คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 84 อารมณ์ร้าย (1)
สิ่งของเมื่อสูญเสียไปแล้วได้กลับคืนมา ย่อม
ควรค่าให้ยินดี
เพียงแต่ผู้ที่นำมาคือเซียวซู จะกี่มากน้อยก็
แปลกประหลาดอยู่บ้าง เจียงเสวี่ยหนิงไม่ค่อยชิน
สักเท่าใดนัก โชคยังดีที่เซียวซูไม่ได้ฉวยโอกาสนี้
ต้องการสนทนากับนาง เมื่อคืนถุงหอมเสร็จแล้ว
ก็เดินจากไป
นางจึงรู้สึกสบายใจ ดูโจวเปั่าอิงกับฟางเมี่ยว
เดินหมากต่อ
ครานี้เป็นหมากล้อม
ฟางเมี่ยวเข้าสู่ห้วงแห่งการขบคิด ไม่อาจ
ตัดสินใจได้ชั่วขณะ
โจวเปั่าอิงมีท่าทางเบื่อหน่าย นางจึงหยิบถั่ว
ลิสงที่อยู่ด้านข้างมากะเทาะเปลือกเช่นกัน ทั้งยัง
หันหน้าไปมองเหยาซีกับโหยวเย่ว์แวบหนึ่งพลาง
ถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “พี่สาวทั้งสองก็ไปชม
เหมยด้วยหรือ?”
เหยาซีเห็นเซียวซูจากไปแล้วถึงโล่งใจ แต่พอ
ได้ยินโจวเปั่าอิงถามเช่นนี้ก็อดใจกระตุกวูบอยู่
หลายส่วนไม่ได้ ฝืนกล่าวเจือรอยยิ้มราวกับไม่มี
อะไรเกิดขึ้น “ไปมาแล้ว แต่ชมได้ไม่นานนัก
หรอก เพราะมัวแต่สนทนากับเหล่าพระสนมพระ
ชายา”
โจวเปั่าอิงจึงร้อง “อ้อ” ออกมา
คล้ายนางคิดจะพูดอะไรบางอย่าง เพียงแต่
เผอิญว่าตอนนี้ฟางเมี่ยวลงหมากจนบังเกิดเสียง
‘ปึง’ นางจึงเบนสายตาไปทันที ปรบมือหัวเราะ
ร่าในบัดดล “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่ฟางเมี่ยวจะลงตรง
นี้! คอยดูนะ ข้าจะกินท่านครึ่งตัว!”
ฟางเมี่ยวเห็นตำแหน่งที่นิ้วมือนางกำลังจะจด
ลงไปก็รีบร้องเสียงดังลั่น “เจ้า! เจ้าลงตรงนี้ได้
อย่างไร? ไม่ถูก ไม่ถูก ข้ายังคิดไม่เสร็จ ข้าไม่ได้
ลงตรงนี้!”
“ลงหมากแล้วห้ามเปลี่ยนใจทีหลังสิ พี่
หญิง!”
ยากเย็นนักกว่าโจวเปั่าอิงจะเอาชนะได้สัก
กระดาน เพราะฉะนั้นย่อมไม่มีทางยอมให้นาง
เปลี่ยนหมากโดยง่ายแน่ ทั้งสองจึงเอะอะโวยวาย
อยู่เหนือกระดาน
เหยาซีเพิ่งเสี่ยงอันตรายมา รู้สึกจิตใจเหนื่อย
ล้า แสร้งชมดูอย่างเป็นปกติครู่หนึ่งถึงจะบอกว่า
ตนเองง่วง แล้วเดินออกไปจากหอหลิวสุ่ย
โหยวเย่ว์เห็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้ ดวงตาก็ลุก
วาบ เดินตามไปเช่นกัน
ยามเจียงเสวี่ยฮุ่ยเดินออกจากห้องตัวเองก็
เห็นทั้งสองคนหนึ่งนำหน้าอีกคนตามหลังกลับมา
พอดี ทั้งยังเอ่ยทักทายนางเบา ๆ ด้วย ทว่าคง
เพราะนางเคยตำหนิคนอื่นเพื่อเจียงเสวี่ยหนิง สี
หน้าที่พวกนั้นแสดงออกจึงไม่ค่อยสนิทสนมมาก
นัก เย็นชาอย่างน่าประหลาดจนเห็นได้ชัด
ยามนี้นางไม่ได้ใส่ใจ
จวบจนรับประทานอาหารเย็นเสร็จและกำลัง
เดินกลับห้องกัน ถึงสังเกตว่าบนถุงเครื่องหอม
ของเจียงเสวี่ยหนิงมีรอยกรีด จึงเอ่ยถามประโยค
หนึ่ง “เกิดอะไรขึ้นกับถุงเครื่องหอมน่ะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มมอง “น่าจะเผลอทำหล่น
และถูกเซียวซูเก็บได้ ตอนคืนให้ข้าก็มีสภาพเป็น
เช่นนี้แล้ว อาจมีตรงไหนถูกกรีดจนขาดกระมัง”
ของจำพวกถุงเครื่องหอมกับผ้าซับเหงื่อล้วนเป็น
ของใช้ส่วนตัวของสตรี
เจียงเสวี่ยหนิงเตร็ดเตร่อยู่นอกจวนจนเคยชิน
ย่อมไม่แยแสสิ่งปลีกย่อยพวกนี้ ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่
ยถูกอบรมเลี้ยงดูแต่ในเรือนหลังของตระกูลใหญ่
ครั้นได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำหล่นเมื่อใด?”
ปกติเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับนาง
อยู่แล้ว หากไร้ความจำเป็น ทั้งสองคนจะไม่
สนทนากัน
ทว่าบัดนี้เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับเป็นฝั่ายเอ่ยปาก
ถามด้วยตนเอง
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงตรึกตรองอย่างถ้วนถี่ก็รู้
ว่านางกำลังกังวลเรื่องอะไร อย่างไรเสียของใช้
ส่วนตัวเช่นนี้หากตกอยู่ในเงื้อมมือของคนในวัง
หลวงจนโยงไปถึงเรื่องชายหญิงอะไรขึ้นมา ครั้น
ไปอยู่ในสายตาของผู้ที่จ้องจะหาเรื่อง ก็เพียงพอ
จะสร้างให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตได้แล้ว
นางไม่ตอบ แกะถุงหอมอีกครั้งและเปิดดู
ทันที
สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในยังคงเป็นบุปผาแห้งและ
เครื่องหอม มิได้มีสิ่งใดเพิ่มมา
เพียงแต่ท่ามกลางกลิ่นของดอกตู้รั่ว[1]กลับมี
กลิ่นหอมเย็นชื่นใจเพิ่มขึ้นมาอีกกลิ่นจาง ๆ …
เจือจางยิ่งนัก แต่ก็ยังได้กลิ่นอยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจกระตุกวูบเล็กน้อย สิ่งที่
ผุดในสมองคือวันนี้นางไม่ได้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยง
ชมเหมยเลย เช้าวันนี้ตั้งแต่ออกมาจนถึง
รับประทานอาหารเย็น สถานที่ที่นางเคยอยู่และ
เคยผ่านก็มีแค่ทางเดินภายในวังหลวงระหว่าง
เรือนหยางจื่อกับตำหนักเฟิงเฉินสองแห่งนี้
ระหว่างนั้นไม่มีทางได้ไปข้องเกี่ยวกับดอกเหมย
แน่ นับประสาอะไรกับหู่ถีเหมยที่เบ่งบานเป็น
สายพันธุ์แรก…
นอกเสียจากเซียวซูจะใช้เครื่องหอมกลิ่นดอก
เหมย
แต่จากสิ่งที่นางรู้มาเหมือนจะไม่ใช่น่ะสิ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยแค่อยากถามช่วงเวลาที่ทำหล่น
ด้วยเกรงจะมีคนในวังนำถุงเครื่องหอมนี้ไปสร้าง
ประเด็นเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเมื่อเจียงเสวี่ยหนิง
แกะถุงเครื่องหอมแล้วดมไปเล็กน้อยก็ย่นหัวคิ้ว
นางอดเป็นห่วงไม่ได้ “ผิดปกติ?”
ดวงตาเจียงเสวี่ยหนิงปกคลุมด้วยเมฆหมอก
มืดครึ้มชั้นหนึ่ง เพียงทอดสายตามองไปเบื้อง
นอกประตูเรือนหยางจื่อโดยไม่ได้ตอบคำ นางรัด
ถุงเครื่องหอม ครั้นเห็นว่าโดยรอบปลอดคนก็เดิน
ลงจากขั้นบันไดและกวาดตามองตลอดเส้นทาง
อย่างละเอียดถ้วนถี่
เมื่อมาถึงประตูเรือนหยางจื่อ นางพลันนึก
อะไรขึ้นมาได้ ฝีเท้าหยุดชะงัก
ประตูตำหนักของวังหลวงล้วนทำมาจากไม้
ประตูสองบานนี้ยังไม่ปิด มีห่วงทองเหลือง
กลม ๆ ห้อยทั้งสองด้าน บริเวณที่ความสูงเกือบ
เท่าเอวคนบนบานประตูทางด้านซ้ายมีเสี้ยนไม้
ยื่นออกมา ไหมสีขาวเงินยวงอันแสนจะเบาบาง
ติดอยู่บนนั้นหลายเส้น
เจียงเสวี่ยหนิงเพ่งพินิจอย่างละเอียดลออก็
เห็นเข้า
นางยกมือดึงเส้นไหมกลุ่มนั้นลงมาเบา ๆ
ก่อนจะเปิดถุงเครื่องหอมในมืออีกครั้ง รอยกรีด
บนนั้นยังเหมือนใหม่ ส่วนสีขาวเงินยวงที่ติดบน
เสี้ยนก็เป็นแบบเดียวกับเส้นไหมเบาบางละเอียด
นี้ทุกประการ
เจียงเสวี่ยหนิงหวนคิดอีกครา ช่วงก่อนหน้านี้
ตอนนางออกจากตำหนักเฟิงเฉินกลับมายัง
เรือนหยางจื่อ นางเกาะประตูบานนี้แล้วมอง
ย้อนกลับไปจริง ๆ
เมื่อนึกได้ก็คิดว่าคงจะหล่นเวลานั้นนั่นเอง
ตอนที่นางพบโหยวเย่ว์กับเหยาซีไม่มีใครอื่น
อยู่ด้วย แต่สุดท้ายถุงเครื่องหอมใบนี้เซียวซูกลับ
เก็บได้ มิหนำซ้ำยังมีกลิ่นเหมยติดมาเล็กน้อย…
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเห็นนางมีอาการเช่นนี้ก็รู้ว่าเกิด
เรื่องแล้ว
แต่เหมือนเจียงเสวี่ยหนิงจะรู้ว่านางอยากพูด
อะไร “เจ้าไม่ต้องยุ่ง”
ครั้นพูดจบก็ถือถุงเครื่องหอมเดินกลับไปที่
ห้อง
หลังจากผ่านเรื่องตรวจค้นเรือนหยางจื่อและ
ถูกคนใส่ความ เจียงเสวี่ยหนิงก็ระมัดระวังขึ้น
มาก อย่างไรเสียนางก็ไม่ใช่ฮองเฮาเหมือนชาติที่
แล้ว ผู้อื่นใช้แผนการชั่วร้ายนิดหน่อยอาจทำให้
นางตกที่นั่งลำบากได้
เรื่องนี้มีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า ตอนนี้ยัง
บอกไม่ได้
สิ่งสำคัญคือหากมีอะไรแปลก ๆ จริง นางจะ
ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับอะไรหรือไม่
ภายในห้องจุดตะเกียง ถุงเครื่องหอมกับไหม
กลุ่มนั้นวางใต้แสงตะเกียง ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงนั่ง
หน้าโต๊ะมองอยู่นาน
ล่วงเข้ายามวิกาลแล้ว
ไม่นานนักเสียงหัวเราะสนุกสนานจากทางหอ
หลิวสุ่ยก็เบาลง ต่อมาเป็นเสียงกล่าวลาของฟาง
เมี่ยวกับโจวเปั่าอิง สองคนนั้นน่าจะเดินหมากกัน
เสร็จแล้ว และนัดกันว่าพรุ่งนี้ค่อยมาประลองกัน
ใหม่
เวลานี้เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่า ถ้าต้องมานั่ง
กังวลสงสัยอยู่ในห้องของตัวเองเช่นนี้ ไม่สู้พรุ่งนี้
ไปหาเซียวซูแล้วชิงเป็นฝั่ายเอ่ยถามก่อนดีกว่า
ถึงอย่างไรเรื่องที่ไม่เคยทำก็คือไม่เคยทำ หาก
ผู้อื่นคิดจะโยนความผิดให้ ก็ต้องมีจุดผิดพลาด
และเผยพิรุธให้เห็นจนถูกคนจับได้อยู่ดี
มิหนำซ้ำเซียวซูก็มิใช่คนเลอะเลือน
ครั้นนางตัดสินใจแล้วก็คิดจะล้างหน้าล้างตา
พักผ่อน
คิดไม่ถึงว่าตอนเพิ่งจะลุกขึ้นมา กลับมีเสียง
เคาะประตูดังมาจากเบื้องนอก
ก๊อก ก๊อก
มีคนเคาะประตูห้องนางเบา ๆ ตามมาด้วย
เสียงเจื้อยแจ้วของโจวเปั่าอิง “พี่หญิงหนิง ท่าน
นอนหรือยัง? ข้ากินของว่างในห้องข้าหมดเกลี้ยง
แล้ว ที่ท่านยังมีอีกหรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันอึ้งงัน
ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ นางก็ไม่ได้
คบหาโจวเปั่าอิงอย่างลึกซึ้งมากนัก จำได้เลือน
รางว่าต่อมาเด็กสาวผู้นี้วิวาห์กับเหยียนผิงอ๋อง
วัน ๆ ก็ไม่สนใจเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น เอาแต่ค้นคว้า
ศึกษาเรื่องการกินการดื่ม มีอิสรเสรีมากกว่าคน
ทั่วไปเสียอีก
กลางดึกเช่นนี้ ยังจะหาของกินอีกหรือ
นางเดินไปเปิดประตู “ยังมีอยู่ เช่นนั้นข้าแบ่ง
ให้เจ้าสักหน่อยเป็นไร?”
โจวเปั่าอิงเพิ่งกลับมาจากเดินหมากกับฟาง
เมี่ยว กำลังยืนอยู่นอกประตูด้วยท่าทางกระดาก
อาย คล้ายการมาขอของกินจากผู้อื่นแบบนี้มัน
ช่างน่าอายอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นเจียงเสวี่ย
หนิงเปิดประตูให้จึงหน้าชื่นตาบาน กระโดดผลุบ
เข้ามาในห้อง “ขอบคุณพี่หญิงหนิง”
——————–
1. ตู้รั่ว เป็นพืชวงศ์ผักปลาบ ชอบพื้นที่ชื้น
และแดดน้อย กลีบดอกบาง มีสีขาวสะอาด
ยามเบ่งบานดูคล้ายผีเสื้อโบยบิน
บทที่ 84 อารมณ์ร้าย (2)
เดิมทีของว่างในวังหลวงจัดสรรตามสัดส่วน
โจวเปั่าอิงเป็นคนกินเก่ง ตั้งแต่เช้าจดค่ำปาก
ไม่เคยว่าง ฉะนั้นการที่นางจะกินของว่างในห้อง
ตัวเองจนเกลี้ยงจึงถือเป็นเรื่องปกติ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ครั้นเข้าวังมาแล้วก็กินน้อยยิ่งนัก เนื่องจาก
ไม่พอใจฝีมือของห้องเครื่องในวังหลวงเป็นอัน
มาก
นางนำจานของว่างของตนใส่ลงกล่องหลาย
จาน “ข้าเองก็ไม่ชอบกิน มิเช่นนั้นมอบให้เจ้า
หมดเลยเป็นอย่างไร”
โจวเปั่าอิงขบริมฝีปาก “อา นี่มันไม่ค่อยดี
กระมังเจ้าคะ…”
ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่กลับยื่นมือไปหากล่อง
อาหารของเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมยึดจับแน่นโดยไม่
รู้ตัวอย่างอดไม่ได้ ดวงตาทั้งสองข้างหยักโค้งดั่ง
จันทร์เสี้ยว เบิกบานใจเป็นที่สุด
คนที่ให้ของกินล้วนเป็นคนดี
ดังนั้นกับเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว หากนางมีคำพูด
ดี ๆ ก็จะเทให้หมดหน้าตัก “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่
หญิงหนิงหน้าตางดงามจิตใจก็ดีงาม เอ็นดูข้าเอา
มาก ๆ ! ข้าน่ะเห็นถุงเครื่องหอมที่พี่หญิงเซียว
เก็บกลับมาได้ถุงนั้นแล้วเช่นกัน เพียงแต่ตอนนั้น
ข้าอยู่ตรงระเบียงทางเดินและเห็นพี่หญิงเหยาซี
กับพี่หญิงโหยวเย่ว์อยู่ตรงประตู พวกนางเก็บ
ขึ้นมาก่อน ข้าคิดว่าพวกนางจะนำมาคืนท่านเลย
ไม่ได้เดินเข้าไป ต่อมาเมื่อเห็นพวกนางกลับ
มาแล้วทว่าไม่ได้พูดเรื่องคืนถุงเครื่องหอมให้ท่าน
ข้ายังนึกสงสัยอยู่เลย โชคดีที่พี่หญิงเซียวนำ
ออกมา จริง ๆ นะ หากข้าเก็บได้ก็คงดีสิ มิ
เช่นนั้นตอนนี้คงไม่ถือว่ากินของว่างของพี่หญิง
เสียเปล่าแล้ว…”
คิ้วทั้งสองของโจวเปั่าอิงขมวดเป็นปม ท่าทาง
กลัดกลุ้มอยู่บ้าง
นางพูดจาเสียงเจื้อยแจ้ว ทว่ากลับไม่ได้ช้า
มากนัก ประหนึ่งเทเมล็ดถั่วอย่างไรอย่างนั้น มี
จังหวะจะโคนเป็นของตนเอง
คำพูดไหลพรั่งพรูจนเกือบฟังไม่ทัน
แต่กระนั้นเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกตัวว่าอีก
ฝั่ายพูดสิ่งใดก็เงยศีรษะมองทันควัน ชะงักไปครู่
หนึ่ง ตกตะลึงพรึงเพริด!
โจวเปั่าอิงกลับคล้ายไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างกำ
กล่องอาหาร ท่าทางขัดข้องลำบากใจอยู่บ้าง
ก่อนจะกัดฟันกรอดราวกับตัดสินใจได้แน่วแน่
แล้ว กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “เอาเช่นนี้แล้ว
กัน! คราวนี้ข้านำของว่างของพี่หญิงกลับไป
คราวหน้าเมื่อเหล่านางกำนัลยกของว่างมา ข้าจะ
แบ่งส่วนของข้าให้พี่หญิงครึ่งหนึ่ง ไม่มีวันคืนคำ
เด็ดขาด!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
โจวเปั่าอิงถือว่านางรับปากแล้ว “เช่นนั้นก็
ตกลงตามนี้! ขอบคุณพี่หญิง ข้า…จะกลับแล้ว
นะ?”
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงเผยรอยยิ้มบาง
“กลับไปเถิด พักผ่อนให้เร็วหน่อย”
โจวเปั่าอิงกระโดดออกนอกประตูพร้อมโบก
มือให้เจียงเสวี่ยหนิง “พี่หญิงก็พักผ่อนโดยเร็ว
เช่นกันนะเจ้าคะ!”
พูดจบก็หิวตะกร้าอาหารกลับห้องด้วยความ
ลิงโลด ระหว่างทางยังอดเปิดฝาหยิบขนมเมล็ด
ซิ่ง[1]ชิ้นหนึ่งออกมายัดเข้าปากไม่ได้ เห็นได้ชัด
ว่าหิวโซ
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นแผ่นหลังของนางหาย
ลับไปตรงหัวมุมระเบียงทางเดินอันทอดยาวก็
หลุบตา ปิดประตูอย่างเชื่องช้า
อารมณ์พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกหน
เป็นเหยาซีกับโหยวเย่ว์อย่างที่คิดเลย…
เพียงแต่นางเคยสงสัยเรื่องนี้มาก่อนแล้ว
เพราะฉะนั้นตอนได้ยินจากปากโจวเปั่าอิงจึง
ไม่ได้รู้สึกเหนือความคาดหมายมากนัก ทว่าสิ่งที่
ทำให้นางรู้สึกคาดไม่ถึงกลับเป็นตัวของโจวเปั่า
อิงที่แอบมาพูดกับนางต่างหาก
แม้จะเหมือนไม่เจตนา แต่หากเจียงเสวี่ยหนิง
ไม่ได้แปลกใจต่อเรื่องนี้มาก่อน คำพูดนี้ก็เพียง
พอที่จะเตือนสติและทำให้นางบังเกิดความ
ระมัดระวังได้แล้ว
เด็กสาวผู้นี้…
เจียงเสวี่ยหนิงอดหัวเราะไม่ได้ ถึงโจวเปั่าอิง
จะชอบกินดื่ม แต่สุดท้ายก็เป็นผู้คลั่งไคล้ในหมาก
ซึ่งเอาชนะฟางเมี่ยวบนกระดานหมากจนราบ
คาบมาแล้ว มิได้โง่งมอย่างที่เปลือกนอก
แสดงออก ความฉลาดหัวไวเช่นนี้ คนทั่วไปหามี
ไม่
*****
เช้าวันต่อมาเมื่อตื่นไปเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉิน
เจียงเสวี่ยหนิงก็ทำหน้าเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เซียวซูมีท่าทีปกติเช่นกัน
กลับเป็นเหยาซีเสียอีกที่เหมือนจะหลับไม่
สนิท ง่วงเหงาหาวนอนเล็กน้อย ไม่สดชื่น
กระปรี้กระเปร่า
เฉินซูอี๋ยังพูดกระเซ้านางเลย “ท่าทางอิดโรย
เช่นนี้ เมื่อคืนคิดอะไรอยู่น่ะ? ไอ๊หยา ข้าลืมไป
คุณหนูเหยาซีของเราไม่เหมือนผู้อื่นนี่นา เพราะ
เป็นผู้ที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ย่อมต้องคิดมากสัก
หน่อยเป็นธรรมดา”
หากนางกล่าวเช่นนี้ในช่วงเวลาก่อนหน้า
เหยาซีต้องหน้าแดงด้วยความเอียงอายแน่
จากนั้นก็จะโวยวายกับผู้อื่น บรรยากาศผ่อน
คลายและมีความสุข
คิดไม่ถึงว่าหลังเหยาซีได้ยินจะหน้าเปลี่ยนสี
ในบัดดล กระทั่งว่ายังไม่น่าดูชมยิ่งนักอีกด้วย
นางเงยศีรษะมองเฉินซูอี๋อย่างกอปรด้วยความขุ่น
เคืองส่วนหนึ่ง
เฉินซูอี๋รับรู้ได้ทันที
รอยยิ้มบนใบหน้านางชะงักค้าง หยุดหัวเราะ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “เป็นอะไรหรือ
คงไม่ใช่ถอนหมั้นกับจางเจอผู้นั้นแล้วหรอกนะ?”
ทุกคนในตำหนักต่างรู้เรื่องงานมงคลระหว่าง
เหยาซีกับจางเจอ คราแรกรู้ว่านางจะถอนหมั้น
จากนั้นไม่รู้เพราะเหตุใดกลับไม่ถอนหมั้นแล้ว
ต่อมาหลังจากนางพบกับจางเจอที่ตำหนักฉือห
นิงโดยบังเอิญ ก็เหมือนจะพึงพอใจจางเจอเป็น
อันมากด้วย
โฉมสะคราญกับบุรุษมากความสามารถ แม้
สถานะจะไม่เท่าเทียมกัน แต่หากฝั่ายหญิงไม่ติด
ใจอันใดก็กลายเป็นคู่สร้างคู่สมกันได้
หากพูดกันตามเหตุผลแล้ว การหมั้นหมายนี้
ย่อมเหมาะสม
แม้จะมีจดหมายที่จางเจอเป็นฝั่ายขอถอน
หมั้น ทว่าทุกคนต่างไม่ได้ถือเป็นจริงเป็นจังนัก
ทุกคนรวมถึงเซียวซูต่างเคลื่อนสายตามามอง
เหยาซี
นิ้วมือที่วางอยู่บนโต๊ะของเหยาซีกำแน่นขึ้น
นางรู้สึกเพียงว่าสายตาอยากรู้อยากเห็น
เหล่านี้ซุกซ่อนการสำรวจตรวจตราและการ
ค้นหาความจริงซึ่งแฝงเจตนาร้าย อีกทั้งถึงขั้น
แฝงการเฝั้าคอยที่จะได้เห็นละครฉากเด็ด
อย่างไรเสียก่อนหน้านี้นางก็ได้อ่านจดหมายที่จาง
เจอยืนกรานจะถอนหมั้นแล้ว มิหนำซ้ำยังถูกบิดา
ตำหนิอย่างเย็นชาเพราะคำพูดล้อเล่นใน
ตำหนักเฟิงเฉินด้วย!
คิดแล้วก็แค้นใจ
สิ่งที่แค้นยิ่งกว่าคือจางเจอผู้นั้นกลับกล้าถอน
หมั้นข้า!
กุลสตรีจากตระกูลใหญ่เช่นข้า ภายหน้าจะ
เอาหน้าไปไว้ที่ใด?
ยามนี้สายตาห่วงใยของทุกคนไม่เพียงไม่ช่วย
คลายความรู้สึกย่ำแย่ที่บังเกิดในใจนาง ตรงข้าม
กลับทวีความเคียดแค้นชิงชังให้เพิ่มพูน
แต่เรื่องแบบนี้นางไม่มีทางเอ่ยออกมาจาก
ปากแน่
มีสตรีใดบ้างเล่าจะยอมพูดอย่างเปิดเผยว่า
ตนถูกถอนหมั้น
เหยาซีขบกรามแน่น ยิ้มให้เฉินซูอี๋ แล้วพูด
อย่างไม่เกรงใจว่า “จางเจอผู้นั้นไม่รู้จักแยกแยะ
ผิดชอบชั่วดี เขามีชาติกำเนิดสามัญต่ำต้อย และ
ต่อให้มีความสามารถแต่หน้าตาก็ขี้ริ้วขี้เหร่ ยิ่งไป
กว่านั้นข้ายังเคยขอให้คนมาดูดวงชะตาก็พบว่า
เขาเกิดมามีดวงกินภรรยา ดังนั้นพอคิดไปคิด
มาแล้วจึงรู้สึกว่าช่างมันเถิด”
ทุกคนต่างร้อง “หา” ด้วยความตกใจ
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงเคยได้ยินจางเจอบอกกับ
หูว่าจะขอถอนหมั้น ยามนี้เมื่อได้ฟังวาจาของ
เหยาซี กลับเหมือนเหยาซีเป็นฝั่ายขอถอนหมั้น
จางเจอเสียเองอย่างไรอย่างนั้น มิหนำซ้ำพออ้า
ปากกลับยังจะพูดว่าจางเจอมี ‘ดวงกินภรรยา’
อีก!
แล้วนี่จะต่างจากสิ่งที่เหยาซีเคยหารือกับ
โหยวเย่ว์วันนั้นตรงไหน
สีหน้านางเย็นชาลงเล็กน้อย
เหยาซีกลับจงใจมองนางราวกับท้าทาย พูด
แฝงความนัยว่า “เพียงแต่ถึงจะเป็นคนที่ข้าไม่
แยแส ทว่าพวกมีชาติกำเนิดสามัญต่ำต้อยก็คง
อยากจะแก่งแย่งเพื่อให้ได้เขามาครองกันอยู่ดี
ดังนั้นต่อให้ถอนหมั้น จางเจอผู้นั้นอาจยังหาคนที่
พอใช้ได้มาได้อยู่ แม้ไม่อาจเทียบข้าติด แต่ไม่แน่
ว่าอาจมีคนกำลังจ้องตาเป็นมัน เห็นเขาแล้ว
ถูกใจก็เป็นได้!”
ทุกคนฟังแล้วต่างงุนงง
มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำกล่าวนี้
กำลังกระทบกระเทียบตน หน้าอกพลันกระเพื่อม
ไหว ทว่าขณะกำลังจะอาละวาดก็คิดได้ว่าอีกฝั่าย
ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามเสียหน่อย หากนาง
แสดงตัวจะกลายเป็นว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ไม่
อาจบอกกล่าวผู้ใดได้กับจางเจอจริง ๆ แบบนั้นสิ
จะสมใจผู้อื่นเข้า
เผอิญว่ายามนี้อาจารย์ที่จะสอนมาถึงแล้ว
นางจึงฝืนข่มความขุ่นเคืองในอกลงไป
เพียงแต่ยิ่งสะกดกลั้น เพลิงโทสะนี้กลับยิ่งคุ
โชน
วันนี้เรียนอักขรวิธีกับมารยาทพิธี ตลอดการ
เรียนนางสีหน้าไม่ดีขึ้นเลย
อาจารย์ที่มาสอนเมื่อเผลอมองเห็นนางต่างก็
นึกว่าตนสอนผิด หลังจากรู้เรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิง
บีบคั้นให้อาจารย์สองคนก่อนจากไปก็ตัวสั่น
งันงก กลัวว่าคนที่จะประสบเคราะห์รายต่อไปจะ
เป็นตัวเอง จึงไม่ได้ไปหาเรื่องนาง
——————–
1. ขนมเมล็ดซิ่ง เป็นหนึ่งในขนมชื่อดังของ
แถบเจียงซู ใช้เมล็ดซิ่ง (อัลมอนด์) มาบด
เป็นผง คลุกรวมกับแปั้ง น้ำตาล น้ำมัน ไข่
และอื่น ๆ ลักษณะคล้ายคุกกี้อัลมอนด์ใน
ปัจจุบัน
บทที่ 84 อารมณ์ร้าย (3)
พอถึงเวลาเลิกเรียน ขณะเจียงเสวี่ยหนิง
กำลังจะเดินออกจากตำหนัก เหยาซีก็เดินรี่มา
หวังจะออกไปเช่นกัน
นางไม่ยอม เหยาซีเองก็ไม่ยอม
ทั้งสองจึงเบียดกัน
เจียงเสวี่ยหนิงเลือดขึ้นหน้า ย่นหัวคิ้วผลัก
นางออกไปทันที กล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “ข้า
เดินอยู่ข้างหน้าแท้ ๆ เจ้าจะมาแย่งอะไร รีบไป
เกิดใหม่หรือ?”
เป็นเพราะอยู่ดีไม่ว่าดี วันนี้เหยาซีถูกเฉินซูอี๋
ถามถึงเรื่องงานวิวาห์ ทำให้นึกถึงความแค้นที่ถูก
จางเจอถอนหมั้น โรคขี้ระแวงออกอาการ มักจะ
รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเจียงเสวี่ยหนิงแน่
จึงอยากตั้งตัวเป็นศัตรูกับนางโดยไม่รู้ตัว ไม่ยอม
ลดราวาศอกเด็ดขาด แต่ลืมไปว่าเจียงเสวี่ยหนิงมี
นิสัยไม่ยอมอ่อนข้อให้ผู้อื่นเพียงใด แค่ถูกจุด
ประกายเปลวเพลิงก็โหมกระพือแล้ว
เหยาซีถูกผลักจนเกือบถลาล้ม!
อาจารย์ในตำหนักยังไม่จากไป เหล่านาง
กำนัลและขันทีล้วนยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นภาพ
เหตุการณ์เช่นนี้ต่างตะลึงงัน ไม่กล้าเชื่อเลยว่าจะ
มีคนอารมณ์ร้ายขนาดนี้ ถึงกับกล้าอาละวาดต่อ
หน้าธารกำนัล!
แม้แต่ตัวเหยาซีเองก็นึกไม่ถึง
ต้องมีคนมาประคองนางถึงจะยืนได้มั่นคง
ครั้นได้สติก็เดือดดาลยกใหญ่ “เจียงเสวี่ยหนิง
เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะเย้ยหยัน “หมายความ
ว่าอยากเล่นงานเจ้าไง”
เสิ่นจื่ออีไม่ได้รีบเดินมากนัก ขณะนี้ยังตาม
อยู่ด้านหลัง นางไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองคนมี
ความแค้นอะไรต่อกัน เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้
จึงนิ่งอึ้ง
ส่วนผู้อื่นลอบมองสำรวจสีหน้านางเงียบ ๆ
เหยาซีคิดจะประชันสูงต่ำกับเจียงเสวี่ยหนิง
แต่พอหันหน้ากลับไปก็เห็นเสิ่นจื่ออีซึ่งกำลัง
มองดูความเป็นไปของเหตุการณ์เข้าพอดี จึงหด
นิ้วที่กำลังชี้เจียงเสวี่ยหนิงด้วยความกริ่งเกรง
กล่าวด้วยความแค้นใจว่า “หากไม่เป็นโจรก็ไม่มี
ใจละอาย[1]แอบทำเรื่องต่ำช้ามาย่อมอับอายจน
กลายเป็นโทสะอยู่แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นลมหายใจออกจมูกเบา ๆ
“ไม่ต้องมาชี้ต้นหม่อนแต่ด่าต้นหวาย[2] ขอเตือน
เจ้านะว่าทางที่ดีช่วยทำตัวให้มันสงบเสงี่ยม
หน่อย ถูกผู้อื่นถอนหมั้นแล้วก็รู้จักสำรวมตนเป็น
คนดีบ้าง อย่างไรเสียวาสนาครานี้ก็เริ่มดีจบงาม
คนเขาไม่มีทางเที่ยวปั่าวประกาศไปทั่วอยู่แล้ว
แต่หากตัวเจ้าจะตายแล้วยังมิวายห่วงหน้า ไม่
อยากให้คนอื่นได้ดิบได้ดี ผู้อื่นเองก็มีวิธีนับพัน
นับหมื่นประการที่จะทำให้เจ้าอยู่ไม่เป็นสุข หาก
เจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลแม้แต่ประโยคเดียว ข้าก็
กล้าปั่าวประกาศไปทั่วเมืองหลวงเช่นกันว่าเจ้า
ทำอะไรมาถึงได้ถูกคนเขาถอนหมั้น!”
ถูกคนถอนหมั้น!
ที่แท้เหยาซีกลับเป็นฝั่ายถูกถอนหมั้นอย่าง
นั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่านางพูดจาด้วยความมั่นอก
มั่นใจเป็นล้นพ้นหรือว่า สาเหตุที่จางเจอถอน
หมั้นเป็นเพราะไม่อยากดึงนางให้ไปเดือดร้อน
ด้วย ขอเพียงนางปฏิเสธการถอนหมั้น งานมงคล
นี้ก็จะสำเร็จอย่างราบรื่น
ครั้นทุกคนได้ยินคำพูดนี้ของเจียงเสวี่ยหนิงก็
อึ้งงัน
สายตาที่มองเหยาซีอีกคราพลันแปลก
ประหลาดเล็กน้อย มีทั้งความเห็นใจและ
ความรู้สึกยากจะบรรยาย
เหยาซีคิดไม่ถึงเลยว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะพูด
เรื่องนี้ออกมาต่อหน้าทุกคนโดยไม่เกรงใจ เมื่อถูก
สายตาของใครต่อใครจับจ้อง ใบหน้าจึงบัดเดี๋ยว
แดงก่ำบัดเดี๋ยวคล้ำเขียว โมโหจนตัวสั่นเทิ้ม
น้ำตาร่วงเผาะลงมา
อย่างไรเสียสตรีก็รักหน้าตา ครั้นถูกคนหัก
หน้าย่อมบังเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจเหลือแสน
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงนั้น ในที่สุดก็ได้ระบาย
ความโกรธเกรี้ยวเสียที คร้านจะเหลือบมองเหยา
ซีอีกสักแวบ พลันสะบัดแขนเสื้อมุ่งตรงไปยัง
ตำหนักข้าง
ถึงอย่างไรนางก็เผด็จการเอาแต่ใจจน
กลายเป็นนิสัย ผู้อื่นใคร่จะพูดเช่นไรก็ให้พูดไป
เถอะ
เพียงแต่นางเป็นคนเอ่ยวาจาแล้วต้องทำ ใน
เมื่อพูดได้ก็ต้องทำได้!
ถ้าเหยาซีกล้าพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระใส่ความ
จางเจอเหมือนชาติที่แล้วอีก ต่อให้นางต้องละทิ้ง
โอกาสที่จะได้ไปจากเมืองหลวงและต้องอยู่ร่วม
ผสมโรงในวังวนแห่งการต่อสู้นี้ ก็จะขอสู้ตายกับ
เหยาซีให้ถึงที่สุด และทำให้เหยาซีต้องจ่าย
ค่าตอบแทนให้จงได้!
*****
ภายในตำหนักข้างมีแต่ความอบอุ่นเพราะจุด
เตาตี้หลงเตรียมไว้แล้วล่วงหน้า แม้แต่น้ำที่ใช้ชง
ชาก็วางอยู่บนเตาไว้ตั้งแต่แรก
เซี่ยเวยมาถึงนานแล้ว
กล่องอาหารขนาดไม่ใหญ่โตมากนักวางตรง
ขอบโต๊ะ ทั้งมีขนมแผ่นท้อจานหนึ่งวางอยู่ตรงมุม
โต๊ะน้ำชาด้วย ส่วนตัวเขากำลังมองดูน้ำชาสีเขียว
ใสเบื้องหน้าตนอย่างใจลอย
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงผลักประตู เขาก็หันศีรษะ
มาเห็นพอดี
เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ใบหน้าอันเย็นชา
ราวกับมีน้ำแข็งค้างเกาะเยี่ยงนี้เหมือนมี
ความแค้นกับผู้ใด
เซี่ยเวยเลิกคิ้วเล็ก ๆ
เขาอยากถามอีกว่า ผู้ใดมาหาเรื่องเจ้าอีก?
แต่เมื่อนึกได้ว่าเมื่อวานถามคำถามนี้ไปแล้ว
จึงไม่ได้กล่าวออกไป
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเพลิงโทสะกำลังลุกโชน
มากกว่าเก่า ครั้นเข้ามาแล้วก็ค้อมกายคารวะเซี่ย
เวยก่อน หลังจากยืดกายขึ้นก็เห็นเขากำลังมอง
สำรวจสีหน้าตนอยู่พอดี ทำให้รู้ว่าตนแสดง
อารมณ์ผ่านสีหน้าเสียแล้ว นางจึงเอ่ยปาก
เนื่องจากกลัวเซี่ยเวยเข้าใจผิด “เมื่อครู่ทะเลาะ
กับคนสารเลวมา เซียนเซิงอย่าถือสาเลยนะเจ้า
คะ”
เซี่ยเวย “…”
นางถึงขั้นใช้คำนี้ก็แสดงว่าเลือดขึ้นหน้าแล้ว
จริง ๆ ที่ผ่านมาหนิงรองไม่เคยพูดจาเช่นนี้มา
ก่อน หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ การที่มีคนถูกนาง
เรียกว่า ‘สารเลว’ ได้ เรื่องราวย่อมหนักหนา
สาหัสแน่นอน
เขาคิดว่านางหัวเสียถึงเพียงนี้ คงไม่มีอารมณ์
บรรเลงพิณด้วยจิตใจอันสงบนิ่งได้หรอก จึงชี้ฝัง
ตรงข้ามตนพร้อมพูดว่า “นั่ง”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปนั่งโดยไม่พูดไม่จา
เซี่ยเวยเห็นนางแสดงสีหน้าคับแค้นใจยิ่งนัก
พอนั่งลงแล้วก็ไม่ขยับเขยื้อน เขาจึงหลุบตา จิบ
น้ำชาอึกหนึ่งพลางกล่าวเสียงเรียบ “จะรอให้ข้า
รินชาให้เจ้าหรืออย่างไร?”
ชานั้นชงตั้งแต่ก่อนเจียงเสวี่ยหนิงจะมาถึง
ยามนี้เทใส่กาน้ำชาแล้ว
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงได้สติ
ที่ผ่านมาเซี่ยเวยรินชาให้นางตามหลัก
มารยาทของผู้ชงชา มิหนำซ้ำนางเคยมีโอกาสได้
ดื่มเพียงสองครั้งก็ไม่ได้สนใจจะดื่มต่อ เมื่อถูกพูด
ด้วยเช่นนี้ ท้ายทอยก็พลันเย็นวาบ นางรีบยก
กาน้ำชาขึ้นมา ครั้นเห็นว่าเซี่ยเวยวางถ้วยชาใบ
นั้นแล้ว ก็รีบรินให้เขาก่อนด้วยท่าทางว่านอน
สอนง่ายยิ่งนัก จากนั้นถึงกลับมารินให้ตัวเอง
นางไม่กล้าเอ่ยวาจา มือทั้งสองข้างประคอง
ถ้วยชาขึ้นมาจิบหนึ่งอึกเล็ก ๆ
วันนี้เป็นชาโหวขุย
เห็นชัดว่าเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการ
ภายในวังหลวง เข้าปากแล้วลื่นคอ กลิ่นหวาน
อวลในช่องปาก หลังจากดื่มไปแล้วยังได้กลิ่น
หวานสะอาดเล็กน้อยอีกด้วย…
หืม หวานสะอาด?
โหวขุยมีรสชาติเช่นนี้หรือ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันนิ่งงัน กลอกดวงตาทีหนึ่ง
แล้วจึงมองเห็นจานขนมแผ่นท้อที่วางอยู่ด้านข้าง
เหมือนเมื่อวานไม่มีผิด
นางรู้สึกรังเกียจรสชาตินั้นอยู่บ้าง ไม่อยาก
ลิ้มรสเป็นครั้งที่สอง
มองเพียงแวบเดียว นางก็ถอนสายตากลับมา
และดื่มชาต่อ
เซี่ยเวยเอ่ย “เวลาจะทำอะไรในวังหลวงต้อง
พึงรู้จักสำรวมตนเป็นอันดับแรก แต่เจ้ากลับสร้าง
ศัตรูไปทั่ว เหตุใดถึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับ
ผู้อื่นได้อีกเล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงพึมพำ “ข้ารู้เช่นกันว่านิสัย
ของข้าไม่เหมาะจะอยู่ในวังหลวง แต่พวกท่าน
ไม่ได้ให้โอกาสข้าเลือกเลยนี่เจ้าคะ”
ระหว่างเอ่ยวาจา กลิ่นหอมหวานนั้นก็โชยมา
อีก
นางทนไม่ไหว หันหน้ากลับไปมองขนมแผ่น
ท้ออีกครา ทั้งที่รสชาติแย่เสียขนาดนั้น แต่กลิ่น
กลับหอมเย้ายวนถึงเพียงนี้ ที่แท้มันคืออะไรกัน
แน่ ต้นเครื่องวังหลวงชอบตกแต่งอาหารให้ดูดีแต่
รสชาติไม่ได้เรื่อง! เกิดเป็นคนต้องมีศักดิ์ศรี ห้าม
เอื้อมมือไปเด็ดขาดนะ! ไม่เช่นนั้นอีกสักครู่หาก
กินไม่หมดแล้วยังต้องฝืนกัดฟันยัดมันเข้าไปต่อ
หน้าเซี่ยเวยอีก แบบนั้นก็แย่เต็มทนแล้ว!
เซี่ยเวยเลิกคิ้ว “นี่กำลังโทษข้าหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จำ
ไม่ได้แล้วว่าเมื่อครู่ตนพูดอะไรไปบ้าง ร้อง “อ๊ะ”
โดยไม่รู้ตัว ตอบกลับไปทันที “มิกล้า มิกล้าเจ้า
ค่ะ”
สายตาของเซี่ยเวยกลับเคลื่อนไปยังจานขนม
แผ่นท้อ
เขาสังเกตเห็นแล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิงมองมัน
มากกว่าหนึ่งครั้ง ฉะนั้นจึงพูดว่า “อยากกินก็เอา
ไปสิ ไม่มีผู้ใดมัดเจ้าเอาไว้เสียหน่อย”
“ไม่ ไม่ ไม่ ข้าไม่หิวเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายหน้าในทันใด แสดงท่าที
ปฏิเสธ
เซี่ยเวย “…”
——————–
1. หากไม่เป็นโจรก็ไม่มีใจละอาย หมายถึง
หากไม่ทำผิดก็ไม่ละอาย มาจากสำนวน
เป็นโจรใจละอาย
2. ชี้ต้นหม่อนแต่ด่าต้นหวาย อุปมาว่าแสร้ง
ด่าทอคนหนึ่งแต่ความจริงสื่อถึงอีกคน มี
ความหมายเดียวกับตีวัวกระทบคราดตาม
สำนวนไทย