คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 630 สำรวจยามวิกาล
หมิงเวยตื่นขึ้นมาในกลางดึก นางลุกขึ้นและลงไปข้างล่าง
“คุณหนูเจ็ดจะไปไหนหรือเจ้าคะ” ไห่เอี้ยนปรากฏตัวขึ้นด้านหลังนาง
หมิงเวยรู้ว่านางกำลังเฝ้าดูตนอยู่จึงพูดราวกับว่าตนไม่รู้ตัวออกไปว่า “เจ้าตื่นมาพอดีเลยช่วยข้าถือตะเกียงหน่อย”
“นี่…”
หมิงเวยเดินออกจากเรือนไปแล้ว ไห่เอี้ยนไม่มีทางเลือกจึงต้องหยิบตะเกียงขึ้นมาแล้วเดินตามให้ทัน นางออกจากเรือน และเดินไปตามตรอกอย่างเร่งรีบ
ไห่เอี้ยนอยากจะเกลี้ยกล่อมนางให้กลับไป “คุณหนูเจ็ด หากท่านอยากเดินเล่น พวกเราไปเดินในลานบ้านก็ได้เจ้าค่ะ หากถูกคนเฝ้ายามกลางคืนพบเข้าพวกเขาจะคิดว่าพวกเรา…”
“เป็นขโมยหรือ” หมิงเวยหัวเราะ “ไม่ใช่ว่ามีเจ้าอยู่ด้วยหรือ”
“แต่ว่า…” ไห่เอี้ยนสับสน คุณหนูเจ็ดไม่รู้ว่าตนมาเพื่อสอดแนมนางหรือ ถึงได้แอบออกมากลางดึกต่อหน้าตนเช่นนี้ แต่พอคิดดูอีกทีหากนางแอบออกมาทำเรื่องไม่ดีก็ไม่ควรเรียกนางไปด้วยสิ
“จวนของพวกเจ้าซับซ้อนเสียจริง ข้าจำทางไม่ได้เจ้าช่วยข้าจำทางด้วยล่ะ”
ไห่เอี้ยนถูกคำพูดของนางเรียกสติจึงได้แต่ตอบรับ “เจ้าค่ะ”
จากนั้นนางเดินตรงไปจนสุดทาง และในที่สุดก็มาถึงกำแพงลานบ้าน
ที่นั่นมีคนอยู่ซึ่งเขาโบกมือเรียกสุดชีวิต “มาๆๆ”
นั่นบุรุษไม่ใช่หรือ กลางดึกเช่นนี้เหตุใดถึงมีบุรุษมาที่สวนหลังเรือน แอบเข้ามาหรือ นางมองหมิงเวยด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
คุณหนูเจ็ดคิดจะทำอะไรกันแน่ แอบนัดพบบุรุษกลางดึกในจวนตระกูลถัง แล้วยังต่อหน้านางอีก…
นางไม่กลัวเลยหรือ…ไห่เอี้ยนพูดไม่ออก
หมิงเวยเดินเร็วเข้าไปถามด้วยสีหน้าสงบ “เจอปัญหาหรือเจ้าคะ”
จี้เสียวอู่เลิกคิ้ว “ไร้สาระ เสี่ยวไป๋ไม่ได้ส่งข้อความให้เจ้าหรือ”
หมิงเวยพูด “ท่านคิดว่าเราสามารถพูดคุยระยะไกลได้หรือเจ้าคะ ท่านคิดเยอะเกินไปแล้ว ข้าแค่รู้สึกว่ามันกำลังเรียกข้า”
“เจ้าเก่งกาจเพียงนั้น ข้าก็คิดว่าเจ้าทำได้จริงๆ!” คำพูดของจี้เสียวอู่ฟังดูเหมือนเป็นทั้งชมเชยทั้งเยาะเย้ย หมิงเวยขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียงกับเขา มันไม่ง่ายเลยที่จี้เสียวอู่แอบเข้ามาได้ปล่อยให้เสียเวลาเปล่าเช่นนี้ก็น่าเสียดาย
“เสี่ยวไป๋ล่ะเจ้าคะ”
จี้เสียวอู่ชี้ “มันบอกว่าสัมผัสอะไรบางอย่างได้”
“เข้าไปนานเท่าไรแล้วหรือเจ้าคะ”
“ก็สักพักแล้วล่ะ”
ไห่เอี้ยนฟังพวกเขาถามตอบกันในที่สุดก็เข้าใจนางพูดตะกุกตะกัก “คุณหนูเจ็ด คุณ…คุณชายผู้นี้…”
“อ้อ พี่ชายของข้าเอง” หมิงเวยแนะนำ “เจ้าเคยได้ยินมาแล้วใช่หรือไม่”
แน่นอนว่าไห่เอี้ยนเคยได้ยิน นางรู้ว่าคุณหนูเจ็ด และพี่ชายลำบากด้วยกัน แต่…
“พวกท่านกำลัง…”
“ชู่!” จี้เสียวอู่พูดขึ้นทันที “มีคนมา!” เขาดึงหมิงเวยไปซ่อนหลังพุ่มดอกไม้ และหมิงเวยก็ดึงนางเข้ามาอีกที
ทั้งสามหมอบตัวลง สมองของไห่เอี้ยนสับสนยุ่งเหยิง มองดูหญิงชราที่ปฏิบัติหน้าที่ในตอนกลางคืนเดินถือตะเกียงเข้ามาใกล้แล้วค่อยๆ เดินจากไป นางไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
นางไม่ได้มาเฝ้าติดตามคุณหนูเจ็ดหรอกหรือ ออกมาเดินกับนางกลางดึกเพื่อป้องกันไม่ให้นางทำอะไรไม่ดีต่อตระกูลถัง เหตุใดกลับกลายเป็นว่านางต้องมาหลบซ่อนหญิงชรากับสองพี่น้องคู่นี้ด้วย เหตุใดนางต้องกลัวผู้อื่นเห็นกันล่ะ
แต่จะให้ออกไปตอนนี้ก็ไม่ถูกต้องเท่าไร อีกอย่างสองคนที่อยู่ข้างๆ ตนกำลังรอให้หญิงชราจากไปด้วยสีหน้าจริงจัง!
คำพูดร้องเรียกหญิงชราจึงต้องกลืนกลับลงคอไปในที่สุด
เมื่ออันตรายอยู่ไกลออกไปจี้เสียวอู่ก็ถอนหายใจยาว “การรักษาความปลอดภัยของตระกูลถังเข้มงวดมากไม่ง่ายเลยที่จะแอบเข้ามาที่นี่ได้”
หมิงเวยยิ้ม “ด้วยประสบการณ์ร่ำเรียนมามากกว่าสิบปีของพี่ห้า ข้าคิดว่ามันง่ายที่จะข้ามกำแพงมาเจ้าค่ะ!”
จี้เสียวอู่มองนางด้วยสายตาว่างเปล่า “คงไม่สามารถเทียบกับทักษะของเจ้าได้”
ทางด้านไห่เอี้ยนลังเลอยู่นานกว่าจะถามออกไปว่า “คุณหนูเจ็ด พวกท่านกำลังทำอะไรอยู่เจ้าคะ กลางดึกเช่นนี้หากถูกผู้ใดพบเข้าคงไม่ดีแน่”
“กำลังสำรวจเรื่องหนึ่งอยู่” หมิงเวยพูด “มันเป็นเรื่องของความปลอดภัยของตระกูลถัง”
ไห่เอี้ยนตกตะลึง “ความปลอดภัยของตระกูลถังหรือเจ้าคะ”
“ใช่ หากอีกสักครู่เกิดอะไรขึ้นมา เจ้าจะได้ปกป้องพวกเราได้ ข้าสูญเสียวรยุทธ์ไปแล้ว อาการบาดเจ็บของพี่ห้าก็ยังไม่หายดี พวกเราสองคนจึงไม่สามารถเอาชนะคนร้ายเหล่านั้นได้”
ไห่เอี้ยนตื่นตัว “มีคนร้ายหรือเจ้าคะ”
“อาจจะมี” หมิงเวยปลอบนาง “ไม่แน่อาจจะไม่มี”
ทันทีที่นางพูดจบสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป นางร้องขึ้นมาว่า “พี่ห้า เกิดเรื่องขึ้นกับเสี่ยวไป๋แล้ว รีบไปเร็ว!”
“ได้!” สองพี่น้องวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วผู้หนึ่งปีนกำแพงอีกคนปีนต้นไม้
หมิงเวยหันหลังกลับมาเรียกไห่เอี้ยน “รีบมาเร็ว!”
ไห่เอี้ยนทำได้เพียงเดินตามอย่างสับสน ทั้งสามคนปีนข้ามกำแพง และไห่เอี้ยนก็พบว่าที่นี่คือสวนหลานซิน
“เหตุใดพวกท่าน...”
ไม่มีผู้ใดฟังนาง จี้เสียวอู่ และหมิงเวยพุ่งออกไปแล้วจากนั้นไห่เอี้ยนก็ได้ยินเสียงการต่อสู้
“เร็วเข้า!” ไห่เอี้ยนทำได้เพียงตามไปอย่างรวดเร็วแล้วนางก็ได้เห็นฉากนั้น
เงาสองเงาซึ่งเงาหนึ่งเป็นสีดำ และอีกหนึ่งเป็นสีขาวกำลังต่อสู้กันอยู่ในเงามืด คุณชายจี้หยิบบางอย่างออกจากอกเสื้อของเขาแล้วโยนมันไปที่เงามืด
ในตอนนั้นร่างหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรุนแรงตรงไปที่จี้เสียวอู่ ไห่เอี้ยนไม่มีเวลามองอย่างละเอียดก็ต้องเข้าร่วมการต่อสู้แล้ว
นางมาจากสำนักที่มีชื่อเสียง แต่เพราะตอนเด็กต้องประสบกับเหตุการณ์บ้านแตกสาแหรกขาดทำให้ต้องหนีออกมากับบิดามาหลบภัยที่จวนตระกูลถัง หลังจากนั้นเมื่อบิดาจากโลกนี้ไปนางก็อยู่ที่ตระกูลถังเพื่อปกป้องฮูหยินผู้เฒ่า
ในแง่ของทักษะไห่เอี้ยนถือว่าเป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่ง แต่หลังจากประมือไม่กี่ครั้ง ไห่เอี้ยนก็พบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่อ่อนแอ
นางแอบตกใจในบรรดายอดฝีมือในตระกูลถังมีเพียงไม่กี่คนที่แข็งแกร่งกว่านาง ทักษะของคนผู้นี้ล้ำลึกกว่านางมาก!
ทำอย่างไรดีหากต่อสู้ต่อไปนางต้องถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ แน่จนไปรบกวนองครักษ์ที่ลาดตระเวนกลางคืน…
“ช่วยด้วย ขโมย!” มีเสียงสตรีดังขึ้นในตอนกลางคืน
ไห่เอี้ยนหันศีรษะไป และเห็นว่าเป็นหมิงเวยที่กำลังตะโกนก็แทบจะสำลักน้ำลายของตัวเอง
คุณหนูเจ็ดทำอะไรน่ะ เมื่อครู่ยังหลบซ่อนตัวอยู่เลย แม้แต่หญิงชราที่เข้าเวรตอนกลางคืนยังต้องหลบเลี่ยง ตอนนี้พวกเขาปีนข้ามกำแพง และเข้าไปในสวนหลานซิน จู่ๆ ก็ร้องขึ้นมาเสียงดังให้จับขโมยเนี่ยนะ องครักษ์ตระกูลถังเคลื่อนไหวทันทีเมื่อได้ยินเสียงตะโกน
“ขโมยอยู่ที่ใด”
“สวนหลานซิน ดูเหมือนจะเป็นสวนหลานซิน!”
“ไม่ดีแล้ว ที่พักของคุณหนูเหลียง รีบไปเร็ว!”
พวกเขารีบกรูกันไปที่สวนหลานซิน และนายท่านสิบที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ ก็ตื่นขึ้นเช่นกัน ผู้ที่กำลังต่อสู้กับไห่เอี้ยนถอยเข้าไปในเงามืด และหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ไห่เอี้ยนต้องการไล่ตามสัญชาตญาณ แต่ก็ถูกหมิงเวยรั้งไว้ “อย่าไป เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน”
เงาดำ และขาวที่ต่อสู้กันก่อนหน้านี้แยกจากกันอย่างรวดเร็ว เงาสีขาวเข้าไปในแขนเสื้อของหมิงเวย ส่วนเงาสีดำ…ค่ำคืนมืดมิดเกินกว่าจะมองเห็นว่าไปซ่อนตัวที่ไหน!
อันที่จริงไห่เอี้ยนคิดว่านางอาจจะเห็นภาพหลอน เงาสีขาวดำเมื่อครู่มองอย่างไรก็ไม่เหมือนมนุษย์! สีขาวมีลักษณะเรียวยาว ส่วนสีดำมีลักษณะกลมๆ จางๆ นางพบว่าตนเองจำไม่ได้แล้วว่าทั้งสองสิ่งนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือมันอาจเป็นภาพลวงตา
ในขณะที่กำลังสับสนผู้ดูแลความปลอดภัยของจวนตระกูลถังก็เดินทางมาถึง
“อยู่ตรงนั้น ล้อมพวกเขาเอาไว้!”