คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 89 ต้นอิงเถา (1)
เป็นกล่องที่แสนจะธรรมดาอย่างน่า
ประหลาด
ด้านนอกทาสีดำ มีเพียงบริเวณห่วงกุญแจซึ่ง
ตีเป็นรูปทรงกระบี่คมปลาบ
จะดีจะชั่วเยี่ยนหลินก็ถือกำเนิดในตระกูล
นักรบ เพียงมองห่วงกุญแจก็รู้แล้วว่าเป็นกล่อง
บรรจุกระบี่ เขาหัวเราะออกมา ทว่าไม่ได้เอื้อม
มือไปเปิดกล่องทันที กลับจงใจถามนางว่า “หนัก
หรือไม่?”
กระบี่ยาวตีจากเหล็กอุกกาบาตผสมเหล็ก
บริสุทธิ์จะไม่หนักได้หรือ
ดรุณีน้อยผู้มีแขนขาบอบบางเช่นเจียงเสวี่ย
หนิง เมื่อถูกเสิ่นจื่ออีลากตัววิ่งเข้ามาพร้อมกับ
กล่องกระบี่ ก็ทำให้เครื่องประดับศีรษะเอียง
เล็กน้อย อีกทั้งยังมีเหงื่อเม็ดละเอียดซึมหน้าผาก
ด้วย ยามนี้นางรู้สึกปวดมือแล้วจริง ๆ
ครั้นเห็นเยี่ยนหลินพูดกระเซ้ายิ้ม ๆ นางก็
โมโหจนเลิกคิ้ว ตอบกลับทันควัน “เจ้ารู้ว่าหนัก
แล้วยังไม่รับไปอีก?”
ทั้งตลกร้ายที่เกิดโดยไม่ได้คาดหมายของ
เยี่ยนหลิน ทั้งคำบ่นที่นางหลุดโพล่ง ทุกสิ่งล้วน
แสดงถึงความสนิทสนมราวกับกำลังหยอกล้อกัน
แม้จะไม่ได้แตะเนื้อต้องตัว แต่ความสนิท
สนมคุ้นเคยกลับเผยให้เห็นในยามนี้
ต่างกับตอนที่เยี่ยนหลินแสดงออกว่าขอเป็น
ฝั่ายตัดความสัมพันธ์กับเจียงเสวี่ยหนิงขณะ
บังเอิญพบกันในวังหลวงโดยสิ้นเชิง
ทว่าทุกคนโดยรอบตอนนี้กลับไม่มีผู้ใดแสดง
อาการประหลาดใจ
หรือต่อให้มีก็แค่ส่วนน้อย เพราะหากตรองดู
ให้ดีก็จะแจ่มแจ้ง ผู้ที่มาเข้าร่วมพิธีสวมกวานของ
เยี่ยนหลินที่จวนโหวด้วยตนเองได้ในยาม
สถานการณ์ไม่สงบเช่นนี้ล้วนเป็นสหายที่สนิท
สนมกับเขา เพราะฉะนั้นต่อให้ทั้งคู่แสดงออกให้
พวกเขารู้เห็นก็ย่อมไม่ส่งผลกระทบใด ๆ
ครั้นเห็นสองมือซึ่งกำลังประคองกล่องกระบี่
ของเจียงเสวี่ยหนิงเริ่มสั่นระริกหน่อย ๆ
มิหนำซ้ำดวงตาอันงดงามกระจ่างใสยังแทบ
จะถลึงจ้อง เยี่ยนหลินก็มิอาจสะกดกลั้นเสียง
หัวเราะที่เล็ดลอดจากมุมปากได้ ก่อนจะรับกล่อง
กระบี่มาด้วยตนเอง
เมื่อบิดห่วงกุญแจ กล่องก็เปิด
กระบี่ยาวสามฉื่อนอนนิ่งในกล่อง แสงตะวัน
จากมุมหนึ่งส่องกระทบ เมื่อเคลื่อนมือเพียง
เล็กน้อย ประกายแสงอันเยียบเย็นก็สว่างวาบ
เจิดจ้าท่ามกลางสายตาของทุกคน
รอบด้านพลันบังเกิดเสียงทอดถอนใจด้วย
ความชื่นชม
เยี่ยนหลินมองคมกระบี่อันเย็นเยือก แล้ว
เงียบงันไปเล็กน้อย
ลูกกระเดือกเขาขยับเบา ๆ จากนั้นถึงมอง
เจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางหนักอึ้ง
“ไม่มีฝักกระบี่หรือ?”
ดวงตาของหนุ่มน้อยดำขลับประดุจแต่งแต้ม
หมึก ชั่วพริบตานั้นคล้ายมีคราบเปียกชื้นอะไร
บางอย่างพาดผ่าน แต่เมื่อกะพริบตาเล็ก ๆ ที
หนึ่ง ทุกสิ่งล้วนสลายวับ
นางรู้สึกถึงความร้าวรานแผ่ซ่านภายในจิตใจ
แต่กระนั้นกลับต้องระบายยิ้ม กล่าวโดย
ปราศจากเจตนาร้ายแอบแฝง กอปรด้วยความ
งามพราวเสน่ห์อันแฝงความดื้อดึงเล็กน้อย “จอม
ยุทธ์พเนจรต่างหากถึงต้องการฝักกระบี่ แต่กระบี่
ของแม่ทัพกลับไม่จำเป็น ต่อให้สักวันหนึ่งต้อง
ออกเดินทางไกลก็คงเก็บมันไว้ในฝักได้ไม่นาน
อีกทั้งเรื่องหาฝักก็สมควรให้ผู้รับกระบี่เป็นคนหา
เองสิ”
จอมยุทธ์พเนจรถึงต้องการฝักกระบี่
ส่วนกระบี่ของแม่ทัพกลับต้องใช้ในสนามรบ
คนเรายามเยาว์วัยมักเผยคมประกายออกมา
ให้เห็น ทว่าเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะไม่บีบคั้น
คุกคามผู้อื่นอีกต่อไป ประหนึ่งกระบี่ที่เก็บในฝัก
ทื่อเนื่องจากถูกเรื่องราวบนโลกขัดเกลามาแล้ว
แต่การขัดเกลาเช่นนั้น นางหวังเหลือเกินว่าจะ
ไม่ได้เกิดจากการบีบคั้นของโชคชะตาอันหักเห
ขึ้นลงเยี่ยงนี้ ทว่าให้เกิดจากความปรารถนาจาก
ใจจริงของหนุ่มน้อยเอง!
ด้วยเหตุนี้นางจึงมอบเพียงกระบี่ แต่ไม่ได้
มอบฝัก!
เยี่ยนหลินเอื้อมมือไปกุมด้ามกระบี่ เมื่อหมุน
ข้อมือเบา ๆ ทีหนึ่ง กระบี่ยาวก็อยู่ในฝั่ามือ
ไม่ใช่กระบี่ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแบบที่
บุตรหลานตระกูลใหญ่เช่นเขาเคยใช้
กระบี่เล่มนี้คมกริบ เย็นเยียบ
ถึงขั้นดุร้าย
เปล่งแสงวาววับ ทว่าสอดรับกับความอำมหิต
เย็นชาซึ่งซุกซ่อนในส่วนที่ลี้ลับที่สุดภายในจิตใจ
เขาเป็นล้นพ้น
เหยียนผิงอ๋องเห็นแล้วปรบมือไม่หยุด กล่าว
ชมเชยว่า “ยอดกระบี่!”
เสิ่นจื่ออีพลอยเป็นไปด้วย เริ่มสงสัยใคร่รู้
“เรียกตัวชิงเฟิงมาประลองกับเจ้าเพื่อทดสอบ
กระบี่ดูหน่อยเถอะ!”
เยี่ยนหลินยิ้มจนใจ
แต่ยามนี้ห่างจากเวลาเริ่มพิธีอีกระยะหนึ่ง
ทั้งเขายังอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ จึงโบกมือเรียกให้ชิง
เฟิงไปนำกระบี่มาลองทดสอบกับตน แววตาอัน
ผ่าเผยและสง่างามยังคงเหมือนเดิม
เจียงเสวี่ยหนิงยืนมองอยู่ตรงขั้นบันไดด้วย
ท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อย
เยี่ยนหลินหันกลับมามองนางแล้วพูดว่า
“ของขวัญวันเกิดเช่นนี้ ข้าชอบมาก”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับหัวเราะไม่ออก “กลัวจะ
ไม่ทันด้วยซ้ำ”
เยี่ยนหลินยิ้มให้นาง ดวงตาของเขาทอ
ประกายนุ่มนวล กล่าวอย่างหนักแน่นผิดปกติ
“ไม่มีทาง ทุกคนในใต้หล้าต่างพลาดงานได้ แต่
ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องมาแน่”
ถึงแม้ภายภาคหน้าข้าอาจสู่ขอเจ้าไม่ได้
ถึงแม้ภายภาคหน้าจวนหย่งอี้โหวจะล่มสลาย
แต่ข้าเชื่อว่าหนิงหนิงที่ข้ากำลังรอคอยจะต้อง
มา เหมือนกับที่เชื่อว่าดวงตะวันอันร้อนแรง
จะต้องขึ้นทางทิศตะวันออก แม่น้ำจะต้องไหลมา
รวมกันที่ทะเลอย่างไรอย่างนั้น นั่นคือเรื่องอัน
สมเหตุสมผล ปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงแทบจะร่ำไห้ออกมาแล้ว
จริง ๆ
หนุ่มน้อยผู้ยืนตรงหน้านางจะไม่มีวันได้รู้ สิ่ง
ที่เขานึกว่าไม่มีทางเป็นไปได้กลับมีโอกาสเกิดขึ้น
จริง ๆ …
นั่นคือนางไม่ได้มา
เยี่ยนหลินเชื่อมั่นอย่างหนักแน่น ไม่ว่าจะเกิด
อะไรขึ้นนางก็ต้องมาร่วมพิธีสวมกวานของเขา
เชื่อว่าเขาจะรอจนได้พบนาง แต่ชาติที่แล้วไม่ว่า
จะเป็นการมาในช่วงเวลาที่ล่าช้าหรือจะมาตอน
ถูกยึดทรัพย์ นางก็มาไม่ทันอยู่ดี ต่อให้มาถึงแล้ว
จริง ๆ ก็ไม่อาจเข้าไปได้
บางทีอาจเพราะเขาเชื่อมั่น จึงส่งผลให้
ผิดหวังอย่างล้ำลึกเช่นนั้น
มิหนำซ้ำนางไม่เพียงมาไม่ทัน ต่อมายังสร้าง
ความสิ้นหวังอันลึกเกินจะหยั่งแก่หนุ่มน้อยผู้นี้อีก
ตัวนางในชาติก่อนช่างเลวนัก
*****
พระสหายร่วมศึกษามากันหมด แต่ถึง
อย่างไรผู้อื่นก็ไม่อาจเทียมทัดองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางกับเจียงเสวี่ยหนิง ขณะเสิ่นจื่ออีจับมือคนพา
มุ่งตรงไปถามเส้นทางแล้ววิ่งเข้าไปด้านในทันทีได้
พวกนางกลับไม่กล้า
เมื่อส่งมอบเทียบเชิญหน้าประตูแล้ว ทุกคน
ถึงจะเข้าไป
เหยาซีก้มหน้าเดินตามหลังเซียวซูกับเฉินซูอี๋
ใช้สายตาอันเย็นชาเป็นพิเศษมองสำรวจจวนหย่ง
อี้โหวอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ขณะกำลังเดินผ่านโถง
ทางเข้า กลับได้ยินเสียงแว่วมาจากทางด้านหลัง
มีคนส่งเทียบเชิญให้พ่อบ้านพร้อมกล่าวเบาๆ
“จางเจอ”
ต่อให้เคยได้ยินที่ตำหนักฉือหนิงเพียงครั้ง
เดียว แต่น้ำเสียงเรียบเย็นจนเกือบจะไร้
ความรู้สึกนั้นกลับเหมือนสลักอยู่ในหูเหยาซี ทำ
ให้นางจดจำได้โดยพลัน
เขากำลังส่งเทียบเชิญรายงานตน
ฝีเท้าเหยาซีหยุดชะงักทันควัน นางหันศีรษะ
กลับไปมองในบัดดล…
จางเจอเพิ่งจะก้าวขึ้นขั้นบันได ยามนี้กำลัง
ยืนส่งเทียบเชิญอยู่นอกโถงทางเข้า
ดวงตาหลุบต่ำอย่างเงียบขรึมเย็นชา
วันนี้มิได้สวมชุดขุนนาง เพียงสวมชุดคอกลม
สีครามเข้มทำจากผ้าเนื้อดี ไร้เครื่องประดับอัน
หรูหราและของประดับกายส่วนเกินใด ๆ เมื่อเขา
ยืนร่วมกับแขกเหรื่อคนอื่นจึงดูเหมือนไม่ค่อย
สะดุดตามากนัก ให้ความรู้สึกจืดจางที่คนรอบ
ข้างยากจะสังเกตเห็น
แต่เหยาซีมองปราดเดียวก็เห็นเขาแล้ว
จางเจอกลับมิได้แยแสผู้ใด และยิ่งไม่ชายตา
มองมาทางเหยาซีแม้แต่น้อย เพียงเดินไปยังห้อง
โถงข้างซึ่งอยู่อีกทิศทางหนึ่งพร้อมขุนนางจาก
กรมอาญาไม่กี่คนที่มาด้วยกัน
เหยาซีพลันแค้นใจยิ่งนัก
นางยืนไม่ไหวติงตรงนั้นอยู่เนิ่นนาน จวบจน
เห็นเงาร่างจางเจอหายลับไปทางด้านหลังบาน
ประตูฉลุลายถึงกำมือแน่น ฝืนสะกดกลั้นอารมณ์
ซึ่งกำลังพลุ่งพล่านในอกลงไปเสีย ก่อนจะ
เดินหน้าต่อ
ทว่านางก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะเดิน
ไปข้างหน้าแต่กลับไม่ได้มองทาง
ขณะนี้พวกเซียวซูนำไปนานแล้ว สิ่งที่ต้อนรับ
นางอยู่คือบุรุษชุดเฟยอวี๋ซึ่งเดินออกมาจากข้าง
ใน การหมุนกายของเหยาซีครานี้เกือบจะชนคน
ผู้นี้เข้า!
“ว้าย!”
ด้วยความไม่ทันระวังนางจึงตกใจ พลันถอย
หลังก้าวหนึ่งพร้อมอุทานเบา ๆ
เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่
กำยำ จึงขมวดคิ้วฉับ “เดินไม่รู้จักดูบ้างหรือไร?”
อาจกล่าวได้ว่าโจวอิ๋นจือเป็นหนึ่งในองครักษ์
เสื้อแพรเพียงไม่กี่คนที่กล้ามาร่วมพิธีสวมกวาน
อีกทั้งตำแหน่งผู้คุมกองพันของเขาในราชสำนักก็
ถือว่าไม่ต่ำต้อย
บทที่ 89 ต้นอิงเถา (2)
คิดไม่ถึงว่าขณะกำลังเดินอยู่ กลับเกือบชน
สตรีผู้นี้เข้า
นั่นน่ะช่างมันเถอะ แค่เรื่องเล็กน้อย สิ่งที่อยู่
เหนือความคาดหมายคือคนเดินไม่ดูทางผู้นี้กลับ
บอกว่าเขาต่างหากที่ไม่ดูทาง
เขาเป็นคนที่ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสี
หน้าอยู่แล้ว ดังนั้นใบหน้าจึงปราศจากความ
เปลี่ยนแปลง ซ้ำยังรู้ด้วยว่าผู้ที่ยังกล้ามาจวนหย่ง
อี้โหวในยามนี้ หากไม่ใช่เศรษฐีผู้มั่งคั่งก็ต้องเป็น
คนสกุลชั้นสูง และต้องมีผู้หนุนหลังอยู่แน่นอน
เขาจึงเพียงค้อมกายคารวะกล่าวว่า “มิได้เจตนา
ล่วงเกินคุณหนูแล้ว”
เหยาซีเองก็ดูออกว่าเขาคือองครักษ์เสื้อแพร
ทว่าบิดานางเป็นถึงหนึ่งในเสนาบดีของหก
กรม มหาบัณฑิตแห่งสำนักมหาบัณฑิต และ
อำมาตย์ขององค์รัชทายาท แล้วจะเห็นผู้คุมกอง
พันเล็ก ๆ อยู่ในสายตาได้อย่างไรกันเล่า
ครั้นเห็นอีกฝั่ายขออภัยจึงไม่ได้แสดงท่าทีอัน
ใด
นางเป็นสตรี เมื่อชนบุรุษในสถานการณ์เช่นนี้
ความคิดอ่านจึงระมัดระวังมากขึ้น ฉะนั้นจึงไม่
กล่าวคำ เพียงสะบัดชายแขนเสื้อแล้วมุ่งตรงไป
ทางเซียวซูอย่างไม่แยแส
โจวอิ๋นจือเหลียวกลับไปมองนางคราหนึ่ง
ถามสหายข้างกายว่า “ผู้นั้นคือคุณหนูตระกูล
ใด?”
สหายตอบว่า “อำมาตย์เหยาขอรับ”
เมื่อพูดจบก็พลันร้อง “หือ” แล้วยิ้มทะเล้น
“หรือว่าท่านผู้คุมกองพันจะสนใจด้วย?”
โจวอิ๋นจือกระตุกมุมปากอย่างสบายอารมณ์
เพียงตอบว่า “ก็ถามไปอย่างนั้นเอง”
แค่ว่าชั่วอึดใจที่สตรีผู้นี้หมุนกายกลับมา ใน
ส่วนลึกของแววตานางมีความเคียดแค้นชิงชัง
และความอำมหิตซุกซ่อนอยู่ เขาจึงรู้สึกสงสัยใคร่
รู้เล็กน้อยเท่านั้นเอง
ผู้ที่มีอารมณ์รุนแรงมากจนเกินไปต่างถูก
หลอกใช้ได้โดยง่าย
นับประสาอะไรกับความแค้นอันจริงแท้และ
ชัดเจนมากเช่นนี้
โจวอิ๋นจือไม่ไต่ถามให้มากความอีก หมุนกาย
แล้วเดินไปยังทิศทางของจางเจอ
*****
เซี่ยเวยถือว่ามาถึงไม่เร็วนัก
วันนี้เขาไม่ได้เข้าร่วมการฟังราชกิจเช้า อีกทั้ง
จวนของเขาก็ยังอยู่หลังติดกับจวนโหว เขาจึงไม่
ต้องโดยสารรถม้าและไม่ต้องใช้ให้คนหามเกี้ยว
มา เพียงเดินออกมาข้างนอกกับเจี้ยนซูไม่นานก็
มาถึงหน้าประตูจวนหย่งอี้โหว
พ่อบ้านเห็นเขามาแต่ไกล พลันรีบค้อมกาย
เข้าไปต้อนรับ
เมื่อก่อนตอนจวนหย่งอี้โหวยังไม่เกิดเรื่อง
ท่านโหวคิดว่าจะเชิญผู้ใดมาตั้งนามรองให้เยี่ยนห
ลินดี จึงเสาะหาทั่วทั้งราชสำนักอยู่หลายครั้ง
คาดไม่ถึงว่าวันหนึ่งหลังจากเลิกฟังราชกิจเช้า
แล้วจะได้ร่วมเดินทางกับเซี่ยเวยโดยบังเอิญ
หลังจากสนทนากันเล็กน้อยก็รู้สึกถูกชะตา พอ
สอบถามจึงได้ความว่าเซี่ยเวยยินดีจะตั้งให้ ทำให้
รู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น
ด้วยเหตุนี้ท่านโหวจึงตัดสินใจเชิญเซี่ยเวยมา
ตั้งนามรองให้เยี่ยนหลิน
อาจกล่าวได้ว่าในบรรดาแขกเหรื่อที่มา
ร่วมงานวันนี้ ผู้ที่สำคัญมากที่สุดก็คือคนผู้นี้
พ่อบ้านแทบจะนำเขาเข้าไปข้างในด้วยตนเอง
กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “รองราชครูเซี่ยมาได้เสียที
นะขอรับ ท่านโหวสั่งการมาโดยเฉพาะว่า หาก
วันนี้ท่านมาถึงแล้วให้เชิญท่านไปนั่งในห้องโถง
ก่อนขอรับ”
เซี่ยเวยสวมชุดขาวบริสุทธิ์ มีลายเมฆาเป็น
พื้น บริสุทธิ์สูงส่งเหนือโลกียวิสัย
ขณะย่างก้าวขึ้นขั้นบันได ประหนึ่งเซียนจาก
สวรรค์เก้าชั้นฟั้า
เขามองพ่อบ้านผาดหนึ่งขณะเดินเข้าไปใน
จวนพร้อมกัน ครั้นแลไปยังศาลาหอเก๋งบริเวณ
สองข้างทางกลับเหม่อลอยประหนึ่งตกอยู่ในห้วง
แห่งความฝัน เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ได้ยินว่าช่วง
หลายวันนี้ท่านโหวไม่สบาย อาการดีขึ้นบ้างหรือ
ยัง?”
พ่อบ้านถอนหายใจ ยิ้มขื่นพร้อมตอบว่า
“สถานการณ์เป็นเช่นนี้จะดีขึ้นได้อย่างไรเล่า
ขอรับ? อีกทั้งก่อนหน้านี้ไม่นานยังร่ำสุรากับ
ซื่อจื่อ ห้ามก็ไม่ฟัง เพียงแต่ช่วงหลายวันที่ปิด
ล้อมจวนนี้ได้หลุดพ้นจากงานราชการ ทำให้ได้ใช้
เวลาอยู่ร่วมกับซื่อจื่ออย่างหาได้ยาก แม้อาการ
ปั่วยจะยังไม่หายสนิท ทว่าอารมณ์กลับปลอด
โปร่งขึ้นไม่น้อยขอรับ”
“เช่นนั้นหรือ…”
เซี่ยเวยกะพริบตา เอ่ยคล้ายพึมพำกับตนเอง
“เช่นนั้นก็ดี”
หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่พำนักอยู่ที่เรือนเฉิงชิ่งซึ่งอยู่
ด้านหลังเรือนชิ่งอวี๋พอดี
หากจะไปเรือนเฉิงชิ่งก็ต้องเดินผ่านเรือน
ชิ่งอวี๋ก่อน
มีภูเขาจำลองและกระถางต้นไม้แคระตลอด
เส้นทาง ระเบียงทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว ดูออก
ว่าเป็นจวนที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แต่ถึง
กระนั้นเสาและคานแกะสลักจำนวนมากก็ตกแต่ง
ใหม่ ต้นไม้ใบหญ้าภายในจวนต่างจากเมื่อยี่สิบปี
ก่อนโดยสิ้นเชิง
เซี่ยเวยเดินมาถึงตรงนี้กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็น
อันมาก
เรือนชิ่งอวี๋ตั้งอยู่ริมน้ำซึ่งมีปลาจิ่นหลีแหวก
ว่ายไปมา ทั้งยังปลูกต้นอิงเถาสูงตระหง่านต้น
หนึ่งบริเวณที่ติดกับระเบียงทางเดินฝังนี้
ฤดูเหมันต์เช่นนี้ใบไม้ร่วงหล่นจนหมดสิ้นแล้ว
ทว่าต้นอิงเถานี้สูงยิ่งนัก แทบจะทะลุหลังคา
ห้อง มีกิ่งก้านบางส่วนลอดผ่านมาถึงยอดหลังคา
ระเบียงทางเดิน เมื่อยืนมองจากข้างใต้ เงาไม้สูง
ซึ่งแผ่กิ่งก้านหร็อมแหร็มภายใต้ท้องฟั้าอัน
ขมุกขมัวก็คล้ายจะทำให้คนใคร่อยากมองเห็น
ก้านใบสีเขียวของมันในฤดูคิมหันต์อันร้อนระอุ
เซี่ยเวยทอดสายตามอง ไม่อาจละสายตาได้
อยู่บ้าง
พ่อบ้านเห็นแล้วก็นึกเพียงว่า เขาคงรู้สึก
สงสัยว่าไฉนจวนหย่งอี้โหวอันกว้างใหญ่กลับ
ปล่อยให้ต้นไม้ต้นหนึ่งมีสภาพเป็นเช่นนี้ได้ จึง
หัวเราะกล่าว “ท่านอย่าถือสาเลยนะขอรับ อิง
เถาต้นนี้สมัยก่อนท่านโหวเป็นผู้ปลูกให้คุณชาย
เซียวด้วยตนเอง อายุยี่สิบกว่าปีได้แล้ว…”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้เขาก็หยุดชะงัก สีหน้าไม่
ค่อยปกติเท่าใดนัก
อาจเพราะเดาว่าเซี่ยเวยคงไม่รู้ว่าผู้ที่เขาเอ่ย
ถึงคือใคร เขาจึงพูดเสริมอีกครึ่งประโยค “ก็คือ
ซื่อจื่อน้อยติ้งเฟย บุตรจากการแต่งเชื่อมสัมพันธ์
ระหว่างตระกูลเซียวกับตระกูลเยี่ยนในสมัย
นั้นน่ะขอรับ…”
นิ้วมือที่อยู่ข้างกายเซี่ยเวยค่อย ๆ กำแน่น
ราวกับว่าการทำเช่นนี้ถึงจะระงับอะไรบางอย่าง
ที่พลันพลุ่งพล่านภายในลงไปได้ จากนั้นเขาจึง
กล่าวอย่างเนิบช้าว่า “อย่างนี้นี่เอง”
ระหว่างสนทนาก็เดินมาถึงหน้าเรือนชิ่งอวี๋
ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งกำลังรวมตัวกันที่นี่ พวก
เขาเพิ่งชมเยี่ยนหลินกับชิงเฟิงประลองกระบี่
เสร็จและกำลังปรบมือโห่ร้องชื่นชม ครั้นหัน
กลับมาเห็นเซี่ยเวยก็ต่างตกใจสะดุ้งเฮือก ทยอย
หยุดการกระทำแล้วหมุนกายมาคารวะ
“คารวะเซี่ยเซียนเซิง!”
เยี่ยนหลินทอดสายตามองเซี่ยเวย แววตาลุ่ม
ลึก ไม่ได้เอ่ยวาจา
แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะรู้ว่าเซี่ยเวยถือเป็น
อาจารย์ของเยี่ยนหลิน ทั้งเขายังต้องมาตั้งนาม
รองให้เยี่ยนหลินอีกด้วย แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะพบ
เขาบริเวณส่วนลึกของจวนแห่งนี้ หลังจากนิ่งงัน
ครู่หนึ่งก็แสดงการคารวะตามผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้จึงช้าไปเล็กน้อย
เซี่ยเวยสังเกตเห็นแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร
เพียงเอ่ยว่า “ไม่ต้องมากพิธี”
เขากลอกตา มองเห็นกระบี่ยาวที่เยี่ยนหลิน
กำลังถือ จึงอ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่าง
คิดไม่ถึงว่ากลับมีเสียงร้อง ‘เมี้ยว’ ดังมาจาก
หลังต้นอิงเถาตรงหน้า
แมวลายขาวจุดเหลืองตัวหนึ่งกำลังไล่แมลง
อะไรสักอย่าง พุ่งพรวดจากด้านหลังต้นไม้
รวดเร็วผิดปกติ วิ่งทะยานมายังตำแหน่งที่เซี่ย
เวยยืนอยู่
รูม่านตาเขาหดรั้ง ร่างกายเขม็งเกร็งในบัดดล
ทุกคนต่างถูกดึงดูดสายตา
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจกระตุกวูบ ครั้นเห็นเจ้า
แมวลายตัวน้อยวิ่งผ่านขานางและกำลังจะพุ่ง
ปราดเข้าหาเซี่ยเวย นางจึงก้มตามจิตใต้สำนึก
โดยไม่ทันขบคิดให้มากความ รีบเอื้อมมือขวาง
และอุ้มแมวขึ้นมา!
เมื่อเจ้าแมวน้อยมาอยู่ในอ้อมอกนางก็ไม่อาจ
ไปเบื้องหน้าได้อีก
มันตวัดอุ้งเท้าด้วยความตกใจลนลาน
เล็กน้อย ส่งเสียงร้องเหมียว ๆ
สายตาของทุกคนจึงเบนกลับมาที่ร่างนาง
ทันใด รู้สึกประหลาดใจกับการกระทำอย่าง
กะทันหันของนางอยู่บ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจแทบจะหยุดเต้น แอบ
มองเซี่ยเวยแวบหนึ่ง เขายังคงยืนร่างแข็งทื่ออยู่
กับที่ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลยสักก้าว นางยกมือลูบ
แมวน้อยเบา ๆ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แขนเสื้อ
อันหลวมกว้างจึงพลอยบดบังแมวตัวนั้นไปกว่า
ครึ่ง
ใจนางยังคงเต้นรัวเร็ว
เซี่ยเวยมองนางอย่างเงียบงัน
นางกอดแมวน้อยแน่นเนื่องจากกลัวว่ามันจะ
พุ่งพรวดออกไปอีก ส่วนเปลือกนอกกลับยิ้มแย้ม
ให้ผู้อื่นเหมือนไม่มีอะไรทั้งนั้น “คิดไม่ถึงเลยว่า
จวนโหวจะเลี้ยงแมวน้อยด้วย น่ารักน่าชัง
เหลือเกิน”