คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 617 อาการป่วย
หมิงเวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เดินออกจากหัวมุมเดินตรงไปหาสาวใช้ทั้งสอง สาวใช้ทั้งสองเมื่อเห็นคนเดินมาทางนี้ก็หยุดสนทนาแล้วมองหมิงเวยที่เดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย ย
ชุดที่หมิงเวยใส่ตอนนี้เป็นเสื้อผ้าที่ส่งมาชั่วคราวเมื่อคืนนี้ซึ่งดูคล้ายกับของพวกนาง อย่างไรก็ตามพวกนางทั้งสองจำไม่ได้ว่ามีสาวใช้หน้าตาเช่นนี้ในหมู่พวกนางด้วยหรือ หน้าตาท ท่าทางเช่นนี้ไม่มีทางที่จะจำไม่ได้
“พี่สาวทั้งสอง” หมิงเวยโค้งคำนับให้แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เมื่อคืนข้าได้รับความช่วยเหลือจากพ่อบ้านจี๋เลยอยากจะกล่าวขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่า แต่เห็นพ่อบ้านจี๋หายไปนานแล้วยังไม่กลับม มา ไม่ทราบว่าพี่สาวทั้งสองช่วยเรียนถามแทนข้าได้หรือไม่”
“อ้อ…” พอนางพูดสาวใช้ทั้งสองก็จำได้ทันที
ที่แท้แม่นางที่ได้รับความช่วยเหลือเมื่อคืนหน้าตาเช่นนี้หรือ ช่าง…คาดไม่ถึงจริงๆ!
เนื่องจากได้รับการอบรมจากตระกูลถังมาอย่างดีสาวใช้ทั้งสองทำความเคารพกลับแล้วคนที่โตกว่าตอบกลับไปว่า “พ่อบ้านจี๋มีธุระต้องไปจัดการ เกรงว่ายังไม่มีเวลาไถ่ถามเจ้าค่ะ”
“แล้วทำอย่างไรดี” หมิงเวยทำท่าทีลำบากใจ “พวกเราต้องรีบกลับไปที่ท่าเรือเพื่อดูสถานการณ์ พี่สาวทั้งสองพวกท่านเห็นว่า…”
สาวใช้สองคนมองหน้ากันคนอายุน้อยกว่ากระซิบ “พวกเราไปถามดีหรือไม่พี่ไป่หลิง”
สาวใช้ที่โตกว่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มให้หมิงเวย “เช่นนั้นพวกเราจะไปถามพี่สาวที่รับใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าให้เจ้าค่ะ”
หมิงเวยทำความเคารพ “ขอบคุณพี่สาวทั้งสองมาก พวกเราเดือดร้อนได้มาอยู่ที่นี่ แต่ไร้สมบัติติดกายนี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ หวังว่าคงไม่ปฏิเสธ” พูดจบนางก็วางลูกปัดทองคำสองเม็ดไว ว้บนมือของสาวใช้ทั้งสอง ลูกปัดทองคำนี้ถูกถอดออกจากเครื่องประดับบนศีรษะของนางซึ่งมีความประณีตมาก
สาวใช้ของตระกูลถังต่างเห็นโลกกว้างมามากแค่มองก็รู้ว่าเป็นของมีค่ามากจึงรีบส่งคืนกลับไป
“เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะ บ่าวมิกล้ารับคำขอบคุณหรอก”
หมิงเวยพยายามมอบให้อีกครั้ง แต่พวกนางก็ไม่รับ ดูเหมือนพวกนางจริงใจจริงๆ จึงยอมหยุด ในใจคิดว่าการสั่งสอนอบรมของตระกูลสูงศักดิ์นั้นเข้มงวดจริงๆ แม้แต่สาวใช้ก็เป็นเช่นนี้ด้ วย
ในตอนที่กำลังเดินทางไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเวยก็พูดคุยกับพวกนาง
“ตอนที่ข้ามาถึงได้ยินพี่สาวทั้งสองบอกว่าฮูหยินผู้เฒ่านอนไม่หลับต้องขออภัยด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะแอบฟัง”
สาวใช้ที่อายุมากกว่าพูดตะกุกตะกักว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าชรามากแล้วเลี่ยงไม่ได้ที่จะนอนไม่หลับเจ้าค่ะ”
หมิงเวยคิดในใจความจริงมันก็ถูก แต่ด้วยอำนาจของตระกูลถัง หากเป็นอาการนอนไม่หลับธรรมดาจำเป็นต้องกังวลเช่นนี้หรือ
นางยิ้ม “เรื่องเมื่อคืนหากไม่ใช่เพราะได้รับการช่วยเหลือจากเจ้านายของพวกพี่สาว พวกเราสองพี่น้องคงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บังเอิญที่บรรพบุรุษของข้าเป็นหมอมีถ่ายทอดตำรับยามา าบ้าง บางทีอาจช่วยอาการของฮูหยินผู้เฒ่าได้”
“จริงหรือ แม่นางมีน้ำใจจริงๆ เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองดูไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าใดนัก เรื่องอาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าได้เชิญหมอที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาช่วยรักษา แต่ก็ไม่สามารถบร รรเทาอาการได้ การที่นางพูดลอยๆ เช่นนี้จะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างไร
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของพวกนางหมิงเวยก็เข้าใจมันก็จริงที่ตระกูลที่มีอำนาจอย่างตระกูลถังมีใครที่ไหนมาพูดเช่นนี้แล้วเชื่อก็คงแปลก นางพูดเช่นนั้นไปก็เพื่อให้แน่ใจก่อน
หากฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจพวกนางก็จะรีบไปจากที่นี่อาศัยโอกาสที่เวินซิ่วอี๋ไม่ทันได้ตอบโต้หนีลอยนวลไป แต่ถ้าหากฮูหยินผู้เฒ่าสนใจก็ค่อยเปลี่ยนแผน
เมื่อมาถึงหน้าเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าสาวใช้ที่อายุน้อยกว่ายืนอยู่เป็นเพื่อนนาง ส่วนอีกคนเดินเข้าไปพูดคุย
ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังดื่มชาสมุนไพรเมื่อได้ยินเสียงแผ่วเบาจึงถามไปว่า “แม่นางที่ช่วยชีวิตไว้เมื่อคืนใช่หรือไม่”
ไป่หลิงรีบเข้ามาตอบว่า “เรียนฮูหยินผู้เฒ่าแม่นางผู้นั้นอยากกล่าวขอบคุณ อีกทั้งยังบอกว่ามีตำรับยาจากตระกูลที่อาจรักษาอาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าได้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้ม “เป็นคนรู้จักบุญคุณจริงๆ”
ไป่หลิงยิ้ม “เพียงแต่ที่มาของนางน่าสงสัยบ่าวคิดว่าไม่ให้นางพบฮูหยินจะเป็นการดีกว่าเจ้าค่ะ”
“อ้อ” ฮูหยินผู้เฒ่าถาม “เหตุใดถึงคิดว่านางมีที่มาน่าสงสัยกัน”
ไป่หลิงตอบ “เมื่อคืนพ่อบ้านจี๋ได้สอบถามพวกเขาสองพี่น้องบอกว่าพวกเขากำลังท่องยุทธภพ แต่เมื่อครู่แม่นางผู้นั้นต้องการให้เสวี่ยอิงช่วยส่งข้อความพร้อมยื่นลูกปัดทองคำให้สอง เม็ด ของหรูหราเช่นนี้จะเป็นชาวยุทธภพได้อย่างไร”
ฮูหยินผู้เฒ่าคล้อยตาม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงหรือ”
“เป็นไปได้สูงเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าส่งพวกเขาออกไปดีหรือไม่เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าถังเปลี่ยนใจ “ให้นางเข้ามา ในเมื่อเป็นลูกหลานตระกูลชนชั้นสูง ไม่แน่ว่าอาจเป็นตำรับยาที่ถ่ายทอดมาจริงๆ”
ไป่หลิงตอบรับทันที “บ่าวประมาทไปแล้วจะเรียกนางเข้ามาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
ไม่นานหมิงเวยก็เดินเข้ามาพร้อมกับไป่หลิง หากมาจากตระกูลชนชั้นสูงแค่พบหน้ากันก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างไร
ฮูหยินผู้เฒ่าถังเห็นนางหลุบสายตาลงต่ำเล็กน้อย ท่าทางเรียบร้อย ระหว่างก้าวเดินชายกระโปรงไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยเป็นความประทับใจแรกพบที่ดีมาก
มารยาทเช่นนี้ชาติกำเนิดต้องดีแน่นอน
เมื่อหมิงเวยทำความเคารพเสร็จก็เงยหน้ายิ้มเล็กน้อยฮูหยินผู้เฒ่าถังชะงัก นางทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ไม่ได้แต่งกายหรูหรา ไม่ได้แต่งหน้า แต่ความงามบนใบหน้านั้นสว่างไสวดุจเกล็ด ดหิมะ
ความชื่นชมปรากฏขึ้นในแววตานางพูดทั้งรอยยิ้มว่า “หากรู้ว่าคนที่ช่วยชีวิตไว้เป็นสตรีที่งดงามเช่นนี้ข้าน่าจะไปพบเจ้า”
หมิงเวยยิ้มบางๆ แล้วโค้งกายตอบว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เมื่อคืนเกิดเหตุไฟไหม้ที่ท่าเรือ พวกเราสองพี่น้องตกที่นั่งลำบากโชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่ามีเมตตาให้ความช่วยเหล ลือ ไม่อย่างนั้นตอนนี้พวกเราคงไม่ทราบเลยว่าอยู่ที่ไหน! เมื่อครู่บังเอิญได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่านอนไม่หลับ บังเอิญว่าบรรพบุรุษของพวกเรามีวิชาแพทย์ ดังนั้นจึงริอาจอยากลองหากได้ผ ผลก็สามารถตอบแทนพระคุณของฮูหยินผู้เฒ่าได้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าถังโบกมือแล้วพูดว่า “ข้าทำความดีไม่ขออะไรตอบแทน แม่นางไม่ต้องกังวลหรอก”
หมิงเวยยืนกราน “สำหรับฮูหยินผู้เฒ่าแล้วถือเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับพวกเราเป็นพระคุณที่ช่วยชีวิต ฮูหยินผู้เฒ่ามีเมตตาข้าน้อยจึงอยากทุ่มเทใจอย่างเต็มความสามารถ ไม่อย่างนั้นหา ากข้าน้อยจากไปเช่นนี้จะต้องนอนไม่หลับแน่เลยเจ้าค่ะ”
ครึ่งประโยคแรกฟังดูจริงจัง แต่ครึ่งประโยคหลังฟังดูขี้เล่น ฮูหยินผู้เฒ่าถังอายุมากแล้วย่อมโปรดปรานเด็กสาวอายุน้อยนางจึงหัวเราะออกมา “ได้ๆๆ หากไม่ยินยอม ข้าคงกลายเป็นคนแล้งน น้ำใจ”
ไป่หลิงได้รับสัญญาณจึงไปเตรียมพู่กัน และกระดาษมาให้ หมิงเวยมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างระมัดระวังแล้วถามว่า “ข้าน้อยขอจับชีพจรได้หรือไม่เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าถังถามด้วยรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกบรรพบุรุษส่งทอดตำรับยาให้ที่แท้เจ้าก็รู้การตรวจชีพรด้วยหรือ”
“เรียนแค่ผิวเผินเล็กน้อยเจ้าค่ะ” หมิงเวยที่ได้รับอนุญาตนั่งบนเก้าอี้ผ้าที่สาวใช้นำมาให้จากนั้นก็วางมือบนข้อมือของฮูหยินผู้เฒ่าถังเบาๆ
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของนางห้องโถงก็เงียบลงอย่างช่วยไม่ได้ แต่นี่เป็นเพียงแค่มารยาทที่ได้รับการอบรมมาก็เท่านั้น เหล่าสาวใช้ไม่ได้จริงจังมากนัก
เนื่องจากฮูหยินผู้เฒ่าพบหมอเทวดามาแล้วมากมาย
ผ่านไปครู่หนึ่งหมิงเวยก็เงยหน้าขึ้น และถามว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ ดูจากชีพจรแล้วท่านดูเป็นคนที่ได้รับการพักผ่อนที่ดีมาก”
ฮูหยินผู้เฒ่าถังมองลึกเข้าไปในดวงตาของนางแล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “เหตุใดแม่นางถึงว่าเช่นนั้นล่ะ ข้านอนไม่หลับจริงๆ ดูใบหน้าของข้าสิ ข้านอนไม่หลับมาหลายเดือนแล้ว”
หมิงเวยพยักหน้า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ เจ้าค่ะ เพราะอาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เป็นตอนนอนหลับ แต่เป็นระหว่างที่นอนหลับต่างหากเจ้าค่ะ”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาห้องโถงก็เงียบลง ฮูหยินผู้เฒ่าถังไม่พูดอะไร ไป่หลิงเองก็ตกใจเช่นกัน
อาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าคนธรรมดาไม่สามารถคาดเดาได้
เป็นธรรมดาที่คนสูงวัยจะมีปัญหาในการนอนหลับยาก แต่ตื่นง่าย เมื่อได้ยินว่านางนอนไม่หลับ คนส่วนใหญ่มักจะคิดเช่นนั้น ผู้ใดจะคาดคิดว่าอาการป่วยนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น แต่กลับมีสิ่ง งอื่นๆ แทรกซ้อนกัน