คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 97 ทายา
ตอนเซี่ยเวยเดินเข้าไปก็ไม่คิดว่าหลี่ว์เสี่ยนจะ
อยู่ที่นี่ แต่คิดดูอีกทีเจียงเสวี่ยหนิงไม่น่าจะรู้จัก
อีกฝั่าย ดังนั้นจึงไม่พูดจาให้มากความ เมื่อได้
ยินหลี่ว์เสี่ยนเอ่ยเช่นนั้น เขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะย่นหัวคิ้วกล่าวว่า “นี่คือคุณหนูรองสกุล
เจียง เจ้าพูดจาเพ้อเจ้ออะไรกัน?”
หลี่ว์เสี่ยนย่อมจำเจียงเสวี่ยหนิงได้
เยี่ยนซื่อจื่อเคยพาคุณหนูรองเจียงผู้นี้มาซื้อ
พิณที่ร้านของเขาและนำ ‘เจียวอัน’ คันนั้นจาก
ไป เซี่ยเวยยังลอบไม่พอใจอยู่พักหนึ่งด้วยซ้ำ แต่
เรื่อง ที่เขาพูดถึงไม่ได้เกี่ยวกับว่านางจะเป็น
คุณหนูตระกูลใดเสียหน่อย
รู้จักเซี่ยเวยมานานหลายปีขนาดนี้ ในจวนไม่
มีแม้แต่สาวใช้สักคน
เซี่ยจวีอันหมกมุ่นกับการศึกษาพระธรรม
จิตใจใสสะอาดปราศจากกิเลส ทั้งไม่เข้าใกล้สตรี
ทั้งไม่เลี้ยงแม้แต่สุนัข แมว หรือนก เกรงว่าตลอด
ทั้งจวนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ คงต้องเป็นหนู
ที่ขุดรูออกมาจากกำแพงเท่านั้นละถึงจะหาตัว
เมียได้สักสองสามตัว!
การพาสตรีกลับจวนจึงไม่ต่างจากดวงตะวัน
ขึ้นทางทิศตะวันตก!
สายตาของหลี่ว์เสี่ยนอยู่บนร่างเจียงเสวี่ย
หนิง พบว่าสตรีผู้นี้งามกว่าที่เคยเห็นครั้งก่อน
เล็กน้อย เอวคอดกิ่ว ร่างอรชรอ้อนแอ้น ดวงตา
แบ่งสีขาวดำชัดเจน ใสกระจ่างเป็นที่สุด อย่างไร
ก็ตามเนื่องจากนางมีดวงตาลักษณะคล้ายกลีบ
ดอกท้อ ทำให้ความกระจ่างใสไร้มลทินที่มีอยู่แต่
เดิมทวีความงามซึ่งกอปรด้วยความเย้ายวนตาม
ธรรมชาติขึ้นมาอีกหลายส่วน
เมื่อดูจากองคาพยพและบุคลิกท่วงทีแล้วก็ไม่
อาจบอกได้ว่าเป็นใบหน้าที่สุขุมเรียบร้อย
ยามนี้อายุเพิ่งจะใกล้สิบเก้ายังไม่ครบยี่สิบปีก็
งามเช่นนี้แล้ว หากเจริญวัยต่อไปอีกสักนิดจะไม่
ยิ่งกว่านี้อีกหรือ
เขารู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ห้องทำพิณมิใช่สถานที่ที่ใครจะเข้ามาก็ได้
อย่างไรเสียยามนี้ก็อยู่ต่อหน้าคนนอก อีกทั้ง
เด็กสาวสมัยนี้ล้วนฉลาดเฉลียว หลี่ว์เสี่ยนจึง
ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก พยายามดันกรามที่อ้าค้างของ
ตนขึ้นมา ก่อนประสานมือคารวะเจียงเสวี่ยหนิง
เพื่อแสดงการขอขมา “โปรดอภัยที่คนแซ่หลี่ว์
ดวงตาไร้แวว ประหลาดใจมากเกินไปจนจดจำ
ไม่ได้ ที่แท้ก็คุณหนูรองแห่งจวนรองเสนาบดีเจียง
นี่เอง ‘เจียวอัน’ คราวก่อนใช้งานดีหรือไม่?”
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่ายามเจียงเสวี่ยหนิง
มองเห็นหลี่ว์เสี่ยน นางเองก็ตื่นตระหนกจน
วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง!
ผู้อื่นไม่ล่วงรู้ความสัมพันธ์ของหลี่ว์เสี่ยน
กับเซี่ยเวย แต่นางรู้
ชั่วขณะนั้นนางเกือบเผยพิรุธ โชคยังดีที่พอห
ลี่ว์เสี่ยนเห็นนางก็ประหลาดใจอย่างยิ่งยวด อีก
ทั้งความสนใจของเซี่ยเวยยังไปอยู่ที่หลี่ว์เสี่ยนจน
มิได้สังเกตนางแม้แต่น้อย จึงทำให้นางมีโอกาสได้
หายใจหายคอ รีบปรับอารมณ์เพื่อกลบเกลื่อน
ทันที
เมื่อได้ยินหลี่ว์เสี่ยนถามถึงเจียวอัน เจียง
เสวี่ยหนิงก็สงบสติอารมณ์และตอบว่า
“ขอบพระคุณเถ้าแก่หลี่ว์ที่ตอนนั้นช่วยหาพิณให้
พิณเป็นพิณโบราณจึงยอดเยี่ยมเป็นธรรมดา นี่
เถ้าแก่หลี่ว์มาส่งพิณที่จวนของเซี่ยเซียนเซิง
หรือ?”
หลี่ว์เสี่ยนนิ่งอึ้ง แล้วพลันหัวเราะออกมา “ใช่
แล้ว ใช่แล้ว ช่วงนี้ได้ข่าวว่ามีพิณชั้นยอดอยู่คัน
หนึ่ง เพียงแต่ดูเหมือนเจ้าของจะไม่ยอมปล่อย
ทว่าอย่างไรเสียจวีอันก็เคยไหว้วานข้า ฉะนั้นจึง
ต้องมาหารือกันเสียหน่อย”
นี่คือการฉวยโอกาสหาเรื่องเบี่ยงประเด็น เขา
ไม่ได้สงสัยเจียงเสวี่ยหนิงแม้แต่น้อย
ทว่าการที่เขาเรียกนามรองของเซี่ยเวย
โดยตรงทำให้เจียงเสวี่ยหนิงรู้ได้ทันทีว่า
ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ธรรมดา แต่มาถึง
ขั้นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก
เซี่ยเวยหมุนกายแล้วกล่าวกับนางว่า “ยื่นมือ
มา”
เจียงเสวี่ยหนิงงุนงง รู้สึกขนลุกชันอย่างน่า
ประหลาด ก่อนยื่นมือซ้ายออกไป
คิ้วยาวของเซี่ยเวยขยับเข้าหากันเล็กน้อย
ถึงกับเลิกแขนเสื้อของนางขึ้นดู
บนท่อนแขนขาวประดุจหิมะเกลี้ยงเกลาไร้
บาดแผลใด ๆ
เขาพูดอีกว่า “อีกข้าง”
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงพอจับเค้าลางอะไร
บางอย่างได้แล้ว นางทิ้งมือขวาลงข้างลำตัว ไม่
ค่อยเต็มใจจะยื่นออกไปสักเท่าไร
คล้ายมีประกายโทสะจาง ๆ ฉายวาบใน
ดวงตาเซี่ยเวย
แต่เมื่อเผชิญหน้านางแล้วก็ยังคงข่มมันลงไป
ไม่ได้ระเบิดอารมณ์
เขาโน้มกายมาข้างหน้าเล็กน้อย คิ้วตากด
ต่ำลง ไม่เสียเวลาพูดไร้สาระกับนางอีกต่อไป
คว้ามือขวาที่นางทิ้งข้างตัวไม่ยอมยื่นส่งมาให้
เมื่อเลิกแขนเสื้อขึ้นและพับทบเป็นช่วงสั้นๆ ก็
มองเห็นรอยข่วนพร้อมโลหิตบนข้อมือ
เจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุกชัน “เป็นเพราะเมื่อ
ครู่ไม่ทันระวัง…”
เซี่ยเวยปล่อยมือนางแล้วชี้เก้าอี้ด้านข้าง
“นั่ง”
เจียงเสวี่ยหนิงตามความคิดของคนผู้นี้ไม่ทัน
แล้วจริง ๆ หรือจะบอกว่านางอ่านความคิดคนผู้
นี้ไม่ออกแม้แต่น้อยก็ได้ นางกะพริบตาด้วยความ
งุนงง ทว่ากลับเห็นหลี่ว์เสี่ยนกำลังยืนนิ่งมองนาง
ด้วยสายตาแปลก ๆ อยู่ด้านข้าง ประหนึ่งเห็นตัว
ประหลาดอย่างกระต่ายสามขาหรือเต่าหางยาว
น่าหลากใจเป็นที่สุด
ความสงสัยของนางล้นปรี่ แต่ก็ไม่กล้าเอื้อน
เอ่ย
เซี่ยเวยบอกให้นางนั่ง นางก็ทำได้เพียงนั่ง
ด้วยความกระสับกระส่าย
ห้องทำพิณเป็นห้องที่เซี่ยเวยมาอยู่เป็น
ประจำ มีไม้สำหรับทำพิณและด้ายชุบหมึกวาง
อยู่บนโต๊ะตัวยาวริมหน้าต่าง ถึงขั้นมีสายพิณที่ใช้
งานไม่ได้แล้วขดเป็นวงตรงหัวมุมอีกด้วย
กล่องบรรจุยาทาวางอยู่บนชั้นวางของตรง
ผนังไม่ไกลนัก
เซี่ยเวยเดินเข้าไปหยิบสุราและยาทาแผลขวด
เล็กมาอย่างละขวด เขาพับผ้าแพรสีขาวสะอาด
แล้วชุบสุราลงไปส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าหา
พร้อมบอกให้นางยื่นมือมา
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งไปเล็กน้อย
ช่วงนี้นางกับเซี่ยเซียนเซิงเหมือนจะไม่ได้
สนทนาอะไรกันมากนัก แต่จู่ ๆ เจ้าตัวกลับเป็น
ฝั่ายเข้าหานาง ทั้งยังทายาให้อีก ทำเอานางคาด
ไม่ถึงเพราะได้รับการปฏิบัติดีราวกับกำลังอยู่ใน
ห้วงแห่งความฝัน
แน่นอนว่านาง ‘ตื่นตระหนก’ มากกว่าอึ้งอยู่
บ้าง
นางยื่นมือออกไปอย่างเงอะงะ
ผ้าแพรชุบสุราผืนนั้นกดประทับบนบาดแผล
ตรงข้อมือ พริบตาแรกยังไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้น
ผ่านไปสองช่วงลมหายใจ ความปวดแสบปวด
ร้อนก็ชำแรกเข้าสู่แผลถลอก!
ถึงตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะได้สติ…
บนผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีสุราอยู่นี่นา!
ดรุณีน้อยผิวบอบบางไหนเลยจะทนรับความ
เจ็บปวดเช่นนี้ได้ นางเจ็บจนน้ำตาเอ่อ ลุกพรวด
ขึ้นมาชักมือกลับไปกุมทันที ถอยห่างออกจาก
เซี่ยเวยเล็กน้อย กระทั่งว่ายังเดือดดาลเพราะ
รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่บ้าง “ท่านทำ
อะไรของท่าน!”
ถุงผ้าแพรหนักอึ้งถุงหนึ่งร่วงลงมาจากแขน
เสื้อนาง
เซี่ยเวยยังคงกำผ้าผืนนั้น เขาพลันย่นหัวคิ้ว
การใช้สุราทำความสะอาดบาดแผลย่อมเจ็บปวด
บ้าง แต่มาถึงขั้นนี้แล้วนางต้องแสดงปฏิกิริยา
รุนแรงขนาดนี้เชียวหรือ
“พรืด”
หลี่ว์เสี่ยนซึ่งยืนชมเหตุการณ์อยู่ด้านข้างไม่
ไกลนักไม่รู้ว่านำเมล็ดแตงมานั่งแทะตั้งแต่เมื่อไร
ครั้นเห็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้ก็หลุดหัวเราะทันที
เซี่ยเวยค้อมกายเก็บถุงผ้าแพรขึ้นมา เมื่อได้
ยินเสียงหัวเราะและหันกลับไปเห็นว่าเป็นเขา หัว
คิ้วคมพลันทวีความเย็นเยียบหลายส่วน กล่าว
เรียบ ๆ ว่า “ทำไมเจ้ายังอยู่อีก?”
“…”
เมล็ดแตงเมล็ดหนึ่งเกือบทำหลี่ว์เสี่ยนติดคอ
ตาย
เขาพูดไม่ออกอยู่นาน ได้แต่แย้มยิ้มนิด ๆ คิด
ในใจว่า ‘เช่นนั้นข้าไสหัวไปตอนนี้เลย แบบนี้ก็ได้
แล้วใช่หรือไม่!’
เขาโยนเมล็ดแตงคั่วกำใหญ่ลงบนโต๊ะ เมล็ด
กระเด็นกระจายไปทั่ว ก่อนจะลุกขึ้นอย่างสง่า
งามและกล่าวเจือรอยยิ้ม “ข้าจะออกไปรอข้าง
นอก ไม่รบกวนแล้ว”
จากนั้นหลี่ว์เสี่ยนก็ออกไปจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงยังยืนอยู่ที่เดิม มองเซี่ยเวย
ด้วยความระแวดระวังเต็มที่ ทว่าก็ไม่อาจฝืนให้
น้ำตาไหลย้อนกลับ ไม่ว่าอย่างไรก็เจ็บอยู่ดี
เซี่ยเวยชั่งน้ำหนักถุงผ้าอยู่ในมือ มีของร่วงลง
มาหลายชิ้น แลปราดเดียวก็รู้ว่าคือเมล็ดสนที่
ปอกเปลือกเรียบร้อย เขามองนางก่อนเอ่ยขึ้นมา
อย่างอดไม่ได้ “ไปร่วมพิธีสวมกวานแล้วยังพก
ของพวกนี้ไปด้วยหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงถลึงตาใส่เขา ไม่ปริปาก
เซี่ยเวยหันหน้ากลับไปวางถุงลงบนโต๊ะ แวว
ตาสว่างวาบเล็กน้อย “คงเป็นสิ่งที่เยี่ยนหลินมอบ
ให้เจ้าสินะ”
ครั้นเอ่ยถึงหนุ่มน้อยผู้นั้น เจียงเสวี่ยหนิงก็นิ่ง
เงียบ
เซี่ยเวยคล้ายไม่สบอารมณ์ เงียบอยู่พักหนึ่ง
ถึงเอ่ยปากเรียกนาง “มานี่ เจ็บแค่นี้ก็ทนไม่ได้
แล้วหรือ?”
บุรุษหน้าเหม็นอย่างท่านสมควรแล้วที่หา
ภรรยาไม่ได้!!!
เจียงเสวี่ยหนิงโมโหจะตายอยู่แล้ว
นางทั้งร้อนใจทั้งหงุดหงิด แต่เมื่อเห็นผ้าแพร
ชุ่มสุราในมือเซี่ยเวยก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
หลังจากนิ่งงันไปครู่หนึ่งถึงบอกว่า “ข้าทำเองได้
เจ้าค่ะ”
อย่างน้อยตอนทำเองก็ไม่ได้ลงมือหนักถึง
เพียงนั้น
เซี่ยเวยจ้องมองนางอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดก็ยื่น
ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้อยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงรับมา แต่ผ่านไปครึ่งค่อนวันก็
ยังไม่กล้าลงมือ
เซี่ยเวยกล่าวราบเรียบ “เจ้าคิดจะนอนค้าง
แรมที่จวนข้าหรือไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วใจหายวาบ รวบรวม
ความกล้าขึ้นมาทันใด คิดเสียว่ามือข้างนี้ไม่ใช่
ของตน นำผ้าแพรชุบสุราโปะบาดแผลเบา ๆ ถึง
อย่างไรเมื่อทำแผลด้วยตัวเองก็ยังเตรียมตัว
เตรียมใจไว้บ้างแล้ว จะเจ็บก็เจ็บไปเถอะ กัดฟัน
เอายังพอทนไหว
เพียงแต่เมื่อทำความสะอาดบาดแผลเสร็จ
นางก็เหมือนจะอ่อนยวบไปทั้งร่าง
สุดท้ายยังคงเป็นเซี่ยเวยที่มาทายาให้นางอยู่
ดี
ในช่วงเวลาเช่นนี้เจียงเสวี่ยหนิงอดรู้สึกงุนงง
อยู่บ้างไม่ได้
ชาติที่แล้วในช่วงเวลาก่อนจะเกิดเรื่องและ
ก่อนมีการก่อกบฏ เซี่ยเวยในสายตาคนทั่วหล้า
คือนักปราชญ์ ทั้งยังเป็นผู้ทรงคุณธรรมซึ่ง
ปราศจากจุดด่างพร้อย ผู้คนต่อให้ไม่อาจใกล้ชิด
สนิทสนมกับเขาได้อย่างแท้จริง แต่แค่ได้สนทนา
กับเขาสักสองสามประโยคก็ยังดี
เขาสมบูรณ์แบบเกินไปจนถึงขั้นรู้สึกว่าไม่ใช่
คนจริง ๆ อยู่บ้าง
หลังจากเกิดเรื่องและเกิดการก่อกบฏ เซี่ย
เวยในสายตาคนทั่วหล้าก็เปลี่ยนไปในทางตรงกัน
ข้ามโดยสิ้นเชิง เขากลายเป็นโจรกบฏ ขุนนาง
ทรยศ สัตว์ปั่าที่มีแต่ความทะยานอยาก คนถ่อย
ต่ำช้าซึ่งห่มคลุมด้วยผิวหนังของนักปราชญ์
ชั่วช้ามาก ซ้ำยังคล้ายจะกระทำเกินสมควรไป
ด้วย
ก่อนจะย้อนเวลากลับมา นางก็รู้สึกว่าเขา
เป็นคนอย่างหลังเช่นกัน
ครั้นย้อนเวลากลับมา กลับรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจ
แล้วจริง ๆ
ราวกับว่าเขาทั้งมิใช่เช่นนี้ทั้งมิใช่เช่นนั้น
ประดุจปริศนาอย่างหนึ่ง
แต่เมื่อมาคิด ๆ ดูก็ตระหนักว่า แล้วเรื่องนี้
มันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า
ตอนนี้จวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่องไปแล้ว ต่อจาก
นี้รอแค่ผลลัพธ์เท่านั้น
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ถือเป็นผลลัพธ์ทั้งสิ้น
นางแค่อยากเก็บสัมภาระแล้วออกไปจาก
เมืองหลวงแสนรุ่งเรืองที่มีแต่การเข่นฆ่ากันทุก
ย่างก้าวแห่งนี้ เพื่อไปใช้ชีวิตอิสรเสรีที่ไม่เคยมีใน
ชาติก่อน จะเซี่ยเวยก็ดี ตระกูลเซียวตระกูลเยี่ยน
ก็ดี วังหลวงก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่สมควรทิ้งไปจาก
สมองทั้งสิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงจิตใจเลื่อนลอย
เซี่ยเวยจับได้ตั้งแต่ตอนทายาให้นางเสร็จแล้ว
เขาจึงเปล่งวาจาเรียบ ๆ เพื่อเรียกสติ “สัตว์เช่น
แมวหรือสุนัขไม่รู้จักน้ำใจของมนุษย์ ต่อให้เลี้ยงดู
อยู่ในบ้านคนก็ยากจะขจัดนิสัยดุร้ายปั่าเถื่อนที่มี
ตามธรรมชาติได้ วันหน้าอย่าอยู่ใกล้ให้มากนัก
เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนดวงตามองเขา
หากใช้ความคิดเพียงนิดก็จะรู้ สาเหตุที่เซี่ย
เวยเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อนางคงเพราะแมวตรง
ระเบียงทางเดินก่อนหน้านี้กระมัง
นางนิ่งเงียบอยู่นาน คล้ายกำลังขบคิดอะไร
บางอย่าง
สุดท้ายก็ยังพูดออกมา “เปั่าอิงเคยช่วยข้า
เอาไว้ วันนั้นพอกลับไปนางก็มาหาข้าพอดี ดังนั้น
จึงนำขนมแผ่นท้อที่เซียนเซิงมอบให้แบ่งให้นาง
ไปครึ่งหนึ่งเจ้าค่ะ…”
เซี่ยเวยหันหลังให้เจียงเสวี่ยหนิง มือซึ่งกำลัง
เก็บขวดยากลับลงกล่องหยุดชะงัก “เข้าใจแล้ว”
น้ำเสียงเรียบเฉย จับอารมณ์ความรู้สึกไม่
ออก
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าสิ่งที่ตนควรพูดก็พูด
ออกมาหมดแล้ว ฉะนั้นจึงคลายแขนเสื้อที่ตน
ม้วนพับก่อนหน้านี้ลงมาอย่างแช่มช้า ลุกขึ้น
กล่าวอำลา เพียงแต่ขณะกำลังจะจากไปก็นึกถึง
หนทางภายในจวนอันยาวไกลไร้จุดสิ้นสุดที่นาง
ไม่รู้ทิศทางขึ้นมาได้ จึงรั้งฝีเท้าอีกครา
คล้ายว่านางต้องรวบรวมความกล้าอย่าง
เพียงพอถึงจะหยุดอาการสั่นเทาลงไปได้ นาง
หมุนกายกลับมาถามว่า “ตอนนี้เซียนเซิงยังคิด
จะฆ่าข้าอยู่อีกหรือเปล่าเจ้าคะ?”
“…”
เซี่ยเวยเพิ่งจะปิดกล่อง ชั่วพริบตานั้นราวกับ
มีสิ่งอื่นถูกผนึกลงไปในกล่องด้วย
เขามองนางกลับ ภายในแววตามีแต่ความ
มืดมนไร้คลื่นอารมณ์
จู่ ๆ ก็คล้ายจะเหนื่อยล้าขึ้นมาเล็กน้อย “วัน
นั้นพูดไปตั้งมากมาย แต่เจ้าจำได้แค่ข้าพูดว่าจะ
ฆ่าเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งงัน
นางสับสนงุนงงขึ้นมาในบัดดล นึกอะไรไม่
ออกทั้งสิ้น พยายามทบทวนว่าตอนนั้นเซี่ยเวยยัง
พูดอะไรอีกบ้าง
แต่เซี่ยเวยกลับโบกมือเอ่ยว่า “กลับวังไป
เถอะ”
กล่าวจบก็ส่งเสียงเรียก “เจี้ยนซู ส่งนาง
ออกไป”