คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 90 เคราะห์กรรมยี่สิบปีผ่านพ้น (1)
หญิงสาวรักชอบแมว นับเป็นเรื่องธรรมดา
ทั่วไปยิ่ง
เยี่ยนหลินเห็นแล้วก็อดมองนางพลางยิ้มแย้ม
ไม่ได้
สายตาของทุกคนถูกเจียงเสวี่ยหนิงดึงดูดกัน
หมด ทำให้แทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นอาการแข็งทื่อ
อึดใจก่อนของเซี่ยเวย ครั้นเคลื่อนสายตากลับมา
อีกครา เซี่ยเวยก็ปราศจากพิรุธใด ๆ แล้ว
เสิ่นจื่ออีมองเซี่ยเวยด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เซี่ยเซียนเซิงกำลังจะไปที่เรือนเฉิงชิ่งหรือ?”
เซี่ยเวยไม่ตอบ
พ่อบ้านค้อมกายคารวะเสิ่นจื่ออี ก่อนอธิบาย
ด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ยากนักที่แขกผู้
สูงส่งเยี่ยงรองราชครูเซี่ยจะมาเยือนได้ ท่านโหว
จึงเรียนเชิญให้รองราชครูไปสนทนาโดยเฉพาะ
พ่ะย่ะค่ะ”
นี่ก็แปลกอยู่บ้าง
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างราชสำนักต่างรู้กันดี
ว่าเซี่ยเวยผู้นี้อัธยาศัยดี แต่น้อยครั้งนักจะเคยได้
ยินว่าเขาไปมาหาสู่หรือสนิทสนมกับผู้ใด ที่ผ่าน
มามีแต่ผู้อื่นคิดประจบประแจงเขาและไปเยี่ยม
คารวะถึงที่ ทว่ายังไม่เคยได้ยินว่าเจ้าตัวเป็นฝั่าย
ไปเยี่ยมคารวะใครเลย
เนื่องจากรู้ว่าอีกสักครู่จะเริ่มพิธีสวมกวาน
แล้ว ทุกคนจึงไม่กล้าชวนสนทนาจนทำให้เขา
เสียเวลา
แน่นอนว่าเซี่ยเวยแต่เดิมก็มีศักดิ์เป็นอาจารย์
ของพวกตน ไม่อาจซักถามอะไรให้มากความได้
อยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้หลังจากโอภาปราศรัยกันไม่กี่
ประโยค พ่อบ้านก็นำเซี่ยเวยเดินผ่านระเบียง
จวน อ้อมประตูฉุยฮวา[1]ทางด้านหลัง มุ่งหน้า
ไปยังเรือนเฉิงชิ่ง
เมื่อเห็นเงาร่างเขาจากไปไกลแล้ว ในที่สุด
เจียงเสวี่ยหนิงก็โล่งใจได้เสียที
เมื่อจิตใจผ่อนคลายลง แรงที่มือก็ผ่อนคลาย
ตาม
แมวลายอยู่ไม่สุขตัวนั้นสบโอกาส มันดีดสอง
ขาพุ่งตัวออกจากอ้อมอกนาง พร้อมกันนั้นก็ส่ง
เสียงร้อง ‘เมี้ยว’ แล้วกระโดดผลุงขึ้นไปบนราว
ระเบียง จากนั้นหายวับไปในหมู่ภูเขาจำลองซึ่ง
เหลื่อมซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ริมน้ำ
จนถึงตอนนี้ นางจึงเพิ่งรู้สึกได้ถึงความเจ็บ
แสบนิด ๆ ที่ส่งผ่านจากข้อมือ
ครั้นหลุบตามอง บริเวณข้อมือถูกข่วนจนเป็น
รอยเลือดสายหนึ่งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ
มองปราดเดียวก็รู้ว่าน่าจะถูกเล็บแมวข่วน
ตอนอุ้ม
เพียงแต่เมื่อครู่นางจิตใจจดจ่อเกินไป ความ
สนใจไม่ได้อยู่ที่นี่จึงไม่รู้สึก จนเมื่อจิตใจผ่อน
คลายลง นางถึงค่อยรู้สึกเจ็บ
เสิ่นจื่ออียังคงมองทิศทางที่เซี่ยเวยหายลับไป
อดใช้แขนกระทุ้งเยี่ยนหลินขณะพูดกระเซ้าไม่ได้
“วันหน้าถือว่าเจ้าเยี่ยนหลินมีหน้ามีตามากที่สุด
ในบรรดาบุตรหลานชนชั้นสูงในเมืองหลวงแล้วสิ
ถึงกับเชิญเซี่ยเซียนเซิงมาตั้งนามรองให้เจ้าได้ ไม่
รู้ว่าจะทำให้ผู้อื่นอิจฉาตาร้อนกันสักกี่คน”
เยี่ยนหลินเพิ่งถอนสายตาในยามนี้เช่นกัน
เขาหลุบตาเล็กน้อย “คงเพราะเห็นแก่หน้า
ท่านพ่อกระมัง”
เหยียนผิงอ๋องกลับไม่ได้สนใจมากมายขนาด
นั้น เดินไปด้านข้างพร้อมโวยวาย “ไม่สน ๆ สรุป
แล้วก็คือเรื่องดี ตอนนี้ยังเหลืออีกหนึ่งชั่วยามจะ
เริ่มจัดพิธี วันนี้ทุกคนต่างมาเป็นแขก เยี่ยนหลิน
เจ้าเป็นเจ้าภาพ เจ้าภาพพึงตามใจแขก ไม่ง่าย
เลยนะกว่าพวกเราจะได้มา เช่นนั้นเจ้าก็ควรดูแล
พวกเราสักหน่อยสิ?”
เยี่ยนหลินหัวเราะพลางมองเขา “พระองค์
ทรงดำริจะทำสิ่งใด?”
เหยียนผิงอ๋องอายุอานามยังไม่มาก เขา
เหลียวซ้ายแลขวาคล้ายกลัวจะถูกพบเห็นอย่างไร
อย่างนั้น ก่อนจะกะพริบตาเอ่ยว่า “มีสุรา
หรือไม่?”
ครั้นทุกคนได้ยินก็หัวเราะโดยพร้อมเพรียง
ถึงจะเป็นข้อเสนอของคนเช่นเหยียนผิงอ๋อง
แต่น้อยครั้งนักที่ทุกคนจะมารวมตัวกันเช่นนี้ได้
จริง ๆ แม้แต่เสิ่นจื่ออีเองยังเห็นด้วย
เยี่ยนหลินจึงหมดหนทาง ทำได้เพียงบอกให้
ชิงเฟิงกับบ่าวไพร่ไปนำสุราจำนวนหนึ่งมาตั้งใต้
ต้นอิงเถา แล้วนั่งตั้งวงดื่มสุราอย่างสรวลเสเฮฮา
*****
พ่อบ้านรั้งฝีเท้าอยู่หน้าเรือนเฉิงชิ่ง เพียง
เคาะประตูเบา ๆ พร้อมแจ้งว่า “ท่านโหว รอง
ราชครูเซี่ยมาถึงแล้วขอรับ”
มีเสียงไอดังมาจากข้างใน ฟังแล้วคล้ายกำลัง
รีบร้อนขยับลุกขึ้นนั่งอยู่บ้าง กระแสเสียงอันสูง
วัยแฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้อื่นไม่อาจจะคาด
เดาได้บางประการ “รีบเชิญเข้ามาเร็ว”
พ่อบ้านถึงผลักประตูเข้าไป
เซี่ยเวยยืนนิ่งหน้าประตูครู่หนึ่ง จากนั้นถึง
ก้าวเข้าไป
แสงอาทิตย์ยามเหมันต์ไม่ได้จัดจ้าเท่ายาม
คิมหันต์ มิหนำซ้ำบานหน้าต่างภายในห้องก็ปิด
เกินกว่าครึ่ง ทั้งยังไม่ได้จุดตะเกียง ทำให้ทั้งห้อง
มืดมิดอยู่บ้าง
กลิ่นยาขมฝาดลอยเจือจางในอากาศ
บนเตียงซึ่งมีมุ้งเกี่ยวด้วยตะขอทองคำ
ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แค่ไม่กี่วันนี้ หย่งอี้โหว
เยี่ยนมู่ดูแก่ชราลงไปมาก จอนผมทั้งสองข้างมีสี
ขาวหิมะเพิ่มมาไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นแววตาทั้งคู่
กลับคมปลาบประดุจสายฟั้า จับอยู่บนร่างของผู้
ที่กำลังเดินเข้ามาจากภายนอกทันที
บุคลิกดั่งขุนเขาสูงตระหง่านและห้วง
มหรรณพกว้างใหญ่ไพศาล นอกเหนือจากความ
สุขุมเยือกเย็นแล้วยังมีความหนักแน่นอยู่ด้วย
หลายส่วน
กิริยาท่าทางสง่างาม ประหนึ่งนักปราชญ์และ
ผู้เร้นกายจากทางโลกหลอมรวมในร่างเดียว
คิ้วยาวกอปรด้วยความเฉยชา นัยน์ตาเปียม
ความสุขุมลุ่มลึก
เยี่ยนมู่เพ่งพิศองคาพยพบนใบหน้าเขา คล้าย
อยากมองให้เห็นเงาอันคุ้นเคยจากใบหน้าที่ไม่
คุ้นเคยนี้ เพียงแต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่อาจพลิก
ฟืนความทรงจำของตนเองขึ้นมาได้ เนื่องจาก
กาลเวลาผันผ่านไปถึงยี่สิบปีแล้ว
ต่อให้ใบหน้าในสมัยนั้นจะชัดเจนมากสัก
เพียงใด ถึงอย่างไรก็ต้องถูกกาลเวลากลืนกินอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นนั่นก็เป็นเพียงเด็กน้อยอายุแค่
หกเจ็ดขวบ หากต้องการมองเห็นใบหน้าในกาล
ก่อนจากชายหนุ่มซึ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วสัก
คนก็ออกจะเป็นเรื่องเพ้อฝันอยู่บ้าง ใช่ว่าใคร ๆ
พอเติบใหญ่แล้วจะมีรูปร่างหน้าตาเฉกเช่นวัยเด็ก
เสียหน่อย
เพียงแต่หากใจคิดว่าคล้ายไปแล้ว ไม่ว่าจะ
มองเช่นไรมันก็คล้ายเท่านั้นเอง
เยี่ยนมู่ไออีกสองที แล้วโบกมือเบา ๆ “เชิญ
รองราชครูเซี่ยนั่ง คนแซ่เยี่ยนไม่สบาย หลาย
วันนี้ออกไปข้างนอกไม่ได้ ทำให้ดูแลเซียนเซิงไม่
ทั่วถึง โปรดให้อภัยด้วย เซียนเซิงยอมมาเช่นนี้ถือ
เป็นเกียรติของจวนยิ่งแล้ว”
เซี่ยเวยนั่งลงบนเก้าอี้กลมทางด้านข้างอย่าง
เงียบงัน
เยี่ยนมู่เอ่ย “เจ้าลูกชายดื้อรั้นซุกซนนั่น โชค
ดีที่ได้รับพระมหากรุณา-ธิคุณจากฝั่าบาท
คัดเลือกให้เข้าไปศึกษาที่หอเหวินยวน ได้ยินว่า
ได้รับการดูแลจากเซียนเซิง เขาคงไม่ได้สร้าง
ความยุ่งยากให้เซียนเซิงใช่หรือไม่?”
เซี่ยเวยกล่าว “ซื่อจื่อไม่ได้ดื้อรั้นซุกซน รู้
ความยิ่งนัก ส่วนตอนเข้าไปศึกษาหาความรู้ที่หอ
เหวินยวนก็มิได้สร้างความกังวลใจมากเท่าใด คน
ตระกูลท่านโหวมีความรู้กว้างขวาง การอบรม
ดูแลก็เข้มงวดกวดขัน ผู้เยาว์…ความรู้
ความสามารถอ่อนด้อย แค่เพิ่มความเข้มงวด
กวดขันอีกเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
ผู้เยาว์
หากนับตามอายุ เซี่ยเวยก็ถือเป็นผู้เยาว์จริงๆ
ทว่าในเมื่อเป็นขุนนางราชสำนัก ต่อให้เป็น
ตระกูลเซียวก็ยังต้องไว้หน้าเขาถึงสามส่วน
นอกจากนี้ยังไม่เคยได้ยินเขาแทนตนเองว่า
‘ผู้เยาว์’ แม้แต่ยามอยู่ต่อหน้าติ้งกั๋วกงเซียวหย่
วนด้วยซ้ำ
——————–
1. ประตูฉุยฮวา เป็นประตูที่ใช้แบ่งเขตภายใน
เรือน มีเสาลอยไม่ติดพื้นสองต้นอยู่ด้านข้าง
ไม้ที่อยู่ตรงกลางและด้านข้างซึ่งยึดโยงเสา
ทั้งสองจะแกะสลักเป็นรูปทรงและวาดภาพ
ลงสีอย่างสวยงาม ส่วนใหญ่จะเป็นภาพ
มงคลต่าง ๆ
บทที่ 90 เคราะห์กรรมยี่สิบปีผ่านพ้น (2)
เยี่ยนมู่หัวใจบีบรัดอีกหลายส่วน
แต่หลังจากนั้นความหดหู่ก็ถั่งท้น ถอนหายใจ
เอ่ยว่า “หากเซี่ยเซียนเซิงความรู้ความสามารถ
อ่อนด้อย เกรงว่าใต้หล้านี้คงไร้ผู้ทรงภูมิแล้ว และ
หากท่านคิดว่านิสัยดื้อรั้นซุกซนชอบก่อเรื่องของ
เยี่ยนหลินคือดีแล้ว เช่นนั้นคงไม่เคยพบเห็นเด็ก
ที่ว่านอนสอนง่ายอย่างแท้จริงกระมัง เมื่อก่อน
เยี่ยนหลินมีญาติผู้พี่คนหนึ่ง เด็กคนนั้นอ่าน
ตำรับตำราเพียงครั้งเดียวก็ท่องจำได้ ฉลาดหลัก
แหลมมีไหวพริบเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน มีแค่
การบรรเลงพิณที่ย่ำแย่ไปหน่อย แต่ก็ยังยอม
ฝึกฝนด้วยความพากเพียร เด็กอายุน้อยรู้จัก
อดทนต่อความยากลำบากเช่นนั้นหายาก
เหลือเกิน พี่หญิงของข้าในยามนั้นมักพาเขากลับ
จากจวนตระกูลเซียวมาเล่นที่นี่บ่อย ๆ เมื่อข้าได้
พบเขาก็คิดว่า หากลูกข้าในอนาคตเกิดมาเป็น
เช่นนี้ได้คงดี เพียงแต่น่าเสียดายที่ผิงหนานอ๋อง
กับนิกายสวรรค์ก่อกบฏ พริบตาเดียวก็มีทหาร
กองใหญ่ปิดล้อมเมือง เยี่ยนหลินยังไม่ทันถือ
กำเนิด เด็กคนนั้นกลับสิ้นไปเสียแล้ว…”
“…”
เซี่ยเวยหลุบตา นิ้วมือซึ่งวางอยู่บนหน้าตัก
สั่นระริก ต้องค่อย ๆ กำเข้าหากันจนกลายเป็น
กำปันถึงจะนั่งได้อย่างมั่นคง
เยี่ยนมู่เบ้าตาแดง นั่งแหงนหน้าอยู่บนเตียง
แววตาเลื่อนลอยเล็กน้อย น้ำเสียงของเขา
ค่อนข้างแปรปรวน ทั้งยังเจือการตัดพ้ออย่างรวด
ร้าวต่อโลกอันแสนจะโหดร้าย “เด็กเล็กแค่นั้น
อายุหกขวบกว่ายังไม่เจ็ดขวบดี ในวันที่อากาศ
หนาวจัด หิมะตกลงมาจนจับตัวแข็ง มารดาของ
เขาโซซัดโซเซออกนอกตำหนักประหนึ่งคนเสีย
สติ แหวกกลุ่มคนที่สกัดขัดขวางนางไปจนถึงหน้า
ประตูวังซึ่งมีหิมะกองท่วมสูง จากนั้นก็ใช้มือขุด
หากขุดไม่ได้ก็ชิงดาบมาจากทหารด้านข้าง
หรือไม่ก็ชิงเหล็กเจาะมาจากมือพวกเขาแล้ว
กระแทกลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า หิมะซึ่งเกาะตัวจน
เป็นน้ำแข็งนั่นก็แข็งเสียเหลือเกิน หนาเสีย
เหลือเกิน แม้แต่โลหิตที่ไหลทะลักออกมายังเกาะ
ตัวกันเป็นน้ำแข็งเลย ครั้นกระแทกเหล็กเจาะลง
ไปก็สะเทือนจนมือชา หนังถลอกจนโลหิตไหลซึม
นางขุดเด็กออกมาได้คนหนึ่ง อายุราวห้าหกขวบ
ทว่าน้ำแข็งกับหิมะกลับแนบติดเนื้อหนัง ดูไม่
ออกเลยว่าเป็นผู้ใดกันแน่ คนในจวนร่ำไห้อ้อน
วอนถึงลากตัวนางกลับมาได้…”
เซี่ยเวยนั่งนิ่งไม่ไหวติง คล้ายรูปปันแกะสลัก
เยี่ยนมู่กลับมองเขาอย่างหนักแน่น น้ำตา
คลอหน่วย ความโศกาอาดูรพรั่งพรูผ่านน้ำเสียง
โดยไม่อาจระงับ “เขาเพิ่งจะอายุแค่นั้นเอง ยังไม่
เคยออกจากเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งฤดู
หนาวปีนั้นยังหนาวเหน็บถึงเพียงนั้น ไม่รู้ว่าในวัง
หลวงเคยได้จุดตะเกียงให้เขาหรือไม่ ก่อไฟให้
หรือไม่ และตอนกลางคืนมีคนห่มผ้าให้เขา
หรือไม่ คนต้องโหดร้ายอำมหิตมากเพียงใดกันถึง
หักใจผลักไสเขาออกไปได้? หากสวรรค์มีตาและ
บังเกิดจิตเมตตาให้เขากลับมามีชีวิตบนโลกนี้อีก
ครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะโตมามีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร”
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ปิดเปลือกตาช้า ๆ
ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงครู่หนึ่ง ผ่านไปนานแสน
นานถึงจะลืมตาขึ้นมาใหม่ราวกับฝืนข่มอะไร
บางอย่างลงไปได้
เขาอยากยิ้มให้เยี่ยนมู่
อย่างไรก็ตามริมฝีปากช่างหนักเสียเหลือเกิน
ไม่อาจยกยิ้ม ทำได้เพียงกล่าวเสียงเบาด้วย
ใบหน้าไร้ความรู้สึก “คนดีสวรรค์ย่อมช่วยเหลือ
ต่อให้สวรรค์เมตตาก็ควรให้เขาไปผ่านด่าน
เคราะห์เสียให้หมดเพื่อฝึกฝนตนให้เก่งกาจมี
ความสามารถ”
“ดี ดี…”
เยี่ยนมู่หัวเราะออกมา แม้จะหัวเราะทั้งน้ำตา
แต่กระนั้นกลับรู้สึกว่าความอัดอั้นตันใจที่สั่งสม
มายี่สิบกว่าปีได้ระบายพรั่งพรูออกจากอกจน
หมดสิ้น กลายเป็นความภาคภูมิใจอันสุดแสนจะ
คณานับ!
“ควรให้ผ่านด่านเคราะห์เสียให้หมด ควรให้
ฝึกฝนตนให้เก่งกาจมีความสามารถ!”
สมัยนั้นพี่หญิงของเขาขอแยกทางกลับ
ตระกูลด้วยโทสะ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมเชื่อ
ว่าเด็กคนนั้นถูกฝังในสุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรม
สามร้อยคน นางอดทนต่อความเจ็บปวดและคำดู
หมิ่น ออกตามหาเขาทั่วทุกสารทิศ ทว่าน่า
เสียดายที่ใต้หล้ากว้างใหญ่เกินไป ผลคือไร้ซึ่งข่าว
คราว อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ คน
หนึ่ง ต่อให้ฉลาดหลักแหลมอีกสักเพียงใด ไหน
เลยจะหนีพ้นภัยที่ถูกล้อมเมืองคราวนั้นได้
สุดท้ายก็หาไม่เจอ
ทุกคนต่างคิดว่านางเป็นเพียงมารดาผู้ไม่ยอม
เชื่อว่าบุตรจากไปแล้ว จนเมื่อประมาณครึ่งปี
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาจับกุมกากเดนกลุ่มกบฏผิง
หนานอ๋องไว้ได้ พวกมันกล่าวอ้างว่าขณะที่พวก
ตนกับนิกายสวรรค์ร่วมบุกเข่นฆ่าในเมืองหลวง
คราวนั้น ติ้งเฟยซื่อจื่อไม่ได้อยู่ในหมู่เด็กผู้ทรง
คุณธรรมสามร้อยคนนั่น แต่ถูกเจ้านิกายสวรรค์
พาตัวไป
เยี่ยนมู่ไม่กล้าคิด หากสิ่งที่คนเหล่านี้พูดเป็น
ความจริง เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าเด็กน้อยผู้ถือกำเนิด
จากสองตระกูลใหญ่และมีสายเลือดของชนชั้นสูง
ผู้นั้น เมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือกบฏผู้โหดเหี้ยม
อำมหิตแล้วจะต้องเผชิญชะตาชีวิตเช่นไร และ
ต้องเผชิญความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่คนไม่รู้อีก
ตั้งเท่าไรมิอาจทราบ…
ขอเพียงนึกถึงก็รู้สึกประหนึ่งอวัยวะภายใน
ถูกเพลิงแผดเผา จิตใจไม่เป็นสุข!
ยามนี้เขาทำได้เพียงเอื้อมมือไปหาชายหนุ่ม
ตรงหน้าด้วยอาการสั่นเทา
เซี่ยเวยลุกขึ้น เดินไปข้างเตียงเขา ครั้นยื่นมือ
ไปหาก็ถูกเยี่ยนมู่กำเอาไว้แน่น เรี่ยวแรงนั้นช่าง
มหาศาล ถึงกับบีบเสียจนรู้สึกเจ็บ
ครั้นเซี่ยเวยช้อนดวงตาขึ้นมองก็สบเข้ากับ
นัยน์ตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยของ
เยี่ยนมู่!
สิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายในคือความเกลียดชังอัน
ถั่งท้น ความเคียดแค้นอันมหาศาล!
สุดท้ายก็สลายกลายเป็นความโศกสลดล้ำลึก
เขาทอดสายตามองเซี่ยเวย กล่าวด้วย
น้ำเสียงแหบพร่า “ตอนท่านมา เบื้องหน้าเรือน
ชิ่งอวี๋น่าจะมีต้นอิงเถาอยู่ต้นหนึ่ง ปลูกมาได้ยี่สิบ
สองยี่สิบสามปีแล้ว ตอนเพิ่งจะปลูกในสมัยนั้นยัง
ออกผลไม่มากนัก เด็กคนนั้นนั่งอ่านตำราอยู่บน
บันไดใต้ชายคา มักมองต้นอิงเถาโดยหวังทุกวี่วัน
ว่าผลอิงเถาจะสุกงอม บัดนี้เติบโตจนสูงใหญ่และ
มีใบดกหนาแล้ว ครั้นถึงฤดูคิมหันต์ก็จะมีผลสี
แดงห้อยประดับใต้ใบสีเขียวด้วย ยามเมื่อ
คิมหันต์ปีหน้ามาเยือน เซี่ยเซียนเซิงลองไปเด็ด
มาชิมดูสิ หวานกว่าเมื่อหลายปีก่อนมากนัก…”
ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอเซี่ยเวย ผ่านไปเนิ่น
นานถึงกล่าวเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยินออกมา
คำหนึ่ง “ได้”
เมื่อเยี่ยนมู่กล่าวจบก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย
เขาไม่เคยถามว่าหากเด็กคนนั้นยังมีชีวิตและ
ยังอยู่บนโลกนี้ ไยจึงไม่มาแสดงตัวว่าเป็นญาติกัน
ตั้งแต่ก่อนหน้า
เซี่ยเวยเดินออกมาจากห้อง
ท้องฟั้าเหนือระเบียงทางเดินสว่างจ้า สาด
แสงแยงดวงตาและแทงทะลุถึงหัวใจเขา หน้าอก
เจ็บปวดดั่งมีไฟแผดเผา ทำให้เขาอดยกมือขึ้นกุม
หน้าอกอย่างแรงไม่ได้ เซี่ยเวยเดินซวนเซไปสอง
ก้าว ต้องใช้มือข้างหนึ่งยึดเกาะเสาไว้กระทั่งเล็บ
จิกจนเป็นรอยถึงจะประคองร่างไม่ให้ล้มลงได้
หัวคิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าซีดเผือด
พ่อบ้านซึ่งอยู่ข้างประตูไม่ไกลนักตระหนก
ตกใจ รีบเดินเข้ามาจะประคองเขา
เซี่ยเวยกลับยืนอย่างมั่นคงด้วยตนเองได้แล้ว
พ่อบ้านตะลึงงัน เป็นห่วงอย่างยิ่งยวด “ท่าน
ไม่เป็นไรนะขอรับ?”
เซี่ยเวยคลายมืออย่างแช่มช้า ประกาย
อำมหิตแผ่พุ่งจากดวงตา ทว่าภายในชั่วขณะ
นั้นเองเขากลับสะกดมันลงไปยังส่วนลึกของ
หน้ากากที่ซ้อนทับเป็นชั้น ๆ เมื่อเคลื่อนสายตา
ขึ้นมาอีกคราก็สงบนิ่งดังเดิม เพียงแต่เป็นความ
สงบนิ่งอย่างเหลือแสน ประหนึ่งน้ำตายที่ไร้คลื่น
“ไม่เป็นไร แค่เป็นโรคขี้หนาวใจสั่นเท่านั้นเอง”