คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 87 โยนทิ้ง (1)
“เสนาบดีเจิ้งแก่จนเลอะเลือนแล้วจริง ๆ เขา
ถึงวัยไม้ใกล้ฝังแล้วละ ทั้งที่ฎีกาตัดสินคดีก็
ถ่ายทอดลงมาแล้ว แต่เมื่อวานขณะกำลังหารือ
เรื่องงานในสำนักมหาบัณฑิตกลับขอร้องให้จวน
หย่งอี้โหวต่อหน้าธารกำนัล มีผู้ใดไม่รู้ว่าบ้างว่า
ยามนี้ฝั่าบาทกริ้วหนัก เรื่องนี้เขามอง
สถานการณ์ไม่ออกเอาเสียเลย ครานี้ทำให้ฝั่า
บาททรงเดือดดาลยิ่งนัก ลำพังตัวเขาเองจะ
ประสบคราเคราะห์น่ะไม่เป็นไรหรอก แต่กลับทำ
ให้ทั้งสหายที่ร่วมทำงานและพรรคพวกพลอย
หวาดหวั่นไปด้วยนี่สิ เฮ้อ…”
เฉินอิ๋งถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
ครั้นถอนหายใจแล้วก็อดมองสำรวจสีหน้า
ของเซี่ยเวยซึ่งอยู่ฝังตรงข้ามไม่ได้
ที่นี่คือจวนตระกูลเซี่ย
บ่ายวานนี้ถกเถียงกันระหว่างหารือข้อ
ราชการที่สำนักมหาบัณฑิตจนเกือบเกิดเหตุ
วุ่นวายใหญ่โต ทว่าขณะนั้นเหมือนเซี่ยเวยจะไป
สอนศิษย์สตรีอะไรสักอย่างที่ตำหนักเฟิงเฉิน
ไม่ได้อยู่ในสำนัก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เฉินอิ๋งอดขบคิดไม่ได้ว่า เรื่องนี้มีเหตุพิสดาร
อะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่
ดังนั้นจึงฉวยโอกาสที่เช้าวันนี้ไม่ต้องเข้าร่วม
ฟังราชกิจเช้า เจียดเวลาและส่งเทียบเชิญเพื่อมา
สนทนากับเซี่ยเวยเรื่องสำนักมหาบัณฑิตเมื่อวาน
อีกทั้งจะได้ลองจับอะไรจากน้ำเสียงและคำพูด
ของรองราชครูผู้นี้ด้วย
ฟากเซี่ยเวยเอง แม้จะไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่
ก็ทราบทุกอย่างแจ่มแจ้ง
เพราะขณะที่เขาอยู่ตำหนักข้างของ
ตำหนักเฟิงเฉิน ขันทีที่มาหาก็รายงาน
สถานการณ์ให้ทราบโดยตลอดแล้ว
ครั้นได้ฟังคำกล่าวนี้ของเฉินอิ๋งก็ไม่ได้มีสีหน้า
ประหลาดใจ เพียงเอ่ยว่า “เป็นเพราะเสนาบดี
เจิ้งผู้นั้นอยู่ในวัยไม้ใกล้ฝัง ฎีกาก็ถ่ายทอดลง
มาแล้ว ผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานย่อมวิตกกังวลน้อย
กว่าใคร ฉะนั้นถึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้ หาก
เปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงจะห่วงหมวกขุนนาง
และตราประจำตัวที่ห้อยอยู่ตรงเอว แม้ฝั่าบาท
จะกริ้ว แต่ก็ต้องทรงระวังคำพูดของคนในใต้หล้า
ด้วย ไม่ถึงขั้นทำอะไรกับเสนาบดีเจิ้งหรอก”
พูดแบบนี้มันต่างอะไรกับไม่ได้พูดกันเล่า?
เฉินอิ๋งรู้ดีอยู่แล้วว่าเหตุใดตาแก่เสนาบดีเจิ้ง
ถึงกล้าพูดจาพรรค์นั้น
เพียงแต่…
เขามีท่าทีลำบากใจเล็กน้อย ทอดสายตามอง
เซี่ยเวยแล้วเอ่ยว่า “แต่เสนาบดีเจิ้งถูกนำตัวเข้า
คุกแล้ว หรือว่ายังจะถูกปล่อยตัวออกมาอีก
ขอรับ?”
เซี่ยเวยยิ้ม “นี่ก็ต้องดูที่ใต้เท้าเฉินกับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าในกรมอาญาแล้ว”
เฉินอิ๋งมีท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “ฝั่าบาททรงเป็นผู้
คำนึงถึงมิตรภาพครั้งเก่าก่อนเช่นกัน เสนาบดีเจิ้ง
ทุ่มเทให้ราชสำนักมาครึ่งชีวิต ทว่ากลับยั่วโทสะ
ฝั่าบาทยามหารือข้อราชกิจในสำนักมหาบัณฑิต
อย่างเปิดเผย หากไม่จับกุมตัวเข้าคุกหลวงแล้ว
ทุกคนเอาเยี่ยงอย่าง เช่นนั้นบารมีของโอรส
สวรรค์จะอยู่ที่ใด? บางครั้งคนเรามีทางขึ้นแต่
ขาดหนทางลง พวกของใต้เท้าเฉินเป็นสหายที่
ร่วมงานกันในกรมอาญาและเป็นอดีต
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเสนาบดีเจิ้งด้วยกันทั้งสิ้น
เสนาบดีเจิ้งเป็นคนเช่นไรต่างเห็นมาด้วยตา
ตนเอง น้ำใจคนเราจะเป็นเช่นไรย่อมอยู่ที่ห้วง
ความคิดเพียงแวบเดียว”
เดินในแวดวงราชการ มีผู้ใดบ้างไม่อยากเข้า
หาผลประโยชน์และหลบเลี่ยงภยันตราย
หากอาศัยแค่คำว่า ‘คุณธรรมน้ำมิตร’ ย่อม
ไม่อาจเดินไปได้ไกลแน่
ตลอดมาเฉินอิ๋งไม่สนความเป็นความตายของ
คนอื่น คิดแต่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องบนจะคิดเห็นเช่นไร
ครั้นได้ฟังคำพูดนี้ของเซี่ยเวยก็รู้สึกหวาดหวั่นใน
ใจเล็กน้อย เข้าใจนัยที่เซี่ยเวยต้องการจะสื่อ ฝั่า
บาททรงต้องจับกุมเสนาบดีเจิ้งเข้าคุกหลวงอยู่
แล้ว ทั้งมีพระราชประสงค์จะดูปฏิกิริยาของขุน
นางในราชสำนักคนอื่นด้วย นอกจากนี้เสนาบดี
เจิ้งก็เป็นผู้บังคับบัญชาของข้า ข้าเป็น
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเสนาบดีเจิ้งมานานหลายปี
แม้แต่ตำแหน่งรองเสนาบดีนี้ เสนาบดีเจิ้งก็เป็นผู้
ผลักดันขึ้นมา หากกระหน่ำซ้ำเติมเขาในยามนี้
ผู้อื่นอาจไม่ออกปากตำหนิก็จริง ทว่าลับหลังคง
เลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าข้าแล้งน้ำใจและแอบตีตัว
ออกหาก ยิ่งไปกว่านั้นกู้ชุนฟางเสนาบดีคนใหม่ก็
กำลังจะเข้าดำรงตำแหน่ง เกรงว่าคงต้องการดู
นิสัยใจคอของผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน
ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่จุดไฟสามกอง
แต่ผู้ใดจะรู้ว่ากองเพลิงนี้จะเผามาถึงตัว
หรือไม่
เฉินอิ๋งไตร่ตรองถึงตรงนี้ก็มองได้แจ่มแจ้ง ทั้ง
ยังรู้เช่นกันว่าอีกไม่นานเซี่ยเวยก็ต้องเข้าวังไป
สอนแล้ว เขาจึงไม่กล้ารบกวนมากเกินไปนัก ลุก
ขึ้นค้อมกายคารวะ กล่าวด้วยความเคารพนบ
นอบ “ข้าน้อยขอขอบพระคุณที่เซี่ยเซียนเซิง
ชี้แนะอีกครา”
เซี่ยเวยนิ่งเฉยอย่างยิ่ง “ใต้เท้าเฉินเป็นคน
ละเอียดรอบคอบ สักวันหนึ่งก็ต้องคิดออกอยู่ดี
กล่าวหนักเกินไปแล้ว”
แต่เฉินอิ๋งรู้ว่าคำพูดดังกล่าวก็แค่เอ่ยตาม
มารยาท
‘สักวันหนึ่ง’ ที่ว่ามีทั้งช้าและเร็ว เรื่อง
บางอย่างหากไม่ทำให้รวดเร็วเสียหน่อยจะ
ผิดพลาดเอาได้ และเกรงว่าความร้ายกาจที่สุด
ของเซี่ยเวยคงจะเป็นความสามารถในการมอง
เหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดได้ทะลุปรุโปร่งนี่เอง คนผู้
นี้รู้ว่าต้องทำเช่นไร แล้วกุมหมากอยู่ในกำมือ
คอยวางกลยุทธ์เป็นลำดับขั้นตอน
เขายิ้ม ไม่โต้แย้งอะไร ก่อนจะค้อมการ
คารวะอีกคราและกล่าวอำลา
เจี้ยนซูซึ่งคอยยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้างค้อม
กายเล็กน้อยขณะเขาเดินผ่าน แต่เมื่อใช้สายตา
ส่งเงาร่างของเฉินอิ๋งจนหายลับไปจากระเบียงวน
แล้ว กลับย่นหัวคิ้ว พูดกับเซี่ยเวยว่า “ใต้เท้าเฉิน
ผู้นี้ช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง ไม่ว่าจะทำสิ่งใด
ล้วนต้องสอบถามให้กระจ่างแล้วค่อยจากไป ต้อง
มาขอให้ท่านชี้แนะเสียทุกเรื่อง ประการแรก
หมายความว่าเขาเป็นคนละเอียดรอบคอบจริง ๆ
ส่วนประการที่สอง เกรงว่าเขาต้องการผูกมิตรกับ
ท่านนั่นเอง หากว่ากันตามหลักการแล้วเขาควร
เชื่อฟังแต่คำสั่งของเซียนเซิง ทว่าเรื่องเมื่อคราว
กลับวังครั้งก่อนเขากลับทำงานไม่รอบคอบ ยาม
นั้นท่านสั่งการเขาชัด ๆ แต่ตอนที่คนจากในวังมา
เชิญตัวกรมอาญา เขากลับพาจางเจอหัวหน้า
หน่วยย่อยซึ่งสืบคดีได้อย่างร้ายกาจไปด้วย แสดง
ให้เห็นว่าไม่อยากผิดใจกับทั้งสองฝั่าย ทั้งคิดจะ
ทำงานให้ท่าน แต่ก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
เหมือนหญ้าที่พร้อมจะลู่ไหวไปตามลม”
เรื่องที่กำลังพูดถึงคือเหตุการณ์ที่หนิงรองถูก
ให้ร้ายในวังหลวง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเซี่ยเวยเห็นจิตใจอันชั่ว
ร้ายของมนุษย์มามาก ไม่ได้รู้สึกเหนือความ
คาดหมายอันใด ที่เฉินอิ๋งทำแบบนี้เขาล้วน
คาดการณ์เอาไว้แล้ว หากไม่ทำเช่นนี้ต่างหากถึง
จะอยู่เหนือความคาดหมาย และทำให้เขาต้อง
ลองกลับมาขบคิดพิจารณาว่าตนเองมีปัญหาอัน
ใดหรือไม่
อย่างไรเสียใต้หล้านี้มีผู้ใดบ้างเล่าที่ไม่ชั่ง
น้ำหนักผลได้ผลเสีย
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเอ่ยเพียงว่า “คนผู้นี้ใช้งานได้
แต่เชื่อถือไม่ได้ ข้ารู้ดีว่าควรทำเช่นไร”
พูดจบก็วางถ้วยชาในมือแล้วลุกขึ้น เดินออก
จากห้องโถงซึ่งใช้ต้อนรับแขกเหรื่อในยามปกติ
กลับไปยังห้องทำพิณของตน
ภายในห้องมีคนอยู่ผู้หนึ่ง
หากเมื่อครู่เฉินอิ๋งมาเห็น เกรงว่าคงอดนึก
สงสัยไม่ได้ว่าเช้าตรู่เสียขนาดนี้ เจ้าของร้านโยว
หวงในเมืองหลวงมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร
เมื่อวานหลี่ว์เสี่ยนค้างที่จวนตระกูลเซี่ย เพิ่ง
ตื่นได้ไม่นานนัก กำลังหาวพลางถล่มดื่มชาชั้นดี
ของเซี่ยเวยอยู่
ชาต้าหงเผา[1]ชั้นเลิศถูกชงไปแล้วสามครั้ง
ครั้นเห็นเซี่ยเวยเดินเข้ามาก็หัวเราะร่า
“กลับมาได้จังหวะนัก ทันชงชาเสร็จพอดี ไล่เจ้า
รองเสนาบดีเฉินผู้นั้นไปแล้วหรือ?”
ทว่าเซี่ยเวยกลับเดินไปเบื้องหน้าผนังอันว่าง
เปล่าแล้วยืนนิ่ง ยกมือนวดหัวคิ้ว บริเวณหางตา
เผยความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
“ผู้ที่ฝั่าบาททรงระแวงคือจวนโหว ที่รังเกียจก็คือ
จวนโหว หากมีใครออกมาพูดขอร้องให้จวนโหวก็
เท่ากับจี้ใจดำฝั่าบาท ฝั่าบาททรงไม่มีวันทำอะไร
ขุนนางกลุ่มนี้ แต่บัญชีนี้กลับนำไปคิดที่จวนโหว
แล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนหนังตากระตุก “เสนาบดีเจิ้งไม่ใช่
คนของพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยเวยหลุบตาลงเล็กน้อย “มีคนอยากจะ
กำจัดจวนโหวให้จงได้”
เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง
ปรากฏตัวในเมืองหลวงล้วนผุดในสมองเขาเรื่อง
แล้วเรื่องเล่า ยิ่งปรากฏก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
——————–
1. ชาต้าหงเผา มีที่มาจากเขาอู่อี๋ จัดอยู่ใน
ประเภทชาอู่หลงหรือชากึ่งหมัก มีชื่อเสียง
และมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ
หอมอย่างกลิ่นคั่วไฟผสมกลิ่นดอกไม้
บทที่ 87 โยนทิ้ง (2)
เพียงแต่ยิ่งชัดเจนมากเท่าใด ความเดือดดาล
ซึ่งคุกรุ่นในอกก็ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น
เขาเหยียดนิ้วมือแตะเปลือกตาตัวเองเบา ๆ
ฝั่ามือจึงปิดใบหน้าไปครึ่งซีก ทันใดนั้นก็ร้องเรียก
“เจี้ยนซู!”
เจี้ยนซูรุดถึงห้องทำพิณตามเสียงเรียกของ
เขา แต่กระนั้นก็ไม่ได้เข้ามา เพียงยืนรออยู่ข้าง
ประตู “ขอรับ”
เซี่ยเวย “ส่งคนไปที่ค่ายเฟิงไถกับทงโจวทั้ง
สองแห่งทันที จับตาดูทางหลวงทุกสายให้ดี หาก
มีสารที่ส่งออกไปแล้วก็ไม่เป็นไร ขอเพียงมีผู้ส่ง
สารเข้าเมืองหลวงก็ให้คุมตัวไว้ทั้งหมด แม้แต่คน
ที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงก็ห้ามปล่อยเข้ามา
แม้แต่คนเดียว! หากมีผู้ใดคิดจะส่งข่าวเรื่องจวน
หย่งอี้โหวเกิดเรื่อง จับตัวได้ก็จับตัว จับตัวไม่ได้ก็
ฆ่าให้เหี้ยน”
เสียงนี้เย็นชาและโหดเหี้ยมยิ่งนัก
หลี่ว์เสี่ยนได้ยินแล้วใจหายวาบ
เจี้ยนซูรับคำสั่งและกำลังจะจากไป ทว่ากลับ
ละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยถามด้วยความลังเล
ขึ้นมาว่า “หาก หากผู้ที่คิดจะเข้าเมืองหลวงเป็น
คนของนิกายล่ะขอรับ…”
“…”
เซี่ยเวยค่อย ๆ เลื่อนนิ้วมือบนใบหน้าลง
กลิ่นอายแห่งศัสตราวุธที่อาบบนปลายคิ้วหางตา
ค่อย ๆ ทวีความรุนแรง เขาเงียบอยู่นาน จากนั้น
ถึงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “ฆ่าก่อนให้หมดทุกคน”
ไอหมอกยามอรุณรุ่งลอยละล่องในลานเรือน
ภายในห้องทำพิณอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม
ของชา
ยามนี้เจี้ยนซูรู้สึกราวกับความหนาวเหน็บ
ของปลายฤดูเหมันต์จู่โจมปะทะร่างทั้งที่ยังไม่ถึง
เวลา ชำแรกชอนไชไปตามซอกกระดูก เปียมไอ
สังหารโดยไม่รู้ตัว!
เขามองเซี่ยเวยอย่างลึกซึ้งหลายที สุดท้ายก็
ตระหนักได้ว่าเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว
สำหรับเซี่ยเซียนเซิง เรื่องนี้ไม่มีโอกาส
เปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ฉะนั้นจึงเก็บงำอารมณ์
ความรู้สึกทั้งปวง ค้อมกายรับคำสั่งแล้วจากไป
ส่วนหลี่ว์เสี่ยนไม่ได้สติอยู่นาน
เขามองสำรวจเซี่ยเวย ไร้ซึ่งความผ่อนคลาย
ที่มักเล่นหัวหยอกล้อในยามปกติอย่างหาได้ยาก
ยิ่ง “สถานการณ์ภายในนิกายย่ำแย่ถึงขั้นนี้แล้ว
หรือ?”
เซี่ยเวยหลับตากล่าวว่า “เขาอายุมากขึ้น
เรื่อย ๆ จึงทนรอไม่ไหวแล้ว มิหนำซ้ำที่ผ่านมากง
อี๋เฉิงก็ไม่ถูกกับข้า พอข้ามาเมืองหลวงแล้วก็ยาก
จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวภายในจินหลิง
หากเขาไม่ฉวยโอกาสนี้วางแผนเล่นงาน กลับจะ
เสียชื่อเขามากกว่า อีกทั้งหากโลกสงบสุข นิกาย
จะไม่มีทางหวนคืน จวนหย่งอี้โหวปกครองทหาร
อย่างเข้มงวดกวดขันยิ่งนัก มีชื่อเสียงท่ามกลาง
หมู่ราษฎรอย่างล้นเหลือ หากเขาวางแผนบีบคั้น
จนจวนโหวถึงทางตันกระทั่งเป็นเหตุให้ฮ่องเต้
หวาดระแวงแล้วกำจัดทิ้ง ก็จะทำให้ราชสำนัก
สูญเสียความศรัทธาของราษฎร เช่นนี้แล้วนิกาย
สวรรค์ถึงจะมีโอกาสหวนคืน ยิ่งไปกว่านั้นจวน
หย่งอี้โหวยังกุมกำลังทหารถึงสามส่วนของ
แผ่นดิน ค่ายทัพใหญ่อย่างเฟิงไถและทงโจวสอง
แห่งนั้นล้วนมีกองกำลังใหญ่ปักหลัก อยู่ใต้บังคับ
บัญชาจวนโหว หากมีคนฉวยโอกาสนี้ส่งข่าวไป
เพื่อโยกคลอนจิตใจทหาร จนทำให้กองทัพก่อ
กบฏ…”
สิ่งนี้ถือเป็นข้อต้องห้ามอันยิ่งใหญ่ของเจ้า
ผู้ปกครอง
ยามนี้ไม่ว่าจวนหย่งอี้โหวจะบริสุทธิ์หรือไม่
เกรงว่าคงยากจะรอดพ้นการประหารเก้าชั่วโคตร
แล้ว!
เรื่องนี้หลี่ว์เสี่ยนก็คิดได้เช่นกัน
เพียงแต่…
ที่จริงแล้วเขาใคร่จะบอกว่า หากจวนหย่งอี้
โหวเกิดเรื่องจริง ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่เรื่องดี อย่างไร
เสียก็ส่งผลให้ราชสำนักสูญเสียความศรัทธาของ
ราษฎร ฮ่องเต้สูญเสียความศรัทธาของขุนนาง
ทั้งยังจะได้ใช้โอกาสนี้ดึงกำลังทหารจากสองค่าย
ใหญ่อย่างเฟิงไถและทงโจวให้มาเป็นพวกอีกด้วย
ขอเพียงคืนความบริสุทธิ์ให้จวนโหว ชูธงออกรบ
กับเจ้าผู้เลอะเลือน เช่นนี้แล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชา
เดิมของจวนหย่งอี้โหวอาจเข้าร่วมสวามิภักดิ์ก็
เป็นได้
หากเป็นเช่นนั้น การเสียสละจวนโหวก็ถือได้
ว่าแลกกลับมาด้วยงานใหญ่
ทว่าในสายตาเซี่ยเวย คล้ายเรื่องนี้จะพิเศษ
หลี่ว์เสี่ยนไม่รู้ถึงสิ่งที่แอบแฝงอยู่ในนั้นและไม่
กล้าพูดไปเรื่อยอีกด้วย หลังจากมองเซี่ยเวยอยู่
นาน สุดท้ายเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่อง
นั้นอีก เพียงเอ่ยว่า “เจ้าส่งเตาฉินไปที่ใดแล้ว?
ข้าสืบมาได้ว่าวันนี้โหยวฟางอิ๋นผู้นั้นจะไปพบเห
รินเหวยจื้อ กำลังขาดคนไปสืบข่าวอยู่พอดี”
เซี่ยเวยเหลือบมองเขาพลางขมวดคิ้ว “เตา
ฉินไม่มีเวลา”
หลี่ว์เสี่ยนถลึงตาทันที
เซี่ยเวยเตือนเขาเสียงเรียบ “เจ้าออกจะยึด
ติดเรื่องโหยวฟางอิ๋นมากเกินไปหน่อยแล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนไม่ใส่ใจสักนิด แค่นเสียงคราหนึ่ง
แฝงอาการคิดเล็กคิดน้อยอยู่บ้าง “ข้าหลี่ว์จ้าว
อิ่นสอบพ่ายแพ้เซี่ยเวยเช่นเจ้าก็ขายหน้าพออยู่
แล้ว ลำบากพากเพียรอยู่บนเส้นทางการค้านี้มา
นานหลายปี มั่นใจว่าตัวเองยอดเยี่ยมทั้งด้านการ
จับจังหวะและโอกาส รวมถึงด้านการวางแผน
และสายสัมพันธ์ อีกทั้งเจ้าเซี่ยเวยก็ไม่สามารถ
ค้าขายได้ ข้าจึงไม่เคยคิดว่าด้านการค้าจะมีผู้ใด
อยู่เหนือศีรษะข้าได้อีก แต่เรื่องเส้นไหมดิบคราว
นั้นกลับถูกคนชิงตัดหน้า โทสะนี้หากเป็นเจ้า เจ้า
จะทนได้อย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยเวยใบหน้าไร้ความรู้สึก “ข้าทนได้”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
นี่เขาจะคุยธุระกันดี ๆ กับมารดามันได้
หรือไม่!
หลี่ว์เสี่ยนอยากจะโต้แย้ง แต่ครั้นขบคิดถึง
ชีวิตช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเซี่ยเวยโดยละเอียด
ก็หมดอารมณ์จะเอ่ยปาก สุดท้ายจึงโบกมือที
หนึ่งพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์เสีย “ไม่สนใจแล้ว
เจ้าไม่ให้ยืมคนข้าก็ไม่ยืม ลำพังข้าจะไปสืบด้วย
ตัวเองไม่ได้อีกหรือไร? โหยวฟางอิ๋นตัวเล็ก ๆ คน
หนึ่ง ข้าหลี่ว์จ้าวอิ่นจัดการได้อย่างง่ายดาย!”
พูดจบก็ยกถ้วยชาดื่มจนเกลี้ยง จากนั้นจึง
เดินออกไปจากห้องทำพิณ
เซี่ยเวยไม่ได้ขัดขวาง
หลี่ว์เสี่ยนเดินไปถึงประตูเรือนก็หันกลับมา
มอง พบว่าคนแซ่เซี่ยหันหน้าเข้าหาผนังอีกแล้ว
เขาจึงอดด่ากราดไม่ได้ “ท่านย่ามัน ไม่ขวางข้า
สักหน่อยจริง ๆ หรือนี่! ได้ ถือว่าใจเด็ด คราวนี้
ต้องจัดการให้เรียบร้อยให้จงได้ ให้เจ้าได้เบิกตา
ดู!”
ด่าจบก็แค่นเสียงเหอะ มือข้างหนึ่งไพล่หลัง
ส่วนอีกข้างสะบัดพัดจีบ เดินลงไปยังถนน
ทางเดิน
โรงเตี๊ยมสู่เซียงยังคงเป็นเหมือนเคย
หลี่ว์เสี่ยนคิดว่าจะไปคุยกับเหรินเหวยจื้อ
ก่อน จะได้เลียบเคียงถามไปด้วยเพื่อดูว่ายังมีใคร
คิดจะร่วมหุ้นอีกบ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าขณะที่เขาเพิ่ง
จะก้าวเท้าเข้าประตูโรงเตี๊ยม เมื่อเงยศีรษะก็
มองเห็นโหยวฟางอิ๋นกำลังยืนสนทนากับผู้ดูแล
ร้าน
อะไรกันนี่ โลกกลมเสียจริง
ได้ยินมาว่าช่วงนี้เหรินเหวยจื้อรับเงินมาก้อน
หนึ่ง หลี่ว์เสี่ยนลอบตรวจสอบก็พบว่ามาจากจวน
ชิงหย่วนปั๋อ ดูเหมือนว่าคุณหนูรองโหยวที่อาศัย
ในเรือนหลังจะเป็นผู้จ่ายให้ อีกทั้งตอนนั้นเขาก็
เคยเห็นโหยวฟางอิ๋นที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้พอดี
หนนี้เขาเริ่มไม่เข้าใจบ้างแล้ว
หรือว่าเรื่องเส้นไหมดิบคราวก่อนจวนปั๋อเป็น
ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังจริง ส่วนบุตรีอนุภรรยาที่ไม่มี
ค่าควรให้เอ่ยถึงผู้นี้เป็นเพียงตัวเล็กตัวน้อยที่จวน
ปั๋อส่งมาเท่านั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่ว์เสี่ยนก็ใบหน้าประดับ
รอยยิ้ม ชุดที่สวมใส่บนร่างทำให้ดูสง่างามและ
ทรงภูมิ เขาเป็นฝั่ายประสานมือคารวะโหยว
ฟางอิ๋นก่อน “ครั้งก่อนเคยพบแม่นางที่นี่แล้ว ได้
ยินว่าแม่นางไปมาหาสู่กับคุณชายเหรินเช่นกัน
วันนี้ข้าน้อยเองก็มาพบคุณชายเหริน ถือว่าพวก
เรามีวาสนาได้พบหน้ากันอีกครา ไม่สู้พวกเราไป
ด้วยกันดีหรือไม่?”
โหยวฟางอิ๋นพลันตะลึงงัน
บัดนี้นางยังคงอาศัยในคุก เรื่องที่นางกับ
โหยวเย่ว์เข้าคุกคราวก่อนไม่ใช่เรื่องน่าโสภาอะไร
นัก จวนตระกูลโหยวจึงไม่ได้บอกกล่าว
บุคคลภายนอก ส่วนตัวนางเมื่อรอให้โหยวเย่ว์
เข้าวังหลวงไปแล้วถึงจะเลือกวันเวลาที่เหมาะสม
แล้วขอให้โจวอิ๋นจือปล่อยตนออกมา เพื่อจะได้
เตรียมทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเจียงเสวี่ย
หนิงต่อ
การได้พบกับหลี่ว์เสี่ยนเป็นสิ่งที่นางคาดไม่ถึง
และสิ่งที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือเจ้าตัวกลับเป็น
ฝั่ายเข้ามาเริ่มสนทนาก่อน
หลี่ว์เสี่ยนเห็นนางไม่ปริปากอยู่นาน จึงลอง
ถามเลียบเคียงดูอีกหน “แม่นาง?”
โหยวฟางอิ๋นถึงได้สติ นางระมัดระวังและ
ตื่นตัวยิ่งนัก เนื่องจากไม่รู้สถานะของคนผู้นี้อย่าง
ละเอียดและยิ่งไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีเจตนาอันใดกันแน่
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้นางมาพบเหรินเหวยจื้อเพราะ
มีเรื่องอื่นอยากสนทนากับเขา เพราะฉะนั้นย่อม
ไม่สะดวกจะให้คนนอกอยู่ด้วย
นางจึงก้มศีรษะเอ่ยว่า “ข้าไม่สนิทสนมกับ
ท่าน ข้าไปเองดีกว่า”
“…”
บทที่ 87 โยนทิ้ง (3)
หลี่ว์เสี่ยนอยู่ในแวดวงการค้ามานาน ไม่ได้
ยินใครใช้เหตุผลปฏิเสธตนอย่างตรงไปตรงมา
เช่นนี้มานานมากแล้ว
ไม่สนิทสนม…
รอยยิ้มเขาแข็งค้างเล็กน้อย “ที่แม่นางพูดก็
ถูก”
โหยวฟางอิ๋นหลุบตาต่ำ ไม่กล้าพูดให้มาก
ความอีก เพียงค้อมกายให้เขาถือเป็นการคารวะ
ตอบ ก่อนจะกล่าวขอบคุณผู้ดูแลด้านข้างและ
เดินก้มหน้าก้มตาขึ้นไปชั้นบน
หลี่ว์เสี่ยนจึงได้แต่มองอยู่ข้างล่าง
โหยวฟางอิ๋นยิ่งเดินขึ้นไปก็ยิ่งประหม่า ครั้น
ถึงหน้าประตูห้องเหรินเหวยจื้อถึงสูดลมหายใจ
ลึกเฮือกหนึ่ง แล้วหลับตาตั้งสติ เมื่อลืมตาอีกครา
ก็มีแต่ความแน่วแน่ นางเคาะประตูพร้อมพูดว่า
“คุณชายเหรินอยู่หรือไม่?”
หลายวันนี้เหรินเหวยจื้ออยู่แต่ในโรงเตี๊ยม
ด้วยมีเงินเข้ามาจากคนที่ยินดีจะออกเงินลง
ขัน เขาจึงค่อย ๆ บังเกิดความหวังที่จะได้กลับไป
มณฑลซื่อชวนเพื่อกอบกู้นาเกลือของครอบครัว
มิหนำซ้ำเรื่องดังกล่าวยังส่งผลให้หลายวันมานี้สี
หน้าของเขาไม่ได้ดูอิดโรย ดวงตาทวีความ
กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหลายส่วน
มองแวบแรกกอปรด้วยความหล่อเหลาเกลี้ยง
เกลาอยู่บ้าง
เขายิ้มแย้มเชื้อเชิญให้โหยวฟางอิ๋นเข้ามาข้าง
ใน “เมื่อวานหลังจากได้ทราบข่าวก็ไม่ได้ออกไป
ที่ใด รอคอยอยู่ที่นี่โดยเฉพาะ คิดไม่ถึงว่าแม่นาง
โหยวจะมาแต่เช้าเช่นนี้”
โหยวฟางอิ๋นเข้าไปแล้วนั่งลง
นางควักของสองสิ่งออกมาจากแขนเสื้อและ
วางลงบนโต๊ะ ตั๋วแลกเงินสองใบมูลค่ารวมหนึ่ง
หมื่นตำลึงอยู่ทางด้านซ้าย กระดาษบาง ๆ ซึ่ง
เขียนเวลาตกฟากเอาไว้แผ่นหนึ่งอยู่ทางด้านขวา
เหรินเหวยจื้อเห็นแล้วก็อึ้งงัน
เขาเอ่ยว่า “วันนี้แม่นางโหยว…”
โหยวฟางอิ๋นตอบ “ข้ามาออกเงินร่วมหุ้นลง
ขัน”
เหรินเหวยจื้อพลันหัวใจเต้นรัว แทบจะพูด
โพล่งทันควันว่าหมื่นตำลึง นี้ก็เกือบจะเพียงพอ
แล้ว ทว่าเมื่อมองสีหน้าโหยวฟางอิ๋นอีกคราก็
คล้ายว่าเรื่องราวจะมิได้ง่ายดายอย่างไรอย่างนั้น
เขาจึงลังเลเล็กน้อย ไม่ได้เปล่งเสียง
จริงดังคาด โหยวฟางอิ๋นพูดต่อ “เพียงแต่ข้า
มีเงื่อนไขสองข้อ”
เหรินเหวยจื้อเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เชิญ
แม่นางกล่าว”
โหยวฟางอิ๋นนั่งตัวตรงอยู่เบื้องหน้าเขา “ข้อ
แรก หุ้นที่ข้าร่วมออกเงินทั้งหมด ขณะลงนามใน
สัญญาต้องเขียนให้ชัดเจนว่าสามารถส่งต่อให้
ผู้อื่นได้ ส่วนท่านไม่มีอำนาจก้าวก่าย”
เหรินเหวยจื้อหัวคิ้วขมวดมุ่นในบัดดล แต่
หลังจากนั้นค่อยคลายออก
เขากล่าวว่า “ลำพังเพียงให้ผู้อื่นยอมออกเงิน
ก็เป็นเรื่องยากแล้ว นี่แม่นางถึงกับยอมออกเงิน
ร่วมหุ้นกับข้า อีกทั้งเมื่อเงินมาถึงมือข้าแล้วก็ต้อง
นำไปลงทุนกับนาเกลืออีกด้วย ภายภาคหน้าจะ
แบ่งสันผลประโยชน์จากหุ้นเช่นไร สำหรับข้า
แล้วหาได้แตกต่างกันไม่ ถึงจะไม่เคยมีเงื่อนไข
เช่นนี้ในแวดวงการค้ามาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะทำ
ไม่ได้”
นี่คือตกลงแล้ว
โหยวฟางอิ๋นพยักหน้า
เหรินเหวยจื้อ “เช่นนั้นข้อที่สองเล่า?”
โหยวฟางอิ๋นประสานมือทั้งสองไว้เบื้องหน้า
หลุบตาลงเล็กน้อย เงียบอยู่นาน จากนั้นถึงเงย
ศีรษะขึ้นมาจ้องมองเขาโดยตรง “ข้อสองก็คือ สู่
ขอข้า”
เหรินเหวยจื้อ “…”
ขณะนั่งอยู่ฝังตรงข้ามโหยวฟางอิ๋นและมองดู
แม่นางซึ่งมีรูปโฉมหมดจดผู้นี้ เขาก็จังงังไปแล้ว
*****
หลี่ว์เสี่ยนผู้นี้อะไรก็ดีไปเสียทุกอย่าง
สติปัญญาและการวางแผนก็เอกอุ จะมีก็แต่นิสัย
ที่ออกจะพิกลอยู่บ้าง
ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่อยากอยู่รั้งท้ายผู้อื่น
ก่อนเซี่ยเวยจะออกจากจวนเพื่อเข้าวัง
ครุ่นคิดแล้วก็รู้สึกว่าควรกำชับเจี้ยนซูที่เพิ่งจะ
กลับมาเสียหน่อย “หลี่ว์จ้าวอิ่นชอบทำอะไรผิด
แผกแปลกประหลาด ทว่ายามนี้สถานการณ์
ภายในเมืองหลวงกำลังวุ่นวาย ไหนเลยจะพึงมี
เวลาว่างไปสนใจโหยวฟางอิ๋นอะไรนั่น เมื่อเตา
ฉินกลับมาแล้วไปบอกให้ฟังคำสั่งหลี่ว์จ้าวอิ่
นชั่วคราวก่อนดีกว่า จะได้ไม่ทำให้เขาเอาแต่คิด
เรื่องนี้ทุกวี่วันจนไม่เป็นอันทำการทำงาน”
เจี้ยนซูหัวเราะรับคำ “ขอรับ”
ครานี้เซี่ยเวยถึงปล่อยผ้าม่านลง โดยสารรถ
ม้าเพื่อเข้าวัง
แม้วันนี้จะมีคาบวิชา แต่เนื่องจากไม่มีการ
บรรยายประจำวัน ทั้งยังไม่ได้มีข้อราชกิจใหญ่โต
มากนัก เขาจึงเข้าวังสายเล็กน้อย
เมื่อเขามาถึงตำหนักเฟิงเฉิน หวังจิ่วจากสภา
ฮั่นหลินเพิ่งจะสอนเสร็จและจากไป
ทุกคนกำลังพักผ่อนหยอกล้อสนุกสนาน
โจวเปั่าอิงแอบหลบออกมาจากตำหนัก ซ่อน
กายอยู่ข้างหลังเสาของระเบียงทางเดินต้นโต
ใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้มขณะควักห่อกระดาษน้ำมัน
ขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อด้วยดวงตาที่เปล่ง
ประกาย
ภายในนั้นบรรจุสิ่งของจนแน่นตุง
นางเปิดอย่างระมัดระวัง หลังจากนับไปรอบ
หนึ่งก็ถอนหายใจ “ยิ่งกินก็ยิ่งน้อยลง แต่จะไป
ขอให้พี่หญิงหนิงแบ่งให้อีกก็ออกจะเกินไป…”
เซี่ยเวยเดินมาเห็นภาพนี้เข้าพอดี อาจเป็น
เพราะบุตรีคนเล็กของใต้เท้าโจวผู้นี้ชอบกินเป็น
ล้นพ้น ดังนั้นนางจึงไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด
อึดใจต่อมาโจวเปั่าอิงก็หยิบขนมแผ่นท้อ
ออกมาจากห่อกระดาษน้ำมันแผ่นหนึ่ง
เซี่ยเวยหยุดชะงักฝีเท้า
โจวเปั่าอิงเพิ่งกินไปได้คำเดียว ดวงตาที่มอง
ต่ำพลันเห็นชายชุดนักพรตสีครามหม่นโผล่อยู่ใต้
ขั้นบันได ร่างพลันแข็งทื่อ เมื่อมองไล่ไปตามชาย
ชุดตัวนั้นก็เห็นเซี่ยเวยยืนอยู่ตรงหน้า
นางตกใจจนรีบหยิบขนมแผ่นท้อซึ่งงับไปได้
ครึ่งหนึ่งออกจากปากทันที
ก่อนจะกล่าวทักทายเซี่ยเวยด้วยท่าทางขึงขัง
“คารวะเซี่ยเซียนเซิง”
สายตาของเซี่ยเวยเคลื่อนไปอยู่ที่มือนาง และ
ไปจับบนห่อกระดาษน้ำมัน เขายิ้มให้นางอย่าง
อ่อนโยน “เมื่อวานวังหลวงทำขนมแผ่นท้อด้วย
หรือ?”
คิ้วและดวงตาเขางามหมดจด ยามแย้มยิ้มก็
ยิ่งเฉกเช่นทิวเขาในภาพวาดซึ่งย้อมด้วยน้ำหมึก
โจวเปั่าอิงพลันหายประหม่าไปบ้าง ถึงจะ
ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเซี่ยเวยนอกชั้นเรียน แต่ก็
รู้สึกว่าเซี่ยเซียนเซิงเป็นมิตรอย่างน่าประหลาด
นางหัวเราะกล่าวกับเขาด้วยความเบิกบานใจ
“เหมือนจะไม่ได้ทำนะเจ้าคะ เพียงแต่พี่หญิงหนิง
มีอยู่ ขนมแผ่นท้อของข้า พี่หญิงหนิงก็เป็นผู้มอบ
ให้ อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ! อร่อยกว่าที่วังหลวงทำ
มาก่อนหน้านี้อีก อร่อยกว่าที่หรงหรงนำกลับมา
ครั้งก่อนด้วยเจ้าค่ะ!”
เซี่ยเวยมองนางด้วยท่าทีเป็นมิตร “อร่อย
ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
โจวเปั่าอิงผงกศีรษะอย่างแรง “ใช่เจ้าค่ะ!”
นางมองเซี่ยเวย จากนั้นก็มองขนมแผ่นท้อซึ่ง
เหลือในห่อกระดาษน้ำมันไม่มากนักของตน เมื่อ
นึกถึงคำสั่งสอนของบิดามารดาก็ขบริมฝีปาก
คล้ายเพิ่งตัดสินใจได้ ก่อนจะส่งห่อกระดาษ
น้ำมันที่แกะออกแล้วให้เซี่ยเวย “ท่านจะชิมไหม
เจ้าคะ?”
รอยยิ้มบนริมฝีปากเซี่ยเวยกดลึกอีกเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็ขอลองชิมดูแล้วกัน”
เขายกมือรับห่อกระดาษนั้นมา
โจวเปั่าอิงพลันเบิกตาโพลง มองมือน้อยซึ่ง
ว่างเปล่าของตัวเอง ริมฝีปากกระจุ๋มกระจิ๋มอ้า
ออกเล็กน้อย ท่าทางเหมือนต้องการพูดอะไร
บางอย่าง
เซี่ยเวยถามเบา ๆ “มีอะไรอีก?”
ชั่วพริบตานั้นเอง ความเย็นเยียบอันแปลก
ประหลาดก็แผ่ซ่านขึ้นมาจากแผ่นหลัง
โจวเปั่าอิงมองใบหน้าเจือรอยยิ้มบาง ๆ
ตรงหน้า ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดกลับนึกถึงภูตผี
ปีศาจในศาลของพญายมซึ่งวาดบนผนังวัดวา
อารามขึ้นมา
แต่นี่เป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ
เท่านั้น
นางรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง คิดจะเอ่ยออกมาว่า
‘ข้าเชิญให้ท่านชิมแค่แผ่นเดียว ไม่ได้ให้ท่าน
ทั้งหมดเสียหน่อย’ แต่กระนั้นเมื่อคำพูดมาถึงริม
ฝีปากก็ถูกเซี่ยเซียนเซิงจดจ้องด้วยสายตาอัน
อบอุ่นอ่อนโยนจนทำให้ไม่อาจพูดออกมา ทำได้
เพียงเกาศีรษะเอ่ยด้วยความอาวรณ์เล็กน้อย “ไม่
มีอะไรเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยจึงใช้นิ้วมือเรียวยาวหิ้วห่อกระดาษ
แล้วหมุนกายจากมา
ชั่วขณะที่เขาหันหลังให้ ทุกสีหน้าซึ่ง
แสดงออกล้วนสลายไปสิ้น
เขาเข้าไปในตำหนักข้าง
ขันทีน้อยที่อยู่เบื้องนอกเข้ามาจัดอุปกรณ์
สำหรับชงชา ตั้งเตาต้มน้ำทันที
เซี่ยเวยวางห่อกระดาษน้ำมันบรรจุขนมแผ่น
ท้อลงบนโต๊ะ นั่งนิ่งอยู่นาน
ขันทีน้อยค้อมกายเอ่ย “ท่านรองราชครู วันนี้
ห้องเครื่องทำของว่างชนิดใหม่ จะให้พวกเขาส่ง
มาหรือไม่ขอรับ?”
เซี่ยเวยหรี่ตา ไม่ได้พูดคำใด
ขันทีน้อยตัวสั่นนิด ๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน เซี่ยเวยถึงชี้ห่อกระดาษที่วาง
อยู่บนโต๊ะ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
“ต่อไปนี้ไม่ต้องเตรียมของว่างอีก แล้วก็เอาของ
สิ่งนี้โยนทิ้งไปเสีย”