ์จะฝึกแล้ว จึงพลันยื่นมือไปผลักพิณ
กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว สิ่งที่ควรพูด
ก็พูดไปพอสมควรแล้ว เชิญเจ้ากลับไปเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ
เอาแน่เอานอนไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไร ที่นั่งสนทนา
กับเจียงเสวี่ยฮุ่ยด้วยความอดทนมาได้ครู่หนึ่งก็
ถือว่าหาได้ยากแล้ว ยามนี้ต่อให้เอ่ยวาจาส่งแขก
ก็ไม่น่าแปลกใจอันใด
แม้เจียงเสวี่ยฮุ่ยจะรู้สึกว่านางมีถ้อยคำที่ยัง
ไม่ได้เอ่ย แต่ตนก็ไม่สะดวกจะไต่ถาม
ด้วยเหตุนี้จึงลุกขึ้น บอกให้นางหลับพักผ่อน
โดยเร็ว ก่อนจะผลักประตูแล้วเดินออกไป
ราตรีนี้เจียงเสวี่ยหนิงนอนไม่หลับอีกครา
*****
เมื่อมาเข้าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉินในเช้าวัน
ต่อมา แถวที่สองก็มีที่นั่งเพิ่มขึ้นมาอีกตำแหน่ง
สำหรับเจียงเสวี่ยฮุ่ย พระสหายร่วมศึกษาซึ่งเดิม
ทีมีจำนวนแปดคนจึงกลายเป็นเก้าคนอย่างเป็น
ทางการ
เหล่าอาจารย์ที่มาสอนย่อมประหลาดใจยิ่ง
เนื่องจากเจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้ามากลางคัน ไม่เคย
ร่ำเรียนสิ่งที่พวกเขาเคยสอนก่อนหน้านี้ เหล่า
เซียนเซิงจึงอดเป็นห่วงอยู่บ้างไม่ได้ ส่วนบรรดา
พระสหายร่วมศึกษาก็รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยมากนัก อาจเพราะย้ายเอาความ
เกลียดแค้นชิงชังที่มีต่อเจียงเสวี่ยหนิงไปไว้ที่นาง
แทน แม้จะเคยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียง
สมเป็นกุลสตรีที่มาจากตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง
ต่างจากคุณหนูรองผู้ไม่ได้เรื่องได้ราว ทว่า
อย่างไรเสียสิ่งที่อาจารย์ภายในวังหลวงสอนก็
แตกต่าง เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่มีทางรู้ทุกสิ่งอย่างแน่
เพราะฉะนั้นจึงรอดูละครฉากเด็ด ใคร่จะเห็นนาง
อับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับเหมือนมีฝั่ามือ
ฟาดใส่ใบหน้าพวกนาง…
เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่เพียงทำได้ มิหนำซ้ำยังทำได้
หมด!
แม้จวนตระกูลเจียงจะไม่นับว่าสูงส่งมากนัก
แต่เมิ่งซื่อก็เลี้ยงดูเจียงเสวี่ยฮุ่ยให้กลายเป็นกุล
สตรีตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นกาพย์
กลอน ดนตรี จรรยามารยาท ตลอดจนการ
วางตัว ล้วนไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักอย่าง!
เพียงแต่ยามปกตินางไม่ชอบโอ้อวดตน น้อย
ครั้งจะเปิดเผยต่อหน้าผู้คน ทำให้มีคนรู้น้อยมาก
ยามนี้เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่กล้าสักแต่จะทำอย่าง
ขอไปที เนื่องจากจำเป็นต้องตอบคำถามของ
เหล่าเซียนเซิง ทั้งยังไม่เข้าใจสถานการณ์ภายใน
วังหลวง นางจึงตั้งอกตั้งใจสุดความสามารถ เป็น
ผลให้บรรดาเซียนเซิงต่างชมเชยอย่างง่ายดาย
เซียนเซิงทั้งหลายในยามนี้มีพฤติกรรมต่าง
จากตอนที่เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งเข้าวังพอสมควร
ครั้นผ่านเรื่องของจ้าวเยี่ยนหง ทุกคนคงรู้กันแน่
ชัดแล้วว่าเซี่ยเวยเป็นคนเช่นไร เปลือกนอกจึงไม่
กล้าลำเอียงไปทางเซียวซูอีก
นอกจากนี้เจียงเสวี่ยฮุ่ยยังเป็นพี่สาวของเจียง
เสวี่ยหนิง
ในวังหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเจียงเสวี่ยหนิงมี
องค์หญิงใหญ่คุ้มหัว พวกเขาจึงอยากพูดจายกยอ
ปอปันนางบ้าง แต่ผลการเรียนของเจียงเสวี่ย
หนิงย่ำแย่เหลือเกิน ต่อให้หนังหน้าพวกเขาหนา
อีกสักเท่าใดก็เอ่ยปาก ชมไม่ออกแม้แต่น้อย
ครานี้ดีเลย มีเจียงเสวี่ยฮุ่ยมาอีกผู้หนึ่ง!
เหมาะเจาะพอดี!
ประการแรก นางเป็นพี่สาวของเจียงเสวี่ย
หนิง ซ้ำองค์หญิงใหญ่ทรงเลือกตัวเข้าวังเป็นกรณี
พิเศษ ประการที่สอง นางมีจรรยามารยาท
ครบถ้วน ทั้งอ่อนโยนทั้งมีจริยธรรม ไม่สร้าง
ความลำบากใด ๆ ให้อาจารย์ ไม่เหมือนยายเด็ก
หัวรั้นเจียงเสวี่ยหนิง ประการที่สาม นางมีความรู้
โดดเด่น เชี่ยวชาญโคลงกลอนและตำรา เป็นคน
จำพวกที่หาได้ยากมากจริง ๆ
เหล่าเซียนเซิงทั้งหลายย่อมไม่ตระหนี่คำ
ชมเชย กล่าวชื่นชมเจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นการใหญ่
ด้วยเหตุนี้แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงสามวัน
เจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งเพิ่งเข้าวังได้ไม่นานก็กลายเป็นผู้
ที่บรรดาเซียนเซิงในตำหนักเฟิงเฉินรักใคร่เอ็นดู
และชื่นชอบยิ่งนัก
เดิมทีภายในตำหนักเฟิงเฉินมีเซียวซูที่ครอง
ความโดดเด่นแต่เพียงผู้เดียว
บัดนี้จู่ ๆ กลับมีคนโผล่ขึ้นมาและค่อย ๆ บด
บังแสงสว่างของเซียวซู กลายเป็นว่ามีจันทราสอง
ดวงประชันความเจิดจ้า เปล่งประกายจำรัสโดย
พร้อมเพรียงกัน ทำให้ทุกคนต้องส่งเสียงทอด
ถอนใจชมเชย
เซียวซูจะยินดีหรือไม่ ผู้อื่นยากจะมองออก
แต่เจียงเสวี่ยหนิงรู้นิสัยเดิมของนางเป็นอย่าง
ดี
ในอดีต สาเหตุที่เซียวซูวางตัวเหนือคนอื่น
และไม่เห็นผู้ใดในสายตามาโดยตลอดได้ เพียง
เพราะปราศจากคนที่จะส่งผลคุกคามนางได้ก็เท่า
นั้นเอง แต่หากนางรู้สึกว่าตนถูกคุกคามเมื่อใด
ท่าทีเฉยเมยหยิ่งทะนงอันมีอยู่แต่เดิมย่อม
ง่อนแง่นไปตามสถานการณ์ที่กำลังเกิดเป็น
ธรรมดา
ดังนั้นขอเพียงนึกถึงความรู้สึกของเซียวซู
ในตอนนี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็อดสาแก่ใจเป็นล้นพ้น
ไม่ได้…
ช่วยไม่ได้นะ
ชาติก่อนสู้รบตบมือกันมาตั้งนานขนาดนั้น
มิหนำซ้ำชาตินี้เซียวซูดันเข้าใจผิดจนลงมือกับตน
เพียงเพราะผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนเดียวอีก เจียง
เสวี่ยหนิงจะไม่เกรงอกเกรงใจก็ไม่แปลก!
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือชาติ
กำเนิดของเจียงเสวี่ยฮุ่ยมิอาจเทียบเซียวซู แม้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยจะได้รับความชื่นชอบจากเหล่า
เซียนเซิงในตำหนักเฟิงเฉิน ทว่ายามปกติกลับ
ปราศจากความเย่อหยิ่งแม้แต่น้อย มักมีท่าที
สนิทสนมกับผู้อื่น ต่างจากเซียวซูซึ่งสงวนท่าที
โดยสิ้นเชิง ผู้คนจึงชมชอบยิ่งนัก
บทที่ 82 หนิงรอง (3)
แม้แต่เฉินซูอี๋ยังยินดีจะสนทนากับนาง
ที่ผ่านมามีข่าวลือแพร่ในเมืองหลวงมาตลอด
ว่าสองพี่น้องตระกูลเจียงมีความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนัก
เจียงเสวี่ยหนิงมักทำตัวโอหังวางอำนาจอยู่ใน
จวนและรังแกพี่สาวนิสัยอ่อนหวานนิ่มนวลผู้นี้อยู่
เป็นนิตย์ ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ที่มีความสัมพันธ์ไม่สู้
ดีกับเจียงเสวี่ยหนิงจึงเข้าใกล้เจียงเสวี่ยฮุ่ยคล้าย
เจตนาคล้ายไม่เจตนา คิดจะผูกสัมพันธ์กับนาง
โหยวเย่ว์ยิ่งรู้สึกว่าตนมีแรงหนุนอันยิ่งใหญ่
เพิ่มมาอีกคนแล้ว วันนี้ขณะกำลังเดินอยู่จึงเข้า
ประชิดข้างกายเจียงเสวี่ยฮุ่ยพร้อมกล่าวเจือ
รอยยิ้ม “เมื่อก่อนตอนพบคุณหนูใหญ่เจียงใน
งานเลี้ยงต่าง ๆ ข้าไม่เคยรู้เลยว่าคุณหนูใหญ่จะ
เป็นผู้มีความสามารถ ช่างยอดเยี่ยมอย่างคาดไม่
ถึงนัก เมื่อเทียบกับคุณหนูรองเจียงที่ไม่มีความรู้
ความสามารถก็ดีกว่าไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ คนหนึ่งอยู่
บนท้องฟั้า ส่วนอีกคนอยู่ใต้ดิน!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยมองนางผาดหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยวาจา
เฉินซูอี๋ก็กล่าวเรียบ ๆ อยู่ด้านข้างเช่นกัน
“ทั้งที่เจ้าต่างหากล่ะเป็นบุตรีคนโตของตระกูลที่
ถือกำเนิดจากภรรยาเอก ทั้งความรู้
ความสามารถและนิสัยใจคอล้วนสูงส่งกว่า
น้องสาวผู้นั้นไม่รู้ตั้งเท่าใด แต่ยามอยู่ในจวนกลับ
ต้องอดทนคอยรับการรังแกจากนาง ช่างเป็น
เรื่องน่าแปลกจริง ๆ หากข้าเป็นเจ้าที่ได้เจอผู้ที่ไร้
ความรู้ความสามารถ ทำตัวเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล
เช่นนี้ เมื่อมีโอกาสต้องสั่งสอนนางให้จงได้! มิ
เช่นนั้นชื่อเสียงของตระกูลคงถูกนางทำลายจน
หมดสิ้น!”
หลายวันมานี้ไม่ว่าทุกคนจะพูดเรื่องของเจียง
เสวี่ยหนิงต่อหน้าเจียงเสวี่ยฮุ่ยไปกี่ครั้ง เจียงเสวี่ย
ฮุ่ยก็มักจะฟังโดยไม่โต้แย้ง พวกนางจึงถือว่า
ความไม่ลงรอยกันของสองพี่น้องเป็นเรื่องจริงไป
โดยปริยาย ดังนั้นคำพูดใส่ความลับหลังจึงกล้า
ปล่อยออกมาอย่างอุกอาจมากขึ้นทีละนิด
ทุกคนล้วนคิดว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมีศัตรูคู่แค้น
ร่วมกับพวกตน
แต่ถึงกระนั้นผู้ใดจะคาดคิดว่าครั้นเฉินซูอี๋
กล่าวเช่นนี้ คิ้วงามหมดจดของเจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับ
ขมวดแน่น รั้งฝีเท้ามองนาง กล่าวด้วยน้ำเสียง
เย็นชาอยู่บ้างว่า “ถึงน้องหญิงรองของข้าจะไร้
ความรู้ความสามารถจริง ทว่าไม่ได้ถึงขั้นเสื่อม
เสียวงศ์ตระกูลจนทำให้จวนเราอับอายขายหน้า
คุณหนูซูอี๋กล่าวเช่นนี้มีอคติไร้ความเที่ยงธรรม
เสียแล้ว ตระกูลเจียงของเราไม่อาจเทียมทัด
ตระกูลใหญ่หลายตระกูลก็จริง ทว่าการอบรม
ดูแลของครอบครัวก็เข้มงวดกวดขันอยู่แล้ว หาก
น้องหญิงกระทำผิดอันใดย่อมมีท่านพ่อท่านแม่
เป็นผู้ใส่ใจ ไยต้องให้คุณหนูซูอี๋กล่าวให้มากความ
ด้วยเล่า?”
ทุกคนตะลึงงันกันหมด
เจียงเสวี่ยฮุ่ยพูดแทนเจียงเสวี่ยหนิง!
ไหนลือกันว่าสองพี่น้องไม่ลงรอยกันอย่างไร
เล่า?!
เฉินซูอี๋สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย รูม่านตา
หดรั้ง มองไปทางเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับมองตอบด้วยท่าทีไม่แข็ง
กร้าวจนดูเย่อหยิ่ง และไม่ถ่อมตัวจนดูต้อยต่ำ
โหยวเย่ว์สูดลมหายใจหนาวเหน็บเฮือกหนึ่ง
อย่างห้ามไม่อยู่ ยามนี้เองถึงนึกขึ้นมาได้พร้อมทุก
คน แม้ที่บ้านจะมีความสัมพันธ์ไม่ดีเช่นไรแต่ก็ยัง
แซ่เจียง พวกนางต่างเป็นพี่น้องจากจวนเดียวกัน!
‘น้องหญิง’ อะไรที่ว่านี้ ต่อให้เมื่อตัวเองกลับจวน
ไปจะอ้าปากด่าทอนางเป็นหมื่นประโยค แต่ก็ไม่
มีวันยอมให้ผู้อื่นมาทำลายชื่อเสียงตามอำเภอใจ!
ยิ่งไปกว่านั้นยังเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของวงศ์
ตระกูล กระทบต่อความรุ่งโรจน์และความล่ม
สลายของครอบครัวอีกด้วย ก่อนหน้านี้ที่พากัน
พูดจาแฝงนัยไม่กี่คำน่ะช่างเถิด แต่ครั้นระบุ
ชื่อเสียงเรียงนามและมาบอกว่าผู้อื่นทำตัวเสื่อม
เสียวงศ์ตระกูลเช่นนี้ จะไม่ให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยแสดง
อาการได้อย่างไร
คราวนี้ไม่มีผู้ใดกล่าวต่อไปได้อีกแล้ว
บรรยากาศพิพักพิพ่วนเล็กน้อย
เผอิญว่าเบื้องหน้ายามนี้เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่ง
เปิดประตูห้องของตนและถือตำราเล่มหนึ่งก้าว
ออกมา พอมองมาจากไกล ๆ ก็เห็นพวกนางซึ่ง
อยู่ด้านนอกเรือนหยางจื่อแล้ว จึงยิ่งไม่สะดวกจะ
เอ่ยวาจา
โจวเปั่าอิงยังคงยืนมองเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
ความสงสัยใคร่รู้ท่ามกลางฝูงชน เอ่ยถามด้วย
เสียงเจื้อยแจ้วน่ารักว่า “พวกเรากำลังคุยเรื่อง
ท่านกับพี่หญิงใหญ่เจียงอยู่พอดี พี่หญิงรองเจียง
ท่านจะไปเรียนพิณอีกแล้วหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นคนกลุ่มนี้รวมตัวกันก็รู้แล้ว
ว่าพวกนางต้องไม่พูดเรื่องดี ๆ เป็นแน่แท้
ขณะที่โจวเปั่าอิงบอกว่าทุกคนกำลังคุยเรื่อง
ของนางอยู่ มีบางคนหน้าเปลี่ยนสี
นางจึงลอบยิ้มในใจ เพียงเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้า
จะไปดูสักหน่อยว่าเซี่ยเซียนเซิงอยู่หรือไม่”
ครั้งก่อนเซี่ยเวยบอกนางว่าวันรุ่งขึ้นให้ไปฝึก
วิธีการใช้นิ้วมือที่ตำหนักข้าง แต่วันต่อมาเมื่อนาง
ไปถึง เซี่ยเวยกลับไม่ได้ไป
ขันทีแจ้งว่าฝั่ายหน้ามีงานยุ่ง เขาจึงไม่อาจ
ปลีกตัวมาได้ชั่วคราว
ช่วงหลายวันมานี้เขามิได้ปรากฏกายที่
ตำหนักเฟิงเฉินอีก จึงไม่ได้เข้าสอนเลยสักครั้ง
หากว่ากันตามเหตุผล เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่
จำเป็นต้องไปเรียนพิณที่ตำหนักข้าง แต่เนื่องด้วย
นางไม่รู้ว่าเซี่ยเวยจะเสร็จงานเมื่อใด ส่วนเหล่า
ขันทีและนางกำนัลก็ยิ่งไม่ทราบ ฉะนั้นจึงทำได้
เพียงไปตำหนักข้างทุกวันและรออยู่สักเค่อหนึ่ง
หากเซี่ยเวยไม่มา นางค่อยจากไป
วันนี้ก็เช่นกัน
ตอนนี้เวลานี้ เสิ่นจื่ออีไม่ได้อยู่ด้วย
โหยวเย่ว์แม้ว่าจะหวาดกลัวเจียงเสวี่ยหนิง
เสียจนไม่กล้ากล่าวคำแม้แต่น้อยยามอยู่ต่อหน้า
นาง แต่ถึงกระนั้นด้านข้างยังมีเฉินซูอี๋อยู่อีกคน
ครั้นได้ยินเจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยถึงเรื่องเรียนพิณ
เฉินซูอี๋ก็เปล่งเสียงหัวเราะเบา ๆ แล้วปรายตา
มองเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งเมื่อครู่ไม่ไว้หน้าตนแวบหนึ่ง
พูดอย่างแฝงความนัยลึกซึ้งว่า “ก่อนหน้านี้เคย
ได้ยินว่าเซี่ยเซียนเซิงเป็นสหายเก่ากับใต้เท้าเจียง
คุณหนูรองเจียงร่ำเรียนพิณได้ย่ำแย่เพียงนี้จึงยัง
ยอมทุ่มเทสั่งสอน บัดนี้คุณหนูใหญ่เจียงเข้าวัง
มาแล้วเช่นกัน ทั้งพิณ หมากล้อม อักษร
ภาพวาดล้วนเชี่ยวชาญทุกสิ่ง เพียงแต่น่าเสียดาย
ที่หมู่นี้เซียนเซิงงานยุ่ง ไม่ได้มาเข้าสอน มิเช่นนั้น
หากได้พบหยกงามเช่นคุณหนูใหญ่เจียงจะต้อง
ยินดีเป็นอันมากแน่ อย่างไรเสียก็อยู่กับไม้ผุมา
เนิ่นนาน ช่างน่าสงสารเซี่ยเซียนเซิงจริง ๆ …”
วาจาแฝงเจตนายุแยงเล็กน้อย
ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่ตอบคำ
กระทั่งเจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่แสดงอาการ
โกรธขึ้งเลยสักนิด ยังคงยิ้มกริ่ม เพียงพูดกับเฉินซู
อี๋ว่า “สิ่งที่คุณหนูซูอี๋กล่าววันนี้ เสวี่ยหนิงจดจำ
เอาไว้แล้ว พรุ่งนี้เมื่อได้เข้าเฝั้าองค์หญิงใหญ่
จะต้องทูลให้พระองค์ทรงทราบแน่”
“เจ้า!”
เฉินซูอี๋คิดไม่ถึงเลยว่านางจะใช้การฟั้องมา
ข่มขู่ซึ่ง ๆ หน้าเช่นนี้ได้!
ลมหายใจหยุดชะงัก สีหน้าไม่น่าดูชมยิ่งนัก
ในบัดดล
ครั้นนึกถึงเหตุการณ์ที่ถูกองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางตำหนิเมื่อวันก่อนขึ้นมา ร่างกายก็ยิ่งสั่นเทิ้ม
เล็กน้อย…มันน่าโมโหนัก!
เจียงเสวี่ยหนิงกลับคร้านจะมองนางแล้ว
แค่นหัวเราะเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะเดินถือตำรา
ผ่านข้างกายนางไปด้วยแผ่นหลังเหยียดตรง
สาวเท้ายาว ๆ ออกไปจากตำหนักเฟิงเฉินโดยไม่
เหลือบแลแยแสสายตาของคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ
บทที่ 82 หนิงรอง (4)
นอกประตูตำหนักมีขันทีน้อยเฝั้าอยู่เพียงผู้
เดียว
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวขึ้นขั้นบันไดพลางถามว่า
“วันนี้เซี่ยเซียนเซิงมาหรือไม่?”
ขันทีน้อยส่ายศีรษะ ผลักเปิดประตูให้นาง
“ไม่มีข่าวแจ้งมา เพียงแต่ได้ยินว่าเซี่ยเซียนเซิง
กำลังยุ่งกับเรื่องในเขตพระราชฐานฝั่ายหน้า
ไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว เพิ่งกลับจวนไปเมื่อคืน
วันนี้อาจจะไม่มาก็ได้ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ เดินเข้าไปใน
ตำหนัก
เอ๋อเหมยแขวนบนที่สูงของผนัง ส่วนเจียวอัน
วางราบบนโต๊ะพิณ
เมื่อนางเดินเข้าไปในตำหนักก็นั่งลงหน้าโต๊ะ
พิณ
วางม้วนตำราในมือลง เป็นตำราแพทย์
วันนั้นนางพบจางเจอบนถนนโดยบังเอิญ
ครั้นเห็นเขาหิ้วห่อยาจึงนึกได้ทันทีว่ามารดาของ
จางเจอสุขภาพไม่ดี เป็นโรคปวดศีรษะ ช่วงหลาย
วันมานี้เซี่ยเวยมีธุระวุ่นวาย ทำให้นางมีเวลาว่าง
หลังจากฝึกพิณ ด้วยเหตุนี้จึงฝากเสิ่นจื่ออียืม
ตำราแพทย์มาจากสำนักหมอหลวง สมัยก่อนนาง
เติบโตท่ามกลางปั่าเขาและเคยติดตามไปเล่น
ซุกซนกับหมอพเนจร เป็นเหตุให้พอจะรู้หลักการ
แพทย์อยู่บ้าง ส่วนตำราแพทย์เล่มนี้ก็ไม่ได้เขียน
อย่างลึกซึ้งและอ่านยากมากนัก เมื่อนางค่อย ๆ
อ่านไปก็เข้าใจ
เพียงแต่วันนี้ เมื่อวางตำราแพทย์ เจียงเสวี่ย
หนิงกลับมองดูอย่างใจลอย
นับตั้งแต่วันที่ถูกเซียวซูให้ร้าย นางก็คิดไว้
เสร็จสรรพแล้วว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นผู้มี
ความสามารถโดดเด่นมาโดยตลอด อย่าว่าแต่มี
ผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นอยู่เลย ต่อให้ไม่มีก็ย่อม
ทำให้เซียวซูรู้ว่าเหนือฟั้ายังมีฟั้า เหนือคนยังมีคน
ได้อยู่ดี โลกนี้ไม่ได้มีแค่อีกฝั่ายเสียหน่อยที่ดีเลิศ
และยอดเยี่ยมเหนือผู้ใด
อย่างไรก็ดี ทั้งที่ให้พี่สาวของตนเข้าวังมาแล้ว
แท้ ๆ แต่เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าวังมาจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ได้มีจิตใจสงบสุขอย่างที่คิด
เอาไว้เลย
เป็นเพราะเรื่องที่ว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้มาตั้งแต่
แรกแล้วว่าผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นเสิ่นเจี้ยเอา
ไป?
หรือเป็นเพราะเรื่องที่ว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยดีอย่าง
ที่ผู้อื่นว่าไว้จริง ๆ ?
นางเติบโตจากบ้านนอกคอกนา ส่วนเจียง
เสวี่ยฮุ่ยเติบใหญ่ในเมืองหลวง
ในขณะที่นางเล่นด้วยการเดินลุยน้ำใช้ฉมวก
แทงปลา เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับร่ำเรียนพิณ หมาก
ล้อม อักษรศิลป และภาพวาด
นางทั้งดื้อรั้นซุกซนทั้งไม่รู้กาลเทศะ ทว่า
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับมีจรรยามารยาทสง่างามและ
เปียมกาลเทศะ
ชาติก่อนนางรู้สึกไม่เป็นธรรม ริษยา กระทั่ง
ว่ายังเคียดแค้นชิงชัง
ส่วนชาตินี้หากต้องการให้นางยอมรับว่าตน
ไม่ได้โดดเด่นเท่าคนเขาจริง ๆ ก็ยากจะทำได้
โดยง่าย
ผู้หนึ่งคือคุณหนูใหญ่เจียง อีกผู้หนึ่งคือ
คุณหนูรองเจียง
คล้ายเกิดมาก็ต้องประชันกันเสียแล้ว
ไม่เพียงผู้อื่นจะนำพวกนางมาเปรียบเทียบกัน
แม้แต่ตัวนางเองยังเปรียบเทียบกับอีกฝั่ายโดยไม่
รู้ตัวแบบอดไม่ได้…
ตำราแพทย์วางนิ่งอยู่เบื้องหน้า เจียงเสวี่ย
หนิงเหม่อมองตัวอักษรบนหน้าปก จิตใจล่องลอย
ไปชั่วขณะ
แม้แต่มีคนเข้ามาจากเบื้องนอก นางยังไม่
รู้สึกตัว
วันนี้เซี่ยเวยเปลี่ยนเป็นสวมชุดนักพรตสี
ครามหม่นอันหลุดพ้นจากโลกียวิสัย ปินหยก
ครามเกล้าผมด้วยทรงที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เดิมที
เขาแค่เดินแวะมาตำหนักเฟิงเฉิน แต่เมื่อถึงประตู
กลับได้ยินขันทีน้อยแจ้งว่าคุณหนูรองเจียงอยู่ข้าง
ใน ทำให้หลากใจอยู่บ้าง
เขาผลักประตูเข้าไป
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงนั่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่หน้า
โต๊ะพิณ
เซี่ยเวยมือถือฎีกาซึ่งผ่านการตรวจมาแล้ว
ฉบับหนึ่ง ยามย่างเท้าลงบนพรมขนสัตว์
ปราศจากสุ้มเสียง เขามายืนข้างหลังนางและ
ทอดสายตาข้ามบ่านางไป มองปราดเดียวก็เห็น
ตำราแพทย์ซึ่งวางอยู่ตรงหน้านาง
“…”
เกิดความเงียบงันช่วงหนึ่ง
โพรงปากเอ่อท้นกลิ่นคาวโลหิตเจือรสขมฝาด
ของสมุนไพรในอดีต เซี่ยเวยอดคิดไม่ได้ หมอ
กำมะลอตัวน้อยที่เคยรักษาจนเขาเกือบตายใน
สมัยนั้น หมอพเนจรผู้ไม่เอาไหนกำลังคิดตำรับยา
อะไรไปทำร้ายคนอีกล่ะเนี่ย
ท่าทางแบบนี้แสดงว่ากำลังใจลอย
เขาเดินเข้าไป ชูฎีกาฉบับนั้นขึ้นมาเคาะ
ศีรษะนางเบา ๆ ทีหนึ่ง “มีสติหน่อย!”
เจียงเสวี่ยหนิงถูกเคาะจนตกใจสะดุ้งเฮือก
เกือบกระเด้งขึ้นมาจากที่นั่ง
ครั้นนางแหงนศีรษะมองก็เห็นเซี่ยเวยเดินอม
ยิ้มผ่านไปข้างกาย สีหน้าเจือความเหนื่อยล้าซึ่ง
แทบมองไม่เห็น หน้าตาซีดเซียวกว่าตอนได้พบ
กันครั้งก่อนเล็กน้อย
เซี่ยเวยโยนฎีกาฉบับนั้นลงบนโต๊ะ เดินไปริม
ผนังแล้วยกมืออุ้มเอ๋อเหมยมาวางบนโต๊ะพิณของ
ตน เขาปลดถุงพิณ นิ้วทั้งห้าขยับดีดเพื่อลอง
เสียง เอ่ยวาจาโดยไม่เงยศีรษะขึ้นมา “ได้ยินว่า
หลายวันนี้ คุณหนูรองหนิงมาที่นี่ทุกวัน คงเพราะ
ถ้อยคำของคนแซ่เซี่ยเข้าหูแล้ว ฉะนั้นก็คงเรียนรู้
วิธีดีดด้วยนิ้วเป็นแล้วใช่หรือไม่?”
คุณหนูรองหนิง…
ครั้นได้ยินคำเรียกนี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็ตะลึงงัน
แม้แต่คำพูดต่อจากนั้นของเขาก็ไม่ได้ยิน
ไฉนเมื่อก่อนนางถึงไม่รู้สึกตัวเลยว่าคำเรียก
ขานอันแปลกพิสดารเพราะมีสองคำซึ่งไม่ค่อย
เหมาะสมกัน ฟังแล้วกลับทั้งเสนาะหูและทั้ง
ปลอดโปร่งเยี่ยงนี้นะ
เจียงเสวี่ยหนิง เจียงเสวี่ยฮุ่ย
เจียง คือแซ่ของนาง
เสวี่ย เป็นแค่ตัวอักษรลำดับรุ่นของตระกูล
มีเพียง ‘หนิง’ เท่านั้นที่เป็นของนางเอง และ
ทำให้นางแตกต่างจากผู้อื่น
ชาติก่อนช่วงที่ได้รู้จักกับเซี่ยเวยระหว่างการ
เดินทางกลับสู่เมืองหลวง เซี่ยเวยเรียกนางว่า
‘คุณหนูรองเจียง’ เหมือนคนอื่น ๆ แต่ผ่านไป
ไม่กี่วัน หลังจากประสบภยันตรายกันไปแล้ว เซี่ย
เวยคล้ายจะเปลี่ยนคำเรียกขาน เขาไม่เรียกนาง
ว่า ‘เจียงรอง’ แต่กลับเรียก ‘หนิงรอง’ แทน
ชาตินี้ก็ไม่ได้มีอันใดเปลี่ยนแปลง
แต่นางไม่เคยเข้าใจเลยว่าเป็นเพราะเหตุใด
และไม่รู้ด้วยว่าภายในสมองของเซี่ยเวยผู้นี้มีสิ่ง
แปลกประหลาดพิสดารอะไรอยู่บ้าง ชาติก่อน
นางไม่ยอมมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับเซี่ยเวย ส่วน
ชาตินี้ทีแรกปฏิสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาเกิดจาก
ความหวาดกลัว ต่อมาก็กลายเป็นความเคยชิน
ด้วยเหตุนี้จึงไม่เคยถามไถ่ถึงที่มาของคำเรียกขาน
และแทบไม่ค่อยไปนึกถึงนัก
ใจบังเกิดระลอกคลื่นเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้น
สิ่งที่แผ่ขยายกลับเป็นความสะเทือนใจ
เมื่อก่อนตอนทุกคนเรียกนางว่า ‘คุณหนูรอง
เจียง’ นางหาได้รู้สึกอันใดไม่ กระทั่งต่อมาเมื่อมี
เจียงเสวี่ยฮุ่ย ไม่ว่าจะฟังเช่นไรก็เสียดหู
เจียงเสวี่ยหนิงเบ้าตาร้อนชื้นหน่อย ๆ
นางรู้มาตลอดว่าเซี่ยเวยล่วงรู้จิตใจคนได้ทะลุ
ปรุโปร่ง ไม่มีผู้ใดที่เหนือล้ำไปกว่าเขา ในอดีต
นางก็เคยได้ลิ้มลองมากับตัวแล้ว แต่กลับไม่รู้เลย
ว่าที่แท้คนผู้นี้ก็มองนางทะลุปรุโปร่งมาตั้ง
นมนาน เขาไม่เรียกนางว่า ‘เจียงรอง’ ทว่ากลับ
เรียก ‘หนิงรอง’ แทน มิน่าเล่าผู้คนในราชสำนัก
ถึงชื่นชมเขา จะมีก็แต่ตัวนางในชาติก่อนที่ช่างโง่
เขลาเบาปัญญา ถึงกับไม่เข้าใจเลยสักนิด…
ทั้งที่ชาติก่อนคนผู้นี้ใช้สีหน้าวาจาร้ายกาจกับ
นาง ซ้ำยังเคยทำให้นางเสียหน้าและอับอาย ส่วน
ชาตินี้นางก็เอาแต่หวาดกลัวเขา ผนวกกับมีเรื่อง
เรียนพิณเข้ามาจึงทำให้รู้สึกไม่ดีด้วย เห็นหน้า
แล้วแสนชิงชัง
ทว่าเพราะคำเรียกนี้ นางกลับรู้สึกเหมือนเซี่ย
เวยก็ไม่ได้กระทำเรื่องร้ายกาจขนาดนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งมองเขาอยู่หน้าโต๊ะพิณจน
ลืมตอบกลับ
เมื่อเซี่ยเวยเปล่งวาจาออกไปแล้ว ผ่านไปเนิ่น
นานยังไม่ได้ยินคำตอบ เขาจึงขมวดคิ้วช้อน
ดวงตาขึ้นมอง ทำให้เห็นดวงตากระจ่างใสของ
ดรุณีน้อยกำลังจ้องตนเขม็ง นัยน์ตาแดงเรื่อ ขน
ตากระเพื่อมไหว น้ำตาที่คลออยู่ไหลรินลงมา
อยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดถึงร้องไห้ขึ้นมาอีกเล่า!
การเคลื่อนไหวของเขาหยุดชะงัก ยกมือขึ้น
นวดหว่างคิ้วตนเอง รู้สึกปวดศีรษะเหลือแสน
ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ผู้ใดมาหาเรื่องเจ้า
อีก?”