คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 606 บนเรือ
เมื่อหมิงเวยตื่นขึ้นก็พบว่าร่างกายของตนเองสั่นคลอน ความรู้สึกนี้ไม่คุ้นเคย นางน่าจะอยู่บนเรือ
ไม่นานก็มีคนผลักประตูเข้ามา “โอ้ ตื่นเร็วดีนี่ ท่านนี่ดวงแข็งจริงๆ บาดเจ็บเช่นนี้ แต่ยังฟื้นฟูตัวเองได้”
น้ำเสียงประชดประชันนี้แค่ได้ยินก็รู้ว่าเป็นเวินซิ่วอี๋ หมิงเวยเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าเป็นนาง เวินซิ่วอี๋เปลี่ยนเสื้อผ้า นางสวมผ้าหยาบ และมีผ้าสีน้ำเงินพันรอบศีรษะ แขนเ เสื้อม้วนถึงข้อศอกเหมือนสตรีชาวประมง
สถานที่ที่พวกนางอยู่น่าจะเป็นห้องเก็บของ แสงที่มืดสลัว มีกลิ่นคาว และเหม็นอับเล็กน้อย เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเลยจริงๆ
การใช้วิธีนี้เพื่อหลบหนี เวินซิ่วอี๋ผู้นี้น่าสนใจทีเดียว หมิงเวยยิ้ม แต่ผลที่ได้คืออาการบาดเจ็บภายในที่รู้สึกปวดหนึบ
“ท่านยังหัวเราะได้อีกหรือ” เวินซิ่วอี๋เดินเข้าไปหา และหลุบสายตามองนาง
“รู้หรือไม่ว่าชีวิตของท่านอยู่ในมือของข้าแล้ว แค่ข้าต้องการตอนนี้ท่านก็กลายเป็นศพได้”
“แล้วเหตุใดท่านไม่ทำล่ะ” หมิงเวยพูดเสียงแหบเล็กน้อย “คุณหนูเวินไม่ใช่ว่าทนไม่ได้หรือ”
“ทนไม่ได้อะไร ท่าน...” เวินซิ่วอี๋โกรธเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขยับไม่ได้นางจึงใช้นิ้วชี้ลงกดไปที่จุดเลือดลมบนร่างกาย หมิงเวยคร่ำครวญราวกับว่าถูกแทงด้วยเข็ม ความเจ็บปวดอย่าง รุนแรงแล่นเข้ามา
“ระวังคำพูดของท่านด้วย!” เวินซิ่วอี๋พูดเสียงเข้ม “ไม่อย่างนั้นข้ามีวิธีที่จะเก็บกวาดท่าน”
หมิงเวยยังคงยิ้มไม่คัดค้านนาง “เข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นความอ่อนแอของนาง เวินซิ่วอี๋ก็อดไม่ได้ที่จะภูมิใจ ตั้งแต่ได้พบกับหมิงเวย นางถูกโต้กลับครั้งแล้วครั้งเล่าในที่สุดก็ถึงเวลาที่ตนได้เปรียบแล้ว
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะตกมาอยู่ในเงื้อมมือของข้า”
“คิดไม่ถึงจริงๆ” หมิงเวยหันศีรษะ และเห็นจี้เสียวอู่ซึ่งนอนนิ่งไม่ขยับอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง “พี่ชายข้าเป็นอย่างไรบ้างยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
“ท่านเป็นห่วงเขาจริงๆ” เวินซิ่วอี๋มองนางอย่างเย็นชา “ทำไมหรือ ไม่ห่วงชีวิตของตนเองเลยหรือ”
หมิงเวยพูด “ข้าไม่กังวล กว่าคุณหนูเวินพาข้ามาได้คงไม่ง่าย ท่านสวมรอยเป็นคนพายเรือหญิงแสดงว่ายังไม่พ้นอันตราย ท่านไม่ฆ่าข้าเห็นได้ว่าท่านไม่ต้องการชีวิตของข้าในตอนนี้”
เวินซิ่วอี๋หน้าตึงเมื่ออีกฝ่ายเดาถูก “หึ! เช่นนั้นท่านก็ลองเดาดูว่าข้าไว้ชีวิตท่านเพื่ออะไร”
หมิงเวยคิด “คุณหนูเวินมีความภาคภูมิใจในตนเองสูง แต่พ่ายแพ้ต่อข้าอยู่หลายครั้ง คงจะสงสัยเกี่ยวกับที่มาของข้าเลยต้องการตรวจสอบใช่หรือไม่”
เวินซิ่วอี๋หน้ากระตุกเมื่ออีกฝ่ายเดาถูก
นางพูดอีกว่า “อีกอย่างท่านคงอยากรู้ใช่หรือไม่ว่าผู้ใดที่ทำร้ายข้า อย่างไรท่านก็เป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่ง แต่ไม่มีความสามารถที่จะต่อกรกับข้า คนผู้นี้ทำให้ข้าได้รับบาดเจ็บสาหั สได้ในช่วงเวลาอันสั้นเป็นความสามารถที่น่าหวั่นเกรง”
เวินซิ่วอี๋เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านช่างไร้ยางอายจนตอนนี้ก็ยังไม่ลืมสรรเสริญตัวเอง”
หมิงเวยยังคงยิ้ม “ข้าไม่มีทางเลือกนี่ ตอนนี้หากไม่ทำให้ตนเองมีความสุข ก็คงขาดอากาศหายใจตาย”
เวินซิ่วอี๋ไม่ต้องการพูดคุยกับนางอีกต่อไปนางรู้สึกว่าหากพูดต่อไปผู้ที่อาจโกรธคงเป็นตนเอง นางตรวจสอบชีพจรของหมิงเวยเมื่อแน่ใจแล้วว่านางไม่เป็นอะไรก็หมุนตัวเดินออกไป
ก็แค่รักษา หึ! นางไม่ได้ใจดีเพียงนั้น!
หมิงเวยนอนลงครู่หนึ่งค่อยๆ ผ่อนพละกำลังลงจากนั้นก็พยายามลุกขึ้น และย้ายไปอยู่เคียงข้างจี้เสียวอู่
“พี่ห้าๆ!”
จี้เสียวอู่ไม่ตื่น นางไม่มีแรงจริงๆ ดังนั้นนางจึงก้มศีรษะลง และกัดแขนของเขา
“โอ้ย…” จี้เสียวอู่ตื่นขึ้นด้วยความเจ็บปวดเขาไร้เรี่ยวแรง
เมื่อเห็นว่านางกำลังกัดตนอยู่ก็โกรธ “หมิงเสี่ยวชี! ข้าเป็นเช่นนี้เจ้ายังกัดข้าอีกหรือ!”
หมิงเวยคลายปากแล้วพูดขอโทษด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกผิด “ขอโทษด้วย มือข้าไม่มีแรง บีบท่านคงไม่เจ็บเลยต้องใช้วิธีนี้เจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่ พักสักครู่จนอาการมึนหัวดีขึ้น
เขาถาม “ข้าอยู่ที่ใดกัน เหตุใดถึงได้กลิ่นเหม็นเพียงนี้!”
“พวกเราถูกลักพาตัว” หมิงเวยพูด “โชคไม่ดีไม่ทันรอคนมาช่วยเหลือก็มีดาวมารโผล่มา”
นางอธิบายเรื่องราวให้เขาฟังคร่าวๆ จี้เสียวอู่อ้าปากค้าง “ที่แท้เป็นความผิดของเจ้าอีกแล้ว เหตุใดเจ้าถึงก่อเรื่องได้เช่นนี้แค่ออกมาดูโคมไฟก็เกิดเรื่องได้!”
หมิงเวยยิ้ม “ผู้ใดใช้ให้ข้าดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เช่นนี้กันเล่า ผู้คนต้องการทำให้ข้าเดือดร้อนข้าไม่มีทางเลือกนี่!”
“พุ้ย!” จี้เสียวอู่ถ่มน้ำลายใส่นาง ช่างหน้าหนาจริงๆ
“แล้วตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไร พวกเขาต้องการพาเราไปที่แคว้นฉู่หรือ”
“คงเป็นเช่นนั้น” หมิงเวยพูด “ออกเดินทางจากแม่น้ำหยุนจิงไปทางตะวันออกแล้วค่อยลงใต้ไปจนถึงท่าเรือ จากนั้นค่อยออกสู่ทะเลถึงสามารถไปแคว้นฉู่ได้”
“พวกเราหนีได้หรือไม่”
หมิงเวยถามเขา “พี่ห้าว่ายน้ำเป็นหรือ”
จี้เสียวอู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ช่างมันเถอะ…”
ถึงแม้จะว่ายน้ำเป็น แต่ในช่วงฤดูหนาวนี้เขาไม่สามารถว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งทั้งที่ร่างกายบาดเจ็บได้
“รอดูกันก่อนเจ้าค่ะ” หมิงเวยพูด “อีกฝ่ายไม่ต้องการชีวิตของพวกเราในตอนนี้ ดังนั้นเราจึงทำได้แค่เดินไปทีละก้าวแล้วว่ากันไปแต่ละก้าว”
จี้เสียวอู่ถอนหายใจ และพูดว่า “หากรู้แต่แรกว่าเจ้าดวงซวยเช่นนี้ เหตุใดข้าจะไม่รั้งไว้!”
หมิงเวยได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ “พูดถึงเรื่องนั้นพี่ห้าช่างเป็นวีรบุรุษรีบเข้ามาช่วยข้าในสถานการณ์เช่นนี้น่าประทับใจจริงๆ”
ใบหน้าของจี้เสียวอู่เริ่มร้อนเขาหันหน้าไปอีกทางด้วยความอึดอัด “ก็ไม่อะไร เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายการปกป้องเจ้าเป็นเรื่องสมควรแล้วหากไม่สนใจเจ้าท่านพ่อได้ตีข้าตายแน่”
“ถึงอย่างนั้นพี่ห้ามาถึงจุดนี้ได้เรียกได้ว่าเพื่อนในยามยากคือเพื่อนแท้ ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าพี่ห้าไม่เอาไหน ปรากฏว่าในช่วงเวลาวิกฤติท่านบุกไปข้างหน้าโดยไม่ห่วงความปลอดภัยข ของตนเองเลย”
จี้เสียวอู่พอถูกนางชมก็รู้สึกเขินเขาแสร้งทำเป็นดุ “พอแล้วๆ ทุกครั้งที่เจ้ายกยอข้ามักจะล่อลวงข้าเสมอเพราะฉะนั้นอย่ามาสรรเสริญข้า!”
“ข้าจริงใจนะเจ้าคะ”
“ขอบคุณ แต่ไม่จำเป็น!”
หมิงเวยไร้ซึ่งทางเลือก “เอาล่ะ ในเมื่อพี่ห้าเข้มแข็งมีเกียรติ และหยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนี้ เช่นนั้นข้าจะเก็บคำขอบคุณไว้ในใจ”
จี้เสียวอู่ขนลุกไปทั้งตัวจนหมิงเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ หลังจากพูดพล่ามไร้สาระกัน ทั้งสองก็อารมณ์ดีขึ้นมาก
จี้เสียวอู่ถามนาง “เหตุใดไม่มีอะไรให้ทานเลยพวกเราสองคนบาดเจ็บนะ! นี่เป็นการปฏิบัติที่แย่มาก”
หมิงเวยพูด “นั่นศัตรูของข้า ท่านจะคาดหวังอะไรทนๆ ไปเถอะเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่พูดเรื่อยเปื่อย “หากรู้ก่อนเมื่อคืนวานข้าคงทานเกี๊ยวแล้ว ก่อนหน้านี้อยากกิน แต่ถูกจูเอ๋อร์ขอให้พาไปทายปริศนาโคมไฟจนลืมไปเลย…”
ไม่รู้ว่าคำพร่ำบ่นของจี้เสียวอู่สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ หลังจากนั้นไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนคนพายเรือก็เข้ามาซึ่งเขานำน้ำสองชาม และซาลาเปาจานหนึ่งมาด้วย
“กินซะ” เขาพูด
จี้เสียวอู่หิวมากจนคว้าซาลาเปาแล้วยื่นให้หมิงเวย “เย็นไปหน่อย แต่ก็กินไปก่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
สองพี่น้องรู้ว่าตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้วพวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไรมาก และแบ่งซาลาเปานึ่งทานกันเงียบๆ รอจนพวกเขาทานเสร็จชายคนนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกไป
หมิงเวยรั้งเขาไว้ “สหายท่านนี้มีนามว่าอะไรหรือ”