คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 85 กินไปแล้ว (1)
นี่มันสีหน้าอะไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาด้วยความพิศวง รู้สึก
ขลาดกลัวเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด เพียงสงสัย
ว่าตนเองกล่าวอะไรผิดไป “เช่นนั้นข้าขอกินชิ้น
หนึ่งนะเจ้าคะ?”
เซี่ยเวย “…”
เจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนคำพูดทันที “เช่นนั้นไม่
กินดีกว่าเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยพลันรู้สึกว่าน่าขบขันอยู่บ้าง
ทว่าไม่ใช่ขบขันเจียงเสวี่ยหนิง
แต่เป็นขบขันตัวเอง
เขาส่ายหน้าอย่างอธิบายไม่ถูก แล้วมองถ้วย
ชาที่อยู่ในฝั่ามือตน ไพล่นึกถึงเยี่ยนหลินขึ้นมาได้
“นิสัยดื้อรั้น อารมณ์ร้าย ซ้ำยังหัวทึบไม่รู้จัก
ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่รู้ว่าเยี่ยนหลิน
ถูกผีสางอะไรเข้าสิง”
อยู่ดีไม่ว่าดี ไฉนจึงเอ่ยถึงเยี่ยนหลินเนี่ย
มิหนำซ้ำยังมาสงสัยอีกว่าเหตุใดเยี่ยนหลินถึง
ต้องใจนาง
เจียงเสวี่ยหนิงฉีกมุมปาก พึมพำเสียงค่อย
“ด้วยเหตุนี้เยี่ยนหลินจึงมีคนที่รัก ส่วนท่านกลับ
ไร้ภรรยาอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
เพียงแต่คำพูดเพิ่งจะหลุดจากปาก นางก็เห็น
เซี่ยเวยช้อนดวงตาขึ้นมา จึงรีบพูดทันควัน “ท่าน
กล่าวถูกต้อง ข้าไร้ความรู้ความสามารถ ย่อมไม่
คู่ควรกับเยี่ยนซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
“…”
ท่าทางมีคำตัดพ้ออยู่ภายในใจแต่ไม่กล้าเอา
เรื่องเขาเช่นนี้ เห็นแล้วก็น่าขัน แต่มุมปากซึ่งเพิ่ง
จะหยักยกเล็กน้อยของเซี่ยเวยกลับลดต่ำอย่างไม่
ทราบสาเหตุอีกครา
เยี่ยนหลิน
จวนหย่งอี้โหว
พิธีสวมกวาน
วันเวลารุกคืบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวคำพูดเมื่อสักครู่จบก็แทบ
จะนึกเรื่องนี้ออกพร้อมกัน สีหน้าอันผ่อนคลาย
จึงกลายเป็นหนักอึ้ง
นางยังจดจำพิธีสวมกวานในชาติก่อนได้
ตอนนั้นนางไม่รู้สถานการณ์ของราชสำนัก
แม้แต่น้อย ทั้งไม่รู้ด้วยว่าขณะนั้นจวนหย่งอี้โหว
กำลังตกอยู่ในเภทภัย นางตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะ
แล้วว่าจะพยายามเป็นฮองเฮา เพียงแต่ยังไม่ถึง
เวลาปฏิบัติการจริง เพราะฉะนั้นจึงยังรักสนุก มี
นิสัยเป็นเด็กน้อย มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องจะตามหา
ของขวัญครบรอบวันเกิดอันแสนพิเศษให้เยี่ยนห
ลิน
คิดไม่ถึงว่าวันนั้นกลับเสียเวลาระหว่างทาง
นางไปสาย
ครั้นรถม้านางมาถึง จวนโหวก็มีกลิ่นคาว
โลหิตคละคลุ้งทั่วทั้งจวนมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ชุดเกราะทหารเปล่งประกายเย็นเยียบ เสียงร่ำไห้
ดังระงมด้านใน เหล่าชนชั้นสูงที่เข้าไปร่วมงาน
ตกใจจนหน้าซีดเข่าอ่อน วิ่งหนีเอาตัวรอดออกมา
นางคว้าตัวไว้ผู้หนึ่งพร้อมถามว่า “มีอะไร
หรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ไม่มีผู้ใดตอบนาง
นางจึงนำของขวัญวันเกิดที่ตนตระเตรียมมา
เข้าไปตามหาคน
ทว่าทหารขวางนางเอาไว้
นางยืนกรานว่าจะต้องเข้าไปให้จงได้
ขณะนั้นเองก็มีศีรษะหนึ่งกลิ้งออกมาจาก
ด้านใน ร่วงตุ้บลงบนขั้นบันได โลหิตสาดกระจาย
เป็นหย่อมบนพื้น นางตื่นตระหนกในบัดดล ครั้น
หันหน้าไปมองผู้ที่ถืออาวุธเหล่านั้น ก็พบว่าทุก
คนต่างมองนางด้วยความเย็นชา
ไม่รู้ว่าผู้ใดคว้าตัวนางเอาไว้ ในที่สุดก็ลากนาง
ออกไป
ครั้นกลับจวน นางก็ล้มปั่วย
และนั่นหมายความว่า ชาติก่อนนางไม่ได้เข้า
ร่วมพิธีสวมกวานของเยี่ยนหลินด้วยซ้ำ
เยี่ยนหลินจึงเข้าใจผิดว่านางคบเขาเพื่อ
ผลประโยชน์และหลีกหนียามภัยมา เขาคิดว่า
นางคงรู้ว่าจวนโหวจะประสบกาลวิบัติตั้งแต่แรก
จึงจงใจไม่มา
เพราะถึงอย่างไร หลังจากนั้นไม่นานนางก็
บอกเขาว่าต้องการเป็นฮองเฮา
ต่อมาหนุ่มน้อยในกาลก่อนผู้ผ่านมรสุมอัน
โชกโชนและหวนคืนสู่เมืองหลวงพร้อมเกียรติยศ
ด้วยฐานะขุนพลก็มายืนอยู่ในตำหนักอันยิ่งใหญ่
ของนาง เขากดบ่านางเบา ๆ ช่วยปลดปินระย้า
ทองบนศีรษะนางลงมา แล้วพูดกับนางว่า “วัน
นั้นกระหม่อมรอพระองค์อยู่นานมาก ยืนอยู่ใน
ห้องโถง มองดูแขกเหรื่อที่ก้าวเข้ามาทุกคนด้วย
ความคาดหวังเฝั้าคอย คิดว่าคนต่อไปอาจเป็น
พระองค์ก็ได้ ทว่ารอคนแล้วคนเล่า มองคนแล้ว
คนเล่า หลินจืออ๋องเสด็จมาแล้ว แต่พระองค์ก็ยัง
ไม่เสด็จมา เซี่ยเซียนเซิงมาแล้ว พระองค์ก็ยังไม่
เสด็จมา แม้แต่เซียวซูยังมา แต่พระองค์ก็ยังไม่
เสด็จมา แต่ถึงกระนั้นกระหม่อมก็คิดว่าหนิงหนิง
รับปากกระหม่อมเอาไว้แล้ว ย่อมต้องมาแน่นอน
กระหม่อมจึงรอแล้วก็รอ รอแล้วรออีก รอจน
ทหารมาโอบล้อมจวน รอจนพระราชโองการให้
ยึดทรัพย์มาถึง รอจนขั้นบันไดเต็มไปด้วยโลหิต
ไหลนอง แต่ก็ยังไม่เห็น…”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยแก้ตัว
หรืออาจเป็นเพราะว่า สำหรับหนุ่มน้อยใน
อดีตผู้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความแค้นและความดำ
มืดแล้วนั้น คำอธิบายใด ๆ ล้วนไร้ประโยชน์
นางทำได้เพียงหลับตาอย่างเงียบงัน
ทุกภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนพลันเหมือน
กระแสน้ำที่ไหลทวนกลับ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงถึงลืมตาขึ้นช้า ๆ และมองดูถ้วยชา
ในมือ
น้ำชาสงบนิ่งดุจกระจกวารีขนาดเล็ก ส่อง
สะท้อนเงาร่างเซี่ยเวยซึ่งนั่งอยู่ฝังตรงข้าม
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยถาม “ในพิธีสวมกวานของ
เยี่ยนหลิน ได้ยินว่าเซี่ยเซียนเซิงจะตั้งนามรองให้
เขาด้วยหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยตอบราบเรียบ “อืม”
บุรุษสวมกวานยามอายุยี่สิบปี จากนั้นถึงจะ
ก่อร่างสร้างตัว
เมื่อมีกวานแล้วก็จะมีนามรองเพื่อใช้อธิบาย
นามจริง หรือเพื่อบ่งบอกปณิธาน
บุรุษที่ถือกำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์ ตามปกติ
ครั้นถึงพิธีสวมกวานจะเชิญนักปราชญ์ผู้ทรงภูมิ
มาตั้งนามรองให้ตนเอง ถึงแม้อายุอานามของเซี่ย
เวยไม่อาจเทียบนักปราชญ์คนอื่นได้ ทว่ากลับ
ดำรงตำแหน่งรองราชครูของรัชทายาทซึ่งเป็นถึง
ผู้รับผิดชอบการบรรยายประจำวันของหอเหวินย
วน ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครเชื้อเชิญให้
เขาไปเป็นอาจารย์คนแรกหรือไปตั้งนามรอง
ให้กับผู้ใดได้สำเร็จ
เหมือนว่าเยี่ยนหลินจะเป็นคนแรก
และเป็นแค่คนเดียวเท่านั้น
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่รู้เลยว่านามรองของ
เยี่ยนหลินในชาติก่อนคืออะไร และตั้งสำเร็จ
หรือไม่
เนื่องด้วยหลังจากจวนหย่งอี้โหวประสบ
เหตุร้ายเป็นต้นมา หัวข้อสนทนาซึ่งเกี่ยวข้องกับ
ตระกูลเยี่ยนทั้งหมดได้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม ทำ
ให้ไม่มีผู้ใดกล้าหยิบยกขึ้นมา
เมื่อเยี่ยนหลินหวนคืนสู่ราชสำนักก็ไม่มีผู้ใด
เรียกขานนามรองของเขาด้วยความสนิทสนมได้
อีก
บางทีอาจจะมี แต่นางไม่รู้เอง
เซี่ยเวยมองสำรวจนางครู่หนึ่ง “บัดนี้ตระกูล
ใหญ่ภายในเมืองหลวงต่างรู้กันว่าจวนหย่งอี้โหว
สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก แม้จะส่งเทียบเชิญของพิธี
สวมกวานออกไปแล้ว แต่ผู้ที่ตอบกลับก็มีน้อย
มาก ตัวเจ้าไม่เหมือนคนที่มีจิตใจดีงามอันใด ถึง
เวลายังจะไปหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาแล้วตอบว่า “เยี่ยนห
ลินเป็นสหายที่ดีที่สุดของข้าเจ้าค่ะ”
เพราะฉะนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร
นางก็ต้องไป มิหนำซ้ำชาตินี้ห้ามไปสาย ห้ามผิด
เวลา และห้ามทำให้หนุ่มน้อยผู้นั้นผิดหวังอีกเป็น
อันขาด
เซี่ยเวยได้ยินแล้วกลับเลิกคิ้ว แค่นหัวเราะ
เบา ๆ
สหายที่ดีที่สุด?
เขาไม่รู้เช่นกันว่า แท้จริงแล้วตนยังมีสิ่งใด
อยากจะพูดอีกหรือเปล่า เพราะสุดท้ายก็ส่าย
ศีรษะและไม่ได้กล่าวอะไร คล้ายหมดอารมณ์จะ
ดื่มชาเช่นกัน เพียงวางถ้วยชาในมือแล้วพูดว่า
“ฝึกพิณกันเถอะ”
ที่จริงเจียงเสวี่ยหนิงยังดื่มชาไม่หมด ทว่าเดิม
ทีก็ไม่ได้กระหายอยู่แล้ว หลังจากคุยเรื่องนี้
ความโกรธขึ้งซึ่งเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกับ
เหยาซีก่อนหน้านี้จึงอันตรธานสิ้นอย่างง่ายดาย
สิ่งที่มาแทนที่คือความกลัดกลุ้ม
นางวางถ้วยชา แล้วนั่งฝึกพิณตรงโต๊ะพิณ
ยังคงดีดบทเพลงฝึกนิ้ว ‘เมฆรุ้งกวดจันทร์’
เมื่อวานยังบรรเลงได้ดี หากว่ากันตามเหตุผล
แล้ววันนี้ต้องทำได้ดีกว่าเดิม
คิดไม่ถึงว่ากลับไม่ได้ลื่นไหลดั่งเมื่อวาน มีแต่
จะชะงักงันติดขัด ผ่านไปไม่กี่ท่อนก็ดีดผิดไปแล้ว
เสียงหนึ่ง
เซี่ยเวยหันศีรษะไปมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดทันที มองนิ้วเรียวยาวของ
ตนซึ่งกดอยู่บนสายพิณ พวกมันกำลังสั่นระริก
โดยที่นางไม่อาจควบคุม สายพิณซึ่งถูกกดอยู่ข้าง
ใต้พลอยสั่นกระเพื่อม
นางเคลื่อนนิ้วอย่างแช่มช้า นำมากุมประสาน
เบื้องหน้าและออกแรงบีบแน่น
แต่ความสั่นสะท้านนั้นกลับส่งผ่านจากปลาย
นิ้วมาถึงหัวใจ
นางก้มหน้า หลับตาลง
เป็นครั้งแรกที่เซี่ยเวยไม่ได้ตำหนิอันใด เพียง
กล่าวเรียบ ๆ ว่า “หากสงบจิตใจไม่ได้ก็ไม่ต้อง
ดีดแล้วละ”
พิธีสวมกวานของเยี่ยนหลินกำลังจะมาถึง
แล้ว…
ไม่เอ่ยถึงน่ะยังดี แต่พอเอ่ยถึงแล้ว จะให้สงบ
จิตใจได้อย่างไร
บทที่ 85 กินไปแล้ว (2)
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกจิตใจจมดิ่ง คล้ายถูกวัตถุ
อันหนักอึ้งบางอย่างกดทับจนหายใจไม่ออก
แม้แต่สีหน้าลุแก่โทสะซึ่งเกิดจากการทะเลาะ
เบาะแว้งกับเหยาซีเมื่อสักครู่ยังหายไปสิ้น
นางตอบรับเสียงเบาว่า “เจ้าค่ะ”
ตำหนักเฟิงเฉินปราศจากสรรพสำเนียงใดอีก
ต่อไป
เซี่ยเวยนั่งอ่านเอกสารทางราชการอยู่ตรง
โต๊ะ แต่ก็คล้ายไม่มีสมาธิอ่านมากนัก
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะพิณ ไม่
นานนักจิตใจก็ล่องลอยออกไปด้านนอก
เวลาผ่านไปสองเค่อ เบื้องนอกมีขันทีมาแจ้ง
ว่ามีเรื่องจะรายงานเซี่ยเวย
แต่ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ข้างใน จึงไม่ได้
เอ่ยปาก
เซี่ยเวยลุกขึ้นและกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า
“ชงชาอ่านตำราด้วยตนเอง พักผ่อนสักครู่แล้ว
กัน”
พอเขาพูดจบก็เดินออกไปจากตำหนักข้าง
ขันทีน้อยผู้นั้นตามเขาไปจนถึงระเบียง
ทางเดิน พูดกดเสียงเบารายงานอะไรบางอย่าง
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินไม่ชัดเจน
เรื่องของเซี่ยเวย นางเองก็ไม่กล้าฟัง
เหมือนกัน
นางนั่งอยู่หน้าพิณมาเนิ่นนาน เมื่อครู่ใจลอย
จึงไม่รู้สึกอะไร พอได้สติคืนมากลับรู้สึกว่า
ร่างกายเริ่มเกร็งแข็งเล็กน้อยแล้ว
เจียวอันคันนี้เยี่ยนหลินเป็นผู้มอบให้
ใบหน้าเปียมชีวิตชีวาและจริงใจของหนุ่ม
น้อยในยามนั้นยังคงผุดในห้วงแห่งความทรงจำ
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยามที่นางมองพิณคันนี้ก็ยิ่งอัด
อั้นตันใจ นางจึงยืนขึ้น ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะชาเพื่อ
เริ่มต้มน้ำชงชาใหม่
ขนมแผ่นท้อจานนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม
เจียงเสวี่ยหนิงมองเห็นมันเข้าพอดี
ขณะดื่มชากาแรก นางไม่ได้แตะต้อง ครั้นดื่ม
ชากาที่สองถึงค่อยรู้สึกขมฝาดเล็กน้อยใน
กระเพาะ กระทั่งถึงกาที่สาม ในที่สุดก็รู้สึกว่าตน
ต้องกินอะไรหน่อยแล้ว ฉะนั้นจึงเอื้อมมือไปยัง
ขนมแผ่นท้อจานนั้น
แต่ละแผ่นล้วนขาวสะอาด กึ่งกลางแปะแผ่น
เมล็ดท้อเอาไว้จำนวนหนึ่งด้วย
มองผาดเดียวก็รู้สึกว่าไม่ต่างจากเมื่อวาน
แต่เมื่อลองพิศดูให้ดี เหมือนเมล็ดท้อแต่ละ
เมล็ดจะใหญ่กว่าเมื่อวานนะ?
อาหารอย่างอื่นต้นเครื่องในวังหลวงไม่ค่อยได้
เรื่องได้ราว แต่รูปลักษณ์ของของว่างสารพัด
อย่างทำออกมาได้งดงามยิ่งนัก เพียงดมกลิ่นก็
รู้สึกว่าน่ากิน ถึงความรู้สึกหลังจากกินเข้าไปจะ
ต่างจากที่คิดก็ตาม
แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในวังนี่นา
ใครจะไปสนใจล่ะว่าอร่อยจริงหรือเปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงถือขนมแผ่นท้อแผ่นบาง ๆ
จ้องมองอยู่ครึ่งค่อนวัน แม้จะบ่นอุบในใจ
ประโยคหนึ่ง สุดท้ายก็ยังยัดเข้าปากอยู่ดี
ข้าวเหนียวนวดผสมเข้าด้วยกัน ทั้งอ่อนนุ่ม
และไม่เละ
หวานแต่ไม่เลี่ยน เบาบางทว่าไม่ขม
รสชาตินี้มัน…
คราแรกไม่ได้ใส่ใจ แต่ชั่วพริบตาที่รสชาติแผ่
กระจายที่ปลายลิ้น เจียงเสวี่ยหนิงก็หนังตา
กระตุกจริง ๆ ตกใจจนแทบสำลัก มือสั่นจนเกือบ
ปัดถ้วยชาคว่ำ!
ยังไม่ต้องสนใจหรอกว่าขนมแผ่นท้อนี่มี
รสชาติเช่นไร!
แต่สรุปคือไม่ได้ทำโดยต้นเครื่องของวังหลวง
แน่!
ชาติก่อนนางเคยบอกให้ต้นเครื่องซึ่งทำของ
ว่างเป็นทดลองทำมาแล้ว ไม่มีผู้ใดทำรสชาติที่
นางอยากกินออกมาได้เลย!
ชาตินี้วังหลวงไม่ได้เปลี่ยนตัวต้นเครื่อง
เพราะฉะนั้นต้นเครื่องจึงไม่ได้เป็นผู้ทำจานนี้
แน่นอน!
เช่นนั้นจานนี้…
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเพียงว่าสิ่งที่เพิ่งกินไปเมื่อ
สักครู่คงเป็นยาพิษ นางยกมือขึ้นมากดหนังตา
และกุมหัวใจตัวเอง อยากจะถุยขนมแผ่นที่เพิ่ง
กินไปเมื่อครู่ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด!
สวรรค์ นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่!
ยังคงเป็นประโยคเดิม เหตุใดนางถึงกล้ากิน
สิ่งที่เป็นของเซี่ยเวยเนี่ย!!!
ไม่แน่ว่าเขาอาจใช้ขนมแผ่นท้อจานนี้มา
ทดสอบก็ได้ว่านางยังจดจำเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนพวก
นั้นได้หรือไม่
เซี่ยเวยผู้นี้ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต
ต้องโทษที่ช่วงนี้เขามีท่าทีที่เป็นมิตรเกินไป
เป็นเหตุให้นางได้คืบจะเอาศอกจนเคยตัว
สูญเสียความตื่นตัว!
ใจเย็นเข้าไว้
ใจเย็นเข้าไว้
กินแค่ชิ้นเดียวเอง
เซี่ยเวยอาจไม่เคยนับก็ได้
หากดูด้วยตาเนื้อ ขนมจานนี้แทบไม่ต่างอะไร
จากก่อนหน้านี้เลย
จัดแต่งสักหน่อยก็มองไม่เห็นอะไรแล้วละ
เจียงเสวี่ยหนิงรีบเอื้อมมือออกไปจัดขนม
แผ่นท้อจานนั้นเสียใหม่ ปกปิดช่องว่างของชิ้นที่
ตนเพิ่งหยิบ
จากนั้นก็รอให้เซี่ยเวยกลับมา
ทว่าผ่านไปตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว เซี่ยเวยก็ยังไม่
กลับ
เจียงเสวี่ยหนิงแอบได้กลิ่นหวานจาง ๆ นั้น
อีกแล้ว ดวงตาซึ่งแต่เดิมกำลังหลุบมองน้ำชา
กลอกไปเหลือบมองขนมแผ่นท้อคราหนึ่ง ก่อน
จะกลอกกลับมา กลอกกลับไปใหม่ แล้วก็กลอก
กลับมาอีก
อันที่จริง…
จานนี้มองดูแล้วก็มีขนมแผ่นท้อมากอยู่นะ
กินอีกสักแผ่นอาจจะดูไม่ออกก็ได้
นางเอี้ยวศีรษะมองออกไปนอกประตูตำหนัก
ข้างทีหนึ่ง เสียงพูดกระซิบกระซาบแผ่วเบายังคง
ดำเนินต่อไป ขวัญจึงกล้ามากขึ้นหลายส่วน นาง
แอบทำลับ ๆ ล่อ ๆ ยื่นมือออกไปอีกครา ดึงขวับ
ออกจากจานหนึ่งแผ่นยัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็มองขนมแผ่นท้ออีกครั้ง
อืม ดีมาก ปราศจากพิรุธ เพียงแต่แผ่น
ทางซ้ายดูโดดเด่นไปสักหน่อย เตะตาอย่างน่า
ประหลาด
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าไม่อาจปล่อยให้มันวาง
อยู่เช่นนี้ได้ เด่นสะดุดตาปานนี้ หากดึงดูดความ
สนใจเซี่ยเวยต้องแย่แน่
โยนทิ้ง?
นั่นก็สิ้นเปลืองเกินไปหน่อย
ดังนั้นกินไปเลยจะดีกว่า นี่ไม่ถือว่านางแอบ
ขโมยกินนะ และไม่ใช่ว่านางเองก็อยากกินจริง ๆ
เสียหน่อย แค่อยากให้ขนมแผ่นท้อจานนี้ดูปกติ
เท่านั้นเอง!
นางขอสาบานว่าขอกินอีกชิ้นเดียว จากนั้น
จะไม่กินแล้วจริง ๆ เพราะขืนกินอีกต้องมีคนตาย
แน่นอน!
แต่เรื่องแอบขโมยกินเช่นนี้…
เมื่อมีครั้งที่หนึ่งก็ต้องมีครั้งที่สอง มีครั้งที่สอง
ก็ต้องมีครั้งที่สาม กระทั่งมาถึงครั้งที่สามก็ไม่ไกล
จากการเสพติดแล้ว มิหนำซ้ำเมื่อกินแผ่นแล้ว
แผ่นเล่า ก็ไม่เห็นว่าขนมแผ่นท้อจานนี้จะ
แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้มากมายนักจริง ๆ …
อุ้งมือน้อยอันชั่วร้ายยื่นออกไปอีกครา
“จริง ๆ นะ แผ่นสุดท้าย แผ่นสุดท้ายแล้ว!”
เจียงเสวี่ยหนิงสาบานกับขนมแผ่นท้อที่อยู่ใน
มือเป็นแผ่นที่สิบ ก่อนจะกัดลงไป
ขณะนี้เองเซี่ยเวยก็เดินเข้ามาพอดี เขาได้ยิน
ไม่ชัด จึงเอ่ยถามว่า “สุดท้ายอะไร?”
“แค่ก ๆ ๆ !”
เจียงเสวี่ยหนิงตกใจจนตัวสั่น ขนมแผ่นท้อซึ่ง
เพิ่งจะกินติดคอโดยยังไม่ทันได้กลืน!
นางรีบกรอกน้ำชาให้ตนเองครึ่งถ้วยถึงรอด
พ้นความตายจากการสำลักมาได้ นางหมุนกาย
ไปเอ่ยว่า “ไม่ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เพียงบอกว่าจะชง
ชาเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เมื่อครู่กำลังบ่นว่า
ทำไมเซี่ยเซียนเซิงยังไม่กลับมาเสียทีเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเดินเข้ามาดู นางชงชาจริง เพียงแต่…
ขนมแผ่นท้อมีน้อยขนาดนี้ตั้งแต่แรกแล้วหรือ
เขามองเจียงเสวี่ยหนิง ท่าทางคล้ายยิ้มคล้าย
ไม่ยิ้ม
เจียงเสวี่ยหนิงมองตามสายตาเขา จานซึ่งแต่
เดิมมีขนมสีขาวราวกับปุยเมฆ…
มันโหรงเหรงเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
มะ มะ มะ ไม่เป็นไร!
บางทีเซี่ยเวยผู้นี้อาจสายตาไม่ดีก็ได้!
นางยิ้มแก้เก้อ “เมื่อสักครู่ข้าหิวอยู่บ้าง เลย
กินไปแค่นิดหน่อย กินแค่นิดหน่อยเจ้าค่ะ…”
เซี่ยเวยเลิกคิ้ว “เห็นว่าข้าตาบอดอย่างนั้น
หรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันกรอด “มากกว่านิด
หน่อยแค่หน่อยเดียวเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยจึงร้อง “อ้อ” ทีหนึ่ง “ชิมแล้วเป็น
อย่างไรบ้าง?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่านางจะจำรสชาติใน
สมัยนั้นไม่ได้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้จึงโกหกตาใสว่า
“ใกล้เคียงกับของเมื่อวานเจ้าค่ะ ฝีมือของต้น
เครื่องในวังหลวงมีแต่พวกสวยแต่รูปทั้งนั้น เพียง
เห็นแล้วดูดี ทว่ากินแล้วไม่ได้ความ ดื่มน้ำชาแล้ว
กินเสียหน่อยก็ถือว่าพอใช้ได้น่ะเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยพลันรู้สึกว่า…
เด็กคนนี้อาจเบื่อการมีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ ก็
เป็นได้
ครั้นบังเกิดความคิด เขาก็เดินไปข้างหน้า
แสร้งทำท่าจะยกจานขึ้นมา “ในเมื่อไม่อร่อยก็ไม่
จำเป็นต้องลำบาก โยนทิ้งไปก็ได้ แล้วค่อยบอก
ให้ต้นเครื่องทำมาให้คุณหนูรองหนิงดี ๆ ใหม่สัก
จาน”
โยนทิ้ง?!
เจียงเสวี่ยหนิงหลุดปากโพล่ง “อย่านะเจ้าคะ
…”
พอคำพูดหลุดออกมา นางก็อยากตบตัวเอง
สักสองฉาด
เซี่ยเวยหยุดชะงัก มองนางด้วยความสนใจยิ่ง
นัก
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้แล้วว่าตนไม่เพียง
เป็นผู้มีเกล็ดย้อน แต่ยังเป็นผู้ที่มีจุดตายอีกด้วย
การจะเปลี่ยนให้คนประหยัดกลายเป็นคน
ฟุั่มเฟือยนั้นง่าย แต่การจะเปลี่ยนให้คนฟุั่มเฟือย
กลายเป็นคนประหยัดนั้นยาก
คนที่เติบโตมาจากบ้านนอกคอกนา ปากท้อง
ย่อมยากจะได้กินอิ่ม ฉะนั้นเมื่อได้ลิ้มรสของ
อร่อยจึงมักยากจะลืมเลือน
นางรู้สึกชอกช้ำ ยอมทุ่มสุดตัวทันที หมูตาย
ย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก[1]อยู่แล้ว ใบหน้าของ
นางไร้อารมณ์ รับมือการจ้องมองของฝั่ายตรง
ข้ามโดยที่หน้าไม่แดงใจไม่เต้น[2] พูดอย่างจริงใจ
ว่า “ก็ใช่จะย่ำแย่ขนาดนั้น เกิดเป็นคนต้องละ
เว้นความฟุั้งเฟั้อและทำตนเรียบง่าย ไม่อาจ
สิ้นเปลืองได้นะเจ้าคะ”
จากนั้นก็รับจานขนมแผ่นท้อในมือเซี่ยเวยมา
เซี่ยเวย “…”
หากรู้ตั้งแต่แรกว่าขนมแผ่นท้อจานนั้นจะ
จัดการแม่ตัวดีได้อยู่หมัดแบบนี้ แล้วการที่เขา
ลงทุนลงแรงไป ทั้งปลอบทั้งดุตั้งมากมายเพราะ
กังวลว่านางจะเรียนพิณได้ไม่ดีนี่มันเพื่ออะไรกัน
…
จู่ ๆ ก็กังขาความสามารถในการมองคนของ
ตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วสิ
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมาทีหนึ่ง
——————–
1. หมูตายย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก เป็นสำนวน
หมายถึงไม่มีความยำเกรงหวั่นกลัวอะไร
ทั้งนั้น โดยมากใช้เหน็บแนมด่าทอ
2. หน้าไม่แดงใจไม่เต้น เป็นสำนวน มักใช้
เปรียบเทียบคนที่กระทำเรื่องไม่ดีหรือ
กระทำผิด แต่กลับมีท่าทีนิ่งเฉย