คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 86 แบ่งปัน (1)
เมื่อออกจากตำหนักเฟิงเฉิน เจียงเสวี่ยหนิงก็
นำขนมแผ่นท้อที่ยังกินไม่หมดไปด้วย
เซี่ยเวยมองนาง
นางยังพูดด้วยใบหน้าจริงจังเปียมเหตุผลอีก
ว่า “เซี่ยเซียนเซิงเข้าออก วังหลวงเป็นประจำ
คิดว่าคงไม่ได้นำของว่างเข้า ๆ ออก ๆ ด้วย ขนม
แผ่นท้อจานนี้จึงวางอยู่ในตำหนักไร้ผู้ลิ้มรส หาก
วางจนถึงพรุ่งนี้เกรงว่าคงไม่อร่อยแล้ว ไม่สู้ให้
ศิษย์นำกลับไปดีกว่าเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่เอ่ยวาจา
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงถือว่าเขาอนุญาตแล้ว
นางหิ้วกล่องอาหารในมือ สาวเท้ายาว ๆ
ก้าวออกจากตำหนักเฟิงเฉิน อย่างไรเสียข้าก็เผย
พิรุธไปแล้ว เสแสร้งก็เสแสร้งไปแล้ว หากเซี่ยเวย
ดูไม่ออกก็แล้วไปเถอะ แต่หากดูออกขึ้นมา ข้าก็
ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดหรือการตัดสินใจ
ของเขาได้อยู่ดี เช่นนั้นไม่สู้ฉวยโอกาสที่ศีรษะยัง
ตั้งอยู่บนคอ มีชีวิตอยู่หนึ่งวันก็คือหนึ่งวัน กินได้
อีกนิดก็กินไปยังดีกว่า ขนมแผ่นท้อซึ่งใช้ชีวิตแลก
มานี้ หากจะนำกลับไปกินต่อย่อมเป็นเรื่อง
ธรรมดา!
เมื่อเข้าใจจุดนี้ ฝีเท้านางก็กระฉับกระเฉง
ขึ้นมา
ตัวคนเดินบนถนนแต่คล้ายกำลังจะเหาะ
อย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยเวยมองนางจากทางด้านหลัง รู้สึกเพียง
ว่าสุขทุกข์ของนางล้วนแสดงออกอย่างจริงใจและ
เรียบง่ายเหลือเกิน
*****
ในบรรดาพระสหายร่วมศึกษาในเรือนห
ยางจื่อ มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่ถูกเซี่ยเวยรั้งให้อยู่
ต่อเพื่อเรียนและฝึกพิณเพิ่มเติม เวลาของผู้อื่นจึง
ไม่ตรงกับนาง ขณะผู้อื่นกำลังพักผ่อน นางอาจ
เพิ่งจะกลับ ส่วนขณะที่นางกำลังพักผ่อน ผู้อื่น
อาจกำลังอ่านตำรากันแล้ว
ตอนนี้ก็เช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงหิ้วกล่องอาหารกลับมา ทุกคน
กำลังนอนกลางวันกันอยู่ ทั่วทั้งเรือนหยางจื่อจึง
สงบเงียบ นางเข้าห้องแล้วก็วางกล่องอาหารลง
บนโต๊ะของตน เมื่อเปิดออกก็อดกินอีกสองคำ
ไม่ได้ จากนั้นถึงเริ่มใช้สมองขบคิด
นางเคยถูกใส่ความมาแล้วหนหนึ่ง เรื่องนั้น
ยังหาข้ออ้างให้ตัวเองได้ว่าเกิดจากความเลินเล่อ
และไม่ได้ระวังปั้องกันให้ดี แต่หากเกิดเป็นครั้งที่
สอง เช่นนั้นแม้แต่ข้ออ้างก็ฟังไม่ขึ้นแล้ว นับว่า
เป็นคนโง่เง่าทึ่มทื่อของจริง
แทนที่จะเอาแต่แอบคาดเดา ไม่สู้พิสูจน์กัน
ต่อหน้าไปเลยดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้นชาตินี้นางไม่ได้ขัดแย้งด้าน
ผลประโยชน์โดยตรงอันใดกับเซียวซู ช่วงที่อยู่ใน
วังหลวงไม่ควรลำบากขนาดนี้จึงจะถูก
ถุงเครื่องหอมซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้นางถุง
นั้น ยามนี้วางอยู่ตรงขอบโต๊ะ
รอยกรีดเสียหายรอยหนึ่งเด่นสะดุดตา
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อ
ตัดสินใจได้แล้วก็ปิดกล่องอาหาร คว้าถุงเครื่อง
หอมจากโต๊ะแล้วผลักประตูเดินออกไปทันที
ห้องของนางอยู่บริเวณหัวมุมซึ่งตั้งอยู่ห่างไกล
มากที่สุดในเรือนหยางจื่อ
ส่วนห้องของเซียวซูกลับเป็นห้องที่ดีที่สุดของ
สถานที่แห่งนี้ ตั้งอยู่ทิศเหนือติดระเบียงทาง
เดินสายหนึ่งและหันหน้าไปทางทิศใต้ มีหน้าต่าง
ทั้งสองด้าน ฉะนั้นจึงรับแสงได้ดีมาก บริเวณ
โดยรอบปราศจากห้องพักของผู้อื่น
ใช้เวลาเดินไม่นานนักก็มาถึง
ตรงประตูมีนางกำนัลคอยยืนรอรับใช้อย่าง
สงบนิ่ง
ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงมุ่งไป นางกำนัลซึ่งยืน
อยู่นอกประตูก็มองเห็น ค้อมกายคารวะนางครา
หนึ่งและพลันเอ่ยปากถามว่า “คุณหนูรองเจียง
คงมาหาคุณหนูใหญ่เซียวสินะเจ้าคะ? คุณหนู
ของพวกเรากำลังรอท่านอยู่เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้วด้วยความหลากใจทันใด
ช่างเหนือความคาดหมายเสียจริง
นางมองนางกำนัลผู้นั้นแวบหนึ่ง ไม่ได้เอ่ย
อะไร
นางกำนัลไม่กล่าวให้มากความเช่นกัน ก้าว
ไปผลักเปิดประตูพร้อมเชิญนางเข้าไป
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเดินเข้าไปข้างใน
การจัดตกแต่งของห้องนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าห้อง
ของนางเท่าใดนัก มีสิ่งที่บุตรหลานตระกูลใหญ่
พึงมีทุกแห่งหน ดูเหมือนไม่ได้หรูหรา ทว่ากระทั่ง
ตรงมุมห้องยังวางแจกันที่ลงสีลายครามของฟั้า
หลังฝนด้วย
นางกำนัลคอยยืนปรนนิบัติฝนหมึกและส่ง
มอบพู่กัน
เซียวซูสวมชุดกระโปรงหลิวเซียน[1]สีม่วง
อ่อน มือข้างหนึ่งรวบชายแขนเสื้อขึ้น ส่วนมืออีก
ข้างถือพู่กัน กำลังวาดภาพ ภูผาตั้งประจัน ณ ริม
ฝังทั้งสองของมหานทีซึ่งไหลโกรก ต้นสนโบราณ
ตั้งตระหง่านโดดเด่นบนหน้าผาสูง เรือน้อยอัน
โดดเดี่ยวลอยล่อง เห็นเป็นเพียงเงาอันเลือนราง
ที่กำลังค่อย ๆ เลือนหายจนสุดสายธาร
มุมมองความคิดกลับไม่คับแคบเลย
สตรีอื่นไม่ว่าจะเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่หรือ
ว่าบุตรีจากตระกูลเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะชอบวาด
พวกสกุณา บุปผา หรือไม่ก็แสดงความรู้สึกนึกคิด
ของสตรีที่อยู่แต่ในหอห้อง แต่กระนั้นเห็นชัดว่า
เซียวซูหาได้ชื่นชอบเช่นนั้นไม่ นางชอบวาด
ขุนเขาและสายน้ำมากกว่า ทั้งยังมีรูปแบบที่
กว้างขวางและยิ่งใหญ่กว่าด้วย
บางทีนี่อาจเป็นความรู้สึกที่นางอยากแสดง
ให้ผู้อื่นเห็นก็เป็นได้
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามา ปลายพู่กัน
ของนางกำลังแต่งแต้มเงาเรืออันโดดเดี่ยวลำนั้น
อยู่พอดี ครั้นช้อนดวงตาขึ้นมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ก็คลี่ยิ้ม “ข้ารู้อยู่แล้วว่าคุณหนูรองเจียงต้องมา
หาข้า เพียงแต่มาเร็วกว่าที่ข้านึกเอาไว้มากนัก”
นางวางพู่กันระหว่างกำลังกล่าวคำ
ก่อนจะโบกมือบอกให้นางกำนัลซึ่งคอยยืน
ปรนนิบัติฝนหมึกและถือส่งมอบพู่กันออกไปเสีย
ภายในห้องจึงเหลือเพียงพวกนางสองคน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเซียวซูหาใช่
ผู้ที่มีนิสัยเป็นมิตรไม่ ครั้นได้ยินจึงไม่ประหลาดใจ
เพียงพูดว่า “เช่นนั้นดูท่าข้าคงอยู่เหนือความ
คาดหมายคุณหนูใหญ่เซียวมากกระมัง”
เซียวซูผงกศีรษะ “ใช่แค่เหนือความ
คาดหมายที่ไหนกันเล่า ถึงขั้นนับถืออยู่บ้างด้วย
ซ้ำไป”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “หมายถึงเรื่องตรวจค้น
เรือนหยางจื่อน่ะหรือ?”
เซียวซูยิ้ม “คุณหนูรองเจียงเป็นคนฉลาด”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นหัวเราะเสียงขึ้นจมูกที
หนึ่ง ไม่อยากมัวพูดอ้อมค้อมไร้สาระ นางวางถุง
เครื่องหอมถุงนั้นลงบนโต๊ะทันที “ถุงเครื่องหอม
ที่ท่านคืนให้เมื่อวานเป็นของข้าจริง เพียงแต่
สถานที่ที่ท่านเก็บได้ น่าจะไม่ใช่สถานที่เดียวกับ
ที่ข้าทำหล่น”
เซียวซูกลับบอกว่า “ข้ารู้”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเลิกคิ้ว
เซียวซูเงียบงันครู่หนึ่งคล้ายกำลังใคร่ครวญ
ก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องตรวจค้นเรือนหยางจื่อข้า
เป็นคนทำเอง แต่ทั้งหมดนี้เพียงเกิดจากความ
เข้าใจผิดอันเหลวไหลเท่านั้น แท้จริงแล้วข้าไม่ได้
มีเจตนาคิดหาเรื่องเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าอีกฝั่ายน่าสนใจมาก
ขึ้นมาทันใด
นางเคลื่อนสายตากลับไปมองเซียวซูพลางยิ้ม
แย้มเล็กน้อย “ข้าก็รู้เช่นกัน”
คำกล่าวเช่นนี้ชวนให้ขบคิดอยู่บ้าง
ทั้งสองคนกำลังหยั่งเชิงกันอยู่
อันที่จริงนับตั้งแต่รู้ว่ามีบุคคลชื่อเจียงเสวี่ย
หนิงอยู่ เซียวซูก็ไม่เคยเห็นคนผู้นี้เป็นศัตรูของตน
เลย ประการแรก ตัวนางเองถือกำเนิดในตระกูล
สูงศักดิ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะส่งผลคุกคามนางได้มี
น้อยนัก ประการที่สอง เจียงเสวี่ยหนิงกับนาง
ปราศจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์
หากจะเป็นศัตรูของนางได้ ก็ต้องไม่อาจขาด
ทั้งสองประการนี้
อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าวังหลวง ทุกสิ่ง
คล้ายเกิดความเปลี่ยนแปลง
เจียงเสวี่ยหนิงได้รับความสำคัญอย่างชัดเจน
แม้ชาติกำเนิดไม่อาจเทียมทัด แต่ยามอยู่ในวัง
หลวงกลับหาได้ด้อยกว่านางไม่ ต่อมาคือความใส่
ใจที่เสิ่นเจี้ยมีต่อเจียงเสวี่ยหนิงมากจนเกินไป
กระทั่งว่ายังซุกซ่อนผ้าเช็ดหน้าลายปักเอาไว้ด้วย
หากใครประสาทไวหน่อยจะรู้ทันทีว่าเป็นไปได้
อย่างยิ่งว่าเสิ่นเจี้ยจะได้รับการสถาปนาเป็นพระ
อนุชารัชทายาท ในขณะที่ตนคือสตรีซึ่งต้องการ
จะเป็นฮองเฮา
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เจียงเสวี่ยหนิง
เพียงพอจะเป็นภัยคุกคามของนางแล้ว
มิหนำซ้ำยังเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงอีก
ด้วย
คราวนั้นได้รู้โดยบังเอิญว่าวังหลวงจะออก
คำสั่งให้ตรวจค้น เมื่อนางคิดสะระตะแล้วก็รู้สึก
ว่าต่อให้แผนการครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็
ทำให้เจียงเสวี่ยหนิงถูกจับเข้ากรมราชทัณฑ์
หลวงและต้องทนทุกข์ทรมานไปสักระยะได้ ส่วน
จะเกิดเรื่องอะไรระหว่างอยู่ในนั้นบ้าง เจียงเสวี่ย
หนิงย่อมไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้อยู่ดี
เท่านี้ก็กำจัดภัยคุกคามที่เกิดจากเจียงเสวี่ย
หนิงได้ไม่ยากแล้ว
คิดไม่ถึงว่าขณะเผชิญภยันตราย คุณหนูรอง
เจียงซึ่งมีชาติกำเนิดในตระกูลเล็ก ๆ กลับไม่อก
สั่นขวัญหายแม้แต่น้อย นางไม่เพียงพยายามต่อสู้
ด้วยตรรกะและเหตุผล ยังถึงขั้นใช้ความตายมา
ข่มขู่ กระทั่งคลี่คลายวิกฤติครั้งนี้ไปได้
และสิ่งที่คิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ เจ้าของ
ผ้าเช็ดหน้าของเสิ่นเจี้ยเป็นคนอื่น
ศัตรูของตนจึงหาใช่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ แต่เป็น
เจียงเสวี่ยฮุ่ยผู้เป็นพี่หญิงของนางต่างหากเล่า!
นี่ช่างเป็นเรื่องน่าขันครั้งใหญ่เสียจริง!
เซียวซูรักหน้าตามาตลอด ต่อมาเมื่อถูกท่าน
อาไทเฮาตำหนิเพราะเรื่องนี้ แม้จะรู้สึกไม่ยินยอม
พร้อมใจและไม่สบอารมณ์สักเพียงใด นางก็ไม่
อาจโต้แย้ง…
เป็นนางเองที่เดินหมากผิดไปก้าวหนึ่ง ใช้
แผนการอันเลอะเลือนไปครั้งหนึ่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไป หากต้องต่อกรทั้งเจียง
เสวี่ยฮุ่ยและศัตรูซึ่งเพิ่งจะผูกความแค้นขึ้นมา
ใหม่อย่างเจียงเสวี่ยหนิงผู้นี้ มันก็ไม่คุ้มเอา
เสียเลย
——————–
1. ชุดกระโปรงหลิวเซียน เป็นชุดกระโปรงพับ
กลีบ แขนเสื้อกว้าง รูปแบบหรูหรา ลือกัน
ว่าผู้พบเห็นจะเกิดใจลุ่มหลงต่อผู้ที่สวมใส่
บทที่ 86 แบ่งปัน (2)
คนผู้หนึ่งต่อให้แข็งแกร่งอีกปานใดก็เป็นได้
แค่ผู้กล้าที่มีแต่พละกำลัง ไม่อาจถึงกับต้านทาน
คมดาบคมกระบี่นับพันนับหมื่น
เซียวซูย่อมไม่อยากสร้างศัตรูมากเกินไปนัก
และถุงเครื่องหอมตรงหน้าก็มอบโอกาสอัน
ยอดเยี่ยมให้นางได้พอดี ช่วยให้นางได้แก้ไขความ
ผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ทั้งจะได้ลดจำนวนศัตรูที่
แข็งแกร่งลงไปอีกคนด้วย
เซียวซูมองสำรวจสีหน้าเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว
โบกมือเบา ๆ เชิญให้นางนั่งลงก่อนจะพูดว่า
“วันนั้นคิดน้อยไปหน่อยจริง ๆ ทำพลาดโดย
ไม่ได้ตั้งใจจนเกือบทำให้คุณหนูรองเจียงเกิดเรื่อง
ข้ารู้สึกผิดและยากจะสงบจิตใจอยู่บ้างจริง ๆ
เพียงแต่เพราะไม่ได้คบค้าสมาคมกับคุณหนูรอง
เจียงลึกซึ้งมากนัก ไม่ค่อยรู้จักเจ้าดีเท่าใด จึงไม่รู้
ว่าต้องทำเช่นไรถึงจะคลายความเข้าใจผิดที่
เกิดขึ้นระหว่างกันได้…”
คิดน้อยไป ทำพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ?
หากการใส่ความครั้งนั้นประสบผลสำเร็จ
ตอนนี้ข้าคงศีรษะแยกออกจากร่างไปนานแล้ว!
สมแล้วที่เป็นคนของตระกูลเซียว มีชาติ
ตระกูลสูงส่ง ไม่เห็นชีวิตผู้อื่นในสายตา ทะนงตน
ถึงเพียงนี้เชียว! กระทั่งเซี่ยเวยยังไม่น่ารังเกียจ
ขนาดนี้เลย!
เจียงเสวี่ยหนิงพบว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่ไม่ว่า
จะทำเช่นไรนางก็ไม่อาจชอบเซียวซู
แต่นางก็ไม่คิดจะแตกหักเป็นศัตรูคู่แค้นกับ
เซียวซูเพราะเรื่องนี้เหมือนกัน
ในเมื่ออีกฝั่ายมีเจตนาจะเจรจาสงบศึกเพื่อดึง
ตนเป็นพวก นางก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดไมตรีทันที
จะดีจะชั่วอย่างไรก็ต้องให้นางได้อะไรกลับคืนมา
บ้างค่อยว่ากันไม่ใช่หรือ
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มบาง ๆ ทำทีเป็นผ่อนคลาย
“คุณหนูใหญ่เซียวมีสถานะสูงส่งเช่นนี้ หากคิดจะ
คลี่คลายความเข้าใจผิด นั่นก็ถือเป็นการให้
เกียรติข้าด้วยซ้ำไป แล้วข้าจะไม่กล้ารับได้
อย่างไรเล่า?”
แค่ต้องดูว่าอยากจะรับหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง
เซียวซูมองตอบ คล้ายชั่งใจอยู่ว่าสิ่งที่นางพูด
เป็นจริงหรือเท็จ ผ่านไปเนิ่นนานก็คร้านจะพูดวก
ไปวนมาอีก “เมื่ออยู่ต่อหน้าคนฉลาด การอ้อม
ค้อมก็ไร้ประโยชน์ ว่ากันตามตรง หากสุดท้าย
แล้วเจ้าออกจากวังไป ข้าไม่มีทางอยากเป็นศัตรู
กับเจ้าแน่ หรือหากข้าจะกดขี่เจ้าจริง ๆ แต่ทำ
ร้ายศัตรูไปหนึ่งพัน ตัวเองก็เสียหายไปแปดร้อย
แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังต้องต่อกรกับพี่สาวของ
เจ้าอีก ข้ายินดีจะแสดงความจริงใจออกมา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าความแค้นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
พอจะให้มันแล้วกันไปได้หรือไม่?”
ให้มันแล้วกันไป?
จะฝันเฟืองเกินไปหน่อยแล้ว
ความสามารถในการบีบบังคับผู้อื่นไม่เบาเลย
ทีเดียว
เพียงแต่นี่คือสิ่งที่คิดภายในใจ ทว่าเปลือก
นอกนั้นเจียงเสวี่ยหนิงดูเจรจาง่ายยิ่งนัก นาง
กล่าวด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง “นี่ย่อมไม่มี
ปัญหา อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีอำนาจพูดจา หัวเดียว
กระเทียมลีบอยู่แล้ว ไม่อาจงัดข้อกับท่านได้จริงๆ
แต่กระนั้นก็ไม่ทราบว่าความจริงใจของคุณหนู
ใหญ่เซียวจะมีสักเท่าใด”
เซียวซูหยิบถุงเครื่องหอมนั้นขึ้นมา มองนาง
พลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวปนยิ้ม “ชอบมี
ตัวก่อกวนมาเล่นพิเรนทร์ลับหลัง ชวนให้คน
รังเกียจนัก คุณหนูรองเจียงไม่ชอบ ข้าเองก็ไม่
ชอบ ไม่สู้จัดการให้เหมาะสม ทุกคนจะได้อยู่กัน
อย่างสงบดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงท่าทีพึงพอใจมาก “เยี่ยม
เลย”
แค่ใช้หัวแม่เท้าคิดยังรู้ คนที่ลอบกัดลับหลัง
คงใช้ถุงเครื่องหอมนี้ใส่ความนาง ไม่แน่ว่าอาจ
เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างด้วย
เซียวซูย่อมไม่ใช่ผู้มีจิตใจดีงามแน่นอน
ทั้ง ‘ความจริงใจ’ และ ‘ให้มันแล้วกันไป’
อะไรต่อมิอะไรนั่นน่ะ เซียวซูก็แค่พูดจาให้น่าฟัง
เท่านั้นเอง ทว่าความจริงแล้วต่อให้ไม่มีนาง
เซียวซูก็ต้องตามหาผู้ที่ทำถุงเครื่องหอมหล่นตัว
จริงเพื่อตามกำจัดเภทภัยอยู่ดี!
ที่อีกฝั่ายพูดเช่นนี้ก็เพื่อนำเรื่องนี้มาใช้
ประโยชน์อย่างสมบูรณ์เท่านั้น
หากประจบเอาใจจนทำให้เจียงเสวี่ยหนิงลืม
ความแค้นที่ถูกใส่ความก่อนหน้านี้ได้ จะไม่
เท่ากับใช้ศิลาก้อนเดียวยิงนกได้สองตัวอย่างนั้น
หรือ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้หลงกล แต่ภายภาคหน้า
นางต้องการออกจากวังจริง ฉะนั้นจึงไม่
จำเป็นต้องฉีกหน้าเซียวซูเร็วถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำ
อย่างไรเสียก็นำเจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าวังมาได้แล้ว
ชีวิตอันจอมปลอมไร้ความจริงใจต่อจากนี้สำหรับ
นางแล้วไร้ซึ่งผลเสียใด ๆ
ด้วยเหตุนี้จึงตอบตกลงอย่างรวบรัดชัดเจน
ครั้นทั้งสองเจรจากันเรียบร้อยก็ถือได้ว่าต่าง
ฝั่ายต่างชื่นมื่น เซียวซูออกมาส่งเจียงเสวี่ยหนิง
ด้วยตนเอง แต่ถึงกระนั้นเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเดิน
ออกไปพ้นระเบียงทางเดินสายยาวและหันหน้า
กลับไปมองประตูห้องซึ่งปิดสนิทของเซียวซูอีก
ครา เจียงเสวี่ยหนิงก็นึกถึงความวุ่นวายในชาติที่
แล้ว
ชาติก่อนนางเป็นเหมือนเซียวซูที่ต้องการจะ
เป็นฮองเฮาให้จงได้
คิดไม่ถึงว่าแผ่นดินจะกลับตาลปัตร แม้มี
สถานะสูงส่งเป็นถึงฮองเฮา แต่ก็เป็นเพียงมด
ปลวกตัวกระจ้อยร่อย
เซียวซูฉลาดมาทั้งชีวิต ตอนนี้วางแผนทีละ
ก้าว คิดจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาโดยไม่รู้ถึง
ภยันตรายที่กำลังซุกซ่อนแม้แต่น้อย ศัตรูที่
แท้จริงของตระกูลเซียวหาใช่เจียงเสวี่ยหนิงหรือ
พระสหายร่วมศึกษาในเรือนหยางจื่อยามนี้คนใด
ทั้งสิ้นไม่ แต่เป็นรองราชครูเซี่ย เซี่ยจวีอันผู้
ถ่ายทอดวิชาความรู้และคลายข้อกังขาให้พวก
นางซึ่งยืนอยู่บนแท่นสูงในตำหนักเฟิงเฉิน ทั้งยัง
เป็นเหมือนอริยชนผู้นั้นต่างหากเล่า!
ครั้นคิดถึงตรงนี้ นางพลันบังเกิดความรู้สึก
สนุกสนานอยากจะนั่งบนภูผาดูพยัคฆ์กัดกัน คลี่
ยิ้มแล้วหมุนกายเดินกลับห้องของตนเอง
ยังมีขนมแผ่นท้อรอนางอยู่ในห้องจานหนึ่ง
ชีวิตคนนั้นแสนสั้น ถ้ามัวแต่สู้รบตบมือกับ
ผู้อื่น มันจะน่าเบื่อสักเพียงใดเล่า!
*****
เจียงเสวี่ยหนิงพลิกอ่านตำราแพทย์เล่มนั้น
อีกหน หยิบจานขนมแผ่นท้อจากกล่องอาหารมา
วางบนโต๊ะ ขณะอ่านตำราก็หยิบมากินสักแผ่น
ยามบ่ายของฤดูหนาวก็แสนจะสุขสบายได้เช่นกัน
อ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยามก็มีคนมาจากเบื้อง
นอก
โจวเปั่าอิงซึ่งมาหาเมื่อคืนเคาะประตู ‘ก๊อก
ก๊อก’ อีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“พี่หญิงหนิง! ข้ามาคืนของว่างเจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งชะงัก ครู่หนึ่งถึงได้สติ
เหมือนโจวเปั่าอิงจะเคยบอกว่าขอยืมของว่างนาง
ไปกินก่อน เมื่อของว่างชุดใหม่มาถึงจะชดใช้คืน
เพียงแต่…
นางส่ายหน้าหัวเราะ เดินไปเปิดประตูให้แล้ว
เอ่ยว่า “ข้านึกว่าเจ้าพูดล้อเล่นเสียอีก”
โจวเปั่าอิงหิ้วกล่องอาหารยืนอยู่ข้างนอกจริง
ๆ ย่นจมูกกระจุ๋มกระจิ๋มเบา ๆ พูดด้วยความ
กระหยิ่มใจเล็กน้อย “เรื่องเกี่ยวกับการกินล้วน
เป็นเรื่องใหญ่ เปั่าอิงพูดแล้วต้องทำ เมื่อพูดได้ก็
ต้องทำได้เจ้าค่ะ!”
นางเดินเข้ามาแล้วเปิดกล่องอาหาร
ข้างในมีสามชั้น บรรจุของว่างหลากสีสัน
เห็นชัดว่าห้องเครื่องกับนางกำนัลของเรือนห
ยางจื่อต่างรู้ว่านางชอบกิน ของว่างที่ส่งมาให้นาง
ทุกวันมักจะอุดมสมบูรณ์ที่สุด ทั้งชนิดและ
รูปแบบมีหลากหลายนัก
“นี่คือขนมเหอเถา[1] ขนมเมล็ดซิ่ง นี่คือขนม
ซูปิงไส้กุหลาบ ขนมถั่วเหลือง[2]…”
โจวเปั่าอิงดวงตาเปล่งประกาย ชี้ให้เจียง
เสวี่ยหนิงดูทีละอย่าง
แต่พูดไปพูดมา นางพลันมองเห็นขนมแผ่น
ท้อซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะเจียงเสวี่ยหนิง ไม่รู้เพราะเหตุ
ใด กลับไม่อาจละสายตา
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังสงสัยว่าไฉนนางถึงไม่ส่ง
เสียง ครั้นมองนางและมองตามสายตานางไป ใจ
พลันกระตุกวูบ ร่างกายเย็นวาบ
แย่แล้ว…
ตอนไปเปิดประตูให้โจวเปั่าอิงเข้ามา ไฉนตน
ไม่ซ่อนขนมแผ่นท้อจานนี้ก่อนนะ!
โจวเปั่าอิงกัดริมฝีปาก มองเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนจะมองขนมแผ่นท้ออีกครั้ง “พี่หญิงหนิง นี่
มัน ดูท่าทางเหมือนจะน่ากินมากเลยนะเจ้าคะ
…”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางอยากบอกว่า ‘ไม่ เจ้าเข้าใจผิด นี่มันไม่
อร่อยเลยสักนิด’ แต่ผู้ใดจะต้านทานสายตาแวว
วาวราวกับกวางน้อยของโจวเปั่าอิงได้เล่า
ประหนึ่งว่าหากไม่ให้อีกฝั่ายกินจะเป็นโทษ
มหันต์ก็มิปาน
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานดรุณีน้อยนางนี้ยังจิตใจ
ดีงาม มาพูดเรื่องนั้นกับนางเสมือนไม่ได้เจตนา
เจียงเสวี่ยหนิงตรึกตรองครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทน
ปฏิเสธไม่ได้ ถึงจะรู้สึกเหมือนดวงใจหลั่งโลหิต
แต่ยังคงยิ้มแย้มลูบศีรษะนางอยู่ดี “หากเจ้า
อยากกิน เช่นนั้นข้าจะแบ่งให้เจ้านำกลับไปกิน
ครึ่งหนึ่ง ดีหรือไม่?”
โจวเปั่าอิงพลันหน้าชื่นตาบาน “ดีเจ้าค่ะ!”
——————–
1. เหอเถา หมายถึงวอลนัต ขนมเหอเถามี
ส่วนประกอบหลักเป็นแปั้งและวอลนัต
หน้าตาคล้ายคุกกี้วอลนัตในปัจจุบัน
2. ขนมถั่วเหลือง มีส่วนประกอบหลักคือแปั้ง
ถั่วเหลือง และน้ำตาล ทำได้หลายรูปทรง
เช่น ดอกไม้ สี่เหลี่ยม วงกลม เป็นต้น