คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 615 รอด
ในตอนแรกเวินซิ่วอี๋รู้สึกโชคดี “โชคดีที่อยู่ไกลไฟเลยลามมาไม่ถึงพวกเรา”
จะเอาเรือกลับไปเทียบท่าอย่างไร คนพายเรือไปจัดการธุระส่วนนางเดินกลับห้อง เกิดความวุ่นวายที่ท่าจอดเรือดูเหมือนว่าไฟกำลังลุกลาม แม้แต่คลังสินค้าที่อยู่ติดกันก็ยังถูกไฟไหม้
ฉือชิ่งมองดูมันชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ไฟลุกลามเร็วเกินไป พอคิดเช่นนั้นหนอนกู่ในร่างกายดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง…
“คลิก!” เสียงเครื่องเคลือบแตกดังขึ้น และลางสังหรณ์ของฉือชิ่งก็เป็นจริง
ขวดกระเบื้องขนาดเล็กแตกบนแผ่นไม้กระดานของเรือ และกลิ่นของน้ำมันตะเกียงก็อบอวลไปในอากาศ
ฉือชิ่งกระชับกริช และจ้องมองลงไปในน้ำ “ผู้ใดกัน!”
สิ่งที่ตอบสนองกลับมาคือลูกศรสั้นเขาได้ยินเสียง ‘ฉึก’ และลูกศรพุ่งปักที่ตะเกียงตรงหัวเรือ เปลวไฟกระเซ็นลงมาจนเกิดเสียง ‘ปัง’ และไม้กระดานเกิดไฟไหม้
เกิดหมอกคลุมไปทั่วทิศเสียงจากท่าเรือที่อยู่ไม่ไกลดูเหมือนจะหายไป คลุมเครือฟังไม่ชัดเจน
จนถึงตอนนี้ฉือชิ่งจะไม่เข้าใจได้อย่างไรเขาแค่นหัวเราะแล้วเดินถือกริชเข้าไปหา รนหาที่ตายจริงๆ ถึงได้กล้าวางอุบายพวกเขา
เวินซิ่วอี๋เปิดประตู และออกมาตะโกนว่า “โจรที่ไหน โผล่หน้ามาซะ!”
มีเสียงดังมาจากในน้ำสิ่งที่โผล่ขึ้นมาเป็นลูกศรได้ยินเสียงบุ๋มๆๆ ไม่หยุด เหล่าคนพายเรือกุมหัวกรีดร้องไม่หยุด
เวินซิ่วอี๋กัดฟันเพื่อปิดบังตัวตนการเดินทางครั้งนี้จึงใช้คนเรือธรรมดาที่ไม่เป็นวรยุทธ์ ไม่เช่นนั้นโจรกระจอกพวกนี้นางคงต้องเป็นคนจัดการด้วยตนเองแล้ว
“อาชิ่ง! ถอยไป” ฉือชิ่งชะงัก แต่ก็ทำตามที่นางบอก
เวินซิ่วอี๋หยิบขวดกระเบื้องเคลือบออกมาเปิดฝาออกแล้วโปรยไปข้างหน้า มีบางอย่างพัดลงไปในแม่น้ำตามลมกลางคืน
จากนั้นนางก็หยิบขลุ่ยสั้นออกมาแล้วเป่า
“วู…” ท่ามกลางเสียงขลุ่ยสั้นมีบางอย่างลอยขึ้นมาจากก้นแม่น้ำอย่างเงียบๆ
“อา! มีงู!” เสียงกรีดร้องดังขึ้น
“เคล้งๆ!” โจรที่ซ่อนตัวอยู่ในน้ำทั้งหมดลอยขึ้น
“ตรงนี้ก็มี!”
“รีบขึ้นเรือเร็ว!”
เมื่อเห็นคนเหล่านี้กระโดดขึ้นเรือเวินซิ่วอี๋แสยะยิ้ม “ที่แท้ก็เป็นพวกเจ้า! ก่อนหน้านี้ข้าอุตส่าห์ปล่อยพวกเจ้าไป แต่กลับอยากรนหาที่ตายเสียเอง!”
เหล่าชาวยุทธภพไม่คาดคิดว่าตนเองมองผิดพลาดอีกฝ่ายไม่ใช่คุณหนูอ่อนแอ แต่เรื่องมาถึงจุดนี้แล้วยังจะถอยได้อีกหรือถึงพวกเขาจะเป็นวรยุทธ์แล้วอย่างไร ตระกูลเศรษฐีพวกนั้นไม่มีข้ารับใช้คอยเฝ้าเรือนให้ต้องลงมือก็แค่ฆ่าพวกเขาทิ้งก็พอแล้ว!
เมื่อไฟบนท่าเรือเริ่มลุกไหม้จี้เสียวอู่ก็ถูกหมิงเวยปลุกขึ้นมา
“น้องหญิง” เขายังสะลึมสะลือ
“ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” หมิงเวยกระซิบ
จี้เสียวอู่ตกใจ และจู่ๆ ก็จำได้ว่าพวกเขาต้องหนีคืนนี้!
“คนมาแล้วหรือ” เขาถาม
หมิงเวยพูด “ข้างนอกไฟไหม้พวกเขาคงลงมือแล้ว”
จี้เสียวอู่เหลือบมองที่ประตูห้องด้วยความสงสัย “เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ใช่ไฟไหม้โดยอุบัติเหตุ”
หมิงเวยมั่นใจมาก “ชาวยุทธภพพวกนั้นเวลาปล้นก็เป็นเช่นนี้ ต้องสร้างความวุ่นวายก่อนถึงจะลงมือได้ง่ายขึ้นต่อมาก็ผลักเรือไปให้ไกล หนึ่งเพื่อไม่ให้มีคนมาช่วยได้ทัน สองที่ท่าเรือเกิดความวุ่นวายจนไม่มีผู้ใดมาสนใจทางนี้”
จี้เสียวอู่เชื่อครึ่งหนึ่ง สงสัยครึ่งหนึ่ง แล้วในไม่ช้าเขาก็รู้ว่าสิ่งที่หมิงเวยพูดมาถูกหรือไม่ คนพายเรือไปที่เสาแล้วพบว่าเชือกที่ผูกนั้นหลวมทำให้พวกเขาลอยออกมา
ที่ท่าเรือไฟยิ่งโหมรุนแรงขึ้น และคนเหล่านั้นก็ช่วยกันดับไฟ
“น้องหญิง ดูเหมือนสิ่งที่เจ้าพูดมานั้นถูกต้อง ตอนนี้เรือของพวกเรากลายเป็นเกาะแล้ว”
“เจ้าค่ะ..”
“แล้วพวกเราต้องไปตอนไหน”
“ไว้พวกเขาลงมือก่อนค่อยว่ากันเจ้าค่ะ”
รอจนไฟลุกขึ้นหมิงเวยพูดว่า “พวกเราออกไปกันเถอะเจ้าค่ะ!”
ปกติพวกเขาไม่สามารถออกจากห้องเก็บของได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้เกิดไฟไหม้ หากไม่ให้พวกเขาออกไปแล้วจะให้ตายที่นี่งั้นหรือ แน่นอนว่าพวกเขาใช้ประโยชน์จากความโกลาหลเพื่อออกจากห้องเก็บของ และคนพายเรือเหล่านั้นไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นเหล่าชาวยุทธภพก็กระโดดขึ้นมาบนเรือ และประมือกับเวินซิ่วอี๋
ไฟได้ลุกลามไปเกือบทั่วทั้งเรือ และเหล่าคนพายเรือก็กำลังวุ่นอยู่กับการดับไฟ
“กระโดด!” หมิงเวยพูด
จี้เสียวอู่ลังเล “แต่เมื่อครู่พวกเขาพูดว่าในน้ำมีงู”
หมิงเวยขี้เกียจที่จะอธิบายให้เขาฟังจึงผลักอีกฝ่ายอย่างแรง ‘ตู้ม’ จี้เสียวอู่ตกลงไปในน้ำ
เนื่องจากไฟลุกลามใหญ่โต คนพายเรือหลายคนที่อยู่ในกองเพลิงจึงกระโดดลงไปในน้ำ และไม่ได้สนใจพวกเขา มีเพียงฉือชิ่งเท่านั้นที่ชำเลืองมองมาตรงนี้เพราะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่พักหนึ่งเขาก็ไม่สนใจ
หมิงเวยกระโดดตามลงไปทันทีจากนั้นก็กดจี้เสียวอู่ลงไปในน้ำ
จี้เสียวอู่อ้าปากพูด แต่ก็ถูกนางปิดปาก และจมูกเอาไว้ก่อนเขาจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองอยู่ในน้ำ หากอ้าปากเขาจะไม่สำลักน้ำเอาหรือ ดังนั้นเขาจึงกลั้นหายใจและว่ายไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
น่าแปลกที่ในน้ำไม่มีงูมาพัวพันพวกเขา จนกระทั่งว่ายออกมาจากอาณาเขตของหมอก และลอยไปตามน้ำเป็นเวลานาน พออยู่ห่างไกลจากเรือเขาก็นึกขึ้นมาได้จึงถามออกไปว่า “ไม่ใช่ว่ามีงูหรอกหรือ”
หมิงเวยเหลือบมองงูขาวออกมาจากแขนเสื้อเลื้อยขึ้นไปบนหัวของจี้เสียวอู่จากนั้นก็ขดตัวแลบลิ้นอยู่บนนั้น
“มีมันอยู่งูที่ไหนจะกล้าเข้าใกล้พวกเรากันเจ้าคะ”
“อย่างนี้นี่เอง!” จี้เสียวอู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “พวกเรารอดแล้วใช่หรือไม่”
“ก็แค่เกือบเจ้าค่ะ” หมิงเวยมองงูขาว งูขาวตัวเล็กก้มหัวเลียมือของนาง และทันใดนั้นก็อ้าปากกัดเข้าไป
“ทำอะไรน่ะ” จี้เสียวอู่ตกใจ
หมิงเวยรอให้งูขาวตัวเล็กดูดของเสร็จก่อนจะพูดว่า “ดูดพิษกู่ออกจากร่างกายพวกเรา พี่ห้า ส่งมือของท่านมาเจ้าค่ะ”
“อ้อ” จี้เสียวอู่ยื่นมือให้งูขาวอย่างเชื่อฟัง งูขาวก็ทำเช่นเดียวกันกับมือของหมิงเวย
“เอาล่ะ ไปขึ้นฝั่งกันก่อน!” ตอนนี้ยังเป็นเดือนสามอยู่ในน้ำอาจแข็งตายได้
ในตอนนั้นเองก็มีเรือลำเล็กแล่นเข้ามา คนบนเรือพบพวกเขา และตะโกนว่า
“มีคนจมน้ำ รีบไปช่วยเร็ว!” ดังนั้นทั้งสองจึงถูกดึงขึ้นไปบนเรือด้วยความงุนงง ผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาคือชายชราท่าทางใจดี และข้ารับใช้ท่าทางแข็งแรงสองสามคน ชายชราแต่งตัวเรียบร้อย แต่บุคลิกดูเหมือนพ่อบ้านมากกว่า
เขาเปิดปากถาม “พวกท่านสองคนลอยมาจากท่าเรือหรือ”
จี้เสียวอู่กล่าวขอบคุณอีกฝ่ายแล้วตอบว่า “ขอรับ ท่าเรือเกิดไฟไหม้ ข้าน้อยกับน้องสาวไม่ระวังจึงตกเรือ และลอยมาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ”
“อย่างนี้นี่เอง” ชายชราหันกลับไปสั่งการ “เรือของพวกเราจอดอยู่ข้างหน้า พวกท่านตามข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีหรือไม่ อากาศเย็นเช่นนี้ปล่อยให้หนาวนานเกรงว่าจะไม่สบายเอา”
จี้เสียวอู่เหลือบมองหมิงเวยเมื่อเห็นว่านางไม่คัดค้านเขาจึงตอบไปว่า
“ขอบคุณมากขอรับ”
เรือลำเล็กหันหลังกลับ และหลังจากนั้นไม่นานก็เข้าสู่ท่าเรือส่วนตัว มีเรือลำใหญ่จอดอยู่ที่นั่น
ชายชราเชิญพวกเขาลงจากเรือ และพาพวกเขาเข้าไปในเรือใหญ่ จากนั้นก็พูดกับบ่าว และสาวใช้ว่า “ต้มน้ำร้อน และพาแขกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากที่หมิงเวย และจี้เสียวอู่เดินตามพวกเขาเข้าไป ชายชราก็เดินไปตามถนนอีกสายหนึ่ง และเข้าไปในลาน
ภายในห้องโถงสว่างไสว และมีหญิงชราผมสีดอกเลานั่งอยู่ตรงกลาง
เมื่อสาวใช้เห็นว่าเป็นเขาจึงเข้าไปรายงานในห้อง “พ่อบ้านจี๋มาแล้วเจ้าค่ะ”
พ่อบ้านจี๋เข้าไปทำความเคารพ และรายงานว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า เป็นความจริงที่ท่าเรือถูกไฟไหม้ บ่าวช่วยชีวิตคนสองคนไว้ได้ขอรับ”
……………