คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 88 กระบี่กับหนุ่มน้อย (1)
เจียงเสวี่ยหนิงหลังจากมอบขนมแผ่นท้อของ
เมื่อวานให้โจวเปั่าอิงไปครึ่งหนึ่ง นึกถึงคราใดก็
ชอกช้ำใจอยู่บ้าง
นางก้มหน้าเดินตามเซี่ยเวยเข้าตำหนักข้าง
เซี่ยเวยก็ไม่มองนางเช่นกัน เพียงชี้โต๊ะพิณ
ภายในตำหนักอย่างเรียบเฉย “ฝึกพิณเถอะ”
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่รู้สึกอะไร
ที่ผ่านมาเซี่ยเวยเป็นคนพูดน้อย ประโยคหนึ่ง
ก็เอ่ยเพียงไม่กี่คำ นางจึงเคยชินแล้ว
คราวก่อนจิตใจไม่สงบ คราวนี้กลับสงบนิ่งอยู่
บ้าง
เมื่อนั่งลงและบรรเลงเสร็จ นางยังรู้สึกเลยว่า
ตนเองทำได้ไม่เลว อยากลองฟังเสียหน่อยว่าเซี่ย
เวยจะว่าเช่นไร
คิดไม่ถึงว่าระหว่างฟังพิณเซี่ยเวยจะมองนอก
หน้าต่างตลอดเวลา จวบจนเสียงพิณเงียบไปถึง
ได้หันศีรษะกลับมามองนาง “ขณะยกมือยังใจ
ลอยอยู่ ทำให้ดีดรีบร้อนไปบ้าง กึ่งกลางค่อนข้าง
ดี ช่วงท้ายกลับมาใจลอยอีกแล้ว เจ้ารู้สึกพอใจ
เช่นนี้ทีไร ไม่นานก็มักจะทำให้คนรู้สึกไม่พอใจอยู่
ร่ำไป ความคุ้นชินจะก่อให้เกิดทักษะ เช่นนั้นก็
ควรทำความคุ้นเคยและสงบจิตใจอีกสักหน่อยจะ
ดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองนิ้วมือตนราวกับ
กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เซี่ยเวยกลับเอ่ยขึ้นมาอีกว่า “งอนิ้วเร็วเกิน
เสียงจึงเร่งกระชั้น ต้องรอให้เสียงก่อนหน้านี้ใกล้
เงียบก่อนค่อยเพิ่มเสียงใหม่เข้าไป”
ดังนั้นในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงจึงพอจับเค้าได้
ราง ๆ แล้วว่า…
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพิณเลย
แต่เกี่ยวกับตัวเซี่ยเวยล้วน ๆ
ปกติแล้วเขาเป็นคนไม่ค่อยยิ้มแย้ม ส่วน
รอยยิ้มจาง ๆ ซึ่งมักประดับในดวงตานั้นส่วน
ใหญ่เป็นไปตามมารยาทมากกว่า ทว่าขอเพียงสี
หน้าเผยความอ่อนโยนออกมาสักครึ่งส่วน นั่นก็
ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้อาบไล้ใต้สายลมแห่ง
วสันต์
ช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
แต่ในตำหนักข้างแห่งนี้ โดยมากเขาจะย่นหัว
คิ้วและยิ้มพลางตำหนินางอย่างเย็นชายามปลอด
คน
อย่างไรก็ตามวันนี้ทุกสิ่งกลับเฉยชา
ไม่ใช่เย็นชา แต่เป็นเฉยชา
แม้คำพูดและการกระทำของเขาคล้ายไม่ต่าง
จากยามปกติ แต่เจียงเสวี่ยหนิงก็รับรู้ได้ว่า
เหมือนเขาจะทำตัวห่างเหินขึ้นเล็กน้อย ราวกับมี
อะไรขวางกั้นระหว่างกันชั้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
ความคิดนี้ปรากฏอย่างรวดเร็วและเด่นชัด
ตรงไปตรงมานัก
กระทั่งว่านางยังไม่ทันได้ลำดับความคิดเลย
ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และยิ่งไม่รู้ต้น
สายปลายเหตุเสียด้วยซ้ำ
ห้วงความคิดโบยบิน เมื่อกะพริบตาก็หวนคืน
สู่พิณ
แตร๊ง…
เจียงเสวี่ยหนิงทดลองทำตามคำชี้แนะของ
เซี่ยเวยอีกครา แต่กลับแย่กว่าเมื่อครู่อีก
กลายเป็นว่านางทำผิดจากที่ควรจะทำเสียอย่าง
นั้น
นางมองเขาอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
สายตาของสาวน้อยเปียมด้วยความงุนงง
สงสัย คล้ายอยากเอ่ยปากถามอะไรเขา แต่ก็ไม่
กล้าเปล่งวาจาสักเท่าไร
เซี่ยเวยจึงคิดขึ้นมาได้ว่า นางคล้ายเป็นเช่นนี้
มาโดยตลอด นั่นคือหวาดกลัวเขา
ทว่าการเรียนพิณ หากพูดอย่างเดียวย่อม
เปล่าประโยชน์
เขาเคลื่อนฝีเท้ามาถึงข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง
วางตำราลงบนขอบโต๊ะของนางเบา ๆ แล้วโน้ม
กายจะใช้นิ้วแตะบนสาย แต่ขณะที่เขากำลังโน้ม
กายลงไปนั้น แขนเสื้ออันหลวมกว้างก็ห้อยตกลง
บริเวณข้างลำแขนอันบอบบางของสาวน้อย เขา
จึงชะงักงันไปทันที
เรื่องขนมแผ่นท้อหวนคืนสู่ห้วงสมองเขาอีก
ครา
นางเห็นเขาเป็นคนแบบใดกัน
หรืออีกนัยหนึ่งคือเขาเห็นตัวเองเป็นคนแบบ
ใดกัน
สีหน้าปราศจากความเปลี่ยนแปลง เซี่ยเว
ยเอื้อมมือไปเคลื่อนพิณออกมาด้านข้าง
เพื่อเว้นระยะห่างจากเจียงเสวี่ยหนิง
เขาหลุบตา ยกนิ้วมือ งอนิ้วดีดบรรเลงท่อน
เมื่อครู่ จากนั้นถึงส่งพิณคืนให้นาง “ลองอีกที”
คราวนี้อยู่ใกล้กันมาก ทั้งยังฟังได้ชัดเจนด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงจึงค่อนข้างเข้าใจขึ้นมาบ้าง
แล้ว
นางลองอีกครั้ง ปรากฏว่าดีขึ้นมากตามที่
คาดจริง ๆ
เพียงแต่ครั้นเหลือบสายตาจ้องมองเงาร่างซึ่ง
กำลังเดินผ่านข้างโต๊ะไปของเซี่ยเวย นางกลับยิ่ง
สัมผัสได้ว่าความรู้สึกที่แวบผ่านเข้ามาในจิตใจ
เมื่อสักครู่ไม่ใช่ภาพหลอน
ทั้งข่มกลั้น ทั้งหมางเมิน
ความรู้สึกของการรักษาระยะห่างเช่นนี้ เมื่อ
เทียบกับการพูดตำหนิเจือรอยยิ้มน้อย ๆ หรือ
การพร่ำบ่นสั่งสอนอย่างที่เคยเป็นมา ว่ากันตาม
เหตุผลแล้วก็ควรทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายลงไม่
น้อย
เพราะถึงอย่างไรนางก็อยากอยู่ห่างจากเซี่ย
เวยมาตั้งแต่แรก
ทว่าตอนนี้นอกจากผ่อนคลายแล้ว กลับรู้สึก
มีบางอย่างผิดปกติ
แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว ก็ไม่รู้อีกว่าผิดปกติ
ตรงที่ใดกันแน่
หากบอกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในชั่ว
ระยะสั้น ๆ เพียงหนึ่งวันนี้คือภาพหลอน เช่นนั้น
อีกหลายวันต่อมา ‘ภาพหลอน’ ดังกล่าวก็ค่อย ๆ
เพิ่มพูนจนกลายเป็นความรู้สึกที่แท้จริง
เป็นความห่างเหินจริง ๆ
เขายังคงบรรยายวิชาเช่นเดิม ทั้งยังสอนพิณ
เช่นเดิม เซี่ยเวยยังคงเป็นเซี่ยเวยคนนั้นอย่างที่
เคยเป็นมา เขายังคงเป็นเซี่ยเวยที่ขุนนางทั่วทั้ง
ราชสำนักคุ้นเคย แต่กลับไร้อารมณ์ความรู้สึก
โดยสิ้นเชิง เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าแม้กระทั่งจะ
แสดงความดื้อรั้นซุกซนที่มีอยู่เพียงน้อยนิดต่อ
เขาซึ่งอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ขณะเดียวกันตำหนัก
ข้างก็ไร้ซึ่งอาหารว่างและของกินเล่นอีกต่อไป
แม้แต่น้ำชาเขายังแทบไม่ชงแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
การเรียกให้นางไปดื่มเหมือนหลายครั้งก่อนหน้า
ความรู้สึกเช่นนี้มันเหมือนอะไรกันนะ
เหมือนคนผู้หนึ่งเดินก้าวออกมาแล้วก็ถอย
กลับ สุดท้ายจึงหวนคืนสู่จุดเดิม
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูกอย่างไม่
ทราบสาเหตุ
ลางสังหรณ์บอกว่าคงมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
ขณะที่นางไม่รู้ หรือไม่ก็อาจเป็นตัวนางเองที่ทำ
อะไรไม่ถูกต้องโดยไม่รู้ตัวเป็นแน่แท้ แต่เพราะ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาก็มีอยู่แค่นั้น นาง
จึงคิดไม่ออกเลยจริง ๆ
คิดจะถามเซี่ยเวยให้ถึงที่สุดทีไรก็กระดากใจ
ขึ้นมาทุกที
ในเมื่อทุกสิ่งดูคล้ายปราศจากสิ่งผิดปกติ
ดังนั้นจะให้นางเริ่มเอ่ยถามจากที่ใดกันเล่า
กอปรกับวันพิธีสวมกวานของเยี่ยนหลินแห่ง
จวนหย่งอี้โหวใกล้เข้ามาแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงจึง
ค่อย ๆ ปล่อยวางเรื่องอื่น ไม่ค่อยทุ่มเทความคิด
สักเท่าใดนัก
ของขวัญวันเกิดที่นางเตรียมให้เยี่ยนหลินใน
ชาติก่อน สุดท้ายไม่ได้มอบให้
ชาตินี้นางเตรียมของขวัญชิ้นเดียวกัน หวัง
เพียงว่าจะส่งถึงมือของหนุ่มน้อยผู้นั้นเพื่อชดเชย
ความเสียใจซึ่งเกิดขึ้นในชาติที่แล้วได้
เมื่อถึงช่วงออกจากวังหลวงเพื่อหยุดพักผ่อน
อีกครั้ง เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะไป
ถามไถ่โหยวฟางอิ๋นว่าจัดการเรื่องราวทางนั้นไป
ถึงไหนบ้างแล้ว นางสั่งให้คนไปยังโรงตีกระบี่ทาง
ทิศตะวันตกของเมือง
นิยายมักจะเขียนเอาไว้ว่ายอดกระบี่ต้อง
เลือกผู้เป็นนาย
ทว่าในความเป็นจริง ผู้ที่ตีกระบี่ชั้นเลิศ
ออกมาได้แท้จริงแล้วล้วนเป็นช่างตีเหล็ก
กระบี่ไม่เคยเลือกเฟั้นผู้เป็นนายหรอก ผู้ที่
จ่ายเงินอย่างงามต่างหากถึงจะเป็น ‘เจ้าเหนือ
หัว’
เห็นชัดว่า ‘คุณหนูรองเจียง’ ที่พวกเขาไม่
รู้จักมักจี่ผู้นี้คือ ‘เจ้าเหนือหัว’ ซึ่งมีเงินเป็นกอบ
เป็นกำผู้นั้น
บทที่ 88 กระบี่กับหนุ่มน้อย (2)
พิธีสวมกวานของเยี่ยนหลินท่านโหวน้อยแห่ง
จวนหย่งอี้โหวเป็นที่จับตามองของคนกว่าครึ่ง
เมืองหลวงมาตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ไม่รู้ว่ามีครอบครัว
ซึ่งบุตรีไร้คู่ครองกำลังรอวันที่หนุ่มน้อยผู้นั้นได้ชื่อ
รองมากเท่าใด ส่วนเหล่าแม่สื่อแม่ชักจากทั่วทุก
สารทิศก็ยิ่งเตรียมรายชื่อเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ รอ
จบพิธีแล้วจะมาเหยียบธรณีประตูจวนโหว
แต่แล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเป็น
สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง
ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงครึ่งปี จวนหย่งอี้โหวอัน
ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเทียมทัดตระกูลเซียวกลับตกอยู่
ในสภาพง่อนแง่น สุ่มเสี่ยงจะตกต่ำกลายเป็น
นักโทษยกตระกูลได้ทุกเมื่อ เหล่าผู้คนที่เคยมา
ประจบเอาใจเพราะกลัวจะไม่ได้รับคำเชิญให้เข้า
พิธีสวมกวานของท่านโหวน้อยจนกลายเป็นที่
หัวเราะเยาะไปทั่วทั้งเมืองหลวง บัดนี้ครั้นเทียบ
เชิญเคลือบทองส่งถึงจวนแต่ละแห่ง หากไม่ใช่ปิด
ประตูไม่รับ ก็จะรับทว่าไม่ตอบกลับ ด้วยกลัวว่า
หากเกิดความข้องเกี่ยวอันใดกับจวนโหวแล้วจะ
นำภัยมาสู่ตัว
ความอบอุ่นและความเย็นชาของมนุษย์ มันก็
เท่านี้เอง
นอกจากเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว พระสหายร่วม
ศึกษาภายในเรือนหยางจื่อแต่ละคนแทบไม่เคย
คบหาเป็นการส่วนตัวกับเยี่ยนหลิน เดิมทีส่วน
ใหญ่ต่างต้องการหลีกหนีเหตุร้าย ไม่มีใครอยาก
ไป
เพียงแต่ไม่อาจต้านทานเสิ่นจื่ออีที่ดึงดันจะ
ไปได้
เสิ่นจื่ออีไม่เพียงต้องไป นางยังใคร่จะไปอย่าง
เปิดเผยและเอิกเกริกอีกด้วย
ทุกคนล้วนเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์
หญิงใหญ่ เมื่อได้ยินว่าเสิ่นจื่ออีจะไปก็เริ่มลังเล
ขึ้นมาบ้าง จากนั้นได้ยินว่าเซียวซูจะไปด้วย คน
อื่นจึงเหมือนถูกจับมัดบนกองเพลิง จะไม่ไปก็
ไม่ได้แล้ว
ทุกคนปรึกษาหารือ ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะ
ไปกับเสิ่นจื่ออี
เช่นนี้หากต่อไปเกิดเหตุอะไรขึ้นมาและมีการ
สืบสาวราวเรื่องก็จะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลที่อยู่
เบื้องหลังพวกนาง เนื่องด้วยพวกนางเป็นเพียง
ดรุณีน้อยซึ่งตามเสด็จเป็นเพื่อนองค์หญิงใหญ่เท่า
นั้นเอง
ในวันที่แปดเดือนสิบเอ็ด พระสหายร่วม
ศึกษาทุกคนจึงโดยสารรถม้าออกจากวัง มุ่งหน้า
ไปยังจวนหย่งอี้โหว
เดิมทีเสิ่นจื่ออีบอกว่าจะออกเดินทางพร้อม
เจียงเสวี่ยหนิง แต่กลับถูกเซียวไทเฮาเรียกพบ
ก่อนออกเดินทาง จึงทำได้เพียงปล่อยให้พวกนาง
ไปก่อน ส่วนตนจะไปถึงสายหน่อย
เจียงเสวี่ยหนิงจึงได้โดยสารรถม้าคัน
เดียวกับโจวเปั่าอิงโดยบังเอิญ
หลังจากเหตุการณ์ ‘ยืมของว่าง’ ครานั้น
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ใกล้ชิดขึ้นไม่น้อย แต่ดู
เหมือนพวกเฉินซูอี๋และเหยาซีจะถือสาเรื่องที่โจว
เปั่าอิงบังเกิดความรู้สึกอันดีต่อเจียงเสวี่ยหนิง
มาก ประหนึ่งกลัวว่าดรุณีน้อยผู้นี้จะถูกนาง
ปีศาจจิ้งจอกเช่นนางลักพาตัวไปอย่างไรอย่างนั้น
ไม่ว่าจะตอนที่เรียนในตำหนักเฟิงเฉินหรือตอน
รวมตัวกันที่เรือนหยางจื่อพวกนางต่างดึงตัวโจว
เปั่าอิงเอาไว้ ระวังปั้องกันเจียงเสวี่ยหนิงอย่าง
เต็มที่
โจวเปั่าอิงทำเหมือนไม่รู้เรื่อง คล้ายไม่ได้รู้สึก
อะไรกับเรื่องเหล่านี้
อย่างไรเสียพอในปากมีของกิน ในมือมีเม็ด
หมาก นางก็นั่งนิ่งได้เป็นวันโดยไม่สนใจสิ่ง
รอบตัว
คราวนี้ได้โดยสารรถคันเดียวกันกับเจียงเสวี่ย
หนิง โจวเปั่าอิงยังดีอกดีใจเป็นที่ยิ่งเสียด้วยซ้ำ
เพราะขนมแผ่นท้อคราวก่อนช่างตราตรึงอยู่
ในความทรงจำเสียเหลือเกิน
โจวเปั่าอิงเพิ่งก้าวขึ้นรถก็กอดหมอนอิงใบโต
ก่อนถามเจียงเสวี่ยหนิง ด้วยท่าทางน่าสงสาร “พี่
หญิงหนิง พวกนางบอกว่าไม่ให้ข้าคุยกับท่าน ซ้ำ
ยังไม่ให้ข้ามาหาท่านด้วย หลายวันนี้ข้าน้ำลาย
สอแทบตายแล้ว! ยังมีขนมแผ่นท้อนั่นอีกหรือไม่
เจ้าคะ?”
ไม่อยากให้พูดถึงเรื่องไหนก็พูดเรื่องนั้นจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็บ่นถึงมันอยู่หลายวัน
เช่นกัน
เพียงแต่น่าเสียดายที่ขนมแผ่นท้อนี้หาได้มา
จากฝีมือนางหรือแม่ครัวของครอบครัวนางไม่
และยิ่งไม่ใช่ฝีมือของห้องเครื่องภายในวังหลวง
ด้วย หลายวันมานี้นอกจากตอนสอนพิณหรือ
สอนวรรณกรรม เซี่ยเวยก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องอื่นใด
อีกเลย ราวกับว่าระหว่างเขากับเจียงเสวี่ยหนิง
นอกจากความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ก็
ปราศจากสายสัมพันธ์อื่นใดอีก
เพียงแต่…
ก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้นจริงมาแต่แรกแล้ว
ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงยิ่งไม่กล้าถาม
สาเหตุ เนื่องจากกลัวจะไปยั่วโมโหเขาเรื่องใดเข้า
อีก อีกทั้งนางยังไม่กล้าแสดงอาการอยากกินมาก
จนเกินเหตุด้วย เพราะเกรงจะทำให้เขาหวนนึก
ถึงเรื่องราวในอดีตจนหวาด ระแวงนางขึ้นมา
ขณะนี้นางกำลังนั่งอยู่ในรถ รู้สึกอับจน
ปัญญาอยู่บ้าง จึงตอบโจวเปั่าอิงด้วยรอยยิ้มเรียบ
ๆ ว่า “หมดแล้วละ มีแค่นั้นนั่นแหละ พอแบ่งให้
เจ้าไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือข้าก็กินจนหมด”
ดวงหน้าน้อย ๆ ของโจวเปั่าอิงง้ำงอทันที
นางมีสีหน้าอมทุกข์ บ่นตัดพ้อเบา ๆ “หากรู้
แบบนี้ตั้งแต่แรก ตอนที่เซี่ยเซียนเซิงหยิบเอาไป
ข้าไม่ควรใจกว้างเช่นนั้นเลย แม้แต่ตัวข้าเองยังได้
กินแค่ไม่กี่ชิ้นเอง…”
“เซี่ยเซียนเซิง?”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันนิ่งอึ้ง
“เจ้าหมายถึงเซี่ยเซียนเซิง?”
“อา” โจวเปั่าอิงพยักหน้า ท่าทางงุนงง
เล็กน้อย ก่อนจะเบะปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“พี่หญิงหนิง ท่านน่ะไม่รู้อะไร ขนมแผ่นท้อที่
ท่านให้ข้าคราวก่อน ข้านำกลับไปกินแล้วหลาย
แผ่น ส่วนที่เหลือก็นับตอนกลางคืนก่อนนอนไป
รอบหนึ่ง จากนั้นถึงนำใส่ในห่อกระดาษ คิดจะ
เก็บไว้กินวันต่อ ๆ ไป นึกไม่ถึงว่าวันถัดไป ขณะ
แอบออกมากินนอกตำหนักก็ถูกเซี่ยเซียนเซิงพบ
เห็นเข้าเสียได้เจ้าค่ะ”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้แล้วว่าตนเองผิด
ตรงที่ใด
ดวงหน้ากลมของโจวเปั่าอิงพองขึ้นมา
เล็กน้อยเพราะความโมโห “ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเซี่ย
เซียนเซิงจะเป็นคนเช่นนี้! ตอนเขาถามถึงขนม
แผ่นท้อ ข้าจะไม่ตอบก็ไม่ได้ เพราะก่อนเข้าวังมา
เป็นพระสหายร่วมศึกษา ท่านพ่อเคยสอนว่าต้อง
เคารพและให้เกียรติครูบาอาจารย์ สุดท้ายข้าเลย
ให้เขาลองชิมดู ตอนแรกนึกว่าเขาจะหยิบไปแค่
แผ่นเดียวเสียอีก ไหนเลยจะรู้ว่าเขากลับเอาส่วน
ที่เหลือไปทั้งหมด ซ้ำยังถามข้าว่า ‘มีอะไรอีก’
ด้วยนะเจ้าคะ! ขนาดตัวข้าเองยังไม่กล้ากินหมด
แท้ ๆ …”
“…”
แพขนตาดกหนาของเจียงเสวี่ยหนิงหลุบลง
ต่ำ จิตใจล่องลอยเล็กน้อย
เสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับ ตัวรถโยกคลอนเบา ๆ
ความทรงจำทั้งหลายในอดีตของนางที่เคยอยู่
ในม่านหมอกค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
การที่วิญูชนไม่อาจเข้าห้องครัวถือเป็นหนึ่ง
ในข้อต้องห้ามอันเคร่งครัดที่สุดของตระกูลใหญ่
เช่นเดียวกับการที่สตรีไม่อาจเข้าหอบรรพชน
เซี่ยเวยเป็นวิญูชน เป็นนักปราชญ์
ทว่าตอนนั้นนางเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกคอก
นาที่ยังไม่รู้สถานะของเขา ซ้ำยังไม่รู้กฎเกณฑ์ไร้
สาระอะไรพวกนี้อีกด้วย ตอนได้ฟังถ้อยคำจาก
บรรดาผู้ที่มารับนางกลับจวนก็ไม่เคยสงสัยเลย
นึกว่าเขาเป็นญาติผู้พี่ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ที่มุ่ง
หน้าไปเมืองหลวงเพื่อบากหน้าไปขออาศัยใต้
ชายคาจวนตระกูลเจียงเท่านั้นจริง ๆ
ครั้นพบโจรภูเขา พวกนางก็หนีเข้าไปในปั่า
ทั้งไม่รู้ว่าจะติดต่อผู้อื่นได้อย่างไร ทั้งไม่รู้ว่าต้อง
ทำเช่นไรถึงจะเดินออกไปจากสถานการณ์อัน
ยากลำบากเช่นนี้ได้
ขุนเขาสูงหุบผาลึก ประหนึ่งคุกอันมืดมน
ขณะนั้นเซี่ยเวยยังไม่ได้ล้มปั่วยหนัก ดู
เหมือนแค่อ่อนแรงเล็กน้อยและมีอาการไอซึ่ง
เป็นมาตั้งแต่ตอนเพิ่งจะร่วมเดินทางมาเมือง
หลวงกับนางหมาด ๆ ท่าทางอมโรค ไม่ค่อยชอบ
สุงสิงกับผู้ใด
บทที่ 88 กระบี่กับหนุ่มน้อย (3)
เจียงเสวี่ยหนิงรู้แล้วว่าตนคือบุตรีภรรยาเอก
จวนตระกูลเจียง
ส่วนอีกฝั่ายเป็นแค่ญาติห่าง ๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ใน
สาแหรกวงศ์ตระกูลเสียด้วยซ้ำ
นางกลัวผู้อื่นจะคิดว่าการที่เด็กจากชนบท
เช่นนางเข้าเมืองหลวงเป็นเรื่องน่าอับอายขาย
หน้า รวมถึงกลัวว่าผู้อื่นจะดูแคลนนางเพราะ
เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะตกระกำลำบาก แต่
ก็ยังคิดจะเรียกใช้งานเซี่ยเวย นางทั้งสั่งให้เขาไป
เด็ดผลไม้ปั่ามากิน ทั้งสั่งให้ไปล่าสัตว์มาดับความ
หิว
ลงท้ายแล้วก็แน่นอนว่านางเรียกใช้งานเขา
ไม่ได้เลย
นับตั้งแต่ตกระกำลำบาก เซี่ยเวยก็นั่งอยู่บน
ก้อนหินที่ถล่มลงมาจากผา มือกอดพิณซึ่งวาง
ตะแคงบนหน้าตัก ทอดสายตามองแสงตะวันที่
ค่อย ๆ ลาลับท่ามกลางหมู่เทือกเขา
ดูท่าว่าจะไม่ได้ยินเสียงอื่นใดแม้แต่น้อย
ทว่าที่จริงแล้วเขาคล้ายจะกำลังขบคิดว่ายังมี
สิ่งใดหนักหนาไปกว่าการประสบคราวเคราะห์
ราวกับหลุดมาคนละโลกอีกหรือไม่ แต่ตอนนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจ เพียงคิดว่าคนผู้นี้ไม่ยอม
ไว้หน้าตนสักนิด นางจึงฉุนเฉียวเพราะความ
หงุดหงิดรำคาญและอับอาย
เนื่องจากไร้ทางเลือก สุดท้ายนางจึงได้แต่
ต้องไปหาของกินเอง
นี่ย่อมเป็นเรื่องเสียหน้าอย่างยิ่งยวด
ทว่ายามนั้นเจียงเสวี่ยหนิงไร้หนทางอื่น นาง
พยายามเค้นสมองจนพอจะหาข้ออ้างให้ตัวเองได้
เจ้าขี้โรคผู้นี้เดินแค่สองก้าวก็จะล้มแล้ว อย่าว่า
แต่ไปจับไก่ปั่ากระต่ายปั่าอะไรเลย แค่ออกไป
เด็ดผลไม้ปั่าก็อาจซวนเซล้มแข้งขาหักอยู่ในปั่า
ถึงตอนนั้นข้าไม่ต้องหาวิธีที่จะแบกคนคนนี้ไป
ด้วยกันพอดีหรือ นั่นมันไม่คุ้มเลย
ฉะนั้นจึงปรับสภาพจิตใจได้อย่างรวดเร็ว
ในที่สุดฝีไม้ลายมือที่ใช้ในบ้านสวนซึ่งพวกชน
ชั้นสูงในเมืองหลวงเห็นแล้วดูแคลนก็ถูกนำมาใช้
งาน
ปั่าในฤดูเหมันต์ปราศจากผลไม้
แต่นางเพียรสร้างกับดักขึ้นมาอันหนึ่ง โชคดี
ยิ่งที่ช่วยให้จับกระต่ายปั่าขนเทาหน้าโง่ได้ตัวหนึ่ง
นางจึงกอดมันในอ้อมอกพลางกลับไปยังใต้หินผา
อย่างอารมณ์ดี
กระต่ายหน้าโง่ซึ่งอยู่ตามปั่าเขาย่อมไม่เคย
พบมนุษย์ ตอนเพิ่งถูกจับตัวยังคงพยายามดิ้นรน
อย่างเอาเป็นเอาตาย
ทว่าอาจเพราะเจียงเสวี่ยหนิงอุ้มแล้วให้
ความรู้สึกสุขสบาย ไม่นานนักมันก็นอนนิ่งใน
อ้อมแขนนาง
นางอดโอ้อวดเซี่ยเวยซึ่งนั่งอยู่ด้านบนอย่างดี
อกดีใจไม่ได้ “ดูสิ! กระต่ายที่ข้าจับได้เชื่อง
หรือไม่?”
เมื่อเซี่ยเวยได้ยินเสียง ในที่สุดก็หันศีรษะมา
มองนาง ตามด้วยมองกระต่ายที่นางอุ้มในอ้อม
อกผาดหนึ่ง สายตานั้นมีแต่ความเฉยชาอันหลุด
พ้นจากทางโลก ถึงขั้นแฝงไว้ด้วยความเวทนา
สงสารหน่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงยังเอื้อมมือไปลูบขนของมัน
ด้วย
เซี่ยเวยถามนางด้วยท่าทางนิ่งเฉย “จะก่อไฟ
หรือไม่?”
ชั่วอึดใจนั้น นางก็ร่างแข็งค้าง
นางกะพริบตา มองเซี่ยเวยอย่างเลื่อนลอย
นั่นเพราะเมื่อเซี่ยเวยเอ่ยถามประโยคนี้ นาง
ถึงฉุกคิดได้ทันทีว่าเหตุที่ตนจับกระต่ายมาก็เพื่อ
ทำให้อิ่มท้อง นางกับเซี่ยเวยไม่ได้กินอะไรมา
หลายชั่วยามแล้ว ยามนี้จึงหิวเป็นอันมาก
นางยืนอยู่ตรงนั้นไม่ตอบคำ
เซี่ยเวยรอนางสักพัก ครั้นฟั้ามืดแล้วคงรู้ว่า
นางตอบไม่ได้ เขาจึงไม่ถามอีก กลับวางพิณตรง
บริเวณหัวมุมซึ่งไม่ถูกลมฝนด้วยความระมัดระวัง
ก่อนจะเดินไปด้านข้าง ก่อกองฟืนและจุดไฟ
กองไฟจุดขึ้นมาแล้ว
ความอบอุ่นรอบบริเวณค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แสง
ไฟที่ไม่ได้ร้อนแรงมากนักแผ่ขยายในคืนอันมืดมิด
ประดุจน้ำหมึก สาดส่องร่างซึ่งกำลังอุ้มกระต่าย
ไม่ยอมปล่อยจนเงาขยับวูบไหวบนพื้น
เซี่ยเวยเดินมาถึงเบื้องหน้านาง
เขาสูงกว่านางมาก
แสงไฟด้านข้างส่องจับใบหน้าเขา ความตื้น
ลึกของโครงหน้าทำให้เกิดแสงและเงาแตกต่าง
กัน ดวงตาอันลุ่มลึกคู่นั้นเปล่งประกาย เขาเอื้อม
มือไปหานางเพื่อจะรับกระต่ายตัวนั้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงกอดมันแน่นขึ้นตามจิตใต้
สำนึก เงยศีรษะมองเขาพลางเอ่ยว่า “พวกเรา
พวกเรากินอย่างอื่นกันเถอะ ข้า ข้าจะไปล่าอย่าง
อื่นมา…”
เซี่ยเวยจ้องมองนางเงียบ ๆ “เช่นนั้นตัว
ต่อไป เจ้าจะหักใจกินลงหรือ?”
นางยืนอึ้งงันอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าควรตอบกลับ
เช่นไร
แล้วมือของเซี่ยเวยก็ยื่นมาอีกจนได้
นางออกแรงกอดกระต่าย ไม่อยากมอบให้
เขา แต่อาจเพราะนางใช้แรงมากเกินจนกระต่าย
เจ็บ มันจึงงับหลังมือนางทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิง
เจ็บจนต้องปล่อยมันในบัดดล
มันพุ่งพรวดไปอยู่ในมือเซี่ยเวย
เขาหยิบมีดสั้นซึ่งรัดแน่นตรงข้อมือออกมา
จากแขนเสื้ออันหลวมกว้าง
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงถึงรู้ว่าคนผู้นี้พกมีดไว้
ด้วย
พอมานึกดูตอนนี้ ญาติผู้พี่ที่เป็นญาติห่าง ๆ
ผู้อมโรค ทั้งเป็นเพียงบัณฑิตซึ่งมือไม้ไร้เรี่ยวแรง
จะพกมีดติดตัวเพื่อเหตุใด ธรรมดาผู้ที่ซุกซ่อนมีด
ติดกายต่างก็เป็นผู้ที่เดินบนเส้นทางอันแสนจะ
อันตราย เตรียมพร้อมต่อเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ
ทว่าตอนนั้นนางยังโง่เขลา ไม่รู้จักคิดอ่านให้
ลึกซึ้ง
เซี่ยเวยรีบคว้ากระต่ายมากดมันลงบนก้อน
หินด้านข้าง กำลังจะลงมือ
ส่วนนางกลับยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ
ตาน่าจะแดงแล้วกระมัง
เซี่ยเวยเห็นแล้วมือก็หยุดชะงัก ผ่านไปครู่
หนึ่ง เขายังคงไม่เอ่ยแม้แต่ประโยคเดียว กลับหิ้ว
กระต่ายเดินจากไปไกล เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง
กระต่ายหน้าโง่ซึ่งเมื่อครู่ยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้น
ก็ถูกถลกหนังควักเครื่องในและล้างจนสะอาด
เสียบเข้ากับกิ่งไม้ที่เหลาจนแหลม แล้วถูกเขาวาง
พาดเหนือกองไฟเบา ๆ
คนผู้นี้ยังหาสมุนไพรและเครื่องเทศที่ขึ้น
กลางปั่ามาโรยด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟ ต้อง
ก้มหน้ากัดแขนเสื้อถึงจะห้ามไม่ให้น้ำตาร่วงริน
เซี่ยเวยย่างกระต่ายเสร็จแล้วก็ฉีกขากระต่าย
ให้นางข้างหนึ่ง
นางเห็นหนังของขากระต่ายตัวนั้นเป็นสี
เหลืองทอง ทั้งยังมีน้ำมันซึมเพราะถูกย่างไฟ
รวมถึงเครื่องเทศที่ไม่รู้จักชื่อจำนวนหนึ่ง
นอกจากนี้ยังเห็นเนื้อเส้นเล็ก ๆ ถูกฉีกออกมา ใน
ที่สุดก็ปล่อยโฮอย่างอดรนทนไม่ไหว
ร้องไห้จนสะอึกสะอื้นและหายใจไม่ออก
เซี่ยเวยเองก็จนใจกับนาง
ในเมื่อขากระต่ายที่ยื่นให้ไม่มีคนรับ อีกทั้ง
ไม่ได้สนิทสนมกับนางและไม่รู้ว่าควรปลอบใจ
เช่นไรด้วย เขาจึงทำได้เพียงชักมือกลับและเริ่ม
กินด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
ครั้นกินไปได้เกือบครึ่งแล้วมองไปก็ยังเห็น
นางร้องไห้อยู่
เขาจึงหยุดกิน มองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วง
เอาผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกมาจากหน้าอก คลี่วาง
ไว้ข้าง ๆ นาง
ในนั้นมีขนมแผ่นท้ออยู่ไม่มากนัก
ไม่เพียงมีค่อนข้างน้อย แต่ยังเคยถูกยัดอยู่ใน
อก ห่อในผ้าเช็ดหน้า และทับจนแหลกไปเสีย
มากอีก สภาพจึงดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร
เซี่ยเวยกล่าวกับนางว่า “หากกินไม่ลงก็กิน
เจ้านี่เถอะ”
ถึงอย่างไรเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกหิวอยู่ดี
นางเองย่อมรู้ว่าต้องกินกระต่ายตัวนั้น แต่
ครั้นคิดว่าเมื่อครู่มันยังขดตัวอยู่ในอ้อมอกนาง
อย่างว่าง่าย จึงไม่อยากกินและไม่กล้ากิน แม้
ก่อนหน้านี้ยังไม่ถูกชะตากับญาติห่าง ๆ ขี้โรคผู้นี้
แต่นางก็ยังหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น แล้วหยิบขนม
แผ่นท้อด้านในขึ้นมากินอยู่ดี
นั่นคือขนมที่อร่อยที่สุดที่นางเคยกินมาทั้ง
สองชาติ
ทั้งหวานละมุน ทั้งนุ่มลิ้น
แม้ผสมน้ำตาก็ไม่รู้สึกขม
แต่อย่างไรเสียขนมก็มีอยู่แค่นั้น
เมื่อกินหมดแล้วกลับทำให้รู้สึกหิวมากกว่า
เก่าด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงรู้สึกโมโห
เจียงเสวี่ยหนิงโมโหที่ตนไม่เอาไหน สุดท้ายก็
ยังรับขากระต่ายอีกข้างที่เซี่ยเวยส่งมาให้อยู่ดี
ร้องไห้ไปพลาง เคี้ยวเนื้อกระต่ายซึ่งย่างได้กำลัง
พอดีไปพลาง ทั้งยังสะอึกสะอื้นพูดหาเหตุผลให้
ตัวเองอีกด้วย “ใคร ใครใช้ให้มันกัดข้าล่ะ…”
บทที่ 88 กระบี่กับหนุ่มน้อย (4)
เซี่ยเวยมองเปลวเพลิงอย่างสงบอยู่ด้านข้าง
คล้ายจะหัวเราะ จากนั้น ก็เงียบไป ไม่ได้เอ่ย
วาจา
กองไฟในตอนนั้นเผาไหม้ค่อนข้างนาน
กิ่งสนที่ถูกโยนเข้าไปส่งเสียงดังเปรี๊ยะเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงจำไม่ค่อยได้แล้วว่ากระต่ายตัว
นั้นมีรสชาติเป็นเช่นไร แต่ยังคงจดจำรสชาติหอม
หวานและอ่อนนุ่มของขนมแผ่นท้อได้ดี ซ้ำยังจำ
ได้ถึงชายชุดขาวที่เดิมสะอาดสะอ้านของเซี่ยเว
ยซึ่งระพื้นและเปือนคราบเขม่าดำเล็กน้อย…
ยามมนุษย์อยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง มี
หลายสิ่งที่ต้องเพิกเฉย
ทำในสิ่งที่ยามปกติไม่กล้าทำ พูดในสิ่งที่ยาม
ปกติไม่กล้าพูด
บางทีคนเราก็อาจจะทำตัวต่างไปจากตนเอง
ในยามปกติ
เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นความตาย ทุกคน
ล้วนถอดหน้ากากอันจอมปลอมยามใช้ชีวิตทาง
โลกออกจนหมดสิ้น เผยโฉมหน้าอันแท้จริงของ
ตน ซึ่งอาจเป็นด้านที่ดีที่สุดหรือด้านที่อัปลักษณ์
ที่สุดก็ได้
แต่สุดท้ายแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์คือ
ผู้ที่พยายามเอาตัวรอดในช่วงเวลาแห่งความสิ้น
หวังอันแสนสั้น
หรือคือผู้ที่ใช้ชีวิตด้วยความสับสนวุ่นวายและ
ยากลำบากทางโลกกันแน่
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้จริง ๆ
โจวเปั่าอิงเห็นนางไม่เอ่ยวาจาอยู่นาน ท่าทาง
ใจลอยไม่รู้ว่ายินดีหรือว่าเสียใจกันแน่ ก็รู้สึก
กระวนกระวายอย่างน่าประหลาดด้วยกลัวว่าตน
จะพูดอะไรผิดไป ดังนั้นจึงดึงแขนเสื้อนางเบา ๆ
อย่างระมัดระวังพร้อมถามว่า “มีอะไรไม่…ไม่ถูก
หรือเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงขยับเปลือกตา คราวนี้ถึงได้สติ
นางโค้งริมฝีปากเล็กน้อยจนแทบจะมองไม่
เห็น ถอนหายใจแผ่วเบา “ไม่มีอะไร”
เซี่ยเวยผู้นี้นี่นะ จิตใจคับแคบยิ่งกว่าปลาย
เข็มอีก
สารถีซึ่งกำลังควบคุมรถม้าอยู่ข้างหน้าบังคับ
ม้าให้หยุดและกล่าวรายงานคนข้างใน “คุณหนู
รองเจียง ถึงโรงตีกระบี่แล้วขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวกับโจวเปั่าอิง “ข้าจะไป
รับของชิ้นหนึ่งเสียหน่อย เจ้ารอที่นี่สักครู่นะ”
โจวเปั่าอิงร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง นั่งรอนางอยู่ใน
รถอย่างว่านอนสอนง่าย
คนของโรงตีกระบี่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางจะ
มารับกระบี่วันนี้ ฉะนั้นจึงเตรียมเอาไว้เรียบร้อย
กระบี่เล่มนั้นยาวสามฉื่อสองเฟิน[1]
ตัวกระบี่หลอมมาจากเหล็กอุกกาบาต ตีจน
มันวาวคมกริบดั่งคลื่นน้ำ ต่างจากกระบี่ซึ่ง
เยี่ยนหลินใช้งานก่อนหน้านี้ตรงที่ไม่ได้หลอมจาก
เงินและทอง รวมทั้งไม่ได้ประดับประดาด้วยอัญ
มณีมีค่าใด ๆ เป็นเพียงกระบี่ที่เรียบง่ายและ
ตรงไปตรงมาเช่นนี้
ครั้นใบกระบี่ปรากฏก็เปล่งประกายแสงเย็น
เยียบสะกดผู้คน
ชาติก่อนนางไม่รู้เรื่องราวทางโลกมากนัก คิด
เพียงว่าเยี่ยนหลินถือกำเนิดในตระกูลนักรบ
ต่อไปต้องนำทัพจับศึก ควรมีกระบี่สำหรับเข่นฆ่า
สังหารสักเล่ม
ส่วนในชาตินี้ เรื่องดีชั่วที่เคยประสบในอดีต
ล้วนผ่านพ้นไปแล้วราวกับฝุั่นควันจางหาย เมื่อ
ได้เห็นกระบี่เล่มนี้อีกคราก็กลับเผยความโหดร้าย
อำมหิตอันเหมาะสมกับเหตุการณ์อย่างยิ่งออกมา
หวังเหลือเกินให้หนุ่มน้อยผู้นั้นสดใสร่าเริงดุจ
ตะวันดั่งกาลก่อนได้ตลอดไป
แต่สวรรค์ไม่อนุญาต
เหล่าสัตว์ร้ายซึ่งกำลังแยกเขี้ยวยิงฟันอยู่ในที่
ลับก็ล้วนไม่อนุญาต
พอช่างตีกระบี่มอบกระบี่ให้นางดูเสร็จก็เก็บ
ใส่กล่อง ส่งมอบให้เจียงเสวี่ยหนิงด้วยสองมือ
นางอุ้มตะแคงเหมือนยามอุ้มพิณโดยไม่รู้ตัว
กระทั่งเดินออกมาถึงหน้ารถม้าจึงค่อยนึกได้
กล่องกระบี่หาใช่พิณที่ต้องอุ้มเป็นแนวราบไม่
*****
เนื่องจากเสียเวลาที่โรงตีกระบี่ กว่ารถม้าของ
เจียงเสวี่ยหนิงกับโจวเปั่าอิงจะมาถึงจวนหย่งอี้
โหวก็กลางยามเฉินแล้ว
อาจเพราะวันนี้จวนโหวจัดพิธีสวมกวานของ
เยี่ยนหลิน กองกำลังซึ่งเดิมทีโอบล้อมจวนต่าง
ถอยไปสองข้างทาง
มองไปก็ไม่ได้ดูน่าตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น
แล้ว
แขกเหรื่อที่มาไม่นับว่ามากมายนัก แต่ก็ไม่ได้
น้อยเช่นกัน ต่างอยู่หน้าประตูยื่นเทียบเชิญทีละ
คน มีพ่อบ้านใบหน้ายิ้มแย้มพาคนเข้าไปในจวน
บรรยากาศไม่แตกต่างจากยามที่จวนโหวยังคง
ยิ่งใหญ่เกรียงไกรแม้แต่น้อย
เสิ่นจื่ออีเดินทางออกจากวังหลวงทีหลัง ทว่า
ยามนี้กลับมาถึงแทบจะไล่เลี่ยกับเจียงเสวี่ยหนิง
ครั้นเลิกผ้าม่านเห็นนาง จึงตะโกนเรียก
“หนิงหนิง!”
เจียงเสวี่ยหนิงอุ้มกล่องกระบี่ลงจากรถ
เสิ่นจื่ออีกระโดดลงมาอย่างฉับพลันโดยไม่
สนใจสีหน้าตื่นตระหนกของเหล่าข้าหลวงที่คอย
ถวายงาน นางเดินมาจับมือเจียงเสวี่ยหนิงพาวิ่ง
ไปทางประตูใหญ่ของจวนโหว “ไป พวกเราไป
หาเยี่ยนหลินกัน!”
บ่าวรับใช้ภายในจวนมีผู้ใดไม่รู้จักนางบ้าง
ไม่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวาง ต่างเปิดทางให้นาง
เข้าไป
นางยังเอ่ยถามบ่าวที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้างอีก
ว่า “ตอนนี้เยี่ยนหลินอยู่ที่ใด?”
พ่อบ้านหัวเราะ ใบหน้าเปียมล้นด้วยความ
เป็นมิตร “ซื่อจื่อกำลังสนทนากับกลุ่มของเหยียน
ผิงอ๋องอยู่นอกเรือนชิ่งอวี๋พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีจึงรู้เส้นทางแล้ว
ครั้งเยาว์วัยนางเคยมาจวนหย่งอี้โหวไม่รู้ตั้งกี่
ครั้ง หลับตาเดินก็ยังได้ ยามนี้ไม่แม้แต่จะหยุด
พัก จูงมือเจียงเสวี่ยหนิงวิ่งอ้อมกำแพงผนังกั้น
ตัดผ่านห้องโถง ผ่านระเบียงทางเดิน สุดท้ายก็มา
ยืนอยู่นอกเรือนชิ่งอวี๋ซึ่งอยู่ริมน้ำและมองเข้าไป
เห็นคนด้านใน
เสิ่นจื่ออีโบกมือไปทางนั้นพร้อมตะโกนเสียง
ดัง “เยี่ยนหลิน!”
คนทางนั้นต่างหันศีรษะกลับมา
หนุ่มน้อยซึ่งเดิมทียืนหันหลังอยู่บนระเบียง
ทางเดินริมน้ำและกำลังปล่อยให้ชิงเฟิงจัดรอยย่น
บริเวณชายชุดใหม่ของเขา ยามนี้เมื่อได้ยินก็หัน
ศีรษะมองมาทางต้นเสียง ครั้นเห็นว่าเป็นพวก
นาง แววตาอันเรียบเฉยพลันเจิดจ้าดั่งดาว
ประกายพรึก ทั้งโชติช่วงร้อนแรงและเปล่ง
ประกายยิ่ง
เยี่ยนหลินหัวเราะให้เสิ่นจื่ออี “พระองค์เสด็จ
มาหาความครึกครื้นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นกล่าวจบ สายตาก็เคลื่อนไปยังร่างของ
คนข้างกายนาง
เสิ่นจื่ออีหันศีรษะกลับไป เมื่อเห็นว่าเจียง
เสวี่ยหนิงยังคงยืนนิ่งอึ้งจึงผลักไปที เจียงเสวี่ย
หนิงถูกผลักจนเซถลาไปข้างหน้าสองก้าว ยืนอยู่
เบื้องหน้าหนุ่มน้อยโดยไม่ทันตั้งตัวและทำอะไร
ไม่ถูกอยู่บ้าง
ไม่ได้พานพบกันหลายวัน โครงหน้าของหนุ่ม
น้อยดูซูบลงกว่าเดิมและทวีความขึงขังองอาจขึ้น
เล็กน้อย
แต่ยามที่ทอดสายตามองนาง ทุกสิ่งล้วน
อ่อนโยน
“เจ้าก็มาด้วยหรือ”
ถ้อยคำซึ่งแสดงความสนิทสนมมากที่สุดอย่าง
คำว่า ‘หนิงหนิง’ สองคำนั้นถูกเขาฝังลึกลงไปใน
ก้นบึ้งของหัวใจอย่างเงียบ ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่
ต้องการเรียกขานนางว่า ‘คุณหนูรองเจียง’ อย่าง
ห่างเหินเหมือนผู้อื่น จึงกล่าวทักทายนางเช่นนี้
ราวกับว่าสภาวะคับขันซึ่งจวนโหวกำลัง
เผชิญหน้าล้วนอันตรธานสิ้น
เขาหลุบตามองกล่องที่นางอุ้มอยู่ ถามด้วย
รอยยิ้มว่า “สิ่งนี้คืออะไรหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติคืนกลับมาตอนนี้เอง
หลังจากผ่านความเป็นความตายมาชาติหนึ่ง ใน
ที่สุดนางก็ได้ประคองส่งมอบกล่องกระบี่กล่องนี้
ถึงตรงหน้าหนุ่มน้อยได้เสียที นางจ้องมองและ
ยิ้มตอบเขา “ของขวัญวันเกิด”
ให้เจ้า
อยากให้เจ้าตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว
ขอให้เจ้าเป็นดั่งกระบี่ที่คมกริบเล่มนี้ชั่วนิ
รันดร์
——————–
1. เฟิน หน่วยวัดความยาวของจีน 1 เฟิน
เท่ากับ 0.33 เซนติเมตร