คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 83 ขนมแผ่นท้อกับถุงเครื่องหอม (1)
วันนี้นางมาเรียนพิณ ไม่ได้มาทะเลาะเบาะ
แว้ง และไม่ได้มาแสร้งทำตัวน่าสงสาร ยิ่งไปกว่า
นั้นเซี่ยเวยก็ไม่ได้หาเรื่องนางและไม่ได้ยั่วโมโห
นางด้วย นางแค่เผลอคิดอะไรไปไกลชั่วขณะ
เพราะสะเทือนอารมณ์จากคำเรียกขานว่า
‘คุณหนูรองหนิง’ จนจู่ ๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็
เท่านั้น
อีกทั้งไม่ว่าอย่างไรการหลั่งน้ำตาต่อหน้าผู้อื่น
ก็น่าขายหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงรีบยกแขนเสื้อเช็ดใบหน้า
สะเปะสะปะยกหนึ่ง ถูจนดวงหน้าแดงก่ำและ
เลอะเครื่องประทินโฉมประหนึ่งแมวลาย “ทราย
เข้าตา ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
“…”
เซี่ยเวยพลันอับจนถ้อยคำ
เจียงเสวี่ยหนิงทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
ท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยิบตำราแพทย์
เล่มนั้นไปวางด้านข้าง ถามเขาว่า “วันนี้เซียนเซิง
ต้องการทดสอบวิธีการใช้นิ้วใช่หรือไม่เจ้าคะ
ยังให้บรรเลงเพลงเมฆรุ้งกวดจันทร์ใช่หรือไม่”
เซี่ยเวยมองนาง ส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง แล้ว
เอ่ยว่า “เล่นเป็นแล้วหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล่าวคำ เพียงจัดวางพิณบน
โต๊ะให้ตรง
หลายวันนี้นางมิได้เกียจคร้าน
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่ดีดพิณ เป็นเพราะเซี่ย
เวยบอกว่านางจิตใจไม่สงบนิ่ง เขาจึงไม่ยอมให้
แตะต้อง แท้จริงแล้วนางเองก็รู้มาตลอดว่าการ
เรียนกับเซี่ยเวยมิอาจผ่านไปอย่างขอไปที และยิ่ง
ไม่ควรหวังว่าจะโชคดี เนื่องจากคนผู้นี้จริงจังกับ
ทุกสิ่ง
ขณะนี้นางไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เริ่มกรีดสาย
บรรเลงเพลงฝึกนิ้ว
ยังคงเป็นยามบ่ายฤดูเหมันต์เหมือนเคย
เนื่องจากวันนี้เซี่ยเวยมาโดยไม่มีผู้ใดแจ้งขันที
ประจำตำหนักล่วงหน้า เตาอั้งโล่ภายในตำหนัก
ข้างจึงเพิ่งจุด ยังไม่ได้ให้ความอบอุ่นมากนัก
บานหน้าต่างแง้มออกครึ่งหนึ่งจึงหนาวอยู่บ้าง มี
สายลมโบกโชยเข้ามา หอบเอาสภาพอากาศ
หนาวเย็นพัดเรียดมุมชายเสื้อคลุมนักพรตสีคราม
เข้มของเขา เซี่ยเวยยืนอยู่หน้าโต๊ะตำรา ดูเจียง
เสวี่ยหนิงดีดฉินพิณโดยเว้นระยะห่าง
เรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิงมีจิตใจยากจะสงบนิ่ง
เป็นความจริง
ทว่าพอนางสงบนิ่งสำเร็จแล้วก็เป็นผู้ที่อบรม
สั่งสอนได้จริง ๆ
คราบน้ำตาบริเวณหางตาของดรุณีน้อยยังไม่
เหือดแห้ง เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าลาย
พร้อย ดวงตาซึ่งมีหยาดน้ำตาเกาะพราวคู่นั้น
หลุบต่ำอย่างเป็นธรรมชาติ ซ่อนเร้นใต้แพขนตา
หนาอยู่หน่อย ๆ มีท่าทางจริงจังอย่างที่ไม่เคย
เห็นมาก่อน
นิ้วทั้งห้าเรียวยาว เหมาะแก่การดีดสายมาก
ที่สุด
เสียงกง ซาง เจวี๋ย เวย อวี่ ทุกท่วงทำนอง
ล้วนแม่นยำ ทุกเสียงล้วนเหมาะสม เมื่อดู
วิธีการใช้นิ้วและฟังการเชื่อมประสาน แม้จะ
ติดขัดไม่ชำนาญอยู่บ้าง แต่ค่อนข้างถือว่า
พอใช้ได้ ปราศจากความเงอะงะเคอะเขินยาม
เรียนพิณในตำหนักเฟิงเฉินเมื่อครั้งอดีต
เสียงพิณที่หลั่งไหลเกิดจากสายพิณซึ่งสั่น
พลิ้ว
ภายในตำหนักปราศจากเสียงสนทนาเป็น
การชั่วคราว
จนเสียงพิณลอยอ้อยอิ่งใกล้จะสิ้นสุด เซี่ยเว
ยถึงเขยื้อนกาย พยักหน้าอย่างแช่มช้า “หลาย
วันนี้ไม่ได้เสียเที่ยวเปล่าแล้วจริง ๆ พอใช้ได้บ้าง
แล้ว ในที่สุดก็ไม่ได้มาตำหนักข้างแห่งนี้เพื่อนอน
เสียที ถือเป็นเรื่องน่ายินดี”
นี่กำลังกระเซ้าเรื่องที่นางหลับระหว่างเขา
บรรเลงพิณคราวก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยว่า “นั่นมันข้อยกเว้นเจ้า
ค่ะ”
ทว่าขณะที่เพิ่งจะแก้ตัวให้ตนเอง ถ้อยคำเพิ่ง
จะสิ้นสุดลงเท่านั้น ความหิวโหยภายในท้องก็ทวี
ขึ้นมาตามธรรมชาติ ส่งเสียงร้องดัง ‘จ๊อก จ๊อก’
ออกมาเบา ๆ เสียงท้องร้องนี้หากดังขึ้นในช่วงที่
มีเสียงผู้คนเซ็งแซ่ก็ช่างมันเถิด ทว่าภายใน
ตำหนักข้างยามนี้ดันมีนางกับเซี่ยเวยแค่สองคน
เท่านั้น ทั้งห้องเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็ม
หล่น เสียงซึ่งเดิมทีแผ่วเบาจึงดังถนัดชัดดั่งเสียง
อสุนีบาตยามแจ้ง
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เซี่ยเวย “…”
ดวงตาทั้งสองคู่จ้องประสาน ผู้หนึ่งกระอัก
กระอ่วนจนหน้าแดง ใคร่อยากจะขุดดินแล้วมุด
ลงไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสีย ส่วนอีกผู้หนึ่งกลับ
มองสำรวจอยู่เงียบ ๆ ด้วยอาการคาดไม่ถึงอย่าง
ชัดเจน อีกทั้งถึงขั้นรู้สึกขบขันเล็กน้อยอีกด้วย
เซี่ยเวยชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แตะริมฝีปากบาง
ของตนเองเบา ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังอดขำไม่ได้อยู่
ดี “เป็นข้อยกเว้นจริงด้วย ทำไมหรือ คราวก่อน
นอนไม่พอ คราวนี้กินไม่อิ่ม คนที่รู้เรื่องราวดีจะ
พูดว่ายามเจ้าอยู่ในวังหลวงได้รับความไว้เนื้อเชื่อ
ใจและความโปรดปรานจากองค์หญิงใหญ่ยิ่งนัก
แต่ผู้ที่ไม่รู้ หากเห็นเจ้าท่าทางเหมือนขาดอาหาร
เช่นนี้ เกรงจะนึกว่าเจ้าได้รับโทษทัณฑ์และถูกขัง
คุกอยู่ในวังหลวงเสียแล้ว”
ยามคนแซ่เซี่ยพูดจา บางครั้งก็ปากร้ายเสีย
เหลือเกิน
เจียงเสวี่ยหนิงลอบกัดฟันกรอด มองเขาโดย
ไม่พูดอะไร
เซี่ยเวยจึงถามว่า “เจ้ายังไม่ได้กินรึ?”
เจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียง “อืม” หนัก ๆ คำหนึ่ง
“ช่วงเช้าอ่านตำราจนลืมเวลาและเผลอหลับไป ก็
เลยลืมกินเจ้าค่ะ”
วังหลวงไม่ใช่ที่บ้าน ห้องเครื่องย่อมไม่รอคน
เซี่ยเวยอยากหัวเราะอีกครั้งอย่างหาได้ยาก
ยิ่ง
หากเป็นเขาเมื่อก่อน คงคร้านจะแยแสเรื่อง
เล็กน้อยเช่นนี้ มีคำพูดของชาวบ้านซึ่งกล่าว
เอาไว้ได้ดีว่า เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน
ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ศึกษาหาความรู้คือให้
คงความหิวไว้กับตัวสามส่วน เพื่อจะได้มีสติและ
มีจิตใจจดจ่อพากเพียร
หรือหมายความว่าหิวสิถึงจะดีนั่นเอง
เพียงแต่หนิงรองมาเรียนพิณโดยที่เมื่อครู่ก็
บรรเลงได้ไม่เลว ย่อมแสดงว่านางน่าจะตั้งใจแล้ว
มิหนำซ้ำดรุณีน้อยยังอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต
เขาจึงมีจิตเมตตา เปิดกล่องอาหารซึ่งวางอยู่
บริเวณมุมโต๊ะ
ชั้นบนสุดมีขนมแผ่นท้อจานเล็ก ๆ จานหนึ่ง
เซี่ยเวยยกมาวางบนขอบโต๊ะ จากนั้นวาง
กาน้ำลงบนเตาไปพลางร้องเรียกเจียงเสวี่ยหนิง
ไปพลาง “มาดื่มชา”
นับตั้งแต่เขาเปิดกล่องอาหาร สายตาของ
เจียงเสวี่ยหนิงก็เคลื่อนตามไปจนแทบจะไม่ละ
จากขนมแผ่นท้อในจานเล็กอีกเลย
ท้องว่างเปล่า ใจคันยุบยิบ
เมื่อได้ยินเขาเรียกให้ตนดื่มชา ความคิดซึ่งผุด
ขึ้นมาในสมองนางเป็นอันดับแรกคือ อย่าไปนะ
เซี่ยเวยเป็นอาจารย์ ข้าเป็นลูกศิษย์ ต้องรู้จัก
แยกแยะสูงต่ำ อีกทั้งข้าก็เคยได้ยินถ้อยคำอุกอาจ
ของเซี่ยเวยในสมัยนั้นมาแล้ว รู้ดีว่าเซี่ยเวยไม่
ชอบให้คนล่วงรู้ความลับของตัวเอง ซ้ำเซี่ยเวยยัง
เคยคิดจะฆ่าข้าปิดปากด้วย หากมียาพิษอยู่ในน้ำ
ชาเล่า
ทว่าขนมแผ่นท้อก็ตั้งอยู่ตรงหน้า
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่อาจต้านทานความ
เย้ายวนอันลี้ลับนั้นได้มากมายนัก นางลุกเดินเข้า
ไปหา
ที่ข้าทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเห็นแก่กินเสียหน่อย
เซี่ยเวยเรียกให้ข้าเข้าไปดื่มชา แล้วข้าจะขัด
คำสั่งได้อย่างไรเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “ขอบพระคุณเซี่ยเซียน
เซิง” ก่อนจะนั่งหน้าโต๊ะน้ำชา มองเซี่ยเวยแวบ
หนึ่ง ตามด้วยเอื้อมมือออกไปเงียบ ๆ หยิบขนม
แผ่นท้อชิ้นบางเบาขึ้นมาจากจานและกัดไปหนึ่ง
คำ
“…”
ชั่วอึดใจที่ขนมเข้าปาก นางก็ชะงักงัน
ความยินดีปรีดาซึ่งเดิมทีเผยให้เห็นราง ๆ บน
ใบหน้าเองก็แข็งค้างเล็กน้อย
ทีแรกเซี่ยเวยไม่ได้สังเกต ขณะกำลังใช้ช้อน
ตักชาออกมาจากขวดก็เงยศีรษะขึ้นมองนางพอดี
“เป็นอะไรไป?”
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติ ส่ายหน้าในบัดดล
“เปล่าเจ้าค่ะ”
แค่ต่างจากที่จินตนาการเอาไว้เท่านั้นเอง
เพียงแต่หากหยุดตรองสักหน่อยก็จะระลึกได้
ว่า ขณะนี้เซี่ยเวยมีสถานะเช่นไร อีกทั้งสถานที่
แห่งนี้เป็นสถานที่อันใด ไหนเลยตนยังคาดหวังว่า
จะได้ลิ้มรสชาติอะไรบางอย่างอีกเล่า ทางที่ดี
ที่สุดคืออย่าเผยพิรุธ มิเช่นนั้นหากทำให้เขาดู
ออกแล้วไพล่นึกถึงเรื่องสมัยนั้นขึ้นมาได้ มีเพียง
สวรรค์ที่ล่วงรู้ว่าเขาจะบังเกิดจิตสังหารขึ้นมาอีก
หรือไม่
นางรีบก้มหน้า ค่อย ๆ เคี้ยวค่อย ๆ กลืน
ขนมแผ่นท้อนุ่มนิ่มละลายในปากช้า ๆ หาก
ตัดความหวานเลี่ยนที่มีมากเกินออกก็ถือว่ายอด
เยี่ยมได้เช่นกัน เพียงกินสักสองแผ่นเพื่อรองท้อง
ก็คงพอดับความหิว
ยามอยู่ต่อหน้าเซี่ยเวย เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้า
ตะกละ
นางกินไปหนึ่งแผ่น จากนั้นก็หยิบอีกแผ่น
เซี่ยเวยมองสีหน้านาง สุดท้ายก็สัมผัสอะไรได้
เขาจึงถามว่า “ของว่างที่ห้องเครื่องทำมาไม่
อร่อยหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายหน้าหวือ
สายตาเซี่ยเวยเคลื่อนจากร่างนางไปยังขนม
แผ่นท้อบนจาน นั่นเป็นอาหารว่างซึ่งจัดเตรียม
ให้เขาที่ตำหนักข้างแห่งนี้โดยเฉพาะ ปกติเขาไม่
ค่อยกิน แต่ยามนี้กลับหยิบขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ
ครั้นขนมสัมผัสปลายลิ้น คิ้วเรียว ก็เลิกขึ้นน้อย ๆ
บทที่ 83 ขนมแผ่นท้อกับถุงเครื่องหอม (2)
เจียงเสวี่ยหนิงกระวนกระวายถึงขีดสุดอย่าง
ไม่ทราบสาเหตุ
นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
เซี่ยเวยค่อย ๆ วางขนมแผ่นท้อที่ยังกินไม่
หมด มองนางอย่างสงบนิ่งอยู่นาน จวบจนได้ยิน
เสียงน้ำเดือดจากด้านข้างถึงได้เบนสายตาออก
เขานำน้ำร้อนมาเทราดอุปกรณ์ดื่มชา เริ่มชงชา
ด้วยท่าทางสบาย ๆ
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงรู้แล้วว่า ‘กินไม่ลง’
มันเป็นอย่างไร
เซี่ยเวยเองก็ไม่พูดอะไร ระหว่างชงชาเพียง
ถามถึงสิ่งที่นางร่ำเรียนมาเพื่อทดสอบความรู้
กระทั่งผ่านการชงชาเป็นครั้งที่สี่ เขาถึงบอก
ให้นางไปฝึกพิณอีกครั้ง
ส่วนตัวเขากลับไม่ทำสิ่งใดอีก เดินกลับไปนั่ง
หน้าโต๊ะ แล้วจ้องมองหมึกสีชาดบนฎีกาฉบับนั้น
อ่านอยู่เป็นนานสองนาน
ผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่า เขาจึงบอกเจียงเสวี่ย
หนิงว่า “ถึงความตั้งอกตั้งใจจะใช้ได้แล้ว แต่
พื้นฐานยังน้อยเกินไป คนเรามักพูดว่าความเพียร
พยายามจะชดเชยข้อด้อยได้ ถ้อยคำนี้ไม่ได้ถือว่า
ถูกต้องไปเสียหมด และไม่อาจบอกว่ากล่าวผิด
ด้วยเช่นกัน วันนี้พอเท่านี้ก่อน กลับไปแล้วจง
อย่าละเลย นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะทดสอบ
ทฤษฎีการเล่นพิณด้วย ให้มาตำหนักข้างแห่งนี้
เวลาเดิม”
เจียงเสวี่ยหนิงโล่งใจได้เสียที ลุกขึ้นตอบรับ
ตามด้วยกล่าวอำลาเซี่ยเวย รีบถอยออกจาก
ตำหนักข้างอย่างระมัดระวังเล็กน้อย ก่อนจะหนี
จากไปไกล
เซี่ยเวยนั่งอยู่ในตำหนักข้างต่อครู่หนึ่ง
จากนั้นค่อยถือฎีกาฉบับนั้นออกนอกวัง
จวนตระกูลเซี่ยกับจวนหย่งอี้โหวห่างกันแค่
กำแพงชั้นเดียว
สิ่งที่แตกต่างกันคือจวนหย่งอี้โหวหันหน้าเข้า
หาถนน ส่วนจวนตระกูลเซี่ยหันหลังให้ถนน จวน
หนึ่งหันไปทิศตะวันออก จวนหนึ่งหันไปทิศ
ตะวันตก ทั้งสองจวนหันหลังชนกัน ดังนั้นเมื่อ
เขาโดยสารรถม้ากลับจวนจะต้องผ่านจวนหย่งอี้
โหว ย่อมมองเห็นทหารที่รายล้อมอยู่ภายนอก
อย่างแน่นหนาได้โดยง่าย แต่ละคนใช้สายตาเย็น
ชามองสำรวจผู้คนที่สัญจรไปมา
เพิ่งลงจากรถม้าเข้าจวนและเดินบนระเบียง
เจี้ยนซูก็ปรี่เข้ามาหาเขาพร้อมพูดกดเสียงเบา
“นอกจากกงอี๋เซียนเซิงแล้ว คนของเรายังบอก
อีกว่าเช้าวันนี้เห็นคุณชายติ้งเฟยเดินออกมาจาก
บ่อนพนันเหิงหย่วน แต่สถานที่แห่งนั้นผู้คน
ขวักไขว่ อีกทั้งตอนนั้นพลั้งเผลอ เลยตามไม่ทัน
ขอรับ”
เซี่ยเวยยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน ไม่ได้เอ่ย
วาจา
ทว่ากลับมีเสียงพูดระคนหัวเราะดังแว่วมา
จากประตูข้างซึ่งอยู่ไม่ไกล มีคนกำลังทักทายคน
เฝั้าประตู จากนั้นก็เดินเข้ามาในจวน
เจี้ยนซูได้ยินก็หันหน้าไปมอง ก่อนจะหัวเราะ
“เหล่าเถากลับมาแล้วขอรับ”
นั่นเป็นพ่อครัวของจวน ฝีมือทำอาหารเป็น
เลิศ
เหล่าเถามีผิวขาว ตัวหนาเอวกลมตุ๊ต๊ะ
ใบหน้าเปียมความยินดี มือข้างหนึ่งหิ้วตะกร้าผัก
ส่วนอีกข้างยังหิ้วปลามาด้วย ครั้นเห็นเซี่ยเวยยืน
อยู่ตรงระเบียงทางเดินก็รีบประชิดเข้ามาคารวะ
“ใต้เท้ากลับมาแล้ว วันนี้ซื้อปลาไน[1]ตัวใหญ่สด
ๆ มาได้ตัวหนึ่ง ยังเป็น ๆ อยู่เลย! ของว่างที่ทำ
หลายวันก่อนคุณชายเตาฉินแอบกินจนเกลี้ยง
แล้ว ข้าซื้อข้าวเหนียวมาหลายจิน[2]กับเมล็ดลูก
ท้อมาอีกหนึ่งจิน จะได้ลองทำขนมแผ่นท้อสัก
หน่อยขอรับ!”
เซี่ยเวยมองตะกร้าซึ่งบรรจุของอย่างล้น
หลามของเขา หลุบสายตาพลางผงกศีรษะ
*****
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงหนีออกจากตำหนักข้าง
ของตำหนักเฟิงเฉินมาได้ก็เดินลิ่วไปไกล กระทั่ง
มุ่งตรงถึงประตูเรือนหยางจื่อนางก็เกาะขอบ
ประตูแล้วหันหน้ากลับไปมอง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใด
ตามมาถึงผ่อนลมหายใจโล่งอกยาวเหยียด
แค่กินขนมแผ่นท้อไปแผ่นเดียวก็ตกใจแทบ
ตายแล้ว!
ตัวนางช่างขวัญกล้านัก กล้ากินแม้แต่อาหาร
ที่เซี่ยเวยให้มาน่ะช่างเถอะ แต่ยังจะกล้าคิดเพ้อ
เจ้อว่านั่นคืออาหารที่เซี่ยเวยทำเองอีกเนี่ยนะ
นางคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ !
โชคดีที่อีกฝั่ายไม่รู้สึกตัว นางจึงรอดพ้นมาได้
อย่างปลอดภัย
เจียงเสวี่ยหนิงตบหน้าอกเบา ๆ
ขณะที่เหยาซีเดินออกมาจากเรือนห
ยางจื่อพร้อมโหยวเย่ว์ก็เห็นนางทำท่าทางเช่นนี้
เข้าพอดี ทว่าสิ่งที่คิดภายในใจกลับเป็นท่าทาง
ของเจียงเสวี่ยหนิงขณะหมุนกายกลับไปหาจาง
เจอในวันนั้น ความแค้นพลุ่งพล่านในบัดดล จึง
กล่าวเรียบ ๆ ออกมาว่า “คุณหนูรองเจียงไป
เรียนพิณมาไม่ใช่หรือ เหตุใดกลับมาถึงทำท่าราว
กับเป็นหัวขโมย คงไม่ใช่ถูกเซี่ยเซียนเซิงตำหนิมา
อีกหรอกนะ?”
พอเจียงเสวี่ยหนิงหันหน้ากลับมาก็เห็นพวก
นาง
หลายวันมานี้ความเป็นอริที่เหยาซีมีต่อนาง
ค่อย ๆ เผยให้เห็นชัดเจนมากขึ้น เพียงแต่ผู้ที่
แค้นนางมีตั้งมากมาย แล้วเหยาซีจะนับว่าสำคัญ
อันใดเล่า
ฉะนั้นจึงยังไม่ถึงเวลาต้องสนใจอีกฝั่ายเกินไป
นัก
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินถ้อยคำเสียดสีก็ไม่โกรธ
ใครใช้ให้วันนี้นางดีดพิณได้ไม่เลว ถึงขั้นพอจะฝืน
บอกได้ว่าได้รับคำชมจากเซี่ยเวยกันล่ะ
ไม่ลอยขึ้นฟั้าก็ดีเท่าไรแล้ว
นางเลิกคิ้วพลางยิ้มแย้ม ท่าทางสบาย
อารมณ์ “เช่นนั้นคงทำให้คุณหนูเหยาผิดหวังแล้ว
สิ วันนี้ในที่สุดก็ได้แตะต้องพิณเสียที เพิ่งได้รับคำ
ชมมาจากเซี่ยเซียนเซิงพอดีเลย วันหน้าข้า
จะต้องพากเพียร เพื่อจะได้ไม่ผิดต่อเซี่ยเซียนเซิง
ที่อุตส่าห์อบรมสั่งสอนข้าด้วยความยากลำบาก”
คนใต้หล้าไม่แน่ว่าจะอยากเห็นสหายได้ดี แต่
ย่อมยินดีจะเห็นศัตรูมีความทุกข์
หากคนที่ตนแค้นไม่มีความสุข ต่อให้มองไม่
เห็น เพียงได้ยินข่าวอยู่ไกล ๆ ก็ต้องลอบสาแก่ใจ
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นศัตรูของเหยาซีอย่างไร้ข้อ
กังขา
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่เพียงมีความสุข
มิหนำซ้ำยังปั่าวประกาศแก่ผู้อื่นกันซึ่งหน้าว่านาง
มีความสุข รอยยิ้มผ่อนคลายที่ฉายในดวงตาเป็น
ประหนึ่งเข็ม ทิ่มแทงดวงใจจนหลั่งโลหิต!
เหยาซีสะอึกจนพูดไม่ออก
โหยวเย่ว์เกรงกลัวเจียงเสวี่ยหนิงมาตั้งแต่แรก
ยามนี้จึงยิ่งหุบปากสนิทราวกับน้ำเต้าถูกปิดผนึก
ไม่พูดอะไรสักคำ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงปัดไม้ปัดมือ เดินเบี่ยงผ่าน
ข้างกายนางอย่างรวดเร็ว
โหยวเย่ว์มองสำรวจสีหน้าเหยาซีแล้วเอ่ย
เบาๆ “อาจแค่ยกยอตัวเองให้ดูดีกระมัง ใครไม่รู้
บ้างว่านางขึ้นชื่อเรื่องไร้ความรู้ความสามารถ?
จะเรียนพิณก็ต้องดูพรสวรรค์เช่นกัน นางโง่เง่า
เสียขนาดนั้น แม้แต่วิธีการใช้นิ้วมือยังไม่
เชี่ยวชาญเลย แล้วเซี่ยเซียนเซิงจะชมได้อย่างไร?
นางก็แค่จงใจพูดให้คนอึดอัดคับข้องใจเท่า
นั้นเอง”
เหยาซีสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง สะบัดแขน
เสื้อหมุนกายขวับ
เพียงแต่เพิ่งเดินถึงประตูเรือนหยางจื่อและก
วาดตาโดยไม่ได้เจตนา ฝีเท้ากลับหยุดชะงักเมื่อ
พบว่ามีถุงเครื่องหอมหล่นบริเวณที่เจียงเสวี่ย
หนิงยืนอยู่เมื่อครู่
โหยวเย่ว์มองตามสายตานาง ก่อนจะโน้ม
กายเก็บถุงหอมขึ้นมา ครั้นพลิกดูก็เห็นว่าบริเวณ
ด้านล่างสีขาวบริสุทธิ์ปักดอกโบตั๋นอันงาม
พิถีพิถันด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินเข้ม ฝีเข็มละเอียด
งดงามเป็นอย่างยิ่ง
“นี่ไม่ใช่ของเจียงเสวี่ยหนิงหรอกหรือ?”
ใจนึกรังเกียจอยู่บ้าง นางเบ้ปาก ยกมือคิดจะ
โยนทิ้งใส่กระถางไม้ดอกซึ่งตั้งอยู่ด้านข้าง
คิดไม่ถึงว่าพอเหยาซีเห็นเช่นนั้น กลับฟันมือ
ฉับชิงเอาไปถือและมองมันอยู่ในมือ
โหยวเย่ว์งุนงงเล็กน้อย “จะคืนนางหรือ?”
เหยาซีบังเกิดความคิด ดวงตามีแต่ความดำ
ทะมึน “ก็แค่ถุงเครื่องหอมเล็ก ๆ จะรีบร้อนอัน
ใดเล่า?”
โหยวเย่ว์จึงไม่กล่าวอะไร
เหยาซีจ้องมองถุงเครื่องหอมนั้นอยู่นาน ก่อน
จะเก็บเข้าไปในแขนเสื้อ “ขากลับค่อยคืนให้นาง
ก็ยังไม่สาย เห็นนางห้อยอยู่ทุกวัน ไม่แน่อาจจะ
เป็นของสำคัญ หากได้เห็นนางทำของหล่นแล้ว
ร้อนใจเพราะหาไม่เจอก็คงดีเหมือนกัน”
โหยวเย่ว์พลันหัวเราะ “เช่นนี้ก็ดีนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะเดินจากไป ส่วนพวก
นางเก็บถุงเครื่องหอมได้และคร้านจะหันกลับไป
เรียก จึงมุ่งตรงไปยังอุทยานหลวงทันที
หลายวันมานี้ดอกหู่ถีเหมย[3]ในวังหลวงเบ่ง
บานแล้ว
อาการไข้หวัดของไทเฮาทุเลาลงแล้ว ฮองเฮา
จึงเชิญพระสนมและพระชายาจากทุกตำหนัก
ออกมาชมดอกเหมยเพื่อเฉลิมฉลอง และ
เนื่องจากมีเซียวซูอยู่ บรรดาพระสหายร่วมศึกษา
จากเรือนหยางจื่อจึงได้พึ่งใบบุญมาร่วมชมเพื่อ
ความสนุกสนานด้วย
——————–
1. ปลาไน เป็นปลาน้ำจืดอยู่ในวงศ์ปลา
ตะเพียน นิยมรับประทานเนื่องจากมีเนื้อ
มากและก้างน้อย
2. จิน เป็นมาตราชั่ง หนึ่งจินเท่ากับห้าร้อย
กรัม
3. ดอกหู่ถีเหมย เป็นดอกล่าเหมยประเภท
หนึ่ง ตัวดอกเป็นสีเหลืองสด ลักษณะคล้าย
อุ้งเท้าเสือ
บทที่ 83 ขนมแผ่นท้อกับถุงเครื่องหอม (3)
เรื่องเช่นนี้เหยาซีกับโหยวเย่ว์ย่อมไม่พลาด
ภายในอุทยานเหมยนั้นดอกหู่ถีเหมยเบ่งบาน
เร็วที่สุด ส่วนล่าเหมย[1]ก็เริ่มงอกดอกตูมขนาด
เล็กแล้ว
ด้วยเหตุนี้ยามเยื้องย่างในอุทยาน จึงบังเกิด
ความสำราญอยู่หลายส่วน
โหยวเย่ว์มาจากจวนชิงหย่วนปั๋อ ชาติกำเนิด
ต่ำต้อยยิ่งนัก ปกติชอบคบค้าสมาคมกับผู้อื่น ยิ่ง
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ร้อยวัน
พันปีจะได้พานพบเช่นนี้อีก ฉะนั้นจึงตั้งใจจะไป
ประจบสอพลอเหล่าพระสนมพระชายาจากแต่
ละตำหนัก ในขณะที่เหยาซีกลับดูแคลนยิ่งนัก
นางเป็นถึงกุลสตรีในหอห้องของตระกูลใหญ่
ย่อมไม่เห็นเรื่องพวกนี้ในสายตา
ดังนั้นเมื่องานเลี้ยงดำเนินมาถึงครึ่งทางก็
ปลีกตัวจากทุกคน พลันเดินออกไปชมเหมย
ภายในเขตอุทยานรอบนอกโดยไม่ได้บอกใคร
อุทยานเหมยยิ่งใหญ่อลังการ
เหยาซีแม้ตั้งใจจะมาชมเหมย แต่ท่ามกลาง
วันที่อากาศออกจะหนาวเย็นบ้างเยี่ยงนี้ ชมไปชม
มาก็กลับหวนนึกถึงจางเจอซึ่งได้พบหน้ากันที่
ตำหนักฉือหนิงวันนั้น ครั้นแล้วก็นึกถึงจดหมาย
ตอบถอนหมั้นซึ่งได้เห็นในห้องอักษรของบิดาอีก
นอกจากบังเกิดความโศกสลดแล้วก็ยิ่งคับแค้นใจ
เดินลึกเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
สุดเขตอุทยานออกจะเวิ้งว้างอยู่บ้าง
มีศาลาพักอันวังเวงหลังหนึ่งซึ่งยามปกติน้อย
คนนักจะย่างกรายมา ปั่าเหมยที่รายล้อมขึ้น
เบียดเสียดแน่นขนัด ผลิดอกบานสะพรั่งหนาตา
แต่กระนั้นเมื่อเห็นความรกครึ้มนี้แล้วกลับทำ
ให้รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
เหยาซีหาใช่คนขวัญกล้ามากนักไม่ ครั้นเดิน
มาถึงสถานที่แห่งนี้ก็ได้สติคืนมา นางจึงคิดจะ
หมุนกายเดินกลับ แต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเดินไปได้
ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงฝีเท้าระคนเสียงสนทนาเบา ๆ
แว่วมาจากฝังอุทยานเหมย
“เรื่องที่เรือนหยางจื่อวันนั้น เจ้าคิดอ่านไม่
แยบคายจนปล่อยให้นางกำนัลน้อยถูกไต่สวน
กลางตำหนัก หากนางพลั้งเผลอ ปิดปากไม่สนิท
จนหลุดพูดความจริงออกมา แล้วหากข้ามองไม่
ออกเสียก่อน เจ้าจะทำเช่นไร?!”
“เป็นหลานที่เลอะเลือน เสียกิริยาที่เคย
เป็นมาเจ้าค่ะ”
“ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม การทำความเข้าใจ
ย่อมยากกว่าการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะวังหลวงที่
ไม่มีผู้ใดโง่งม! เจ้าไม่ทันถ่องแท้จริงเท็จของคู่ต่อสู้
ก็กระทำการบุ่มบ่ามเสียแล้ว ทำให้ข้าผิดหวัง
นัก”
“…”
“บัดนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังอยู่ดีมีสุข ส่วนเจ้าก็
กลายเป็นว่าไปสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นนี้ให้
ตนเองโดยเปล่าประโยชน์ ซ้ำยังมีเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เพิ่มเข้ามาอีกคน แม้ด้านรูปโฉมจะไม่ได้ล้ำเลิศ
ทว่าด้านความรู้กลับชิงความโดดเด่นกับเจ้าได้
มิหนำซ้ำยังเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นเจ้าของ
ผ้าเช็ดหน้าลายปักที่อยู่กับเจี้ยเอ๋อร์อีก นี่เจ้าไม่ใช่
แค่เลอะเลือนแล้ว!”
“ท่านอาหญิงสั่งสอนถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”
เซียวไทเฮาเดินนำหน้า ส่วนเซียวซูเดิน
ตามหลัง
ผู้หนึ่งไม่อาจระงับความขัดเคืองที่ปรากฏบน
ใบหน้า กล่าวตำหนิติเตียนด้วยความเข้มงวด
กวดขันอยู่บ้าง ส่วนอีกผู้หนึ่งก้มหน้าก้มตาฟัง
ปราศจากความนิ่งเฉยไว้ตัวอย่างที่เคยเป็น
ด้านหลังของคนทั้งสองไร้ซึ่งข้าราชบริพาร
ติดตามมา
เห็นได้ชัดว่าบทสนทนาเช่นนี้ไม่เหมาะจะให้
ข้าราชบริพารมาได้ยินเข้า
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ใกล้เข้ามาแล้ว
ที่ผ่านมาเหยาซีกับเซียวซูมีความสัมพันธ์ไม่
เลวนัก ถือว่าสนิทสนมกัน ดังนั้นต่อให้จดจำเสียง
ของเซียวไทเฮาไม่ได้ แต่เหยาซีย่อมจำแนกเสียง
ของเซียวซูได้ชัดเจน ครั้นได้ยินสิ่งที่ทั้งสองกำลัง
สนทนากัน นางก็รู้สึกว่ามีเหงื่อเย็นเยียบหลั่งท่วม
ศีรษะ หัวใจเต้นกระดอนอย่างบ้าคลั่งภายใน
ทรวงอก
นางพลันไม่กล้าปรากฏกาย
เมื่อเห็นต้นเหมยซึ่งมีกิ่งก้านเกี่ยวพันกันกลุ่ม
หนึ่งอยู่ด้านข้างใช้ซ่อนตัวได้ นางก็รีบกลั้นลม
หายใจเข้าไปแอบข้างหลัง ไม่กล้าหายใจแรง
แม้แต่น้อย
เซียวไทเฮาเดินมุ่งไปข้างหน้าต่อ ผ่าน
ด้านข้างกลุ่มต้นเหมยนั้น “แม้เจ้าจะเป็น
อัจฉริยะที่หาได้ยากของตระกูลเซียว แต่อย่างไร
เสียก็ยังเยาว์วัยอยู่ดี เรื่องที่เคยได้ประสบจึงน้อย
ยิ่งนัก ความคิดความอ่านก็ยังไม่แยบคาย อีกทั้ง
คิดหาวิธีปรับตัวตามสถานการณ์ได้ไม่เพียงพอ
วันนั้นเกือบจะเป็นฝั่ายถูกกระทำในตำหนักแล้ว
มิหนำซ้ำเรื่องนี้เจ้าก็ลอบลงมือเองโดยไม่ยอม
บอกแม้กระทั่งข้า! คิดว่าข้าดูไม่ออกว่าเจ้าคิดเช่น
ไรอย่างนั้นหรือ?”
เซียวซูตอบ “อาซูผิดต่อคำสั่งสอนของอา
หญิงแล้วเจ้าค่ะ”
เซียวไทเฮาถอนหายใจ “สมัยนั้นฝั่าบาท
ประสบเรื่องกบฏผิงหนานอ๋องด้วยตัวเอง นับ
จากนั้นก็เป็นคนขี้ระแวง ต่อให้ข้าซึ่งเป็นแม่แท้ ๆ
ยังห่างเหิน แม้แต่ตอนเลือกฮองเฮาก็เลือกคน
จากตระกูลเล็ก ๆ ในขณะที่คนจากตระกูลเซียว
ไม่ได้รับการคัดเลือกสักตำแหน่ง เป็นเพราะ
ความหวาดระแวงนั่นแท้ ๆ เชียว ส่วนเจี้ยเอ๋อร์
น่ะมีนิสัยอ่อนโยน สนิทสนมกับข้ามากกว่า ข้ารู้
ว่าเจ้าเป็นผู้คิดการใหญ่เช่นกัน นอกจากนี้หาก
ทอดสายตาไปทั่วเมืองหลวง ในบรรดาสตรี
ตระกูลสูงศักดิ์ทั้งหลายก็ไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะ
เป็นมารดาแห่งแผ่นดินมากไปกว่าเจ้าอีกแล้ว”
เหยาซีซึ่งหลบอยู่หลังต้นไม้ไม่กล้าขยับ
เขยื้อนทันที แม้ใจจะเตือนตนว่าหากอยากมีชีวิต
สืบไปก็ห้ามฟังเด็ดขาด ทว่ากลับไม่อาจปิดผนึกหู
ทั้งสองข้าง คำพูดเหล่านั้นไหลทะลักเข้าหูของ
นางอย่างต่อเนื่อง ยิ่งฟังยิ่งอกสั่นขวัญแขวน
เรื่องที่เรือนหยางจื่อวันนั้นเป็นเซียวซูที่ให้
ร้ายเจียงเสวี่ยหนิง!
เปั้าหมายคือหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ย เพื่อที่นาง
จะได้เป็นฮองเฮาในอนาคต!
จากนั้นก็ได้ยินเซียวซูพูดว่า “ความหมายของ
อาหญิงคือ…”
เซียวไทเฮากล่าวอย่างเย็นชา “ขอเพียงฝั่า
บาทยังมีพระชนมชีพ ก็จะแต่งตั้งเจี้ยเอ๋อร์ให้เป็น
พระอนุชารัชทายาท และจะไม่มีวันยินยอมให้
สตรีจากตระกูลเซียวได้เป็นพระชายาหลินจือ
อ๋องเด็ดขาด เจ้าต้องรู้จักอดทนอดกลั้นถึงจะถูก”
เซียวซู “แล้วจะให้ทนดูผู้อื่นขึ้นครอง
ตำแหน่งนั้นเฉย ๆ หรือเจ้าคะ?”
ขณะนี้เสียงฝีเท้าของทั้งสองเคลื่อนไปไกล
หน่อย ๆ แล้ว ส่วนเสียงพูดก็ห่างออกไปเช่นกัน
เหยาซีกลืนน้ำลาย ไม่กล้ารั้งอยู่นานกว่านี้
นางแอบเดินอ้อมดงต้นเหมย คิดจะจากไป
แต่ผู้ใดจะคาดคิด ช่วงที่จิตใจสับสนวุ่นวาย
มักจะกระทำผิดพลาดได้โดยง่าย
ขณะที่นางกำลังก้มกายด้วยความรีบร้อน
กลับเผลอชนกิ่งต้นเหมย ทำให้ต้นเหมย
สั่นสะเทือนทันใด กิ่งกระแทกกันจนบังเกิดเสียง
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น!”
เซียวไทเฮาหันกลับไปมองสถานที่ซึ่งอยู่ห่าง
ลิบ ๆ เห็นเพียงเหมยต้นหนึ่งกำลังโยกไหว นาง
จึงตวาดตามสัญชาตญาณ!
เหยาซีรู้ทันทีว่าตนเผยร่องรอยเสียแล้ว นาง
จึงชักเท้าวิ่งตาลีตาเหลือกไม่สนใจเส้นทาง
เพียงแต่ยามความหวาดกลัวพุ่งถึงขีดสุด
ความคิดร้ายกาจก็ไหลพรั่งพรู
ดวงตานางฉายประกายอำมหิต บังเกิด
ความคิดวูบหนึ่ง พลันสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ
คลำหาถุงเครื่องหอมที่เพิ่งเก็บได้ขว้างลงพื้นทันที
ก่อนจะออกไปจากอุทยานเหมยอย่างเร็วรี่ วน
ด้านนอกรอบหนึ่ง จากนั้นถึงกลับไปยังงานเลี้ยง
ชมเหมย
*****
วังหลวงมีพระชายาและสนมไปชมเหมยอย่าง
ล้นหลาม ทั้งยังมีเซียวไทเฮาอยู่ เจียงเสวี่ยหนิงจึง
ไม่อยากจะไปร่วมสนุกด้วย
ภายในหอหลิวสุ่ย ฟางเมี่ยวถูกโจวเปั่าอิงลาก
ตัวไปนั่งเดินหมากอยู่ทางนั้น
นางจึงเดินเข้าไปหาและนั่งลงด้านข้าง
กะเทาะเปลือกถั่วลิสงที่นางกำนัลยกมาให้ไป
พลาง มองดูทั้งสองคนประชันความสูงต่ำบน
กระดานหมากไปพลาง
จวบจนฟั้ามืด บรรดาผู้ที่ไปชมดอกเหมยถึง
ได้กลับมา
เมื่อเห็นมีผู้กำลังเดินหมากอยู่ในหอหลิวสุ่ย
ทุกคนจึงเดินเข้ามาใกล้ ใคร่จะดูเสียหน่อยว่าตา
นี้โจวเปั่าอิงจะเอาชนะฟางเมี่ยวไปได้อีกสักกี่ตัว
เซียวซูอยู่ในหมู่พวกนางด้วย
ครั้นเห็นกองเปลือกถั่วลิสงที่เจียงเสวี่ยหนิง
กะเทาะแล้วข้างมือ เซียวซูก็ยิ้มเรียบ ๆ ดวงตา
เป็นประกายวาบเล็กน้อย ยกมือขึ้นเพื่อส่งถุง
เครื่องหอมไปให้นาง “เมื่อครู่เก็บของได้จากข้าง
นอกชิ้นหนึ่ง เห็นแล้วรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง เป็นของ
คุณหนูรองเจียงใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง เคลื่อนสายตาขึ้นมอง
ถุงเครื่องหอมที่ห้อยอยู่บนนิ้วมือเซียวซูนั้น
คือถุงเครื่องหอมซึ่งโหยวฟางอิ๋นเคยเย็บให้เจียง
เสวี่ยหนิง โดยผ้าที่ใช้เป็นผ้าไหมซึ่งเกษตรกรผู้
เลี้ยงไหมมอบให้มาหลังจากทำการค้าสำเร็จเป็น
ครั้งแรก ดอกโบตั๋นสีน้ำเงินเข้มมีเอกลักษณ์
เฉพาะยิ่งนัก นับเป็นถุงหอมที่งดงามมาก
นางมองตรงเอวตนเอง ไม่รู้ว่ามันว่างเปล่าไป
ตั้งแต่เมื่อไร
นางเลิกคิ้วเล็กน้อย รับถุงเครื่องหอมมาจาก
มือเซียวซู ไม่ได้แสดงความขอบคุณอะไรใหญ่โต
ยังคงมีท่าทีเย็นชาเล็กน้อย กล่าวอย่างเรียบเฉย
ออกมาว่า “เป็นของข้า ไม่ทราบว่าหล่นไปตั้งแต่
เมื่อไหร่ รบกวนแล้ว”
ขอบถุงเครื่องหอมไม่รู้ว่าถูกสิ่งใดเกี่ยวจนเป็น
รอย เกิดเป็นขุยขึ้นเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง
นางลูบไล้เบา ๆ หนหนึ่ง จากนั้นจึงย่นหัวคิ้ว
พลางแขวนกลับไปที่เอว
เซียวซูมองประเมินสีหน้าและสำรวจการ
กระทำของนางอย่างสงบ สัมผัสได้ไม่ยากว่านั่น
คือความเฉยชาที่ไม่อยากสนทนากับตนไป
มากกว่านี้ ทั้งยังมีความเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน
เป็นอย่างยิ่งด้วย
โหยวเย่ว์มองจากทางด้านหลัง รู้สึกงุนงง
เล็กน้อย
ทว่าเมื่อเหยาซีเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ กลับ
ใจเต้นดั่งรัวกลองจนแทบจะขาอ่อนยืนไม่มั่นคง
——————–
1. ล่าเหมย (เหมยฤดูหนาว) เบ่งบานช่วงฤดู
หนาว มีหลากสีสัน เช่น สีขาว สีเหลือง สี
ครีม เป็นต้น