คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 98 คุณชายติ้งเฟย (1)
เจียงเสวี่ยหนิงจากไปแล้ว
ก่อนจากไปยังไม่ลืมหันกลับมาหยิบถุงผ้าแพร
ซึ่งก่อนหน้านี้วางอยู่บนโต๊ะเซี่ยเวยด้วย
หลี่ว์เสี่ยนยืนลูบคางครุ่นคิดอยู่ข้างนอกครึ่ง
ค่อนวัน สุดท้ายก็ยังคงเดินเข้ามาอยู่ดี “แหม
เหตุใดถึงอารมณ์เสียขึ้นมาได้เล่า?”
เซี่ยเวยกำลังนั่งหลับตาอยู่ข้างโต๊ะ ยามนี้
เสียงเซ็งแซ่อันสับสนวุ่นวายบนโลกพลันหายไป
จากสมอง
เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้มีมากเกินพอแล้ว
เช้านี้หลี่ว์เสี่ยนอยู่ในจวน ได้ยินเสียงความ
เคลื่อนไหวจากข้างกำแพงที่อยู่ติดกันตลอดเวลา
ฉะนั้นเขามีหรือจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เพียงแต่เขาไม่ได้คบค้าสมาคมอะไรกับจวนหย่งอี้
โหว เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ ทอดถอนใจก็ส่วนทอด
ถอนใจ แต่ก็มองดูเหตุการณ์นี้อย่างสงบเยือกเย็น
ยิ่งนัก…
สำหรับพวกเขาแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็น
ผลดีด้วยซ้ำ
หากพูดจากมุมมองหนึ่ง เขาอยากให้เซี่ยเวย
สงบเยือกเย็นเช่นตน ทว่าน่าเสียดายที่ไม่กล้าพูด
เช่นนี้ออกมา
เซี่ยเวยไม่กล่าวอะไรอยู่นาน
หลี่ว์เสี่ยนเริ่มครุ่นคิด แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะ
เอ่ยปากเช่นไรดี
ผ่านไปครู่หนึ่งกลับได้ยินเซี่ยเวยส่งเสียงเรียก
“เตาฉิน”
เตาฉินซึ่งอยู่ตรงมุมลับแห่งหนึ่งนอกประตู
เดินเข้ามาเงียบ ๆ เคลื่อนสายตาขึ้นมองเซี่ยเวย
พร้อมเอ่ยว่า “เซียนเซิง?”
แววตาเซี่ยเวยนิ่งสงบยิ่งนัก “ไปสืบดูว่ากงอี๋
เฉิงอยู่ที่ใด จากนั้นให้เชิญมาสนทนาที่จวน”
เชิญกงอี๋เฉิงมา?!
ทันใดนั้นหลี่ว์เสี่ยนก็ค่อนข้างเป็นกังวล เขา
รู้สึกได้ราง ๆ ว่าคำพูดของเซี่ยเวยแฝงอันตราย
อันผิดปกติอย่างหนึ่ง ทำให้อดเอ่ยปากไม่ได้
“เจ้ากับเขาเป็นน้ำบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้ำคลอง[1]ไม่ใช่
หรือ?”
เซี่ยเวยไม่แยแส เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อน
กล่าวขึ้นมาอีก “อีกสักพักไปตามติ้งเฟยมาด้วย”
คราวนี้ถึงตาเตาฉินประหลาดใจบ้างแล้ว
เซี่ยเวยนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าตัว
กำลังคิดอะไรอยู่ “ถึงเวลาใช้งานเขาแล้ว”
ตรอกแห่งย่านเริงรมย์มีหอคณิกาเรียงราย
สถานที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือหอจุ้ยเล่อ
ครั้นตกเย็นจะเต็มไปด้วยสีสันตระการตาจน
ดวงตาพร่าพราย เสียงสรวลเสเฮฮาดังระคนเสียง
จอกสุรากระทบกัน เสื้อผ้าหอมกรุ่นส่งเสียงเสียด
สีผสานกับเงาร่างอรชร นี่เป็นสถานที่
กระชุ่มกระชวยหัวใจของบุรุษ ทั้งยังเป็นสถานที่
เริงรมย์ละลายทรัพย์
เพียงแต่ขณะนี้เป็นตอนเที่ยง
ท้องถนนหลังหิมะตกเงียบสงัด มีเด็กรับใช้
และสาวใช้ออกมาทำธุระให้บรรดาแม่นาง
ทั้งหลายเป็นบางครั้ง ต่างเดินกางร่มผ่านไปมา
ด้วยความรีบร้อนจนทิ้งรอยเท้าเป็นทิวแถว
สุดท้ายก็เคาะประตูทางด้านหลังสถานเริงรมย์แต่
ละแห่ง
ภายในห้องของแม่นางหงเจียนแห่งหอจุ้ยเล่อ
เตียงอันอ่อนนุ่มหลังหนึ่งปูหนังเสือดาวผืนหนา
ม่านมุ้งสีชมพูซึ่งรมจนหอมกรุ่นห้อยระถึงพื้น
เสื้อผ้างามวิจิตรสองชิ้นหล่นระเกะระกะบนที่พัก
เท้าซึ่งทำจากไม้ฮวาหลี[2]
กระบี่ยาวพร้อมฝักกระบี่เสียบตะแคงในโถใส่
ม้วนภาพวาด
ไม่รู้ว่าสาวใช้ของแม่นางคนใดทำน้ำชาที่ยก
มาหกคว่ำอยู่ข้างนอก ทำ เอาแม่เล้าตวาดด่าทอ
ด้วยน้ำเสียงดุร้าย สุดท้ายก็ปลุกคนที่นอนอยู่บน
เตียงนุ่มให้ตื่นด้วยอาการงัวเงีย
แขนแข็งแกร่งทรงพลังข้างหนึ่งยื่นออกมา
จากผ้านวมเนื้อแพรอันอบอุ่น บุรุษซึ่งนอนตาม
แนวทแยงของเตียงลืมตาอย่างเชื่องช้า เป็น
ดวงตาทรงดอกท้อเปียมความเจ้าชู้สำรวยคู่หนึ่ง
ยามชายตาฉายประกายดิบเถื่อนดั่งนักเลงชวน
ลุ่มหลง
เขามองแสงตะวันที่ส่องผ่านบานหน้าต่างมา
จากภายนอกอยู่นาน
แม่นางหงเจียนตื่นนานแล้ว ขณะนี้กำลังอิง
แอบข้างกายเขา นางหัวเราะด้วยเสียงอันหยาด
เยิ้มพลางเอ่ยว่า “คุณชายช่างหลับสบายจังเลย
นะเจ้าคะ”
ในฐานะหญิงคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอจุ้ยเล่อ
หงเจียนมีหน้าตาสะสวยยิ่งนัก ยามนี้ไม่ได้สวมใส่
เสื้อผ้าอาภรณ์ นอนร่างเปลือยเปล่าอยู่เคียงข้าง
เพียงได้สัมผัสกายเล็กน้อยก็กวักวิญญาณให้เตลิด
เปิดเปิง
บุรุษผู้นั้นเบนสายตากลับมามองนาง เริ่ม
ปฏิบัติการอีกครั้ง
ปลดปล่อยความเร่าร้อนทางกายออกมาจน
หมดสิ้น
จวบจนทำให้สตรีด้านล่างตัวอ่อนปวกเปียก
สะอื้นเสียงหลง เขาถึงค่อยหยุดรุกล้ำ ขณะแหงน
หน้าขึ้นมาก็มีเหงื่อเม็ดละเอียดไหลรินข้างแก้ม
ทำให้คอหอยซึ่งนูนขึ้นมาเปียกชุ่ม เขาส่งเสียง
ถอนหายใจอันทุ้มต่ำและกระชั้นถี่
เขาหอบหลังเสร็จกิจ จากนั้นจึงลุกจากเตียง
เพื่อเก็บเสื้อผ้าที่กระจัด-กระจายตรงปลายเท้า
ขึ้นมาสวมบนร่าง
ยามนี้ถึงดูออกว่าชายหนุ่มผู้นี้มีเรือนกายสูง
มาก ส่วนสัดของท่อนแขนและเอวดียิ่งนัก
เมื่อรัดด้วยสายคาดเอวหนังจนแน่นก็ทำให้
คนรู้สึกถึงพลังที่แผ่พุ่ง สาบเสื้อบริเวณหน้าอก
ไม่ได้จัดการให้เรียบร้อย ดูไม่เป็นระเบียบอยู่บ้าง
กระทั่งว่ายังเผยให้เห็นแผงอกแข็งแกร่งซึ่งมีเหงื่อ
เกาะพราวจนทำให้คนเห็นแล้วหน้าแดงเสียด้วย
ซ้ำ
หงเจียนร่างอ่อนระทวย ใช้แขนยันกายมอง
แขกผู้มีพระคุณที่จ่ายเงินมือเติบเมื่อคืน ก่อน
กล่าวด้วยน้ำเสียงรวดร้าว “คุณชายไม่อยู่พักอีก
สักหลายคืนหรือเจ้าคะ?”
ชายหนุ่มผู้นั้นหยิบเสื้อคลุมตัวนอกขึ้นมา
สะบัด ดวงตาฉาบแววรักอิสรเสรีชอบทำตาม
อำเภอใจ
เขาปรายตากลับมามองนาง “อยู่เมืองหลวง
มานานมากแล้ว หากนอนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน
กลัวว่าจะมีปัญหามาเยือน”
หงเจียนฉงนสงสัย “หรือว่าท่านจะก่อคดีร้าย
หรือฆ่าคนตายมา?”
ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้ม ก่อนสวมเสื้อคลุมตัวนอกสี
นิลลายสาดน้ำหมึกสีขาว ดูเป็นพวกรักเสรีอยู่
เหมือนกัน “ไม่ใช่หรอก ทำไม อาลัยอาวรณ์ข้า
หรือ?”
หงเจียนตัดพ้อเสียงออดอ้อน “ต่างพูดกันว่า
หญิงคณิกาแล้งน้ำใจ ทว่าแท้จริงแล้วผู้แล้งน้ำใจ
มากที่สุดยังคงเป็นบุรุษเช่นพวกท่านที่หลับนอน
กับผู้อื่นแล้วก็จากไปต่างหาก”
เขาใช้ปินงาช้างเกล้าผม จากนั้นจึงนั่งลงบน
เตียงอีกครั้ง
ม่านมุ้งสีชมพูถูกเขาเลิกขึ้นมา พลิ้วไหวเริง
ระบำอย่างอ่อนนุ่ม
มีส่วนหนึ่งถูกสายลมพัดพาไปคลุมปรกบน
ใบหน้าของหงเจียน เขาโน้มกายจุมพิตริมฝีปาก
หอมกรุ่นสีแดงสดโดยมีมุ้งบางเบาขวางกั้น ก่อน
หัวเราะด้วยท่าทางชั่วร้าย “หากมีคนมาหาข้าที่นี่
เจ้าจงบอกว่าข้าไปดื่มสุรา ‘บ่มสิบปี’ ทางทิศ
ตะวันออกของเมือง เข้าใจหรือไม่?”
ครั้นกล่าวจบเขาก็หมุนกาย หยิบกระบี่ขึ้นมา
จากโถใส่ม้วนภาพวาด แต่กระนั้นก็ไม่ได้เดิน
ออกไปทางประตู กลับผลักบานหน้าต่างแล้วปีน
ข้ามเพื่อกระโดดลงไปทันที
เบื้องนอกมีแต่หิมะสีขาวโพลน
เมื่อหน้าต่างเปิด สายลมก็พัดหอบเข้ามา
การมองเห็นของแม่นางหงเจียนถูกคั่นด้วย
ม่านชมพูชั้นหนึ่ง แม้นางจะอยู่ในสถานเริงรมย์
มานานจนมากประสบการณ์แล้ว ทว่ายามยกมือ
ค่อย ๆ ลูบริมฝีปากและย้อนนึกถึงจุมพิตเมื่อครู่ก็
ยังมีอาการใจเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่บ้าง นาง
ทอดสายตามองหน้าต่างบานนั้นด้วยอาการเหม่อ
ลอย แม้คนจากไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้สติกลับคืน
มาอยู่ดี
*****
ขามาเจียงเสวี่ยหนิงมาพร้อมโจวเปั่าอิง ทว่า
ขากลับวังหลวงพวกเซียวซูเรียกตัวอีกฝั่ายไปแล้ว
ฉะนั้นจึงเหลือเจียงเสวี่ยหนิงแต่เพียงผู้เดียว
นางกำถุงเมล็ดสนที่เยี่ยนหลินมอบให้ นั่ง
เหม่อลอยอยู่นาน
ในสมองมีแต่คำพูดที่เซี่ยเวยกล่าวเมื่อครู่
ทว่าตอนนั้นนางเพิ่งจะเกิดใหม่ ทำให้ยาม
เผชิญหน้าเซี่ยเวย ภายในใจจึงมีแต่ความกลัว ทั้ง
ยังเอาแต่ระแวงเรื่องที่อีกฝั่ายต้องการจะฆ่าตน
ไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นเลยจริง ๆ
ดังนั้นต่อให้นางเค้นสมองก็คิดอะไรที่เป็น
ประโยชน์ไม่ได้แม้แต่น้อย
คิดอยู่พักหนึ่งจู่ ๆ นางก็ย่นหัวคิ้ว ไฉนนาง
จะต้องไปนึกถึงเซี่ยเวยด้วย ไม่ว่าก่อนหน้านี้คนผู้
นี้จะเคยพูดสิ่งใดเอาไว้ แต่ฟังจากน้ำเสียงเมื่อครู่
ดูเหมือนจะไม่ลงมือกับตนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นต่อ
ให้มอบความกล้าให้นางอีกเป็นร้อยเท่า นางก็ไม่
มีวันรนหาที่ ทำผิดต่อโอกาสที่เขามอบให้มาลับ
หลังเป็นแน่ เช่นนี้ก็นับว่านางปลอดภัยแล้วจริงๆ
——————–
1. น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง เป็นสำนวน
หมายถึงต่างคนต่างอยู่ ไม่ข้องเกี่ยวกัน
2. ฮวาหลี เป็นไม้สีเหลืองนวล พื้นผิวเรียบ
เนียน ลายเส้นไม้นุ่มลื่น กลิ่นหอมอบอวล
เป็นที่ชื่นชอบของช่างไม้สมัยราชวงศ์ชิง
บทที่ 98 คุณชายติ้งเฟย (2)
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมา
เรื่องจวนหย่งอี้โหวทำให้นางรู้สึกหนักอึ้ง ใน
ที่สุดก็มีโอกาสได้ตัวเบาสบายกับเขาบ้างเสียที
บรรยากาศภายในรถม้าอึดอัด
นางเลิกผ้าม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นเบา ๆ
ปล่อยให้สายลมหนาวซึ่งมาพร้อมสัมผัสอันเย็น
ยะเยือกที่ทำให้คนสั่นสะท้านจากภายนอกโชย
ผ่านใบหน้า จากนั้นจึงถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
ภายนอกปราศจากผู้คนเดินสัญจร
ร้านรวงส่วนใหญ่ต่างปิดประตูไม่เปิดร้าน
เช่นกัน
นางมองอยู่พักหนึ่ง เมื่อคิดว่าสูดอากาศ
เพียงพอแล้วจึงปล่อยผ้าม่านลง แต่แล้วจังหวะ
นั้นกลับมีอาชาสีขาวรูปร่างสูงใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งห้อ
ตะบึงผ่านข้างรถม้าของนางไป คนบนม้าพก
กระบี่ไว้ที่เอว ชุดคลุมตัวยาวสีนิลสะบัดรับสาย
ลม ให้ความรู้สึกเริงร่าสุขสำราญยิ่ง ใบหน้า
ด้านข้างซึ่งแวบผ่านไปเป็นใบหน้าที่ดูหล่อเหลา
งามสง่า…
เซียวติ้งเฟย?!
ชั่วพริบตาที่ผ้าม่านตก ความทรงจำซึ่งปิด
ผนึกอยู่ในหัวสมองเจียงเสวี่ยหนิงพลันปะทุ ทำ
ให้นางแทบจะเลิกผ้าม่านขึ้นดูใหม่ทันที
อย่างไรก็ตามม้าตัวนั้นวิ่งเต็มเหยียดจากไป
ไกลแล้ว
เพียงพริบตาก็ไร้ร่องรอย
แม้แต่เงาของผู้ที่บังคับม้าตัวนั้นก็ไม่เห็นแล้ว
เช่นกัน
นางจึงสงสัยว่าตนเองตาฝาด ชาติที่แล้ว ‘ติ้ง
เฟยซื่อจื่อ’ ผู้นี้ปรากฏตัวในเมืองหลวงและกลับ
เข้าตระกูลเซียวหลังจากที่เสิ่นหลางสวรรคตและ
เสิ่นเจี้ยขึ้นครองราชย์ ไยชาตินี้จึงปรากฏตัวใน
เมืองหลวงรวดเร็วถึงเพียงนี้เล่า นางอาจตาฝาดก็
เป็นได้
ในที่สุดนางก็ปล่อยผ้าม่านลงอย่างเชื่องช้า
เพียงแต่เจียงเสวี่ยหนิงพลันนึกได้อีกว่าคนผู้นี้
เลวทรามโดยกมลสันดานของแท้ หากตามหาตัว
เขาพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และส่งเขากลับตระกูลเซียว
เพื่อหลอกกินหลอกใช้ไปวัน ๆ รับรองว่าต้องทำ
ให้ตระกูลเซียวอยู่ไม่เป็นสุข กินไม่ได้นอนไม่หลับ
แน่…
ถนนที่ใช้เดินทางกลับจากจวนหย่งอี้โหวสาย
นี้ถือว่าไม่ไกลมากนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง
จวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่อง กลิ่นอายสังหารก่อตัว
ปกคลุมทั่วทั้งวังหลวง
แม้แต่เรือนหยางจื่อเองยังเงียบสงบกว่าที่เคย
เป็น
พระสหายร่วมศึกษาต่างเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน
พิธีสวมกวานของเยี่ยนหลินที่จวนโหว เรื่องครั้งนี้
ต่างจากการปะทะคารมกันของเด็กสาวอย่างที่
เคยเป็นมา เจียงเสวี่ยหนิงไม่เพียงยืนอยู่ฝั่าย
เดียวกับจวนโหวอย่างเปิดเผย นางยังกล้าลงมือ
กับคุณชายตระกูลเซียวด้วย นี่ไม่ต่างจาก
ประกาศตัวเป็นศัตรูกับเซียวซูแม้แต่น้อย ต่อให้
เป็นฟางเมี่ยวซึ่งที่ผ่านมาสนิทสนมกับนางอยู่บ้าง
ก็ยังลำบากใจยิ่งนักจนไม่กล้าพูดคุยกับนาง ส่วน
ผู้ที่ผูกความแค้นกับนางอย่างเฉินซูอี๋และเหยาซี
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง แม้จะไม่ได้ทำอะไรนาง แต่ก็
แสดงท่าทีนั่งรอชมหายนะ อยากเห็นนางถึงคราว
ซวยอย่างชัดเจน ทั้งยังคอยหาโอกาสพูดจา
ประชดประชันเหน็บแนมนางเป็นระยะ
เสิ่นจื่ออีไม่ได้มาเข้าเรียนตั้งแต่กลับมาถึงวัง
หลวง
ส่วนจะถูกลงโทษหรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เช่นกัน
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ได้เข้าเรียนที่เรือนห
ยางจื่อติดกันหลายวัน ในเมื่อองค์หญิงใหญ่ไม่อยู่
แล้วอาจารย์ทั้งหลายยังจะมาสอนอีกหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แยแสว่าคนพวกนั้นจะคิด
กับตนเช่นไร เมื่อกลับวังแล้วทางหนึ่งก็เป็นห่วง
ความปลอดภัยของจวนหย่งอี้โหว ส่วนอีกทาง
หนึ่งก็เป็นห่วงสถานการณ์ด้านเสิ่นจื่ออีจนกิน
ไม่ได้นอนไม่หลับ
เพียงแต่บางครั้งขณะกำลังเดินผ่านคนอื่น
นางกลับได้ยินคนพูดกันว่าเจิ้งเปั่าไม่ได้ถวายงาน
ที่ตำหนักคุนหนิงแล้ว
นางจึงทนไม่ไหว ลอบใช้คนไปหาข้ออ้างเรียก
ตัวเจิ้งเปั่ามาพบหน้ากันสักครั้งเพื่อถาม
สถานการณ์
ตอนนี้เจิ้งเปั่าทำงานอยู่ที่หน่วยกำกับฎีกา
แล้ว เสื้อผ้าอาภรณ์เปลี่ยนใหม่ทั้งชุด หน้าตาซึ่ง
เดิมทีดูหมดจดอยู่แล้ว บัดนี้เสื้อผ้ายิ่งขับให้ดูดีขึ้น
เขายืนสนทนากับเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ริมกำแพงวัง
“ต่อให้คุณหนูรองไม่มาหาข้า ข้าก็สมควรมาหา
คุณหนูรองขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เล็กน้อย
เจิ้งเปั่ากลับหัวเราะ “เรื่องของที่บ้านต้อง
ขอบพระคุณท่านรองเสนาบดีเจียงที่ให้ความ
ช่วยเหลือ”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงนึกออก นางเคยบอกเจียง
ปั๋อโหยวตอนอยู่ในพิธีสวมกวานจริง คิดไม่ถึงว่า
ท่านพ่อจะจัดการได้รวดเร็วขนาดนี้ อาจเพราะ
ในช่วงสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ เจียงปั๋อโหยวคง
กลัวว่านางจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิงในวัง
หลวง
บังเกิดความรู้สึกอันสลับซับซ้อนขึ้นมาในใจ
เล็กน้อย
ทว่านางไม่ขอรับความดีความชอบ เพียง
กล่าวเรียบ ๆ ว่า “แค่ต่างฝั่ายต่างได้สิ่งที่ตน
ต้องการเท่านั้น บัดนี้สถานการณ์ของจวนโหว
เป็นเช่นไรบ้างแล้ว?”
ยามนี้เจิ้งเปั่าถวายงานเฉพาะพระพักตร์ ย่อม
รู้เรื่องราวมากมายเป็นอย่างดี จึงเอ่ยว่า “การ
หารือราชกิจตลอดหลายวันมานี้ก็ถกเถียงกันแต่
ประเด็นนี้จนเกิดเรื่องราววุ่นวายใหญ่โต ใต้เท้าฉู่
ซีอี๋โมโหเพราะเรื่องตราประทับของสำนักราช
เลขานุการจนล้มปั่วย ทั้งยังถูกฝั่าบาทถอดถอน
ตำแหน่งอีกด้วย เสนาบดีสำนักราชเลขานุการคน
ใหม่เป็นคนสนิทของฝั่าบาท ยามตรวจค้นและยึด
ทรัพย์จวนโหวจะตรวจนับข้าวของทุกชิ้นอย่าง
ละเอียด กว่าจะดำเนินการจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ไม่แน่ว่าอาจลาก
ยาวไปจนถึงหลังปีใหม่ก็ได้ขอรับ”
ชาติก่อนลากยาวเกือบสองเดือนถึงจะตัดสิน
โทษ
เจียงเสวี่ยหนิงยังรู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง ถาม
ขึ้นมาอีกว่า “แล้วองค์หญิงใหญ่เล่า?”
เจิ้งเปั่าตอบ “ท่านเองก็ทราบพระอุปนิสัย
ขององค์หญิงใหญ่ดี ไทเฮามีรับสั่งให้คนพาตัว
นางกลับวังเพื่อจะสั่งสอน คิดไม่ถึงว่าพอกลับวัง
แล้วกลับเสด็จไปตำหนักเฉียนชิงก่อน ทรง
อาละวาดยกใหญ่และตั้งคำถามกับฝั่าบาท ทำให้
ฝั่าบาทกริ้วอย่างรุนแรง รับสั่งให้กักบริเวณองค์
หญิงใหญ่อยู่ในวังหลวงด้วยพระองค์เอง เพียงแต่
ถึงอย่างไรก็เป็นพระกนิษฐาของฝั่าบาท ไม่มีทาง
เป็นอะไรแน่ ขอให้คุณหนูรองโปรดวางใจได้
ขอรับ”
วางใจ?
นี่มีตรงไหนให้วางใจได้บ้าง?
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มขื่น “ข้ารู้แล้ว ขอบใจเจ้า
มาก”
บัดนี้วังหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ต่างคน
ต่างรักษาตัวรอด เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดคดี
หยกหรูอี้ ทำให้กลัวว่าจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับ
เรื่องการก่อกบฏในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
หากปราศจากกิจธุระอันใด ทุกคนต่างไม่กล้า
ออกมาข้างนอก
การที่เจียงเสวี่ยหนิงมาพบเจิ้งเปั่าก็ถือว่า
เสี่ยงเช่นกัน
ครั้นนางถามเสร็จแล้วก็เตรียมตัวจะจากไป
อย่างไรเสียช่วงบ่ายเซียวไทเฮาก็เรียกตัวพระ
สนมและพระสหายร่วมศึกษาที่เรือนหยางจื่อเช่น
พวกนางให้ไปชมดอกเหมยและหิมะ ทุกคนกำลัง
เตรียมตัวกัน หากนางไปสายก็ยากจะเลี่ยงความ
สงสัยได้
คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะก้าวไปได้ก้าวเดียว เจิ้ง
เปั่ากลับเรียกรั้งตัวนางเอาไว้ “คุณหนูรอง…”
เจียงเสวี่ยหนิงหมุนกายกลับมา “มีอะไร
หรือ?”
เจิ้งเปั่าอ้าปาก คล้ายลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็
ยังกล่าวเตือนอยู่ดี “งานชมดอกเหมยและหิมะ
ช่วงบ่าย หากท่านหลบเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้อง
เข้าร่วม ทางที่ดีที่สุดคืออยู่ให้ห่างจากเวินเจี๋ยอวี๋
[1]นายหญิงของเรือนพีเซียงสักหน่อยนะขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งในบัดดล
นางใคร่ซักถามให้มากกว่านี้
แต่เจิ้งเปั่ากลับไม่พูดสิ่งใดอีก ค้อมกายคารวะ
นางคราหนึ่ง ก่อนเดินผละจากกำแพงวังไปไกล
ลิบ
——————–
1. เจี๋ยอวี๋ เป็นตำแหน่งสนมของฮ่องเต้ซึ่งอยู่
ต่ำกว่าระดับเจาอี๋ ระดับที่เหนือกว่าเจาอี๋
คือระดับผินไปจนถึงเฟยและกุ้ยเฟย