คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 614 สายลมยามค่ำคืน
หลังจากผ่านเรื่องนั้นไปเวินซิ่วอี๋ก็หยุดพูด และกินอย่างเงียบๆ นางสั่งอาหารมาจนเต็มโต๊ะซึ่งพวกเขาสองคนทานไม่หมด
จนกระทั่งท้องรับต่อไปไม่ไหวแล้วนางจึงจ้องจี้เสียวอู่ “นี่! ที่เหลือให้พวกเจ้ากิน!” จี้เสียวอู่กลอกตาทำเป็นไม่สนใจ
เวินซิ่วอี๋โกรธ “สายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร”
ฉือชิ่งห้ามไว้ทัน “กินเสร็จก็กลับกันเถอะ อย่าก่อเรื่องเลย”
เวินซิ่วอี๋ฮึดฮัดแล้วปล่อยเขาไป ฉือชิ่งจ่ายเงินแล้วทั้งสี่ก็ลุกขึ้นเดินออกจากร้านอาหาร แต่ในตอนที่ก้าวข้ามธรณีประตูหมิงเวยก็เดินสะดุดจนตัวเอนจนเกือบทับตัวเวินซิ่วอี๋
เวินซิ่วอี๋หงุดหงิด “เดินยังไงกัน”
หมิงเวยยิ้มขอโทษ “ข้าชาที่เท้านิดหน่อย” แต่เมื่อสัมผัสแขนเสื้อนางก็ทำสีหน้าสงสัย “เอ๋ หยกของข้าล่ะ”
จี้เสียวอู่เห็นอย่างรวดเร็ว “อยู่นั่น!” เขารีบเดินไปหยิบกำไลหยกที่กลิ้งออกไป
หมิงเวยรับมาแล้วปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวังจากนั้นก็เก็บเข้าไปในอกเสื้อ
“ไปกันเถอะ” เวินซิ่วอี๋ขมวดคิ้ว และหันหลังกลับ
เมื่อทั้งสี่คนเดินออกไปเหล่าชาวยุทธภพโต๊ะข้างๆ ก็พูดคุยกัน
“เห็นหยกนั่นหรือไม่ เนื้อดีมากน่าจะราคาร้อยสองร้อยตำลึงได้”
“ไม่เพียงแค่นั้น! ไม่มีรอยด่างของสีเลยสักนิดหยกเช่นนี้ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน”
“ไม่นึกเลยว่าสตรีที่แต่งตัวธรรมดาจะพกของล้ำค่าเช่นนี้ติดตัวไปด้วย”
“เจ้าดูท่าทางของพวกเขาสิ สั่งอาหารเต็มโต๊ะเพียงนั้นเมื่อครู่ก็พูดว่าร้านอาหารเล็กๆ เช่นนี้ไม่สามารถหาอาหารดีๆ ได้ ร้านอาหารแห่งนี้ก็ไม่เลวไม่ใช่หรือ หากจะเอาที่ดีกว่านี้ต้อง ไปเมืองใหญ่เท่านั้น”
“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะจงใจใส่เสื้อผ้าธรรมดาเพื่อปลอมตัว”
“ใช่ สตรีเย่อหยิ่งผู้นั้นท่าทีราวกับคุณหนู ส่วนชายที่พกกริชผู้นั้นก็ดูเหมือนเป็นองครักษ์ แล้วอีกสองคนไม่กล้าคุยกับสตรีผู้นั้นเลยไม่แน่อาจเป็นสาวใช้ก็ได้”
พูดแล้วพวกเขาอดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าย่ามใจ จากนั้นก็สรุปว่า “นี่มันแกะชั้นดีเลย!”
“ต้องปล้นหรือไม่”
“นั่น…พวกเราไม่ต้องไปปล้นครอบครัวเศรษฐีที่เมืองข้างๆ แล้วหรือ”
“ข้าไม่คิดว่าครอบครัวเศรษฐีจะรวยไปกว่าพวกเขาอีกอย่างสตรีสองคนนั้น…”
“ฮิๆๆ!” หลายคนยิ้มโดยปริยาย หลังจากหัวเราะเสร็จหนึ่งในนั้นก็ถามว่า
“เอาเลยดีหรือไม่”
คนที่เหลือตอบพร้อมกัน “เอาเลย!”
…………
จี้เสียวอู่ลูบท้อง และพูดอย่างเศร้าๆ ว่า “ข้าหิวมาก!”
คนหนุ่มสาวเป็นช่วงวัยที่ต้องทานเยอะหมั่นโถวแค่สองสามคำจะไปอิ่มท้องได้อย่างไร
หมิงเวยสางผมแล้วพูดว่า “เมื่อครู่เวินซิ่วอี๋ให้ท่านกิน แต่ท่านกลับกลอกตาใส่นาง”
จี้เสียวอู่พูด “จะให้ข้ากินของเหลือบนโต๊ะงั้นหรือคิดว่าข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร!”
หมิงเวยหัวเราะเบาๆ “ความทระนงสำคัญกว่าอาหาร เห็นว่าพี่ห้าไม่หิวจนถึงขีดสุด อดทนหน่อยเถอะเจ้าค่ะ! ผ่านคืนนี้ไปก็จะดีแล้ว”
จี้เสียวอู่ฟังคำพูดนี้ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเขาเห็นนางที่ม้วนผมเสร็จแล้วหยิบผ้าเก่าออกมาฉีกแบ่งเป็นสองเส้นจากนั้นก็มัดแขนเสื้อ
“เจ้าทำอะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้น”
หมิงเวยถามเขา “กลุ่มคนที่พบในร้านอาหารวันนี้พี่ห้าดูออกหรือไม่ว่าพวกเขาเป็นผู้ใด”
จี้เสียวอู่ส่ายหน้า “ก็แค่ชาวยุทธภพไม่ใช่หรือ คงอาศัยทักษะเรียกเก็บค่าคุ้มครองอะไรทำนองนั้น”
หมิงเวยพูด “สังคมของแคว้นฉู่ไม่เหมือนเป่ยฉีเจ้าค่ะ ที่นี่มีป่าเขาเยอะ ทางน้ำหนาแน่นจึงมีกองกำลังมากมาย วีรบุรุษปล้นคนรวยช่วยคนจนโผล่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย คนมากสิ่งของน้อยไม่พอ อแบ่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พอกิน ชาวยุทธภพส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการโจรกรรม”
จี้เสียวอู่ครุ่นคิด “หรือว่าเมื่อครู่เจ้าตั้งใจโยนกำไลหยก”
หมิงเวยยิ้ม “คนเหล่านั้นถือเป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่งคงเห็นโลกกว้างมาไม่น้อย หากเป็นโจรกระจอกอาจมองหยกของข้าไม่ออก แต่พวกเขาต้องดูออกอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่มองซ้ายขวาราวกับเป็นโจรจากนั้นก็กระซิบว่า “เจ้าคิดจะล่อพวกเขามาที่เรือหรือ ช่างเปล่าประโยชน์…เวินซิ่วอี๋กับฉือชิ่งเก่งกว่าพวกเขาเยอะคิดว่าเผชิญหน้ากันแล้วจะล ล้มพวกเขาได้หรือ”
หมิงเวยพูด “การโจรกรรมไม่ใช่การแข่งขันแบบเผชิญหน้าหากพวกเขาจะลงมือจะต้องก่อความวุ่นวายก่อนเมื่อถึงเวลานั้น…”
“พวกเราฉวยโอกาสหนีเหรอ”
หมิงเวยพยักหน้า “แต่” จี้เสียวอู่กังวล “พวกเราถูกวางยาพิษกู่อยู่นะ!”
หมิงเวยขยับแขนเสื้อ “เสี่ยวไป๋รีบตื่น”
ก่อนหน้านี้เสี่ยวไป๋งูขาวถูกเวินซิ่วอี๋วางกับดักให้กินหนอนพิษกู่ที่ใส่ยาไปกองหนึ่งจนผล็อยหลับยาวจนถึงตอนนี้
ตราบใดที่มันตื่นขึ้นมาพิษกู่ที่ฉือชิ่งวางไว้ก็จะไร้ปัญหา
จี้เสียวอู่ตื่นเต้น “เช่นนั้นพวกเราหนีได้จริงๆ ใช่หรือไม่” หมิงเวยพยักหน้า
จี้เสียวอู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง และพูดอย่างเป็นกังวลว่า “เจ้ามั่นใจว่าคนพวกนั้นจะมาหรือ”
“ไม่มั่นใจเจ้าค่ะ ไม่แน่คนพวกนั้นอาจมีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นจึงแค่ผ่านมาแล้วจากไป”
“เช่นนั้นก็เสียเปล่าสิ” หมิงเวยหัวเราะเบาๆ
“หัวเราะอะไร” จี้เสียวอู่โกรธ “มีอะไรก็พูดออกมาหยอกล้อคนอื่นสนุกนักหรืออย่างไร”
หมิงเวยพูด “หากไม่มาพวกเราก็ไม่มีทางเลือก! เดิมทีก็แค่บังเอิญพบเจอก็เลยหว่านเมล็ดไป ถ้าผลไม่งอกเงยก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเจ้าค่ะ”
จี้เสียวอู่รู้สึกท้อแท้ “ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้วนี่ไม่ใช่การให้ความหวังข้าหรืออย่างไร”
หมิงเวยถาม “เรื่องแค่นี้พี่ห้าทนไม่ไหวหรือเจ้าคะ งั้นหลังจากนี้ข้าจะไม่พูดอะไรแล้วจะได้ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
“ไม่ๆๆ” จี้เสียวอู่รีบพูด “ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเหตุใดจะทนไม่ได้ล่ะก็แค่มีความเป็นไปได้ ข้าเข้าใจ!”
หมิงเวยเหล่มอง “เข้าใจจริงๆ นะเจ้าคะ”
“จริงๆ”
หมิงเวยยิ้ม “เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ พี่ห้าเตรียมตัวหน่อยหลังจากนี้พวกเราต้องรีบเข้านอน พวกเขาไม่เคลื่อนไหวเร็วหรอกพวกเราต้องสะสมแรงวิ่ง”
“ได้!”
จี้เสียวอู่รีบเก็บของ และรีบเข้านอน แต่ก็ตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับเลย
ส่วนหมิงเวยนั้นก็เข้าสู่ห้วงนิทราเสียงหายใจยาวสม่ำเสมอ จี้เสียวอู่สั่งตัวเองให้นอนอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองตกที่นั่งลำบากด้วยกัน สองเดือนมานี้เป็นหมิงเวยที่ดูแลเขาจี้เสียวอู่รู้สึกว่าในฐานะพี่ชาย แม้จะไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลนางได้ แต่ก็ไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้กับนาง
นอนหลับซะๆ เร็วเข้า จี้เสียวอู่หลับตานับเลขนับไปนับมาในที่สุดเขาก็หลับท่าเรือค่อยๆ เงียบลง
………..
ในตอนที่ไฟลุกลามเรือที่จอดอยู่รอบๆ ต่างตื่นตระหนก
“ไฟไหม้ๆ!”
เวินซิ่วอี๋พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อคลุม และรองเท้าอย่างรวดเร็ว นางเปิดห้องโดยสารออกแล้ววิ่งไปถามคนพายเรือ “เกิดอะไรขึ้น”
คนพายเรือตอบ “ดูเหมือนว่าเรือข้างๆ ทำตะเกียงน้ำมันหกจนเกิดไฟลุกขอรับ”
“แล้วจะลามมาถึงเรือพวกเราหรือไม่”
คนพายเรือประเมินระยะห่างระหว่างเรือสองลำ และพูดว่า “อาจอันตรายนิดหน่อยขอรับ”
“รีบเอาเรือออกเร็วเข้า” ฉือชิ่งออกมาสั่ง
“ขอรับ” คนพายเรือตะโกนเรียกใครสักคนมาย้ายเรือของพวกเขาออกไป แต่กลับพบว่าเชือกที่ผูกกับเสานั้นหลวม
“เกิดอะไรขึ้น!”
อย่างไรก็ตามลมตอนกลางคืนค่อนข้างแรงในคืนนี้เพื่อที่จะตบตาผู้คน เรือของพวกเขาจึงมีขนาดไม่ใหญ่แค่ออกแรงผลักเรือก็จะลอยออกไปไกลในทันที
……………