คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 96 เปลี่ยนเส้นทาง (1)
ฮ่องเต้หนุ่มอายุยี่สิบกว่าเกือบสามสิบปี มอง
จากด้านหลังยังกอปรด้วยความงามสง่าอยู่บ้าง
แต่หากหมุนกายกลับมาให้เห็นใบหน้าโดยตรง
เบ้าตาทั้งสองข้างกลับจมลึกลงไปเล็กน้อย แสดง
ให้เห็นว่าค่อนข้างหมกมุ่นในกามารมณ์
ผู้ที่นั่งอยู่ฝังตรงข้ามกระดานหมากของเขาคือ
สมณะใบหน้ากว้างทรงสี่เหลี่ยมรูปหนึ่ง
เพียงแต่สมณะรูปนี้มิได้มีกิริยาท่าทีเช่น
สมณะ เขามีรูปร่างบึกบึนสูงใหญ่ ดวงตาทรง
สามเหลี่ยมคว่ำทั้งสองข้างไม่ได้มีเมตตากรุณานัก
ยามปรายตามองคนกลับดุร้ายแฝงความปั่าเถื่อน
และเจ้าเล่ห์เพทุบาย
คนผู้นี้คือสมณะหยวนจี ที่ปรึกษาราชการ
แผ่นดินคนปัจจุบัน
เซียวหย่วนรู้ว่าการที่เสิ่นหลางขึ้นครองราชย์
ได้อย่างราบรื่นเมื่อสี่ปีก่อน สมณะผู้นี้คล้ายจะมี
ความชอบในส่วนนี้ด้วย แม้จะไม่ได้มีผลงาน
ยิ่งใหญ่เช่นเซี่ยเวย แต่ฮ่องเต้กลับไว้วางพระทัย
ยิ่งนัก ผนวกกับไทเฮาก็มีพระราชศรัทธาใน
พระพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงไม่เพียงพระราชทาน
วัดให้แห่งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังทรงแต่งตั้งให้เขาเป็น
ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินอีกด้วย
เมื่อเทียบกันแล้วเซี่ยเวยอายุน้อยกว่าก็จริง
แต่ตำแหน่งรองราชครูของรัชทายาทก็ค่อนข้าง
ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดจนเกินไป
มีคนในราชสำนักจำนวนไม่น้อยนำสมณะรูป
นี้มาเปรียบเทียบกับเซี่ยเวย
เซี่ยเวยเป็นอย่างไรนั้นมิอาจรู้ แต่สมณะรูปนี้
ประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ก็หมายความว่าต้องมี
ความสามารถมากเป็นแน่
เซียวหย่วนไม่กล้าปฏิบัติงานอย่างขอไปที
เมื่อเข้าตำหนักใหญ่มาจึงกราบทูลใส่สีตีไข่เรื่องที่
ตนประสบ ณ จวนหย่งอี้โหว เพียงแต่หากเรื่อง
เล่ามีส่วนเกี่ยวพันถึงเซี่ยเวยก็กลัวว่าคำพูดของ
ตนจะทำให้เซี่ยเวยมาเข้าเฝั้าต่อเบื้องพระพักตร์
ดังนั้นจึงละไปโดยไม่เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว
สุดท้ายเขาค่อยถามว่า “ฝั่าบาท พวกเขา
บังอาจถึงเพียงนี้ ควรจัดการเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
เสิ่นหลางคีบหมากไว้ที่หว่างนิ้ว ดวงตาเรียว
แคบทั้งสองข้างดำมืดในบัดดล ตำหนักใหญ่ซึ่ง
เดิมทีมีแสงมืดสลัวอยู่แล้วจึงยิ่งน่าหวาดหวั่นกว่า
เก่า เขาเคลื่อนสายตาไปตกบนร่างเซียวหย่วน
หากนับดูแล้ว แม้เสิ่นหลางจะสูงศักดิ์เป็นถึง
ฮ่องเต้ แต่ก็ควรเรียกเซียวหย่วนว่า ‘ท่านลุง’
อย่างไรก็ตาม ท่านลุงคนนี้ช่างทำงานได้แสน
จะ…
การเป็นฮ่องเต้ไม่ต่างจากถูกจองจำ แม้นดู
เหมือนมีอำนาจยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องคอยระวังปั้องกัน
คำครหาของคนใต้หล้า ในเวลาเช่นนี้ ‘ดาบ’ จึง
สำคัญยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสกปรกหรือเรื่อง
ฉาวโฉ่อันใดก็ต้องให้คนกลุ่มนี้ไปกระทำ ส่วนตน
แค่นั่งอยู่บนเบื้องสูง ไม่แปดเปือนสิ่งโสมมใด ๆ
ทั้งสิ้นเป็นพอ!
มิเช่นนั้นจะเลี้ยงคนสนิทเอาไว้เพื่ออะไร
หรือพูดอีกอย่างได้ว่า คนสนิทก็ควรทำเรื่องที่
ผู้เป็นคนสนิทพึงกระทำ! แต่ครั้นยามลงมือแล้ว
คนสนิทคิดจะเป็น ‘คนดี’ ไม่อยากชักนำภัยมาสู่
ตัว รังแต่จะปัดตัวเองออกจากปัญหาเช่นนี้…
ก็แค่พระราชโองการขาดตราประทับ แต่ท่าน
ลุงผู้นี้กลับย้อนมาวังหลวง!
เช่นนี้จะไม่กลายเป็นการปั่าวประกาศไปทั่ว
หล้าหรอกหรือว่าเจ้าตัวดึงดันจะหาเรื่องจวนโหว
มิหนำซ้ำยังเห็นชัดว่ากลัวจะต้องรับผิดชอบ
กับความผิดของเรื่องนี้อีกด้วย
ช่างไม่ได้ความเสียจริง!
เสิ่นหลางใคร่ระเบิดอารมณ์ แต่ก็ฉุกคิดถึง
ไทเฮาขึ้นมา สุดท้ายจึงอดกลั้นไว้ เพียงเรียกหวัง
ซินอี้มาด้วยใบหน้าเย็นชา “ตาเฒ่าฉู่ซีอี๋นั่นกำลัง
พักรักษาตัวอยู่ ไม่ต้องเรียกตัวเข้าวัง จงพาท่าน
ลุงไปประทับตราที่สำนักราชเลขานุการเสีย โจร
กบฏขุนนางถ่อยจวนหย่งอี้โหวไม่อาจละเว้น
โดยง่าย ให้จับตัวเข้าคุกหลวงและดำเนินคดีตาม
กฎหมาย! ผู้ขัดขืนฆ่าไม่ละเว้น!”
เซียวหย่วนตอบรับเสียงดังกังวานทันที “พ่ะ
ย่ะค่ะ!”
แม้เขาจะเห็นว่าเสิ่นหลางมีสีหน้าไม่สู้ดี แต่ก็
นึกว่าอีกฝั่ายเดือดดาลเรื่องที่จวนหย่งอี้โหวขัด
ขืน ไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่เสิ่นหลางไม่พอใจอย่าง
แท้จริงคือตัวเขาและตระกูลเซียวต่างหาก ทั้งยัง
ไม่ได้ฉุกคิดด้วยว่าเจตนาที่แท้จริงของเซี่ยเวยอยู่
ที่ใด ฉะนั้นจึงแสดงอาการคึกคักพอสมควร
หลังจากถวายบังคมแล้วเขาก็เดินทางไปเอา
ตราประทับพร้อมหวังซินอี้
หากว่าตามกฎหมายของต้าเฉียนก็ต้องให้ฉู่ซี
อี๋อนุมัติก่อนถึงจะทำได้ แต่ตัวตราประทับที่ใช้
งานเก็บไว้ในวังหลวงทั้งหมด ตรานี้จึงอยู่ภายใน
วังหลวงเช่นกัน
เรื่องอย่างการบังคับให้ลงตราประทับก่อน
ผู้อื่นก็หาได้มีนิสัยเช่นจางเจอไม่ แม้ใจรู้สึกว่าไม่
ถูกต้องแต่ก็มิกล้าวิพากษ์โต้แย้ง
ยิ่งไปกว่านั้นฉู่ซีอี๋ยังไม่อยู่ด้วย
เซียวหย่วนเมื่อประทับตราลงบนพระราช
โองการเสร็จก็จากไป ส่วนเสิ่นหลางในตำหนัก
ใหญ่กลับพลันคว่ำกระดานหมาก เขากัดฟัน
กรอดเอ่ยว่า “ตระกูลเซียวย่อมดีใจเรื่องที่เราลง
มือกับจวนหย่งอี้โหวอยู่แล้ว แต่ทำเช่นนี้ก็เหมือน
ลอบระวังว่าเราจะใช้สิ่งนี้เป็นจุดอ่อนหาเรื่องลง
มือกับพวกมันในวันหน้าเช่นกัน!”
ฮ่องเต้ย่อมไร้ซึ่งความผิดใด ๆ ถึงจะไม่ได้ลง
ตราประทับก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะกริ้วจน
ขาดสติไปชั่วขณะ แต่หากเซียวหย่วนรู้ว่าสำนัก
ราชเลขานุการไม่ได้ลงตราประทับแล้วยังจะทำ
ตามรับสั่งในพระราชโองการดังเดิม กระทั่งว่ายัง
เข่นฆ่าสังหารจวนหย่งอี้โหวอีก เช่นนั้นเซียวหย่
วนก็จะถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ แล้วเรื่องนี้จะ
กลายเป็นจุดอ่อนในภายหลัง
ขอเพียงเสิ่นหลางต้องการ เขาสามารถกำจัด
ตระกูลเซียวให้สิ้นซากได้ทันที!
สมณะหยวนจีนั่งอยู่ฝังตรงข้าม ครั้นเห็น
กระดานหมากร่วงลงพื้นจนตัวหมากกระจัด
กระจายก็มิได้ประหวั่นพรั่นพรึง เพียงประนมมือ
ข้างเดียวอยู่กลางอกพลางหัวเราะ “หรือว่าฝั่า
บาทไม่ได้มีพระราชประสงค์เช่นนี้จริง?”
เสิ่นหลางกลอกตามองเขา อารมณ์ค่อย ๆ
เย็นลง
เขาลุกขึ้น เดินย่ำเท้าไปหยุดยืนตรงประตู
ตำหนัก ทอดสายตามองประตูวังซึ่งทับซ้อนกัน
เป็นชั้น ๆ ใต้ขั้นบันไดหยกขาว พร้อมกล่าวแค่น
หัวเราะ “ก็จริง ไม่แปลกเลยที่เจ้าพวกนั้นจะ
หวาดระแวง เมื่อกำจัดจวนหย่งอี้โหวได้แล้ว
ต่อไปก็จะถึงคราวตระกูลเซียว แผ่นดินนี้มีเพียง
ราชวงศ์เท่านั้น ไม่มีสองตระกูลใหญ่อะไรทั้งสิ้น!”
*****
เซ่นไหว้บรรพชน สวมกวาน ตั้งนามรอง
เมื่อดำเนินพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้น พิธีสวม
กวานก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย
เยี่ยนมู่ในฐานะผู้นำตระกูลเยี่ยนมอบ
ทรัพย์สินเงินทอง ตำรา หมึกต่าง ๆ แก่เซี่ยเวย
เพื่อเป็นการขอบคุณ แล้วจึงให้เยี่ยนหลินแสดง
คารวะตามพิธีด้วยการคำนับสามครา นับจากนี้
ให้ถือเซี่ยเวยเป็นผู้อาวุโส จากนั้นถึงจะจบพิธี
ครั้นพิธีเสร็จสิ้น เยี่ยนหลินค้อมกายขนานพื้น
แสดงการคารวะต่อทุกคนภายในห้องโถงอันเงียบ
สงัด “วันนี้ใต้เท้าและมิตรสหายทุกท่านฝั่า
ภยันตรายมาร่วมงาน มิต่างกับการมอบถ่านไฟ
ให้ยามหิมะตก น้ำใจครั้งนี้เยี่ยนหุยจะขอจดจำไว้
ในใจตลอดไปขอรับ!”
หนุ่มน้อยในกาลก่อนถือว่ากลายเป็นบุรุษที่
แท้จริงคนหนึ่งแล้ว
ทุกคนรู้ว่าเภทภัยที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่มีทางจบลง
ด้วยดี ต่างลอบทอดถอนใจและทยอยคารวะตอบ
เซี่ยเวยมองอยู่ด้านข้างด้วยอาการใจลอย
เล็กน้อย
ในขณะที่ขุนนางทั้งราชสำนักคงรู้สึกว่า
‘ฮ่องเต้ทรงเชื่อถ้อยคำของรองราชครูผู้นี้มาก’
นั้น…
ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ นั่นเพียง
เพราะเขามักพูดตามสิ่งที่เสิ่นหลางคิดและแค่ไม่
พูดสิ่งที่ไม่ถูกใจก็เท่านั้นเอง แต่เพราะเหตุนี้จึงทำ
ให้ทุกคนเข้าใจผิด
เมื่อเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ ขุนนางทั้งราช
สำนึกจึงไม่มีใครอยากผิดใจกับเขา
รวมถึงเซียวหย่วน
ทว่าเซี่ยเวยกลับใช้ความเข้าใจที่เขามีต่อ
ฮ่องเต้วางแผนดัดหลังผู้อื่น เซียวหย่วนคิดเอง
เออเองว่าสนิทสนมกับฮ่องเต้ด้วยเหตุผลประการ
แรกที่ว่าตัวเองเป็นพระมาตุลา และเหตุผล
ประการที่สองคือตระกูลเซียวเป็นตระกูลใหญ่
เกรงว่าเซียวหย่วนคงไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าฮ่องเต้
หวาดระแวงสิ่งใดมากที่สุด
แต่เนื่องจากสถานะของเซี่ยเวยพิเศษมาก
เหลือเกิน ตำแหน่งรองราชครูปราศจากอำนาจที่
แท้จริง เมื่อเทียบกับสมณะหยวนจีที่ปรึกษา
ราชการแผ่นดินผู้เก็บงำความสามารถผู้นั้น ก็
ด้อยกว่าเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ทว่าหากเขามี
อำนาจบ้างก็จะสร้างความหวาดระแวงได้
เช่นเดียวกัน
เมื่อปราศจากอำนาจที่แท้จริง สุดท้ายแล้ว
ย่อมมีบางสิ่งที่ไม่อาจกระทำ
ยิ่งไปกว่านั้นขุมกำลังซึ่งเขาสั่งการได้ยังถูก
นิกายสวรรค์ลอบขัดขวางอีก…
ค่ายที่ทงโจวแข็งข้อ!
เขาส่งคนไปขัดขวางและฆ่าโดยไม่ละเว้นที่
ทุกประตูเมืองของทงโจวมาตั้งแต่แรก คนในค่าย
ทหารจึงไม่มีทางได้รับข่าวสาร ไหนเลยจะ ‘แข็ง
ข้อ’ ขึ้นมาได้!
ไออำมหิตค่อย ๆ ลอบก่อตัว ข้างนอกเกิด
เสียงเอะอะโวยวายอีกครา เป็นเซียวหย่วนที่นำ
พระราชโองการซึ่งประทับตราแล้วกลับมานั่นเอง
ครานี้ไม่มีผู้ใดพูดอะไรได้อีก
ถึงแม้จะมีคนคิดว่าเรื่องนี้ออกจะรวดเร็วและ
ง่ายดายเกินไปสักหน่อย แต่ในเมื่อลงตราประทับ
แล้ว การคาดเดาเช่นนี้ย่อมไม่อาจพิสูจน์ความ
จริงอะไรได้ หากยังช่วยพูดขอร้องให้จวนโหวอีก
เกรงว่าไม่เพียงชักนำภัยมาสู่ตัว แต่ยังจะ
กลายเป็นการทำร้ายจวนโหวอีกด้วย
เพราะฉะนั้นจึงเงียบต่อไป
ทว่าสิ่งนี้กลับทำให้เซียวหย่วนรู้สึกเหมือน
กำลังใช้หมัดต่อยปุยนุ่น
เขาออกคำสั่งให้จับกุมด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย
องครักษ์จวนหย่งอี้โหวต่างมองไปทางเยี่ยนมู่
เยี่ยนมู่เพียงโบกมือทีหนึ่ง แสดงความหมายว่าไม่
ต้องขัดขืน ปล่อยให้โซ่ตรวนเหล็กพันธนาการทุก
คนภายในจวน
บทที่ 96 เปลี่ยนเส้นทาง (2)
เพียงแต่ขณะที่ทหารสองนายกำลังนำตรวน
เหล็กมาพันธนาการลำคอเยี่ยนมู่ จางเจอซึ่งยืน
อยู่ด้านข้างไม่ไกลนักกลับย่นหัวคิ้วเบา ๆ กล่าว
ด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์อีกครา “ทัณฑ์เช่นนี้ไม่พึง
ใช้ต่อชนสูงศักดิ์”
เซียวหย่วนโมโหจนควันออกหูแล้ว
นายทหารทั้งสองคนมองเซียวหย่วนอย่าง
อ้ำอึ้ง
เซียวหย่วนวางแผนในใจว่าวันหน้าต้องทำให้
เจ้าคนแซ่จางผู้นี้ได้เห็นดีกันแน่ ทว่ายามนี้เขาทำ
ได้แค่ระบายอารมณ์ใส่ผู้อื่น ดังนั้นจึงแหกปากก่น
ด่าทันควัน “ไม่ได้ยินหรือไร?! ทัณฑ์เช่นนี้ไม่พึง
ใช้ต่อชนสูงศักดิ์ จับตัวตาเฒ่านี่ไปก็พอแล้ว!
สมองมีปัญหาหรือไม่?!”
นายทหารทั้งสองถูกด่าจนหน้าเสียโดยไม่รู้
อีโหน่อีเหน่ ทำได้เพียงปลดตรวน
เยี่ยนมู่มองไปทางหัวหน้าหน่วยย่อยที่ไม่ได้
สนิทสนมกันผู้นั้นอีกครา สุดท้ายก็ยิ้มให้จางเจอ
อย่างอดไม่ได้ ก่อนจะก้าวออกจากห้องโถงตาม
สมาชิกภายในจวนคนอื่นไปด้วยท่าทางงามสง่า
เยี่ยนหลินรั้งอยู่ท้ายแถว
พอเดินผ่านเจียงเสวี่ยหนิง เขากลับอารมณ์หลาก
ทะลัก สุดท้ายก็ทนไม่ไหวอยู่ดี
ไฉนต้องไปสนใจคำครหาเหลวไหลด้วยเล่า!
ตอนนี้เขาแค่อยากทำตามแรงปรารถนาของ
ตนเท่านั้น!
เขายื่นมือไปโอบกอดนางแรง ๆ ต่อหน้า
ธารกำนัล กะพริบตาพลางเอ่ยว่า “ไปแล้วนะ
คุณหนูรองเจียง ช่วยเก็บกระบี่ของข้าให้ดีล่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งอยู่กับที่
นางยังไม่ทันได้สติคืนกลับมา เยี่ยนหลินก็
เดินออกนอกประตูไปเสียแล้ว
จวนโหวซึ่งเดิมทีอึกทึกคึกคักพลันเงียบเหงา
วังเวง
ก่อนหน้านี้ยังดำเนินพิธีสวมกวาน มี
แขกเหรื่อเต็มห้องโถงอยู่เลย บัดนี้งานเสร็จสิ้น
สภาพข้าวของกระจัดกระจาย ชะตาชีวิตยากจะ
คาดเดา!
สวรรค์
ไยต้องโหดร้ายกับหนุ่มน้อยของนางเช่นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงคิดเสียว่า ถึงอย่างไรหลังจากนี้
นางก็ไม่คิดจะพำนักที่เมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว
เช่นนั้นเขาอยากจะกอดก็กอดไปเถอะ ส่วนเรื่อง
ชื่อเสียงนางก็ไม่แยแสเช่นกัน
หากวันหน้ามีผู้ใดมาชื่นชอบนางจริง เขายัง
จะถือสาเรื่องนี้อีกหรือ
เมื่อคิดถึงอดีตและอนาคต นางกลับมีสีหน้า
ระทดใจพร้อมเงยศีรษะโดยไม่รู้ตัว แต่กลับสบ
เข้ากับดวงตาเย็นชาคู่หนึ่ง
จางเจอมองนางมานานมากแล้วโดยไม่รู้ตัว
จนเมื่อนางเงยศีรษะขึ้นมาสบสายตา เขาถึง
ค่อยรู้สึกตัว
นางอยากเป็นฮองเฮามากขนาดนั้น ชาติก่อน
จึงลำบากลำบนวางแผนทุกเช้าค่ำ ครั้นเขาย้อน
เวลากลับมาก็รู้อยู่แล้วว่าผู้ใดได้กำชัยชนะเป็นคน
สุดท้าย บัดนี้เห็นเรื่องราวในอดีตโคจรกลับมาอีก
ครา จึงรู้ว่าแม่ทัพน้อยเยี่ยนไม่มีทางเดินซ้ำรอย
เดิมเหมือนชาติที่แล้ว อีกทั้งยังรักนางอย่างลึกซึ้ง
นางคงดีใจมากกระมัง
แต่เขาไม่ดีใจเลยสักนิด
เขารู้ตั้งแต่ก่อนที่จะมาข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้
แล้ว แต่บัดนี้พอทำเสร็จเรียบร้อยกลับ…
เดิมทีจางเจอไม่ได้คบหาสนิทสนมกับใต้เท้า
ทั้งหลายเหล่านี้มากนัก ดังนั้นเมื่อเห็นเซียวหย่วน
พร้อมนายทหาร ‘เชิญ’ ทุกคนจากไปเพื่อเตรียม
ตรวจค้นและยึดทรัพย์จวนโหว สุดท้ายเขาก็เงย
หน้ามองดูหิมะที่มีลักษณะคล้ายขนห่านซึ่ง
กำลังขยายใหญ่ทีละน้อยเบื้องนอกจวน จากนั้น
จึงหมุนกายเดินออกไปโดยไม่กล่าวลาผู้ใดทั้งสิ้น
ตอนนั้นเองเจียงเสวี่ยหนิงกลับนึกถึงจางเจอ
ในชาติที่แล้ว
คนผู้นี้ชมชอบสายฝนยิ่งนัก
แต่ชื่อนางมีคำว่า ‘เสวี่ย’ ที่มีความหมายว่า
หิมะ ด้วยเหตุนี้ชาติก่อนเมื่อนางรู้ว่ามีคนหัวดื้อผู้
นี้อยู่ ขณะที่นางไปยังตำหนักเฉียนชิงและพบเขา
โดยบังเอิญจึงเอ่ยถามด้วยท่าทางยโสโอหัง “ใน
เมื่อใต้เท้าจางชอบฝนมากถึงเพียงนั้น แต่กลับ
ต้องพบวันหิมะตกเช่นนี้ มิหนำซ้ำยังต้องร่วม
เดินทางพร้อมเปินกงอีก คงเกลียดข้ามากเลย
กระมัง?”
ตอนนั้นจางเจอไม่ได้ตอบ
แต่เจียงเสวี่ยหนิงเข้าใจไปแล้วว่าเขารังเกียจ
นาง
ต่อมาเมื่อกบฏนิกายสวรรค์ลอบปลงพระ
ชนม์ฮ่องเต้ทำให้นางต้องตกระกำลำบาก ขณะที่
นางกับจางเจอหลบซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมนั้นฝน
ก็กำลังตกอยู่เบื้องนอก นางจึงเอ่ยถามเขาอีกครั้ง
“ใต้เท้าจางชอบฝนเช่นนี้ ทว่าบัดนี้ต้องมาดูฝนใต้
ชายคาร่วมกับข้า คิดว่าเจ้าคงรู้ว่าชื่อข้ามีคำว่า
‘เสวี่ย’ อยู่คำหนึ่งเช่นกัน คงรังเกียจมากเลย
กระมัง?”
จางเจอไม่ตอบ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเข้าใจว่าเขารังเกียจนางเช่น
ครั้งก่อน
เนิ่นนานให้หลัง ขณะที่นางกำลังทอดสายตา
มองม่านพิรุณซึ่งโปรยปรายลงมา กลับได้ยินเสียง
หนึ่งดังมาจากข้างกาย “มิได้พ่ะย่ะค่ะ”
‘มิได้’ เรื่องอะไรกันล่ะ
มิได้ชอบดูฝนมากขนาดนั้น มิได้รู้ว่าชื่อนางมี
คำว่า ‘หิมะ’ อยู่ด้วย หรือว่า…
มิได้รังเกียจมากขนาดนั้น
ตอนนั้นนางรู้สึกกระวนกระวายอย่างหาได้
ยากยิ่ง ดวงใจซึ่งร้อนรุ่มเล็กน้อยเต้นกระดอนใน
อก ใคร่หันหน้ากลับไปยืนยันยิ่งนักว่านี่ใช่คำตอบ
ของเขาหรือเปล่า ใคร่เอ่ยปากถามอีกสักครั้งว่า
‘ไม่ได้รังเกียจข้ามากขนาดนั้นใช่หรือไม่’
นางยังคงกำปินระย้าซึ่งเพิ่งจะปลดลงมาจาก
ศีรษะเมื่อสักครู่
หงส์คาบพู่ระย้าเปล่งกระกายจรัสตา
เพียงแต่ชั่วขณะที่แสงอันเจิดจ้าส่องกระทบ
เสียดแทงนัยน์ตาก็ทำให้นางรู้สึกตัวได้ว่าตนคือ
ฮองเฮา หากก้าวล้ำเส้นขึ้นมาจริง สิ่งที่รอคอย
นางและจางเจอคือหายนะ
นางประหวั่นแล้ว ลนลานแล้ว
นางไม่กล้าถามมากไปกว่านี้อีก
วันนั้นฝนตกอยู่นาน เป็นครั้งแรกที่เจียงเสวี่ย
หนิงหวังว่ามันจะตกอยู่นอกกระท่อมหลังนี้
ภายในปั่าแห่งนี้ ตราบชั่วนิจนิรันดร
*****
สุดท้ายแขกเหรื่อก็จากไปหมด
เยี่ยนหลินพูดว่า ‘คุณหนูรองเจียง ช่วยเก็บ
กระบี่ของข้าให้ดีล่ะ’
ดังนั้นก่อนจากไปเจียงเสวี่ยหนิงจึงนำกระบี่ที่
ตนเป็นผู้นำมาเก็บลงกล่องอีกครา ยามสัมผัสก็
รู้สึกว่าตัวกระบี่หนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย ประกาย
เย็นเยียบซึ่งแผ่ปกคลุมบนตัวกระบี่ส่องสะท้อน
ความทุกข์ระทมของโลกมนุษย์
มีคนจากวังหลวงมารับตัวเสิ่นจื่ออีกลับไป
ก่อน
เสิ่นจื่ออีคร้านจะพูดจาให้มากความ ตาม
กลับไปด้วยตนเอง
เซียวซูเดินรั้งท้ายเล็กน้อย ก่อนจากไปก็มอง
เจียงเสวี่ยหนิงพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น “ก่อน
หน้านี้ดูไม่ออกเลยว่า ยามคุณหนูรองเจียงเผชิญ
เหตุการณ์คับขันจะมีความสามารถมากถึงเพียง
นี้”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยเรียบ ๆ “หากไม่เผชิญ
เหตุการณ์คับขัน ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนจะมี
ความสามารถมากถึงเพียงนี้”
เหยาซีและเฉินซูอี๋ยืนอยู่ข้างกายเซียวซู กำลัง
มองนางอย่างเย้ยหยัน
เซียวซูสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
พวกนางสองคนจึงตามไปด้วย
แต่ตอนโจวเปั่าอิงจากไปกลับมองเจียงเสวี่ย
หนิงด้วยความกังวลอยู่บ้าง ท่าทางเหมือน
อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พวกเฉินซูอี๋เดินไป
ไม่นานก็หันหน้ากลับมาเรียก นางจึงทำได้เพียง
หลับตาแล้วตามไป
หิมะยามเหมันต์ตกหนักเหลือเกิน
เพียงชั่วพริบตา บรรดาศาลา หอเก๋ง ระเบียง
ทางเดิน และกำแพงสูงซึ่งทอดตัวเรียงรายต่างถูก
ปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมาก็ยังยืนอยู่
ภายในจวนหย่งอี้โหว นางหันศีรษะมองย้อนกลับ
ไป เห็นเพียงว่านภาปกคลุมด้วยสีมืดคล้ำ เมฆดำ
แผ่คลุมลงมาเป็นหมอกทะมึน เพียงแต่อาจ
เพราะสภาพจิตใจในวันนี้ต่างจากชาติที่แล้ว นาง
จึงกลับรู้สึกคล้ายมีลำแสงทอทอดผ่านซอกเล็ก ๆ
ณ ริมขอบฟั้าอันมืดมิด เช่นนั้นแล้วท้องฟั้าหลัง
หิมะจะต้องสว่างเจิดจ้าอย่างแน่นอน
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะยังเดินตามหลังเจียง
เสวี่ยหนิงมาด้วย
ขณะที่นางกำลังมองทิวทัศน์อยู่ เขาก็เดิน
ออกประตูมาพอดี
ทั้งสองคนสบตากัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เอ่ยวาจาและไม่รู้ว่าจะเอ่ย
อะไร
เซี่ยเวยทอดสายตามองรอยล้อรถม้าซึ่ง
ประทับทิ้งไว้ให้เห็นเด่นชัดบนถนนนอกจวนอัน
ขาวโพลน ทว่าไม่นานนักก็ถูกหิมะกองใหญ่ปก
คลุม
ยามเดินตัดหน้าเจียงเสวี่ยหนิงเพื่อเตรียม
กลับจวน เขาไม่ได้คิดถึงสิ่งใดทั้งสิ้น
กระทั่งว่ายังด้านชาเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อเดินออกไป ภายในสมองกลับผุดภาพ
มือทั้งสองข้างซึ่งประสานซ้อนทับอยู่เบื้องหน้า
ของนางเมื่อสักครู่ ในที่สุดก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขา
รั้งฝีเท้า ก่อนจะหันศีรษะกลับมาพูดด้วยอาการ
เหนื่อยล้าเล็กน้อย “เจ้าตามมา”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงันเพราะเรื่องที่ ‘เซี่ยเวย
เป็นฝั่ายเข้ามาคุยกับนางก่อน’ นางตอบกลับทัน
ควันว่า “ข้าจะกลับวังเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมา รีบเดิน
ตามเขาไป
จวนตระกูลเซี่ยอยู่ติดกับจวนหย่งอี้โหว ขวาง
กั้นด้วยกำแพงชั้นหนึ่ง ไม่ไกลเลยจริง ๆ
เซี่ยเวยเดินอยู่ข้างหน้า เจียงเสวี่ยหนิงมองไม่
เห็นสีหน้าเขา เพียงได้ยินเขาถามนางว่า “ยัง
ชอบจางเจออยู่หรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงสายตาที่จางเจอมองตน
นางอ้าปาก ก้มศีรษะ ผ่านไปเนิ่นนานถึงตอบ
อย่างเนิบช้า “แล้วจะไม่ชอบได้อย่างไรล่ะเจ้า
คะ?”
เขาคู่ควร
เซี่ยเวยคล้ายเงียบงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึง
เอ่ยว่า “ซื่อสัตย์เที่ยงตรง ใจไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว
เพียงแต่ออกจะเย็นชาและเถรตรงมากเกินไป
หน่อย แต่ว่าก็ดี”
ก็ดี
‘ก็ดี’ มันหมายความว่าอย่างไร
อันที่จริงเจียงเสวี่ยหนิงไม่ค่อยเข้าใจนัก
เพียงแต่เมื่อฟังครึ่งประโยคแรกก็รู้สึกเหมือนเซี่ย
เวยจะยอมรับจางเจอแล้ว ดวงใจจึงร้อนวูบ
เล็กน้อย รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างบอกไม่ถูก
กระทั่งว่าเซี่ยเวยพานางเดินเข้าไปในจวน
ตระกูลเซี่ย นางก็ยังไม่ทันสังเกต
ภายในห้องทำพิณ หลี่ว์เสี่ยนเต็มไปด้วยเพลิง
โทสะ กำลังครุ่นคิดว่าโหยวฟางอิ๋นบัดซบผู้นั้นคิด
จะทำสิ่งใดกันแน่ เดินย่ำเท้าวนไปเวียนมาภายใน
ห้องอย่างห้ามไม่อยู่
พอได้ยินคนเอ่ยว่า “เซียนเซิง” อยู่ข้างนอกก็
รู้ว่าเซี่ยเวยกลับมาแล้ว
ครั้นเขาเงยศีรษะก็เห็นเซี่ยเวยเดินเข้าประตู
มาพอดี อ้าปากคิดจะตัดพ้อ ผู้ใดเล่าจะนึกว่าพอ
ปรายตามองก็ต้องหนังตากระตุก เนื่องจากเห็น
ดรุณีน้อยงามหยาดเยิ้มนางหนึ่งเดินตามหลังเซี่ย
เวยมาด้วย ความคิดภายในสมองพลันแตก
กระเจิงเกือบกัดลิ้นตัวเอง “เจ้าพาสตรีกลับจวน
มาด้วยหรือนี่?!”