คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 625 ความเป็นคน
“ตัดต้นไม้นี้ซะ”
“วางของไว้ตรงนั้น”
“ขยับไปอีกหน่อย ไปทางซ้าย”
“เอาล่ะ! ตรงนี้แหละ!” เวินซิ่วอี๋เห็นแล้วสับสนจึงไปถามพ่อบ้านจี๋
“พ่อบ้านจี๋ พวกเขาทำอะไรกัน”
พ่อบ้านจี๋ยิ้มให้นาง แต่ไปไม่ถึงดวงตา “แม่นางซิ่วอี๋ พวกเรากำลังตั้งแท่นบูชาขอรับ”
“แท่นบูชา” เวินซิ่วอี๋งง “ที่จวนจะทำพิธีหรือ”
“ขอรับ” พ่อบ้านจี๋ตอบ และสั่งบ่าวรับใช้ในจวนให้ทำงานต่อไป
เวินซิ่วอี๋รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกตินางจึงไล่ตามไปถามว่า “ทำพิธีอะไร แล้วผู้ใดเป็นคนทำพิธีกัน”
“แน่นอนว่าเป็นฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ” พ่อบ้านจี๋พูดอย่างอดทน “แม่นางซิ่วอี๋ ข้าน้อยมีงานหลายอย่างที่ต้องทำยังไม่สามารถคุยกับท่านได้ตอนนี้”
อย่างไรนางก็เป็นเจ้าสำนักหมอผีเหตุใดเวินซิ่วอี๋จะดูไม่ออกว่ากำลังวางพิธีอยู่ หรือจะบอกว่ากำลังวางค่ายกลขับไล่ภูติผีก็ได้
พ่อบ้านจี๋ไม่ตอบนางจึงคว้าตัวสาวใช้ที่เดินผ่านทางมา
สาวใช้ผู้นั้นตอบว่า “คุณหนูหมิงบอกให้ทำพิธีเจ้าค่ะ บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะแปดเปื้อนไอสกปรกหากขับไล่ไปท่านจะหายเจ้าค่ะ” เวินซิ่วอี๋ได้ยินเช่นนั้นก็กัดฟัน
เป็นนาง! คราวก่อนก็บังเอิญบรรเทาอาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าได้ครั้งนี้ก็พูดโน้มน้าวใจได้ ตระกูลถังเลี้ยงดูเสวียนชื่อหลายคน หากมีปัญหาในเรื่องนี้จริงๆ ผ่านมานานเพียงนี้เหตุใด ดถึงมองไม่ออกล่ะ แต่กลับปล่อยให้ชาวยุทธภพมาแสดงปาหี่ในตระกูลถัง
แต่ที่เคืองยิ่งกว่าคือฮูหยินผู้เฒ่าเชื่อนาง!
จากเหตุการณ์ครั้งก่อนทำให้เวินซิ่วอี๋ได้รับบทเรียนแล้วจึงจะกลับไปคุยกับฉือชิ่งก่อน ผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่นางเข้าไปในลานก็เห็นฉือชิ่งถูกบ่าวตระกูลถังประคองตัวออกไป
เวินซิ่วอี๋กังวล “อาชิ่ง ท่านจะไปไหนพวกเจ้าจะทำอะไรอาชิ่ง” ประโยคครึ่งหลังนางถามบ่าวรับใช้
พ่อบ้านที่เป็นหัวหน้าตอบด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นางซิ่วอี๋อย่ากังวลไปเลยขอรับ พวกเราแค่เชิญท่านฉือไปทำพิธีให้ฮูหยินผู้เฒ่า”
เวินซิ่วอี๋ตกใจ “ทำ…ทำพิธี อาชิ่งหรือ”
ฉือชิ่งพยักหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นายท่านสิบส่งคนมาเชิญเลยต้องไปดูขอรับ”
เวินซิ่วอี๋รู้สึกสับสน ความคิดนี้ต้องเป็นของสตรีผู้นั้นแน่ แล้วเหตุใดนางไม่ทำพิธีเองล่ะ จะเรียกฉือชิ่งไปทำไมกันนางคิดจะทำบ้าอะไรกันแน่
เมื่อนึกถึงกลอุบายมากมายของหมิงเวยเวินซิ่วอี๋กัดฟันพูด “ข้าไปด้วย!”
ฉือชิ่งลังเลเล็กน้อย และหันไปมองพ่อบ้าน
พ่อบ้านตอบ “หากแม่นางซิ่วอี๋อยากไปชมก็ดีเลยขอรับ เชิญ” แล้วทั้งหมดก็เข้าไปในที่พักของฮูหยินผู้เฒ่าถัง ฉือชิ่ง และเวินซิ่วอี๋ถูกเชิญให้เข้าไปในห้องโถง
เมื่อเห็นหมิงเวยที่อยู่ในห้องโถงสีหน้าของเวินซิ่วอี๋ก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย พยายามระงับอารมณ์อย่างถึงที่สุด
“ท่านฉือ แม่นางซิ่วอี๋” ถังซีคำนับ
หลังจากคำนับตอบกลับซิ่วอี๋ก็ทนไม่ไหว “นายท่านสิบ นี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าป่วยมาหลายปีแล้ว หากเป็นเพราะปัญหานี้จริงๆ เหตุใดพวกเราถึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลย ท่านเชื่อสตรีผู้นี้เพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ”
ถังซีตอบเสียงเรียบ “แม่นางซิ่วอี๋ก็พูดแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าป่วยมาหลายปี แต่ไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุเลยซึ่งก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปตลอดไม่ได้ไม่ใช่หรือ ตอนนี้มีผู้รู้สาเหตุแล้วก็ต้อ องลองดู”
เวินซิ่วอี๋เป็นกังวลฮูหยินผู้เฒ่าถังไม่เชื่อใจนาง เรื่องนี้นางเข้าใจได้ แต่อย่างไรเสียความคิดเรื่องชนชั้นทางครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าหนักแน่นมาก อีกทั้งยังเป็นคนขี้สงสาร
แต่ถังซีจะถูกหลอกได้อย่างไร ว่ากันว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในตระกูลถังและมีอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เป็นผู้ช่วยที่มีความสามารถของเหล่ากั๋วกง เขาไม่เห็นหรือว่าสตรีผู้นี้อันตราย ยเพียงใด
“นายท่านสิบเจ้าคะ! ข้าน้อยเชื่อว่าท่านคงทราบที่มาของสตรีผู้นี้แล้ว ท่านคงไม่รู้ว่าแผนการทั้งหมดของข้าที่เป่ยฉีถูกสตรีผู้นี้ทำลายจนหมด สตรีผู้นี้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย เชี่ยวชาญในเคล็ดวิชา
แม้ว่าตอนนี้วรยุทธ์ของนางจะถูกทำลายแล้ว แต่นางก็ยังเป็นคนที่อันตรายมาก ท่านอย่าไว้ใจนางมากเกินไปที่จะเอาชีวิตของฮูหยินผู้เฒ่าไปไว้ในมือของนาง!”
ถังซีมองนางอย่างแปลกใจ “ก่อนที่พวกท่านจะมาพ่อบ้านไม่ได้บอกหรือว่าท่านฉือจะเป็นคนทำพิธี ชีวิตของฮูหยินผู้เฒ่าก็ต้องตกอยู่ในมือของท่านฉือสิ”
เวินซิ่วอี๋ตกตะลึงไม่เข้าใจสถานการณ์ไปชั่วขณะ
หมิงเวยหัวเราะเบาๆ “คุณหนูเวิน ข้ารู้ว่าพวกท่านไม่เชื่อใจข้า แต่ข้าอยากตอบแทนพระคุณของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างจริงใจ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ข้าสูญเสียพลังไปแล้ว ต่อให้อยากทำพิธีเอ องแค่ไหนก็ทำไม่ได้ คุณชายฉือเป็นสหายร่วมสำนักของท่าน ท่านควรเชื่อใจเขาไม่ใช่หรือ”
แน่นอนว่าเวินซิ่วอี๋เชื่อใจฉือชิ่ง แต่แล้วอย่างไร
นางพูดว่า “อาชิ่งทำพิธีไม่เป็นจนถึงตอนนี้หากท่านไม่สอนแล้วเขาจะทำได้อย่างไร หากท่านใช้กลอุบายจนเกิดข้อผิดพลาด อาชิ่งไม่ต้องรับผิดชอบหรอกหรือ ท่านต้องการทำร้ายฮูหยินผู้เฒ่าร รวมถึงอาชิ่งด้วยใช่หรือไม่”
หมิงเวยถอนหายใจ “คุณหนูเวิน ท่านพูดเช่นนี้เป็นการดูถูกนายท่านสิบนะเจ้าคะ ในเมื่อข้าบอกว่าจะทำพิธีข้าก็ต้องบอกไปว่าทำอย่างไร หากเกิดปัญหาขึ้นมานายท่านสิบก็ต้องเรียกค คุณชายฉือแทนข้าอยู่แล้ว”
นางหันไปมองฉือชิ่ง “อีกอย่างท่านดูถูกคุณชายฉือมากเกินไป ท่านคิดว่าได้รับสืบทอดมรดกจากสำนักหมอผีแล้วคุณชายฉือจะด้อยไปกว่าท่านหรือ เกรงว่าท่านคิดผิดแล้ว ข้าไม่เคยเรียน แ แต่เขาทำเป็นอยู่แล้วต่างหาก”
“ท่านหมายความว่าอะไร” เวินซิ่วอี๋งงงวยอย่างมาก สตรีผู้นี้พูดอะไรไม่เข้าใจสักนิด “ท่านจำระบำพิชิตมารที่ข้าสอนท่านบนเรือได้หรือไม่” หมิงเวยไม่สนใจนาง และหันไปถามฉือชิ่ง
ฉือชิ่งพยักหน้าช้าๆ “แล้วช่วงนี้ท่านฝึกหรือไม่” ฉือชิ่งยังคงพยักหน้า
หมิงเวยยิ้มแล้วพูดว่า “เช่นนั้นคุณชายฉือได้รับอะไรบ้างโลกที่ท่านเห็นแตกต่างหรือไม่” ฉือชิ่งยังคงพยักหน้า
หมิงเวยหันไปหาถังซี “นายท่านสิบ ข้าไม่ได้พูดโกหกใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ถังซีมองลึกเข้าไปในดวงตาของนางแล้วหันไปถามฉือชิ่ง “ท่านฉือ ท่านคิดว่าท่านทำได้หรือไม่”
ฉือชิ่งคิดแล้วตอบไปว่า “น่าจะได้ขอรับ”
ทั้งสามพูดคุยถามตอบกันเวินซิ่วอี๋เหมือนถูกกันออกไป เวินซิ่วอี๋ไม่เข้าใจ และนางก็ทนไม่ได้ “พวกท่านพูดเรื่องอะไรกัน อาชิ่ง ท่านมีเรื่องอะไรปิดบังข้า”
หมิงเวยไหวไหล่ และมองดูเงียบๆ
ฉือชิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และพูดกับนางว่า “ก่อนหน้านี้ข้ามีเรื่องอยากบอกท่าน จังหวะเท้าที่นางบอก เมื่อรวมกับพื้นฐานหยินหยางของสำนักหมอผีของเรา สามารถสื่อสารหยินหยางได้ ”
“หมายความว่าอะไร”
“หมายความว่าข้าอาจพบวิธีที่จะฟื้นฟูมรดกที่แท้จริงของสำนักเรา” เวินซิ่วอี๋ตกตะลึง
ฉือชิ่งหันไปคำนับถังซี “นายท่านสิบ ในเมื่อข้าน้อยเป็นคนทำพิธี ท่านอนุญาตให้ข้าน้อยไปพบฮูหยินผู้เฒ่าได้หรือไม่ขอรับ ก่อนทำพิธีข้าน้อยอยากจะเตรียมตัวได้อย่างเต็มที่จะได้ไม่ ต้องถูกนางบงการ”
ถังซีพยักหน้า “ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เชิญ”
ฉือชิ่งตามถังซีขึ้นไปชั้นบน หมิงเวยตามไปด้วย
เวินซิ่วอี๋คว้าตัวนางไว้และถามว่า “ท่านวางยาอะไรอาชิ่งกันแน่ เหตุใดจู่ๆ เขาถึงเชื่อฟังท่านไม่เชื่อฟังข้า!”
หมิงเวยยิ้ม และดึงมือของนางออก “คุณหนูเวิน ท่านทราบความแตกต่างระหว่างข้ากับท่านหรือไม่”
นางตอบด้วยท่าทีสบายๆ ภายใต้การจ้องมองของอีกฝ่าย “สำหรับข้าไม่ว่าสถานการณ์จะยากเย็นเพียงใด สิ่งที่ข้าคิดคือวิธีเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร และให้ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน นทั้งสองฝ่าย แต่ท่านมักจะโทษผู้อื่นที่ไม่ฟังท่าน ที่ท่านไม่สามารถเอาใจฮูหยินผู้เฒ่าได้ไม่ใช่แค่เพราะท่านเป็นสตรีท่องยุทธภพ แต่เพราะว่าท่าน…ไม่ มี ความ เป็น คน